Posts tagged ‘เตรียมงานแต่ง’

.

หลายๆคนถ้ายังไม่มีแผนจะแต่งงาน อาจจะถอดใจไปตั้งแต่ตอนที่แล้ว 555
อย่าเพิ่งๆถอดใจไป

อย่างที่บอกนะ งบประมาณงานแต่งงานน่ะ มันหลากหลายมาก
ไม่สามารถจะเอามาตรฐานอะไรเป็นตัววัดได้
มันขึ้นอยู่กับการรวม requirement ทั้งหมดของเรา
ถ้าเราต้องการอะไรแพงๆ มันก็ต้องแพง ธรรมดาโลก

.
สิ่งที่อยากพูดอีกรอบก็คือ
ไม่ว่าเราอยากให้งานแต่งงานออกมาสวยงามสมบูรณ์แบบยังไง
คนที่จำงานเราได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง แขกส่วนใหญ่ก็จะจำได้มากสุดแค่อร่อยรึเปล่า
และมันไม่ใช่การการันตีได้เลยว่า ชีวิตหลังจากนั้นของเราจะเป็นอย่างไร
เราอาจจะเลิกกันภายในหนึ่งเดือน หรืออยู่ยาวอย่างมีความสุขไปจนตายจากกันก็ได้
แต่รับรองว่า ถ้าเราตั้งใจกับงานแต่งเรา เราจะได้ความประทับใจจากมันเยอะเลย
แม้ว่าหนทางมันอาจจะเคล้าน้ำตาเป็นระยะบ้าง สำหรับหลายๆกรณี

.

.

อะ เรามาดูเรื่องการ์ดกันต่อเลยนะ

.

.

.

ตอนที่ 7
การ์ดเชิญ

.

.

แปบเดียวก็มาถึงการ์ดซะแล้ว
หลังจากที่เราได้ธีมงานแล้ว
เราก็จะพอรู้แล้วว่า การ์ดของเราจะออกไปในแนวไหน
เรื่องการ์ดนี่เป็นอะไรที่มีความสนุกสนานไม่เบาเลยล่ะ
(ยกเว้นว่า ได้รับสเป็กมาจากผู้ใหญ่ ^^”)

ยกตัวอย่างเช่น ธีมงานเราเป็น Golden Christmas
เพราะฉะนั้น เราก็จะนึกถึงองค์ประกอบในช่วงคริสต์มาส
และสีที่ใช้ ก็จะมี แดง ขาว ทอง เป็นหลัก

.
เมื่อเราได้ตีมขององค์ประกอบ และสีที่จะใช้แล้ว
เราก็มาดูปัจจัยต่อไปที่ต้องพิจารณากัน

.

.

.

จำนวนแขก

.

เมื่อเรามีรายชื่อแขกอยู่ในมือแล้ว ทีนี้ เราก็มาประมาณจำนวนการ์ดกัน
จำนวนการ์ด ไม่มีทางที่จะเกินจำนวนแขกที่จะเชิญได้
แขกที่มาด้วยกันได้ ซึ่งมักจะเป็นครอบครัวเดียวกัน หรือแฟนกัน ก็รวมกันเป็น 1 ใบได้
จึงจะได้จำนวนที่ต้องพิมพ์การ์ดจริง
(ซึ่งมักจะเป็นตัวเลขกลมๆ ปัดเศษขึ้นเพื่อเหลือแจกแขกที่เรานึกไม่ถึง
เช่น 150 ใบ 200 ใบ 500 ใบ 800 ใบ)

เมื่อได้จำนวนการ์ดแล้ว ก็จะได้คำตอบ สำหรับบ่าวสาวที่คันมืออยากทำการ์ดเองเลยว่า
สมควรที่จะลงมือทำการ์ดเองหรือไม่ ทำได้แค่ไหน

จริงๆถ้าการ์ดเกิน 50 ใบ จะเริ่มเหนื่อยแล้วล่ะ
ถ้าเกิน 100 ใบ อาจจะเริ่มไม่สนุก
และถ้าเกิน 200 ใบ ถ้าไม่ว่างจริงๆก็แนะนำว่าอย่าทำมือเลยจะดีกว่า

.

.

.
งบประมาณ

.

งบประมาณที่เราจะกันไว้ให้การทำการ์ด เป็นตัวเลขกลมๆ
เช่น เราตั้งใจจะทำการ์ดทั้งหมด งบไม่เกิน 5,000 บาท
ถ้าเราต้องทำการ์ด 200 ใบ ก็เท่ากับว่า เรามีงบให้ใบละ 25 บาท
ถ้าเราต้องทำการ์ด 500 ใบ ก็เท่ากับว่า เรามีงบให้ใบละ 10 บาท

งบประมาณต่อใบ จะเป็นตัวตัดสินว่า เราจะใช้เทคนิคการทำการ์ดอย่างไรดีที่สุด

.

.

จากนั้น เราก็หาแรงบันดาลใจเรื่องการ์ดตามอินเทอร์เน็ต และหนังสือทั่วไป
นี่คือส่วนหนึ่งของไอเดียการ์ดที่เราดูๆไว้ (ขออภัย จำไม่ได้ว่ามาจากไหนบ้าง)
ปิ๊งอันไหนก็เก็บไว้ก่อนเลย แล้วค่อยมาตบเข้าความน่าจะเป็นทีหลัง

.

.

รูปแบบในการทำการ์ด

.

.
1. ทำมือ

.

งบประมาณเริ่มต้น 2 บาทเป็นต้นไป (ไม่รวมซอง)

การ์ดทำมือ แน่นอนว่ามักจะต้องออกแบบเองด้วย
ซึ่งบ่าวสาวสามารถใช้งบประมาณได้หลากหลาย ตั้งแต่ 5 บาท ไปจนหลายสิบหลายร้อยบาท
ฉะนั้น ไม่ใช่ว่า การ์ดทำมือจะประหยัดกว่านะ
และในหลายกรณี มันแพงกว่าด้วยซ้ำ ถ้ายิ่งใส่ค่าเสียเวลาเราเข้าไปอีกก็ยิ่งแพง

การ์ดทำมือ แน่นอน น้ำหนักความมันส์ในการทำ ชนะขาด
แต่มันก็มีข้อจำกัดในรูปแบบเหมือนกันนะ บางอย่างก็ต้องจ้างพิมพ์เท่านั้น

.

.
การ์ดทำมือที่หมายถึงจะมีคร่าวๆอยู่สามแบบ

.

- การ์ดที่ใช้การอัดรูปเอา
อันนี้เป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาและเงินที่สุด
ข้อดีของการอัดรูปมาทำการ์ดก็คือ ต้นทุนไม่แพง (2-4 บาทต่อแผ่นเท่านั้น)
แถมทำได้หลากหลายลายด้วยนะเอ้อ เพราะไม่มีข้อจำกัดทางด้านเพลท
และยังไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวน จะทำกี่ร้อยใบก็ตามสบายได้เลย
ข้อเสียคือ ทำได้อยู่ไม่กี่ขนาด และทำการ์ดได้ด้านเดียว และไม่ละเอียดด้วย

.

- การ์ดปรินท์เองจบ
ควรจะเป็นปรินเตอร์สี ข้อดีคือ ก็ประหยัดดีเหมือนกัน ทำได้สองหน้าด้วย
ต้นทุนประมาณ 5 บาทขึ้นไป แล้วแต่เนื้อกระดาษ
ข้อจำกัดก็คือ ไม่สามารถทำได้ปริมาณมาก เพราะมันเปลืองหมึก และเสียเวลา
แค่ 100-150 ใบก็มากพอแล้ว (นอกจากการ์ดเล็ก พิมพ์แล้วสามารถตัดครึ่งให้ได้สองใบ)
และความละเอียดก็สู้แบบเครื่องปรินท์มืออาชีพไม่ได้
(ยกเว้นว่าเรามีปรินเตอร์สีด้วย)

.

