เดือน7 ฮอกไกโด คือกาละ และเทศะ ที่เหมาะสมจะมาชมธรรมชาติ และทุ่งดอกไม้สวยงาม
เมื่อก่อนคนไทยจะมาเที่ยวฮอกไกโดก็ตอนเทศกาลน้ำแข็ง
แต่ตอนนี้ หลังจากที่ฟุราโนะมีชื่อเสียงมากขึ้น คนไทยก็เริ่มจะหลั่งไหลมาดูความงามหน้าฝนกันมากขึ้น
เราไม่ชอบหรอก เที่ยวหน้าฝนน่ะ
แต่ดอกไม้มันออกหน้านี้เยอะสุด มันก็ต้องมาหน้านี้ดิ ใช่ปะ 555

ฝนตกเราก็บ่ยั่น

ชอบไอเจ้าฟางที่มาม้วนเป็นกลมๆนี่จัง
ทำไมมันเหมือนกันทุกประเทศอย่างนี้

มาถึงที่แรกแล้ว
จริงๆที่นี่เป็นที่แถม และฝนกำลังตกอย่างไม่ปราณี
บวกกับลมเข้าไปอีก
ทำให้อุณหภูมิที่ปรกติชิลๆ กลายเป็นหนาวกระทันหัน
ต้องหาเครื่องดื่มร้อนๆมาประคบมือเป็นพัลวันกันเลยทีเดียว

ฟาร์มบิเอ ก็เป็นทุ่งดอกไม้ที่หนึ่งที่นิยมแวะกัน
ก็มีดอกไม้หลายหลากสีสันดีนะ
แต่ดันไปถึงตอนที่ฝนตกหนักที่สุดของวัน ทั้งหนาวทั้งลมแรง
ลูกเป็ดทั้งหลาย เลยเลือกอยู่แต่ในร้านชอปปิ้งซะนี่ – -”

ส่วนเราก็ได้ถ่ายรูปมาบ้าง
ที่ไม่ได้ถ่ายเยอะ เพราะว่าจะหวังไปถ่ายที่ฟาร์มโทมิตะทีเดียวเลย

แต่ยังไงมาแล้ว ก็ต้องรอสักหนึ่งรูปนะ

แล้วเราก็ไปกันต่อ ได้แต่ภาวนาว่าให้ฝนน้อยลงกว่านี้อีกสักหน่อยเถิด จะเกิดผล

แล้วก็ดูธรรมชาติของฮอกไกโดไปพลางๆ

เขียวกันจริงจังมาก มาทุกเฉด

ผ่านเมืองเป็นระยะ

ทุ่งข้าวบาร์เลย์ที่ลู่ตามลม
ที่ฮอกไกโดนี่ปลูกข้าวบาร์เลย์มาก เป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตเบียร์ก็ว่าได้

แล้วเราก็แวะทานข้าวกลางวันกัน
ซึ่งขอข้ามอาหารกลางวันไปก่อนแล้วรวบยอดตอนท้ายแบบไม่มีปราณีกันเลยทีเดียวนะ ^^

หลังอาหารกลางวัน
เราก็ปุเลงๆไปกันต่อ

ชอบจริงๆเล้ยทุ่งรวงทองเนี่ย

นี่ก็เขียวววววววววว
เขียวแบบว่า ผลผลิตออกมา มันต้องอร่อยแน่ๆเลยอะ 555

มาถึงสักที ที่นี่เป็นที่ๆต้องนั่งรถไกลที่สุดของทริปนี้ก็ว่าได้
ลงมาถึงก็โชคดี ที่ฝนจางแล้ว แต่ก็ยังเปาะแปะให้หัวชื้นๆอยู่
ยังไงก็เรียกได้ว่า โชคดีมากๆแย้ววว

ดูจากแผนที่ ฟาร์มโทมิตะแบ่งพื้นที่ปลูกไว้เป็นห้าแปลงใหญ่ๆ

ฟาร์มโทมิตะมีชื่อเสียงที่สุดจากทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ที่ปลูกไว้เพื่อทำเป็นหัวน้ำหอม
ที่นี่จึงมีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดอกลาเวนเดอร์มากมาย หลายหลาก
การชมทุ่งนี้ก็ไม่เก็บค่าชมด้วยนะเออ

