กรุงเทพ – เฉิงตู ดูหมาแพนดี้ ง้อไบ๊ เอ๋อเหมยซาน
Bangkok – Cheng Du – Xiong Mao – Er Mei Shan


Here is Cheng Du International Airport… with rain.
นี่ล่ะสนามบินเมืองเฉิงตู
เกิดเหตุการณ์ชาวบ้านเกิดการสลับกระเป๋ากับชาวบ้านคนอื่นเล็กน้อย
เพราะว่ากระเป๋ารุ่นเดียวกัน ลายเดียวกัน สีเดียวกัน
ใช้กุญแจล็อกเหมือนกันและผูกโบสีเดียวกัน
เห็นกระเป๋าแล้วยังงงว่า มันไปเหมือนกันได้ไงเนี่ย

เฉิงตู เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลเสฉวน
มีประชากรประมาณ 8 ล้านคนที่ขึ้นทะเบียน
อุณหภูมิจะอยู่ที่ลบห้าถึงสามสิบเจ็ดองศาซี
ครึ้มฟ้าครึ้มฝนเป็นปรกติเพราะเป็นที่ลุ่มมีภูเขาล้อมรอบ

และที่นี่กินหมากันเป็นปรกติ
แต่ไม่ใช่อยู่ๆจับหมาใครไม่รู้มากินนะ
เขามีฟาร์มเลี้ยงหมาสำหรับกินโดยเฉพาะ


ไปถึงเฉิงตูก็บ่ายๆ ยังพอมีเวลาเที่ยวแบบสบายๆ
อาเจริญ (ไกด์จีน พูดไทยเก่งกว่าเราอีก) เลยพาไปที่ศูนย์วิจัยและอนุรักษ์แพนด้าก่อน
คือมณฑลเสฉวนนี้ เป็นแหล่งกำเนิดของแพนด้า
(ที่เหลือเพียงสองสามพันตัวในประเทศ)
เมืองเฉิงตูนี่ก็มีศูนย์เพื่ออนุรักษ์
ก่อนเข้าไปดู อาเจริญก็บอกว่าจะหวังว่าตัวมันจะสะอาดเหมือนช่วงช่วง หลินฮุ่ยไม่ได้
เพราะสองตัวนั้น คนดูแลยี่สิบคนได้
ส่วนที่นี่ ผู้ดูแลสองคน ดูแลหมาแพนดี้ยี่สิบตัว
การไปไล่ตามอาบน้ำหมีจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยไม่ได้
แพนดี้ที่นี่จึงมีสีออกตามธรรมชาติ (จริงๆ)


มีรูปปั้นต้อนรับด้วย


ทางเดินทำเป็นคล้ายๆสวนสาธารณะ หมีจะไม่ได้อยู่ในกรง แต่ปล่อยอิสระ


แล้วเขาก็พาไปที่ศูนย์ดูแลลูกหมีอ่อน คือลูกหมีเพิ่งเกิด
อยู่ในตู้อบ ดูแลเหมือนเด็กอ่อนเปี๊ยบเลย
เขาไม่ให้ถ่ายรูป แต่ในทีวีวงจรปิดนี้เขาให้ดูตัวแม่หมีที่เพิ่งมีลูกอ่อน
เขาก็จะกักเอาไว้ต่างหาก และให้แม่ดูแลลูกเป็นเวลาๆ
น่ารักมากกกก แม่หมีอุ้มลูกเหมือนเป็นตุ๊กตาเลย

สามัคคีชุมนุม

ดูแล้วทั้งตลกทั้งน่ารักจริงๆนะ หมาแพนดี้เนี่ย


นี่ก็ทางเดินส่วนหนึ่งของศูนย์ เดินผ่านซุ้มไผ่ บรรยากาศดี๊ดี
เสียแต่ฝนตก ฟ้าครึ้มตลอดเลย