- การ์ดประดิษฐ์ประดอย
คือการ์ดที่มีการตกแต่งเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่ปรินท์ออกมาแล้วพับใส่ซอง หรืออัดรูปมาแล้วใส่ซอง
เช่น อาจจะนำเอารูปที่อัดมาแปะลงบนกระดาษอาร์ตอีกที และตกแต่งด้วยกากเพชร ตรายาง
และอื่นๆ ข้อดีคือ มันมีคุณค่ามาก และอาจจะแพงมากตามไปด้วย ถ้าย่ิงโปะยิ่งมัน
ข้อเสียก็คือ ก็จะเสียดายนะ ถ้าเห็นว่ามันถูกทิ้ง
เพราะหลายๆคนก็ไม่ได้เก็บการ์ดเชิญแต่งงานไว้ และเสียเวลาทำม้ากมากด้วย
จำนวนที่พอทำได้ก็ไม่น่าจะเกิน 100 ใบเพราะเราจะล้าแทน
แต่กระนั้นก็แล้วแต่เทคนิคในการทำด้วย
บางเทคนิคอาจจะไม่ต้องใช้เวลาและฝีมือมากนักก็อาจจะทำได้ถึง 200 ใบ
(แต่ก็รับรองเหอะว่ามันก็ต้องเหนื่อยมากอยู่ดี ยกเว้นมีแรงงานช่วยเยอะ)

.
แนะนำ
บ่าวสาวที่มีเวลา และมีฝีมือทางด้านการฝีมือ
และจำนวนการ์ดที่ต้องทำไม่เกิน 200 ใบ
(หรืออีกกรณีคือทำการ์ดมาก แต่ตัดส่วนเล็กๆให้เป็นการ์ดสำหรับคนพิเศษ)
.
ไม่แนะนำ
บ่าวสาวที่ไม่มีงานยุ่ง หรือไม่มีทักษะด้านงานฝีมือ
และถ้าจำนวนการ์ดเกิน 200 ใบนี่ แทบจะเลิกคิดได้เลย

.

.

2. จ้างเขาทำ

.

จ้างเขาทำ ก็คือ จ้างร้านที่เขารับทำการ์ดแต่งงานนี่แหละ กับจ้างโรงพิมพ์โดยตรง
การจ้างโรงพิมพ์โดยตรงมักจะถูกกว่าอยู่แล้ว
แต่ต้องเป๊ะเรื่องแบบของตัวเองมากๆนะ ถึงจะไม่ค่อยพลาด
ส่วนร้านที่รับออกแบบการ์ดแต่งงานด้วย เขาก็ย่อมชาร์จค่าออกแบบด้วยเป็นปรกติ

ส่วนตัวแล้วเราแนะนำร้านที่มีประสบการณ์การทำการ์ดแต่งงานอยู่แล้ว
และเขามีแท่นพิมพ์เป็นของตัวเอง เพราะเขาจะควบคุมเวลาได้มากกว่า

.
ตอนที่เราหาร้านทำการ์ดอยู่ เพื่อนได้แนะนำร้านที่เขาพิมพ์การ์ดแต่งงานให้
แต่พอมาถึงตอนติดต่อ ก็พบว่า ติดต่อยากมาก และเขาไม่ตอบอีเมล
เราจึงไม่อยากเสียเวลากับร้านนี้ไปกว่านี้ เพราะร้านทำการ์ดก็ไม่ได้มีร้านเดียว
เมื่อได้ร้านใหม่อีกคนหนึ่ง ก็จึงรีบเปลี่ยนทันที

เราเลยขอแนะนำเสริมตรงนี้นิดนึงว่า
เวลาติดต่อใคร เรื่องอะไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่ร้านหรือคนที่เราอยากจ้างจริงๆ
อย่าไปทนกับการที่เขาไม่ค่อยติดต่อ ไม่ค่อยตอบอีเมล
เพราะมันจะทำให้การเตรียมงานของเราล่าช้าไปอีกโดยไม่จำเป็น
เรามีทางเลือก เราไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่ทำให้เรารู้สึกเป็นกังวลว่างานจะเสร็จรืเปล่า

.

.

การ์ดแต่งงาน มีตั้งแต่แผ่นละไม่ถึงสิบบาท ไปจนถึงแผ่นละเป็นร้อยบาท
แบ่งประเภทคร่าวๆได้ดังนี้

.

การ์ดสำเร็จรูป
คือ การ์ดที่สำเร็จรูปมาแล้วนั่นแหละ ทั้งรูปแบบ สี
เราสามารถเปลี่ยนได้แค่ข้อความที่เป็นตัวหนังสือ และโลโก้ เท่านั้น
ประมาณว่า เปิดฝาแล้วกินได้เลย
การ์ดอย่างนี้จะถูกสุด

.

การ์ดกึ่งสำเร็จรูป
คือ การ์ดที่สำเร็จรูปนั้นแหละ แต่เรายังเลือกสี ปรับลายได้บ้าง
ประมาณว่า เปิดฝาแล้วต้องเติมน้ำร้อน ทิ้งไว้สามนาที ถึงจะค่อยกินได้
การ์ดแบบนี้ ราคาจะสูงขึ้นอีกหน่อย

.

การ์ดออกแบบเอง
คือ การ์ดที่ออกแบบเอง ก็นั่นแหละ โดยโปรแกรม AI หรือ PS
(ถ้าไม่มีไฟล์ดิจิตอลพร้อมปรินท์ มีเพียงไอเดียคร่าวๆ หรือแต่บางส่วนของการ์ด
ก็อาจจะต้องเสียค่าออกแบบเพิ่มให้เขาหน่อยอะนะ)

.

.

ร้านทำการ์ดที่เราใช้บริการในที่สุดก็คือร้าน Cardactually (www.cardactually.com)
ซึ่งเขาก็มีการ์ดสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปให้เลือกด้วยนะ สวยเลยแหละ
ถ้าออกแบบเองไม่แน่จริง เราว่า ใช้ของสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปก็ดีนะ
เดี๋ยวนี้แต่ละเจ้าก็ขนเอาลายสวยๆออกมาเสนอเยอะมากอะ

ผลงานของ Cardactually บางส่วน (การ์ดสำเร็จรูป/กึ่งสำเร็จรูป)

.

.

บริการดี คุณภาพออกมาดีนะ ถ้าใครไม่มีเจ้าในดวงใจก็ลองติดต่อร้านนี้ดูก็ได้
เราติดต่อและส่งไฟล์ทางอีเมล โอนเงินทางธนาคาร และมาส่งถึงบ้าน
ไม่ได้เจอหน้ากันสักนิด ก็ยังวางใจคุณภาพได้
(แต่ก็ไม่ได้จะบอกว่าเป็นเจ้าที่ราคาถูกที่สุดนะเอ้อ)

.

.

.
ตอนแรกเราเดินๆดูร้านที่มาออกงานเวดดิ้งแฟร์ที่เพนิน
เขาก็ทำสวยน่ารักสะดุดตามากเลยแหละ
แต่พอถามราคา แล้วก็พบว่า ใบละ 80 บาทอัพๆขึ้นไป
เราก็ผงะถอยกรูดๆเลย
พอไปตลาดนัดจตุจักร เซ็นทรัลเวิลด์ เจอร้านที่มีอาร์ตเวิร์คถูกใจ
เมื่อดูแบบที่สวยๆชอบใจแล้วอย่างต่ำก็ใบละ 40 อัพอยู่ดี

.