มาถึงแปลงลาเวนเดอร์แล้วววว
ม่วงงงงได้ใจจริงๆ หอมด้วย

Been There, Done That ^___^

โทนสีสวยงาม

ลั้นลา

เครื่องสลัดกลิ่นลาเวนเดอร์ หอมฟุ้ง

โดดไปอีกแปลงนึง ปลูกลาเวนเดอร์บนที่ลาด

แปลงนี้หลากสีดีจัง

ลาเวงเด้อออออ

จงใจให้คล้ายๆโป๊ดสะเต้อปิดหนัง

บาร์เลยยยยยยย์ (ไม่ใช่ดอกไม้นี่นา)

ดอกกระจุ๊งกระจิ๊ง ชอบอีกแระ ^^

คุณนายเดินดูทุ่งพอแล้ว ก็เลยเดินชอปปิ้งดีกว่า
เราก็เด๊าะแด๊ะตามทุ่งไปเรื่อย
พออ้อยอิ่งพอสมควร ก็ตามคุณนายเข้าร้านไป
เจอเก้าอี้ต้อนรับอย่างนี้อยู่หน้าร้าน น่าร้ากกก

ร้านขายดอกไม้แห้งนะเนี่ย
ทำซะกลายเป็นป่าเลย

มีหนมสีสวยๆให้หม่ำๆ
และแน่นอน ของหลักก็ต้องเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ และเมลอนที่ทางฟาร์มปลูกไว้เช่นกัน

พระเอกในเรื่องของกินของฟาร์มนี้คือ
ไอศกรีมกลิ่นลาเวนเดอร์

จะบอกว่า มันอร่อยม้ากกกกก มันฮ้อมมมมหอมมมม ล่ะ

เดินดมดอกไม้ ไอติม เป็นที่พอใจแล้ว
ทัวร์ลูกเป็ดก็เดินทางต่อไปยังเมืองที่เราจะพักคืนนี้เด้อ
ขอลาไปด้วยความเขียวและเหลืองระหว่างทางดังนี้ ^^

กลับมาที่ตอนกลางวัน
ก่อนที่เราจะไปลั้นลากับลาเวนเดอร์
เราไปหม่ำๆอะไรมาที่ ไฮแลนด์ ฟุราโนะ กันเต๊อะ

กีบกะจจ.กะลังกวักมือเรียกลูกค้า

มื้อนี้มาจกหมูกะทะกันดีกั่วววว

เซ็ตแรกที่ได้มา
ปลาหมึก กุ้ง หอย เนื้อ นกเป็ดน้ำ แกะ (แต่เปลี่ยนเนื้อเป็นหมูทีหลังสำหรับคนไม่ทานเนื้อ)

แกะ แบ๊ะๆ ไม่ค่อยคาวเท่าตอนไปทานที่โมร็อกโค

หมู สีเข้มหลายๆ

ซีปู๊ดดดด แต่ที่นี่ซีฟู้ดไม่อลัง ไปเน้นเนื้อมากกว่า

แต่ยังไงเราก็ตัดใจจากน้องโฮตะเตะไปไม่ได้หรอก

ปิ้งๆย่างๆ หอมไปทั้งกะทะ และคนกิน

จิ้มน้ำจิ้มของเขา อร่อยดี ซัดไปหลายชิ้นอยู่

แล้วก็เหมือนหมูกะทะบ้านเราอะ
ที่พอย่างเนื้อเสร็จแล้วเอาผักๆลงผัดๆ แล้วก็เอามาคลุกข้าว เจริญอาหารดี

อิ่มก่อนเพื่อน
คือไม่อยากทานเยอะ
มันเยอะแบบว่าทุกมื้อแล้วต้องเบรกบ้าง
แล้วก็เดินไปชมทุ่งลาเวนเดอร์หน้าร้านดีกว่า
ก็ถือเป็นควันหลงลาเวนเดอร์มาไดหน้านี้ละกันนะ ^^

หอมละมุน : -)

หอมละไม : -)

อ๊ะ รถบัสมารับลูกเป็ดแล้ว

หลังจากฟาร์มโทมิตะ
เราก็ฝ่าสายรุ้ง ไปที่เมืองซัปโปโร
นิวาสสถานแห่งสุดท้ายในทริปนี้ สองคืนด้วยกัน