ดูหมากันต่อ หมาแพนดี้นั่งเคี้ยวไผ่ทั้งวัน
เขาไม่ได้กินไผ่ทั้งอันนะ เขาจะแทะเปลือกทิ้งก่อนแล้วค่อยกินส่วนข้างใน


ผ่านตัวไหน ตัวนั้นก็นั่งปุ๊กลุกกินไผ่อยู่


ส่วนอีสองตัวนี้นอน ขำมาก
ตัวแรกนอนเหมือนอยู่ๆเดินๆบนสะพานแล้วจู่ๆก็สลบหลับไป
ส่วนตัวด้านขวามือนี่เกาะไม้ห้อยตัวหลับ
ทำไมต้องทำอย่างนี้ด้วยยยย

ฝนตกระหว่างทาง
เลยเสียสิบหยวนแรกให้กับการซื้อร่มที่ร้านค้าแถวๆที่จอดรถบัสน่ะแหละ


ตอนเย็นก็ทานอาหารที่ภัตตาคารในเมืองเฉิงตูนี่แหละ
อร่อยมากๆๆ อาหารแบบเสฉวน
คือจะมีรสเผ็ดเป็นหลัก ผักอร่อยมาก ปลาก็อร่อย


The tour guide told us to eat a lot because there may be no better meal from now on.
ไกด์แอบบอกว่า กินดีๆไปก่อน วันต่อๆไปจะไม่ค่อยมีดีๆให้กิน
เพราะจะไปแหล่งกันดารมากขึ้น

คืนนี้และคืนพรุ่งนี้ พักที่ Hua Sheng Hotel

วันถัดมา เราไปกันที่ง้อไบ๊ เอ๋อเหมยซาน

เอ๋อ เหมย ซาน เป็นอุทยานอนุรักษ์แห่งหนึ่งของเมืองจีน
มีวัดอยู่หลายแห่ง เราๆจะรู้จักกันในนามง้อไบ๊
พอได้ยินชื่อ เราและคนอื่นๆก็จะนึกถึงแม่ชีสวยๆ วิทยายุทธเก่งๆ
บำเพ็ญตนอยู่ที่วัดที่ยอดเขาง้อไบ๊

แต่ความจริง จะไปเหมือนในหนังได้ยังงาย

ภูเขานี้ตั้งอยู่ที่เมืองเล่อซาน มณฑลเสฉวน
มีลักษณะเป็นภูเขาเขียวขนาดใหญ่ ความชื้นสูง
ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเฉิงตู

ในฤดุหนาว ที่นี่จะเป็นสถานที่เล่นสกียอดนิยมเช่นกัน
เอ๋อเหมยซาน หรือภูเขาเอ๋อเหมยนี้ ได้รับการประกาศจากยูเนสโก
ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมด้วย

รถบัสสามสิบที่นั่งมาส่งทัวร์เราลงที่หน้าอุทยาน
แล้วนั่งรถอุทยานเข้าไปเที่ยวทั้งวัน


คนสมัยก่อนนี่ศรัทธาแรง จะสร้างวัดก็ต้องไปสร้างในที่ๆมันไปยากๆ
เพื่อพิสูจน์ศรัทธาของตัว แล้วก็คิดว่าถ้ายิ่งลำบากมากแล้วไปถึงได้
หรือทำสำเร็จได้ ก็ยิ่งได้บุญมาก เราก็โนคอมเมนท์กับเรื่องนี้

วันนี้แบกกล้องสามตัว เล็กหนึ่ง กลางหนึ่ง ใหญ่หนึ่ง
เลนส์อีกตัวไว้ที่โรงแรม
แค่นี้หลังก็จะหักแล้ว ปวดไหล่มากๆ