ส่วนตัวเรา เราคิดว่า การ์ดมันสำคัญตรงที่มันเป็นหน้าตาของเรา
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้งานแต่งเราเป็นเรื่องเปลืองทรัพยากรเกินไป
เพราะทรัพยากรที่ผลิตเพื่องานแต่งหนึ่งๆ มักจะไม่ได้ใช้ประโยชน์มันอย่างคุ้มค่าก่อนลงถัง
ประกอบกับว่า ถึงแม้จะชอบอยู่หลายแบบ
แบบที่ตรงใจสุดก็ไม่มี (เป็นคนเรื่องมาก ชีวิตก็ลำบากงี้)
ก็เลยเลือกการออกแบบเอง แล้วก็เอาไปจ้างทำก็แล้วกัน

.
ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบ
นอกจากธีมและสีที่เลือกแล้ว ก็ยังมีปัจจัยเหล่านี้อีก

.

ไซส์
ยิ่งใหญ่ก็แน่นอน ยิ่งแพง

.

สี
ยิ่งสีเยอะ ยิ่งแพง สีน้อย ยิ่งถูก

.

สีพื้นการ์ด
ถ้าพื้นสีเข้มเป็นบริเวณกว้าง ก็อาจจะมีราคาสูงขึ้น
แต่ถ้าเป็นสีของกระดาษที่ร้านมีอยู่แล้วก็อีกเรื่อง
แต่การ์ดสีเข้ม จึงทำให้ไม่สามารถปรินท์ตัวหนังสือลงไปได้
แต่สามารถที่จะปั๊มฟอยล์ลงไปได้

.

การปั๊มฟอยล์
การปั๊มฟอยล์ก็คือตัวหนังสือหรือกราฟฟิกที่เป็นสีทอง หรือเงิน ม่วง เหลือง แดง
หลายๆคนใช้ฟอยล์สีทองสีเงินแทนตัวหนังสือไปเลย ทำให้การ์ดดูมีราคาขึ้นด้วย
ถ้ามี ก็แน่นอนว่า ราคาต้องอัพมากกว่าการปรินท์ลายเส้นหรือตัวหนังสือธรรมดา

.

การเคลือบการ์ด
การ์ดบางแบบไม่ต้องเคลือบก็ได้ ถ้าเคลือบเงา เคลือบด้าน ราคาก็อัพไปอีก

.

เทคนิคตกแต่งการ์ด
ถ้าเป็นการ์ดที่มีรายละเอียดที่ต้องทำมือ ก็ยิ่งแพง
เช่น ผูก หรือมีส่วนประกอบที่ต้องมาประกอบกันอีกทีหลัง
ทำให้การ์ดมีพื้นผิว หรือทำให้นูน ต่ำ ก็รับรองว่า ยิ่งแพงไปใหญ่

.

สรุปง่ายๆกว่า ยิ่งเยอะ ก็ยิ่งแพง นั่นเอง

.

.

ตอนแรกที่ว่าจะใช้ครบสี จึงต้องมาทบทวนใหม่ว่า
จะเอาสีอะไรเป็นเมนหลัก ซึ่งไม่ควรเลือกเกิน 4 สี ไม่รวมสีเดิมของกระดาษ
เราเลยตัดสินใจใช้ สีแดง และ ขาว เป็นหลัก และแซมด้วยสีทอง(ปั๊มฟอยล์) เอา
มีองค์ประกอบคริสต์มาสหรือฤดูหนาวนิดๆหน่อยๆ ให้พอเป็นบรรยากาศ
แต่ไม่ใช่กลายเป็นการ์ดคริสต์มาสเต็มที่
และแน่นอน ไม่มีรูปตัวเองอยู่ในนั้น เพราะหลายๆคน การ์ดก็ทิ้งลงถังขยะ
ส่วนตัวเราว่า อะไรที่คนอื่นทิ้งได้ อย่าเอาหน้าตัวเองเข้าไปใส่เลยเหอะ
แต่ถ้าใครชอบการ์ดที่มีหน้าตัวเองจริงๆแล้วล่ะก็ ก็ต้องลืมๆไปละกันนะว่ามันถูกทิ้งได้

.

แม้จะมีเวลาค่อนข้างจำกัดเพราะอ้อยอิ่งกันมานาน
เราก็นั่งดาวน์โหลดฟอนต์คริสต์มาสฟรีสนุกสนาน
ถึงแม้จะเป็นงานส่วนตัว ก็ขอใช้แต่ของถูกลิขสิทธิ์ และใช้ฟรีได้อย่างถูกต้องที่สุดละกัน
ฟอนต์ที่เราชอบ และคิดว่ามันเข้ากับคริสต์มาส
ก็คือฟอนต์ที่มีอารมณ์วินเทจนิดๆ แต่ยังเรียบง่ายพอที่จะอ่านได้ง่าย

.

ตอนแรกก็นึกไม่ออกหรอกว่า จะออกแบบเป็นยังไง
แต่ดูไอเดียไปเรื่อยๆ และลองเอาหลายๆอย่างมาสุมๆ มาลองใส่ในการ์ดดู
แล้วก็ค่อยๆตัดออกจนเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง
และปิ๊งไอเดียว่า น่าจะเอาสโนว์แมนกับสโนว์เกิร์ลมาเป็นตัวแทนเรากับพี่หมี
และก็เลยจะใช้เป็นโลโก้แทนตัวเรากับพี่หมีในส่วนอื่นๆไปด้วยเลย

และไม่ลืมที่จะใส่มะหมี ลูกชายตัวแรก ใส่ลงไปในการ์ดด้วย
อยากให้มันมีส่วนร่วมอะ ไหนๆก็เอามันมาออกงานไม่ได้
ก็อยากแสดงออกว่า มันยังอยู่ในชีวิตเราเสมอนะ จุ๊บๆ

.

ส่วนตัวเราไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องออกแบบให้เป็นแนวโรแมนติก
เส้นสายพันโค้งไปมา มวลเขาพันธุ์ป่าใบเขียว อะไรงั้นนะ ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่พรีเซนต์ตัวเองจริงๆ
งานแต่งงานมันสนุกก็ตรงนี้แหละ
ถ้าคุณรู้จักตัวเองมาก สิ่งที่คุณเลือก มันก็จะสะท้อนถึงความเป็นคุณได้อย่างชัดเจนเอง
(ยกเว้นคุณไม่ได้เลือก หรือจำเป็นต้องเลือกในสิ่งที่ไม่ใช่คุณ)

.

.

Card ที่ออกแบบตอนแรก
ลายเทาๆบนพื้นสีขาวจริงๆคือลายที่จะให้เคลือบยูวีด้านบน
เพราะฉะนั้นเวลากระทบกับแสง ก็จะเห็นเป็น Texture ลายเกล็ดหิมะ
แต่ตอนหลังก็ต้องตัดออก เพราะราคามันกระฉูดสะใจ ไปถึงใบละ 50 บาท

.

เราให้สโนว์แมนถือลูกโป่งด้วย เพราะว่าเราชอบลูกโป่งเป็นการส่วนตัว
เราเป็นคนชอบสังเกตการณ์ งานรื่นเริง สิ่งที่มีความสุขนะ
ลูกโป่ง มันเป็นตัวแทนของความสุข เป็นรอยยิ้ม และมีความเป็นเด็ก ซึ่งเราว่าเรามีความเป็นเด็กอยู่เต็มเปี่ยม
เราใช้เกล็ดหิมะเป็นตัวสันธาน หรือตัวเชื่อมโยง  และเป็นตัวแอบเติมเต็มที่ว่างในการ์ด
เหมือนเกล็ดหิมะที่ล่องลอยเติมเต็มอยู่ในอากาศ
ใช้หัวใจคู่เล็กๆ ให้พอมีความแอบหวานในความเยาว์วัยของใจ (ที่สวนทางกับสังขาร)
ใช้เรนเดียร์และรถลากเลื่อน สื่อถึงของขวัญที่จะให้กับทุกคนที่มางาน
(ก็คือเราจะพยายามทำให้งานเป็นงานของทุกคน ไม่ใช่งานบ่าวสาวเท่านั้น)
ต้นสนสี่ต้น ก็หมายถึงคุณพ่อคุณแม่ ฝั่งละสอง
แถบที่บอกเดรสโค้ด ก็ทำเป็นริบบิ้น เหมือนการ์ดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกล่องของขวัญ
และสุดท้าย ถึงแม้จะแสดงถึงความรื่นเริง ไม่ติดกรอบมาตรฐานงานแต่งนัก
แต่ก็ยังคงความจริงจังไว้กับความเรียบง่าย และการจัดวาง

.