แล้วฟ้าก็เริ่มใส แดดก็เริ่มมา ตอนห้าโมงเย็น ฮือๆๆ

จ๋วยเนาะ ^o^

บรรยากาศ wonderful life ดีจัง

แดดออกแป๊บเดียว พระอาทิตย์ก็เริ่มจะบ๊ายบายแล้ว

เริ่มเห็นเมืองซัปโปโรอยู่ตรงนู้นไกลๆแล้ว

ซัปโปโรจ๋าา Here I Come จุ๊บๆ

ลอดใต้ความศิวิไลซ์มาแล้ว

บ้านเมืองน่ารักตามคาด
เราว่าบ้านญี่ปุ่นเรียบง่ายกว่าบ้านไทยตั้งเยอะนะ
บ้านไทยต้องมีนู่นนี่อะไรก็ไม่รู้ เต็มไปหมด
จริงๆบ้านเมืองเขาก็ไม่ได้เรียบเนี้ยบ สายไฟก็ระโยงระยาง
แต่ยังไงก็สะอาดกว่าเมืองไทยล้านเท่าอยู่ดี

โรงเบียร์ซัปโปโร

แล้วก็มาเดินชอปปิ้งที่ห้างนี้ที่อยู่ติดกัน

มื้อค่ำ ชาบึ ชาบึ หรือ ชาบู ชาบู นั่นเอง

ผักงามๆ เส้นบะหมี่งามๆ

ตัวชูรสน้ำจิ้มชาบู ของโปรดเลย เออ ว่าแล้วก็อยากกินชาบูอีกละ

น้ำซุปต้มคมบึ

เนื้อก็มีให้เลือกสรรไปตามเรื่องตามราว
เนื้อหมูงามๆ แล่ให้เป็นเนื้อหมูชาบู

เนื้อก็งามไม่แพ้กันนะเนี่ย

เติมไม่อั้น หมูเนื้อไก่แกะ

ต้มๆๆ

แล้วก็จิ้มน้ำจิ้ม งั่มๆ หย่อยจังเยย

เบียร์ซัปโปโร มาอยู่บนโต๊ะอีกแล้ว
ทานอาหารพวกนี้นี่ มันเข้าดีกับเป๊บซี่ โค้ก ไรงี้จริงๆนะ
ไม่แพ้อาหารอีสานเลย

มื้อเย็นก็เรียบง่ายอย่างนี้แหละ

ไม่จริ๊ง…

หัวหน้าลูกเป็ดกลัวลูกเป็ดจะพุงไม่บานพอ
เลยขอเลี้ยงด้วยไฮไลท์อีกอย่าง
ต้องเลือกระหว่าง

คุโระบุตะ เนื้อหมูเทพ

ใส่แค่เกลือกับพริกไท แล้วฉ่าๆ ไม่ต้องใช้เนย ไขมันออกมาเองจากเนื้อหมู

กลายเป็นคุโระบุตะย่าง เนื้อสุดจะนิ่ม

การย่างขั้นโปร เนื้อหมูจึงแสนจะนิ่ม juicy โดยตัวของมันเอง

กับวากิว Wagyu เนื้อวัวเทพ

โรยแค่เกลือกับพริกไทเช่นกัน

มาดูพื้นผิวกันใกล้ๆ

ฉ่าๆลงกะทะ ไม่พูดพล่ามทำเพลงเช่นกัน

ไขมันออกจากเนื้อวัว เต้นดุ๊กดิ๊ก

สุกในระดับที่ผู้สั่งต้องการ ก็ยกขึ้น หั่นๆๆ สับๆๆ

แล้วเราก็จะได้เนื้อวากิว ที่ละลายในปาก แต่ไม่ละลายในมือ หนึ่งจานถ้วน

ยังไม่พออออออออ
มากินไอติมกันเหอะะะ

ติมเมลอนของคุณนาย

ติมคุกกี้แอนด์ครีมของคุณลูก
อาโหย่ยยยย พุงจะแตกกกก

กลิ้งเข้าโรงแรมไป แทบจะไม่อยากนอน ต้องหาเรื่องยกขายกแขนออกกำลังกายซะ
ไม่งั้นอิ่มจนนอนไม่หลับแหงๆ