นับดูบันไดกว่าจะไปถึงยอด (จินติ่ง) ก็ประมาณหนึ่งพันขั้นถ้วน บวกลบสิบ


จากที่ได้พูดไปแล้วว่าเฉิงตูเป็นเมืองฟ้าครึ้มเพราะโดนล้อมด้วยเทือกเขา
ทำให้ครึ้มและมีเมฆหมอกมาก โดยเฉพาะบนภูเขาสูงๆอย่างเช่นเอ๋อเหมยซานนี้
(สูงประมาณสามพันกว่าเมตร)
ทำให้ทัศนวิสัยไม่ค่อยดี ถ่ายอะไรมองไม่ค่อยเห็น

นี่จริงๆขึ้นไปก็ไม่รู้จะเจออะไรนะเนี่ย
เที่ยวนี้ไม่ค่อยได้ทำการบ้านก่อนมาเที่ยวเลย


ระหว่างทางมีลิง จริงๆทั้งเขานี้น่ะมีลิง แต่มันมาสามัคคีชุมนุมอะไรตรงนี้ไม่รู้
คาดว่าลิงเหล่านี้คงหากินเองไม่เป็นแล้ว
อาศัยชาวบ้านให้อาหารให้ตลอด


ลิงดูดนมแม่ น่าร้ากกกกกกกก


ขึ้นมาถึงประมาณครึ่งทาง พอเหนื่อย
หมอกเริ่มลงมากกว่าเดิม ตอนแรกเห็นภายในระยะยี่สิบเมตร
หลังจากถ่ายรูปนี้ไม่นาน เห็นในระยะห้าเมตรเองมั้ง


เนี่ยล่ะ พอปีนขึ้นมาถึงขั้นที่พัน ก็จะเจอรูปปั้นโพธิสัตว์อยู่อย่างนี้
เซอร์ไพรส์ๆนิดหน่อยเพราะไม่รู้ว่าบนยอดเขาจินติ่งนี้มีอะไร
ที่ไม่เซอร์ไพรส์ก็เพราะมันก็น่าจะเป็นอะไรที่เกี่ยวๆกับศาสนาอยู่แล้ว
เป็นของใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่นานนี้เอง
มีชื่อว่าองค์ผู่เสียนทรงช้าง (สมัตภัทธโพธิสัตว์) พระพักตร์ 10 ทิศ สูง 48 เมตร


วัดนั่นเอง


อ้อ ลืมบอกไปว่าก่อนที่จะถึงพันขั้นนี่ มีกระเช้าช่วยแล้วนะ
แล้วนึกถึงเมื่อก่อนที่ไม่มีตัวช่วยอะไรเลย
ยังจะแบกอิฐหินปูนมาสร้างวัดอีก โอ่ย


อาหารกลางวัน มื้อนี้ไม่ค่อยเผ็ด
ทานที่ร้านระหว่างครึ่งทางเดินขึ้นจินติ่ง


นี่ก็เป็นวัดอีกที่หนึ่งในอุทยานเอ๋อเหมยซาน
ชื่อว่า วัดว่านเหนียน

วัดว่านเหนียนเป็นวัดที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม
ตัวโบสถ์หลักจะมีลักษณะเป็นโดมเหมือนวัดเนปาล
ภายในประดิษฐานรูปหล่อบรอนซ์ของสมันตรโพธิสัตว์ทรงช้างเผือก 6 งา
สร้างในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960 – 1279) สูง 7.85 เมตร หนัก 62 ตัน


วัดว่านเนียนนี้เดิมชื่อว่าไป๋สุ่ย
ต่อมาฮ่องเต้ว่านลี่แห่งราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนชื่อเป็นว่านเหนียน
เพื่อฉลองวันเกิด 70 ปีให้พระมารดา
(งงมะ ฉลองวันเกิดโดยเปลี่ยนชื่อวัด)
เพื่ออวยพรให้มารดาอายุยืนหมื่นๆปี
(ว่านเหนียนแปลว่า หนึ่งหมื่นปี)