.

(เราเซ็นเซอร์นามสกุลออกเน่อ)
.

พอทำ mockup ไปให้แม่ดู แม่ก็แนะนำมาว่า ไม่ควรใช้สีเทา สีดำ ในการ์ดแต่งงาน
ตาม…อะไรดีล่ะ ของคนจีนในเมืองไทย
เราว่ามันเป็นความเชื่อที่กลายเป็นรสนิยมไปละมั้งที่ไม่ชอบสีดำ
ส่วนตัวเราไม่ค่อยถือเรื่องสี สีไหนที่ไม่ใช้ก็คือสีที่ไม่ชอบ ก็แค่นั้น
และแม่ก็พิสูจน์ให้ดูว่า การ์ดแต่งงานที่แม่ได้เร็วๆนี้ไม่มีการใช้สีดำสีเทาเลย
เราก็เลยไม่มีทางเถียงว่า นี่ไง คนนี้ก็ใช้

อ้ะ เปลี่ยนก็ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่นา
อย่ามาให้ใช้สีชมพูก็แล้วกัน ไม่ยอมเด็ดขาดดดดดด

.

.
เราก็เลยจัดการเปลี่ยนสีเทาในการ์ดให้เป็นสีอื่นซะ
แล้วก็คิด tag ที่จะใช้ติดของชำร่วยไปเลยรวดเดียว

.

.

Card ตัวจริงที่ออกมา เป็นที่น่าพอใจ
เราเลือกปั๊มฟอยล์แค่ตรงตัวเกล็ดหิมะระหว่างชื่อเรากับชื่อพี่หมีเท่านั้น
นอกนั้นใช้สีน้ำตาลที่ออกไปทางทอง รวมไปถึงตัวหนังสือด้วย
เปลี่ยนสีพื้นหน้าการ์ดหลังการ์ดให้เป็นสีแดงเหมือนกัน
เพื่อความประหยัด แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศที่ไม่เปลี่ยน
และความสดใสสวยงามที่ไม่ได้ลดลง (คิดว่านะ อิอิ)

.

.

.
ถึงกระนั้น ราคาต่อใบก็ยังพุ่งไปที่ สามสิบกว่าบาทอยู่ดี
ด้วยความที่ทะลึ่งใช้สีการ์ดไม่มาตรฐานเป็นหลักนี่แหละ และยังมากกว่า 2 สี
แถมการ์ดก็ใบใหญ่ใช้ย่อยอีก

ความทะลึ่ง หลายๆทีก็มีราคาแพงนะเอ้อ

.

.
ตอนต่อไป มาคุยกันเรื่องของชำร่วย ของรับไหว้กันดีกว่า

.

.

4 Comments

ตอนที่ 6
ตารางเวลา งบประมาณ

.

.

เราคุยเรื่องตารางเวลากับงบประมาณปนๆกันไปเลยละกันนะ

ตารางเวลาในที่นี้ ยังไม่ใช่ตารางเวลาละเอียดที่แต่ละคนจะทำอะไรในวันจริงนะ
แต่เป็นตารางเวลาว่าด้วยเรื่องควรเตรียมอะไรเมื่อไหร่ ในระหว่างทางการเตรียมงานมากกว่า

หลังจากเราได้ฤกษ์มาแล้ว จนถึงวันชิงชัย นั่นคือระยะเวลาทั้งหมดที่เรามีในการเตรียมงาน
สิงแรกๆที่สำคัญที่สุดที่ควรทำทันทีที่ได้ฤกษ์ ในมุมของเรานะคือ

.

.

.

0. รูปแบบงาน จำนวนแขก ทำเล งบประมาณ

.

ยกแยกมาให้อยู่ก่อนสถานที่เลย เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดสถานที่
กรุณาฟันธงให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะได้จองที่อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับงาน
รูปแบบงานในที่นี้ รวมไปถึงว่า เราจะจัดพิธีอะไรบ้าง เราต้องจัดที่จังหวัดไหน
ตกลงจะต้องมีงานเลี้ยงกี่ที่ งานเลี้ยงจะรวมกับพิธีไหม
เพื่อเราจะได้รู้ว่า เราต้องการสถานที่สำหรับทำกิจกรรมอะไรในพื้นที่ใดบ้าง
และเราอยากจะจ่ายสักกี่บาทต่อแขกหนึ่งคน

.

แต่อย่าลืมว่า ค่าใช้จ่ายต่อแขกหนึ่งคน ไม่ใช่งบประมาณโดยรวมของงานทั้งหมดนะ
เพราะเรายังต้องมีค่าใช้จ่ายกับอีกหลายสิบเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม ฉาก ขันหมาก วงดนตรี อาหาร พรีเวด ชุด แหวน ฯลฯ
(ไม่รวมสินสอดทองหมั้นนะ)

.

ถ้าไม่ใช่ที่บ้านมีตัง เงินถุงเงินถัง แล้วล่ะก็
การวางกรอบงบประมาณไว้ตั้งแต่แรก เป็นเรื่องที่สำคัญโพดๆ
อย่าเพิ่งไปหวังว่าแต่งงานแล้วจะได้ค่าซองคืน แล้วจะจัดใหญ่ยังไงก็ได้
ยิ่งบ่าวสาวที่เก็บเงินแต่งงานกันเอง ก็มักจะไม่ได้มีงบยืดหยุ่นมากนัก

.

ควรจัดงบประมาณเลขกลมๆไว้ตั้งแต่แรก
ซึ่งถ้าคิดว่าผู้ใหญ่ก็อยากช่วย ก็ต้องมาคุยกับผู้ใหญ่เช่นกันว่าจะช่วยเท่าไหร่
แต่ผู้ใหญ่ใจป้ำ (แต่ตอนเห็นตัวเลขจริงอาจจะเป็นลม) บอกว่า ขาดเท่าไหร่ก็จะช่วย
ก็ให้กำหนดไปเลยว่า ตัวเองจำเป็นที่จะต้องให้ผู้ใหญ่ช่วยเท่าไหร่
แล้วนำมารวมกับงบประมาณของเราเอง

.

เรื่องงบบานปลาย เป็นเรื่องธรรมดาม้ากกกก ของงานแต่ง
ธรรมดาพอๆกับการอยากกินซาลาเปาก็เดินไปเซเว่น
ก็เพราะว่าเราคิดว่างานแต่งไม่ได้จัดกันบ่อยๆ
จริงๆต้องเรียกว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตด้วยซ้ำ (ถ้ามี)
แต่ก็…พยายามไม่ให้มันบานมากก็แล้วกันนะ สู้ๆ (ตบบ่าแปะๆ)

.

จริงๆมีอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มงบประมาณ
นั่นก็คือ การกู้เงินจากธนาคาร
บางคนก็เลือกทางนี้ แต่ส่วนตัว เราไม่สนับสนุนนัก นอกจากจำเป็นจริงๆ
และถ้าจำเป็น ก็ไม่ควรจะกู้ให้เวอร์มาก
อย่างที่บอกว่าอย่าไปคิดว่าจัดงานแต่งแล้วจะได้กำไร
(และเราก็คิดว่า คนที่จะจัดงานแต่งแล้วหวังกำไรนี่มันก็ “อะไรวะ” อยู่เหมือนกัน
เอาจริงๆไม่อยากไปงานคนแบบนี้เลยอะ ถ้ารู้นะ ฮ่ะฮ่ะ)
ยิ่งถ้าเชิญคนในวงกว้างด้วยนะ และสถานที่ดีด้วยนะ ยากส์ เจ้าอย่าหวัง
ให้คิดเอาไว้ก็แล้วกันว่า ให้กู้เงินในวงที่คิดว่าขี้หมูขี้หมาก็น่าจะได้ซองมาประมาณนี้

ส่วนการจัดสรรงบประมาณว่าจะให้ลงอะไรเท่าไหร่
ก็ลองอ่านๆมหากาพย์ไปเรื่อยๆตั้งแต่ต้น ก็จะได้งบคร่าวๆแล้วล่ะ

.

.

.

1. สถานที่

.

มีกาละแล้ว เทศะก็ต้องตามมา ถ้าไม่รู้เทศะจะจิ้มหมุดปักแผนที่ตรงไหน
นั่นจะเป็นเรื่องที่จะทำให้เรากังวลจนกว่าจะได้นั่นแหละ
เมื่อได้รูปแบบงาน จำนวนแขก ทำเล งบต่อหัว มาแล้ว
4 อย่างนี้ก็จะเป็นตัวกำหนดให้เราค้นคว้าข้อมูลสถานที่ได้ไม่เปะปะ
บางทีมี wedding fair ในโรงแรมตามวันเวลาที่กำหนด
ซึ่งก็ดีเพราะทำให้เห็นที่ๆเล็งไว้ได้ชัดเจนขึ้นว่าจัดงานขึ้นมาแล้วจะเป็นยังไง
และมักจะมีโปรโมชั่นพิเศษเวลาที่จ่ายเงินจอง ณ วันนั้น
แต่ก็ไม่ควรจะไปเยอะเพราะจะเสียเวลา และทำให้สับสนเปล่าๆ
อย่างตอนเราจะจองเพนินซูลา พอดีว่า อีกสามสัปดาห์ที่โรงแรมก็จะมี wedding fair
เราจึงมาจ่ายเงินจองใน fair แทนที่จะจ่ายก่อน เพราะเห็นแก่โปรโมชั่นนั่นเอง
(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรจะเตี๊ยมกับเซลล์ให้แน่ใจนะว่าเขาจะกันห้องให้เราถึงวันงาน
ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่จ่ายเงินก่อนได้ก่อน อันนั้นจะเซ็งเป็ดได้)

.

เราว่า ค่าสถานที่จัดเลี้ยง(และซุ้มอาหารเพิ่มเติม)เนี่ย
เป็นอะไรที่เปลืองเป็ดสุดแล้วในเรื่องงบประมาณ
(ไม่รวมค่าสินสอดทองหมั้นแหวนเพชรเจ้าคุณนะ)
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับทั้งเกรดสถานที่ และจำนวนแขกด้วยแหละ อย่างที่บอก
ให้สมมติก็ได้
สมมติว่า มีงบรวมห้าแสน ต้องการเลี้ยงแขก500 คน ในกรุงเทพ
มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้โรงแรมห้าดาว
เพราะขั้นต่ำก็ตกหัวละพันแล้ว 500 คนก็ห้าแสน งาบงบไปหมด
แต่ถ้าต้องการเลี้ยงแขก 200 คน โรงแรมห้าดาว
ก็ขึ้นอยู่กับว่า โรงแรมนั้นๆรับขั้นต่ำกี่คน และมีเรทเหมาหรือไม่
บางทีเราก็ไม่สามารถจะคำนวณทื่อๆได้ว่า ถ้าเลี้ยงแขก 100 คน คูณหัวละพัน
รวมเป็นงบแค่หนึ่งแสน อย่างนี้ก็จัดโรงแรมห้าดาวได้ ซึ่งก็ไม่ใช่
บางทีเขาคิดขั้นต่ำต้องมีอย่างน้อยสองร้อยคน และคิดเหมาอยู่ที่สามแสน ก็เป็นได้

.

กลับมาที่งบห้าแสน แขกห้าร้อย
เรารู้แล้วว่าห้าดาวไม่ได้แน่ๆ ก็อาจจะต้องลดเป็นสามสี่ดาวแทน
ถ้าเราบอกว่า กันงบให้สถานที่สุดๆแล้ว สามแสน (ส่วนที่เหลือ ต้องอยู่ในงบสองแสน)
ถ้าแขกยังห้าร้อยคนอยู่ ก็หารเข้าไป ตกหัวละหกร้อย
แปลว่า เราต้องหาสถานที่ที่อยู่ในงบหัวละหกร้อยสำหรับห้าร้อยคนให้ได้
และยิ่งถ้าตั้งใจจะมีซุ้มอาหารเพิ่มอีก งบต่อหัวก็ต้องกดลงไปอีก
อาจจะต้องไปพิจารณาโรงแรมสามดาว หรือสโมสร หอประชุมต่างๆแทน
ซึ่งไม่ได้มีอะไรน่าเกลียด เพราะสถานที่เหล่านั้นก็จัดงานแต่งชุกชุมไม่แพ้ห้าดาวอยู่แล้ว

หรือถ้าอยากได้ห้าดาวจริงๆเพราะปักใจอะไรสักอย่าง
เราอาจจะจำเป็นต้องลดจำนวนแขกลง ไม่ก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบงาน หรือทั้งสองอย่าง
เช่น ไม่จัดงานเลี้ยงเย็นแล้ว เอาเป็นตอนพิธีเชิญแขกสองร้อยแล้วทานของว่างก็พอ จบ
อย่างนี้ก็จะประหยัดได้อีกเช่นกัน

.

Cash flow ของเราก็สำคัญมาก
เพราะงบประมาณบางทีเราไม่ได้ตั้งจากที่ว่าเรามีเงินอยู่ในธนาคารตอนนี้เท่าไหร่
แต่เราตั้งจากว่า เมื่อถึงวันงาน เราน่าจะมีเงินอยู่ในธนาคารรวมเท่าไหร่
เพราะฉะนั้น ระหว่างทาง อาจจะยังจ่ายบางอย่างไม่ได้
หรือเงื่อนไขโรงแรมในการจ่ายมัดจำ บางทีเรียกให้จ่ายเป็นเงินก้อนที่ใหญ่กว่าที่มี ณ ตอนนั้น
ก็ต้องหาโรงแรมใหม่เช่นกัน ถ้าการเจรจาผ่อนผันเลื่อนจ่ายหรือจ่ายก้อนเล็กก่อน ไม่เป็นผล

.

ทุกอย่างเป็นตัวแปรได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเรายึดว่าอะไรสำคัญที่สุด
โดยที่งบประมาณรวมควรจะเป็นตัวคงที่ตลอด
เมื่อฟันธงสถานที่ได้แล้ว เราก็จะได้งบประมาณเหลือไปทำอย่างอื่นอย่างชัดๆแล้วล่ะ

.

.

.

2. ช่างถ่ายภาพ ช่างแต่งหน้า

.

เพราะพวกนี้ มือดีๆเขาคิวเต็มเร็วมาก
จองตัวได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ช่างสองอย่างนี้ เขาไม่ต้องการอะไรมากในการจองขั้นต้น
นอกจากวันเวลาที่จะให้เขาไปถ่าย จำนวนคิวที่ต้องการจ้าง และจังหวัดที่จัดงาน
โดยที่มักจะต้องมัดจำไว้ครึ่งหนึ่งเป็นการจอง และจ่ายอีกครึ่งวันงาน
ซึ่งถ้าเป็นไปได้ อย่ามีอะไรค้างจ่ายวันงานให้เยอะ ชีวิตในวันงานจะง่ายขึ้นอีก
ถ้าไม่จ่ายก่อนวันงาน ก็จ่ายหลังวันงานไปเลยยิ่งดี(ถ้าเขายอมนะ)

.

งบช่วงแรกนี้ จึงมักจะเป็นงบสถานที่ บวกมัดจำช่างถ่ายภาพ ช่างแต่งหน้า เป็นหลัก
เวลาจ่ายเงินออก ก็อย่าลืมนะว่าเรายังมีเงินเหลือต้องจ่ายอีก
บางทีจ่ายค่ามัดจำแล้ว เราจะอยากลืมๆไปซะว่ายังมีส่วนที่ต้องจ่ายอีกบานเล้ย

.

.

.

3. ของชำร่วย (บวกของรับไหว้)

.

ตรงนี้ ถ้ากะซื้อสำเร็จรูป ก็ยังพอมีเวลาให้ชิลๆได้
ค่อยๆดู ค่อยๆเลือกไป อะไรที่ตรงกับคอนเซปท์และเป็นมิตรกับกระเป๋าตัง
แต่ไม่ควรจะซื้อแล้วได้หลัง 2 สัปดาห์ ก่อนงานนะ มันจะระทึกเกินไป

.

งบสำหรับของชำร่วย อาจจะกันไว้ก้อนหนึ่งเลย แล้วหารจำนวนแขกเอา
หรือจะคิดจากงบต่อหัว แล้วคูณจำนวนแขกเอา ก็ได้

.

บางคนก็เน้นให้ของชำร่วยถูกๆเข้าว่า แล้วไปเน้นฉากถ่ายรูปให้อลัง
แต่บางคนก็คิดว่า ของชำร่วยมันก็บ่งบอกฐานะและหน้าตาของที่บ้านเช่นกัน ต้องลงทุนหน่อย
อันนี้ก็แล้วแต่จะให้ลำดับความสำคัญกันไป
เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ผิดหรอก ถ้าจะไปซื้อของชำร่วยแพ็กเป็นโหลๆจากเจเจ
หรือจะสั่งทำจากต่างประเทศชิ้นละเป็นร้อยบาท
มันอยู่ที่คอนเซปท์และงบประมาณโดยรวมด้วย

.

บอกงบให้นิดนึงละกัน
สมมติว่าต้องการของถูกจริงๆ แค่มีให้ครบตามธรรมเนียมปฏิบัติ
ก็แนะนำของชำร่วยแพ็กโหลตามตลาดหรือในเน็ต
เพราะเขาผลิตเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว มันเลยถูก
แต่ถ้าต้องการแบบไม่แพง แต่ก็ยังพอดูมีดีไซน์ เป็นตัวของตัวเองขึ้นมาอีกนิดนึง
งบของชำร่วยต่อหัว ก็มักจะเริ่มต้นที่ 20 บาทอัพ รวมค่าป้ายชื่องานตัวเองด้วยก็อาจจะเป็น 25 บาท
ถ้าแขก 500 คน ก็เท่ากับว่าต้องกันงบให้ของชำร่วยราวๆ 12,500 บาท

.

.

.

4. การ์ดเชิญ

.

การ์ดเชิญ ควรจะเสร็จถึงมือ ไม่ต่ำกว่า 1 เดือนก่อนงาน
ไม่มีใครชอบเสี่ยงเชิญแขกแบบฉุกละหุก โดยเฉพาะแขกผู้ใหญ่
ยิ่งถ้าเป็นวันที่ตรงกับช่วงวันหยุด ก็ยิ่งควรเชิญล่วงหน้า
ถ้าได้ประมาณ 2 เดือนก่อนงานนี่ กำลังสบายๆเลย
(แต่ถ้าฉุกละหุก มีเวลาเตรียมงานไม่ถึงสองเดือน ไรงี้ ก็ต้องเชิญก่อนได้การ์ดไปเลย)

.

เช่นกัน การ์ดเชิญ บางคนก็ขอแบบ อลัง
บางคนก็ไม่เห็นความสำคัญมาก และเป็นการเปลืองทรัพยากร
เพราะคนจำนวนมากก็ไม่ได้สะสมการ์ดเชิญแต่งงาน ก็โยนลงถัง

.

งบประมาณละเอียด ก็เดี๋ยวจะไว้เขียนตอนถัดๆไปเช่นกัน
เอาเป็นว่า การ์ดสั่งทำที่ดูดี เริ่มต้นได้ที่ราคาประมาณ 15 บาทต่อแผ่น
(สีเดียว กระดาษมาตรฐาน)
ถ้าแขก 500 คน ก็คูณเข้าไป เป็นงบเริ่มต้นที่ 7500 บาท ไหวไหมๆ

.

.

.

5. ชุดแต่งงาน

.

ไม่พูดถึงไม่ได้เลย เพราะจะเป็นอะไรที่เปลืองอีกอย่างหนึ่ง
ในกรณีที่เช่าซื้อ เช่าตัด หรือเช่ามือหนึ่ง งบประมาณขึ้นหมื่นอัพได้เลย
เช่าตัดดีๆหน่อยก็มักจะเริ่มต้นที่สองหมื่นอัพ ขึ้นอยู่กับรูปแบบชุด
ถ้ายอมเช่าชุด มือสอง สาม สี่ คือมันก็เยินไปตามสภาพ แต่ก็ถูกกว่ากันโขอยู่
ถ้าเป็นชุดผู้ชาย ก็ง่ายอยู่แล้ว ซื้อสำเร็จก็ได้ ราคาอาจจะอยู่ในหลักพันได้

.

ชุดแต่งงาน ถ้าเช่าซื้อ หรือเช่าตัด
เป็นอะไรที่ควรเริ่มตัดล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนงาน
ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ พอใกล้จะสามเดือนก่อนงาน ควรจะแซะตัวเองให้ไปร้านตัดชุดเช่าชุดได้แล้ว
ฉะนั้น สี่เดือนก่อนงาน งบชุดควรจะมีอยู่ในมือแล้ว

.

มาถึงตรงนี้แล้ว ลองคำนวณคร่าวๆไหมนะ
สมมติว่ามีงบ 500,000 แขก 500
งบสถานที่เอาไปแล้ว 300,000 เหลือ 200,000
สมมติงานเช้าแล้วงานเย็น ตามธรรมเนียม ก็ใช้ช่างภาพสองคิว ช่างแต่งหน้าสองคิว
ตีตัวเลขกลมๆไปว่า 50,000
ของชำร่วย ราคาชิ้นละ 25 บาท รวมเป็น 12,500
การ์ดใบละ 15 บาท รวมเป็น 7,500 บาท
ชุดแต่งงานชายหญิง สมมติว่าเช่าตัดรวมกันสองชุด เช้าไทย เย็นสากล 30,000 บาท

.

แปลว่า จากจุดนี้เราจะเหลืองบประมาณให้ทำอย่างอื่นอีกรวมกัน 100,000 บาทถ้วน
โดยช่วงแรกบ่าวสาวต้องมีเงินในมือเพื่อจ่ายมัดจำสถานที่ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า
(ในกรณีที่สามอย่างนี้ต้องการมัดจำ 50%) 150,000 + 25,000 = 175,000 บาท

.
ดูกร เรายังมีของราคาใหญ่ๆให้ซื้ออีกสองก้อนด้วยกัน เริ่มจาก

.

.

.

6. แหวนแต่งงาน

.

แหวนแต่งงานก็มักจะมีเพชรอยู่ เพราะเพชรมีความหมายว่าเลอค่า อมตะ
(กรุณามองขวางๆไปที่ De Beers ผู้ให้กำเนิดสโลแกนนี้ ทำให้เวลาแต่งงานคนต้องซื้อแหวนเพชร)
เวลาถ่ายรูปแล้วสวยดีด้วย ดูสมเป็นแหวนแต่งงาน
และเพชรนี่แหละที่จะเป็นตัวแพง

.