ก็สวยดี


ข้างหลังนั้นคือโบสถ์ที่กล่าวถึง


ส่วนนี้ก็เป็นภายในโบสถ์


เต่า มีความหมายว่าอายุยืนยาว


แม่แมวมาร้องแง้วๆตอนเจอหน้าเรา
ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินเสียงลูกแมวตัวนึงร้อง
เลยตามเสียงไปเจอลูกแมวขาวตัวกลมๆตัวหนึ่ง
แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมันวิ่งจู๊ดไปหลบอยู่ในหลืบมืดๆ
อันนี้ขอฟันธงว่าเป็นแม่แมว เพราะสีเหมือนกันเปี๊ยบ
เชื่องด้วย เข้ามาเคล้าแข้งเคล้าขา

กลายเป็นว่า ไปเที่ยวไหนก็ต้องถ่ายแมวมาซะนี่


แผนที่ของเอ๋อเหมยซาน


ต่อไป เรานั่งกระเช้าอีกตัวไปที่วัดเปากั๋ว ซึ่งมีสภาพใหม่กว่าที่ไปจินติ่งหลายๆ
ของอันนั้นต้องวิ่งขึ้นกระเช้า ไม่งั้นตามไม่ทัน ขากลับมีคนคอยผลักยัดเข้าไปด้วย
ส่วนอันนี้ เราเดินเอ้อระเหยเข้ากระเช้าได้สบาย


แถมเร็วกว่ากันตั้งแยะด้วย


เจอพ่อแมวง่า มันต้องเป็นพ่อได้ลูกแมวกลมนั่น กะเป็นแฟนแม่แมวขี้อ้อนนั่นแน่นแน่


ถ่ายไปเรื่อย ของแถวนั้น


บรรยากาศหน้าวัดเปากั๋ว
เริ่มมืดแล้วเลยขี้เกียจถ่ายภายในวัด ซะงั้น


 อาหารเย็นวันนี้ ชอบกุ้งบนหัวนี่มาก เผ็ดร้อนแบบชาๆ อร่อย
ส่วนผักไม่ต้องพูดถึง อร่อยทุกมื้อ ผักเมืองจีนอร่อยชะมัด
สงสัยได้ปุ๋ยอินทรีย์ดี อย่างอื่นก็โอเค


กลางคืนก็ออกมานั่งสามล้อมาที่เขาชุมนุมกันกลางเมืองซะหน่อย
(ไม่ใช่ชุมนุมประท้วงใครนะเออ)
นั่งมาแค่ 3 หยวน หรือ 15 บาท เท่านั้น ก็ได้แรงคนถีบสามล้อส่งเราถึงที่จากโรงแรม
ตอนขึ้นสามล้อนี่ พวกสามล้อแย่งลูกค้ากันจะตาย
ทึ้งได้คงทึ้งไปละ แต่ก็ไปกลับได้อย่างสวัสดิภาพ


บ้านเราแอโรบิคกันตอนหกโมงเย็น
อันนี้สองสามทุ่มค่อยออกมาเต้น


ตลาดข้างๆลานกิจกรรม มีเนื้อหมาขายเป็นปรกติ
อีกเนื้อคือเนื้อแพะมั้ง จำไม่ได้แล้ว
ไม่ได้แวะชิมเพราะว่าอิ่มอาหารเหลาละ
กลัวจะติดใจเนื้อหมาด้วย

เย้ยยยยย


ตอนกลางคืนก็มีผักผลไม้ขายเหมือนตอนเช้า


เนี่ยๆ ขายปิ้งๆย่างๆ

วันนี้เดินซะเมื่อยเลย เพราะปรกติไม่ได้เดินขึ้นบันไดเยอะขนาดเป็นร้อยขั้น
และเป็นธรรมดาที่พอขึ้นที่สูง อากาศจะบางลง
ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น
คาดว่าพรุ่งนี้ตื่นมา ขาจะแข็งเป็นลูก

คร่อก…