แต่กระนั้น ก็ไม่ใช่ว่าแหวนเพชรจะต้องแพงเป็นแสนเสมอไป
เพชรมีหลายเกรด และราคาก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยของเพชรนั้นๆ
ถ้าเราต้องการแค่แหวนเกลี้ยง (และที่บ้านยินยอม)
แน่นอน ราคาสองวงรวมกันก็ไม่ถึงหมื่น
แต่ถ้าเราจะต้องการให้มันประดับเพชรบ้าง แม้ไม่ต้องใหญ่ทิ่มตา แต่ก็ยังอยากให้มี
ก็อาจจะได้ราคาเบสิคๆกันที่ 25,000 – 30,000 บาทต่อวง
ณ จุดนี้ ก็เอาไว้ขยายในตอนต่อๆไปเช่นกัน

.

การซื้อแหวน จะซื้อสัก 1 สัปดาห์ก่อนวันงานก็ได้ และการแก้ไซส์ก็สามารถทำได้ในวันเดียว
ทำให้เรายังมีเวลาพิจารณางบในกระเป๋าว่า เราสามารถจะซื้อแบบไหนได้บ้าง
การรีบซื้อแหวนเพชรแต่เนิ่นๆ ในกรณีที่มีงบไม่มาก
มันจะทำให้ไปเบียดบังความสามารถในการจ่ายสิ่งอื่นที่เร่งด่วนกว่ามากกว่า
เพราะงบในการซื้อแหวนมันมิใช่น้อย
แต่ถ้าต้องรีบซื้อในกรณีที่ราคาเพชรมันกำลังจะขึ้นพรวดๆ
ก็ลองชั่งน้ำหนักดูว่า มันแพงกว่ากันเยอะไหม ถ้าไม่เยอะ ก็แนะนำให้รอก่อนดีกว่า

.

สมมติว่า
จะซื้อแหวนเพชรแหละ แต่เอาแค่เพชรเม็ดเล็กๆกระจุ๋มกระจิ๋มก็พอให้รู้ว่าเป็นแหวนเพชร
ไม่ต้องเพชรเม็ดใหญ่เบิ้ม ก็ลองกะงบประมาณตรงนี้ไว้สัก 50,000 บาทสำหรับสองวง
งบที่เหลือของบ่าวสาวคู่นี้ ก็จะเหลือแค่ 50,000 บาทแล้ว

.

.

.

7. พรีเวด

.

จริงๆถ้าเหลือ 50,000 บาทหรือน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้ไม่เท่าไหร่
เราไม่อยากแนะนำให้ไปถ่ายพรีเวดเป็นเรื่องเป็นราวเลย
เพราะมันก็จะเป็นเงินก้อนอีกราคาเป็นหมื่น
แต่ถ้าสมมติว่า อะ อยากถ่ายจริงๆ จ๋าขอเหอะ อะ ก็…โอเคก็ได้
กันงบพรีเวดไว้สัก 20,000 ละกัน ค่าช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ชุด ค่าน้ำมัน

.

ส่วนใหญ่พรีเวดก็ไม่อยากถ่ายไกลจากวันงานมาก เพราะยังลดน้ำหนักกันไม่เสร็จ 555
แต่ก็มักจะถ่ายเสร็จกันช่วง1-2 เดือนก่อนวันงานแหละ
เพราะบางคนต้องเอารูปพรีเวดไปทำน้ำจิ้มให้แขกตื่นเต้นด้วยในเฟซบุค
บางคนก็ต้องเอารูปพรีเวดใส่ลงไปในการ์ดเชิญด้วย
จึงต้องถ่ายให้เสร็จก่อนที่จะปรินท์การ์ดได้ และต้องนำแจกอย่างน้อย 1 เดือนก่อนวันงาน
เพราะฉะนั้น ถ้าจะถ่าย มันก็จะเป็นงบในช่วงกลางๆของการเตรียมงานอีกหนึ่งก้อนนะ

.

อะ เหลือเท่าไหร่ละ
ยอดยกมา 50,000 – 20,000 = 30,000 บาท ละนะ
อย่าลืมว่า เราคิดงบกันโดยเอาแต่งบเริ่มต้นเลขกลมๆมาคิด
งบของจริงจึงบานฉ่ำกว่านี้ได้มาก
หรือเหี่ยวหุบกว่านี้ได้อีกมาก ถ้าตัดใจไม่ซื้อนั่นซื้อนี่ได้

.

.

.

8. ฉาก พร็อพ

.

ถ้าสถานที่นั้นแถมฉากด้วย ก็แนะนำว่าให้ใช้ฉากเขาไปเหอะ ประหยัดไปได้อีกหลาย
แต่ถ้าเป็นสถานที่แบบโรงแรมห้าดาว อะไรงี้ ฉากเขาอาจจะไม่แถม
แถมถ้าจะให้เขาทำ ก็แพง แล้วยังเบสิคๆอีกด้วย

.

แต่ถ้าต้องการให้ทีมข้างนอกมาทำฉากให้ ก็ต้องถามเหมือนกันว่า
เขามีข้อแม้อะไรหรือเปล่า เช่น ค่านำเข้า (คล้ายๆค่าเปิดขวด)
ถ้าเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาจัด ก็จะเสียค่านำเข้าเพิ่มอีก เป็นต้น

.

ถ้างบในการทำฉากอยู่ราวๆ 30,000 แนะนำว่า ให้เช่าฉากสำเร็จรูปและพร็อพมาใช้
จะประหยัดค่าตกแต่งสถานที่ไปได้อีกเยอะ
เดี๋ยวนี้ฉากสำเร็จรูปก็ดูดีใช้ได้นะ ไม่ต่างกับฉากทำขึ้นใหม่
ซึ่งก็มี supplier ในเว็บอยู่หลายเจ้าเช่นกัน

.

แนะนำว่า ฉากพร็อพนี่ ล็อกเจ้าไว้เนิ่นๆก็ดีเหมือนกันนะ
ด้วยเหตุผลเดิมๆที่ว่า ของอาจจะหมด คิวอาจจะเต็มได้
โดยเฉพาะการเช่า เพราะของอาจจะมีชิ้นเดียว เช่าหมดแล้วหมดเลย
กะๆเอาไว้สักไม่ต่ำกว่า 1 เดือนก่อนวันงาน ก็ทำการมัดจำกันได้แล้วล่ะ
(ซึ่งแปลว่า แบบควรจะเลือกก่อนหน้านี้ไปแล้ว)

.
อ้าว งบหมดแล้วสิเนี่ย เหลืออะไรอีกน้ออออ

.

.

.

9. วงดนตรี พรีเซนเตชั่น ขันหมาก งบทำสวย เค้ก พิธีกร ฯลฯ

.

งบเหล่านี้ จะจ่ายหรือไม่จ่าย เราก็ว่ายังมีทางอยู่
อย่างเช่น เราไม่ต้องจ้างวงดนตรี แต่ให้โรงแรมเปิดแผ่นให้ หรือเราเตรียมแผ่นไปให็ก็ได้
แต่ถ้ามีเพื่อนเล่นวงดนตรีอยู่วง ihearband.com (แอบเนียนโฆษณา)
หรือวงอื่นๆที่ฝีมือดีๆ เราอาจจะอยากเพิ่มงบให้ส่วนนี้ให้ได้ก็ได้

.

พรีเซนต์ ก็ทำเอง ไม่ต้องอะไรเยอะ แขกก้มหน้าก้มตากินและเมาท์
เค้ก สถานที่อาจจะมีอยู่แล้ว
พิธีกร หักคอเพื่อนรักมาสักคน ถ้าไม่มีใครคบก็ยากหน่อย
งบทำสวย ทำเองได้ พอกเองได้ สบายอยู่
ขันหมาก อันนี้อาจจะทำเองยากหน่อยถ้าจะเอาให้สวยเนี้ยบจริงๆ
ฯลฯ อะไรทำได้เองอีกก็พยายามให้แรงงานตัวเองเข้าไว้

.
ถ้าคิดว่าต้องมีงบเพิ่มจริงๆ ก็ทำได้สองทาง ในกรณีที่ไม่ได้คิดจะหาเงินมาโปะเพิ่มงบ
หนึ่งก็คือ กดค่าใช้จ่ายเราลงไปอีก
เช่น ถ้าอยากตัดชุด ก็เปลี่ยนเป็นเช่าชุดที่ร้านเขามีอยู่แล้วแทน หรือซื้อสำเร็จแบบที่เอามาแทนชุดแต่งงานได้
ของชำร่วย ลดความอลังอย่างที่ฝันเอาไว้ลงไปอีกหน่อยก็ได้ แล้วเพิ่มความคิดสร้างสรรค์แทน
ก็จะเบียดงบเจียดมาจ่ายกับสิ่งละอันพันละน้อยที่เหลือได้อีก

.

แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ คำนวณยังไงยังไงก็ไม่พอ และไม่อยากลดงบสิ่งละอันไปมากกว่านี้
ก็อาจจะต้องกลับมาที่จำนวนแขกอีกครั้ง อาจจะต้องมีการตัดออกไปอีก
แล้วเริ่มคำนวณกันใหม่อีกรอบจนกว่าจะลงตัว

.

.

.
และเมื่อลงตัวแล้ว ก็ลุยเลยจ้า
อย่าไปคิดว่างานเราไม่แพงแล้วจะไม่สวย
หลายๆงานที่แพงๆก็ใช่ว่าจะสวยเสมอไป อาจจะเลอะๆ เยอะๆ รกๆ ด้วยซ้ำ
เราพยายามหาข้อมูล และใช้ความคิดสร้างสรรค์ส่วนตัว ทำให้ด้วยตัวเองได้อีกเยอะ

.

.
งบประมาณและจำนวนแขกตัวอย่างในตอนนี้
เป็นแค่เพียงตุ๊กตาเท่านั้นนะ
ยังมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่ทำให้งบขึ้นและลงไปมากกว่านี้
ใครที่มีงบน้อยกว่านี้มาก ก็อย่าเพิ่งใจเสียว่าจะจัดงานแต่งไม่ได้
เพราะถึงแม้ว่างบประมาณที่ต่างกันจะทำให้ได้ของที่ไม่เหมือนกัน
แต่การทำได้ดีที่สุดในแบบของตนเองและงบประมาณที่มีอยู่
และการทำด้วยใจ วันงานบ่าวสาวยังมีความสุขกันดี เพื่อนพ้องมากันให้เต็ม
เราว่านั่นคือความสวยงามที่สุดในวันแต่งนะ ไม่ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน

.

.

4 Comments

.

.
ตอนที่ 5
ธีมงาน

.

.

ฮก ลก ซิ่ว เราว่ากันผ่านไปแล้ว
หลังจากได้ฤกษ์มา เราต้องจองสถานที่ ช่างกล้อง และช่างแต่งหน้า ให้มั่นเหมาะ
ต่อจากนั้น ก็มาว่ากันต่อถึงเรื่องธีมงาน
.

Continue reading…

1 Comment

.

.
จริงๆการเตรียมงานแต่งในแต่ละส่วน มันไม่ได้ยุ่งยากเวอร์อะไรอะนะ
คือ เราว่า อาศัยหาข้อมูลเยอะพอประมาณ แต่ไม่ต้องไปลงแรงเยอะเกิน
(เช่น หาโรงแรมมาสิบที่ ไปมันซะสิบที่เลย
ถ้าไม่ว่างก็ไม่ต้องขนาดนั้น ถ้ามีเวลาแล้วอยากไปก็ไปเอาสับสนปนสนุก)
ยึดเกาะกับ requirement ของตัวเองดั่งจิ้งจกตุ๊กแกเสมอ
จะได้ไม่เสียเวลาหลงทาง และเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุ

ก็แค่เสียเงินเท่าที่จำเป็น
ลมก็จะจับๆอยู่เรื่อยๆแล้ว ใช่ป่าวล่ะ ^^”

.

.
ตอนที่ 4
หน้า แอนด์ ผม

.

ฮก กับ ลก ไปเรียบร้อย
มาถึง ซิ่ว กันดีกว่า
มาว่าด้วยเรื่องของช่างแต่งหน้า a.k.a. เมคอัพ อารรร์ติสสท์ กัน

.

Continue reading…

1 Comment

ตอนที่ 3
ว่าด้วยเรื่อง ช่างบันทึกหน้าที่แต่ง และช่างที่แต่งหน้าให้บันทึก

.
ฮก หรือสถานที่จัดงาน ผ่านไปแล้ว
ตอนที่ 3 นี่
เรามาว่าด้วยเรื่องของ ลก ดีกว่า
ตอนแรกจะควบลกกับซิ่วแล้ว
แต่ดูท่าทางแค่ลกก็คงยาวจะแย่
งั้นขอยกซิ่วไปตอนที่ 4 ก็แล้วกัน

.

.
หลังจากที่เรารู้ฤกษ์แล้ว ก็ถึงเวลาค้นข้อมูลไปเรื่อยเจื้อย
ระยะนี้จะได้ใช้งาน Favorite ของ Web browser กันกระจาย
ไฟล์ที่เซฟไว้ก็จะเต็ม desktop เราไปหมด

รวมไปถึงภาพสวยๆงามๆของงานแต่งที่เราเก็บไว้กันด้วย

.
เรามาว่ากันด้วยเรื่องของ ช่างภาพนิ่ง กันก่อนดีกว่า

.

Continue reading…

4 Comments

.

เนื่องด้วยมีคนรีเควสท์มหากาพย์ตอน 0 ว่าด้วยเรื่องการขอแต่งงาน
เราก็อยากจะเขียนอยู่ล่ะนะ แต่มันไม่มี material ให้เขียนนี่อะซี่
ชีวิตจริงช่างไม่ค่อยมีโหมดดราม่า ฉากหลั่งน้ำตา อะไรงี้
สองคนบวกทางบ้าน ตกลงว่าถึงเวลาแต่งงาน ก็แต่งงาน
ถามว่าอยากมีซีนอย่างนั้นในชีวิตไหม ก็ตอบตามตรงนะ ว่าอยาก
แต่ถ้ามันไม่มี ก็ไม่เป็นไร
ให้รู้ไว้ว่า ยังไงเราก็เต็มใจใช้ชีวิตที่เหลือด้วยกัน อะกี๊ยๆๆ ค้วกเคี้ยก
(รู้สึกตัวเองจะคล้ายมาดามมดเข้าไปทุกวัน)

Continue reading…

5 Comments

ตอนที่ ๑
ว่าด้วยเรื่อง ฤกษ์ที่จะเลิกเป็นแฟน

.

คือเรื่องมันเริ่มต้นมาจากว่า…

เมื่อวันเกิดเราเมื่อปี 2554 พี่ทัน พี่ที่เคารพนับถือกันมานาน
พี่เขามี hobby เล็กๆอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ทำบ่อยๆ(มั้ง)
นั่นก็คือ การคำนวณดวงแบบยูเรเนี่ยน
พี่เขาก็ทักเรามาว่า ปีนี้ปีหน้า เป็นช่วงโอกาสที่ดีที่จะแต่งงานนะ

Continue reading…

15 Comments
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 702 other followers