เล่อซาน – ตูเจียงเยวี่ยน – อาปาโจว
Le Shan – Du Jiang Yuan – A Ba Zhou

วันรุ่งขึ้น ขาแข็งโป๊กเป๊กจริงๆด้วยยย

เวลาไปเดินเยอะๆหรือใช้งานขาเยอะๆ
ตื่นมาห้ามเกร็งบิดขี้เกียจเป็นอันขาดนะ
ไม่งั้นตะคริวจะถามหาเป็นมอนิ่งคอลได้
แต่อาจจะดี เพราะทำให้ตื่นตัว แม้จะลุกไม่ได้ก็ตาม

วันนี้เราจะเปลี่ยนที่ซุกหัวนอนกัน
โดยขึ้นไปทางด้านเหนือของเฉิงตูบ้าง
หลังจากที่เมื่อวานและวันนี้เราเที่ยวกันอยู่ทางใต้ของเฉิงตูมาแล้ว

ออกเดินทาง ก็เห็นบ้านเมืองเขา
เที่ยวเมืองจีนมาก็แยะ บ้านเมืองก็ประมาณๆนี้แหละ
ถนนงามกว่าเมืองไทย เพราะคงแปลนไว้ดีกว่า

วันนี้เราจะล่องเรือชมหลวงพ่อโตเล่อซานกัน
แต่เนื่องจากหมอกลง ทัศนวิสัยไม่ดี เลยต้องทำให้รอเรือ
แต่เพราะมีตลาดอยู่ใกล้ๆ คนไทยไม่ว่ากัน
เพราะมีที่ชอปปิ้ง

อะ เราเดินเข้าไปชมตลาดเขากัน
ขายอะไรเยอะแยะเลย

ไม่ว่าจะเป็นของที่ระลึกไปถึงของสด
(ปลาก็ทุบหัวกันตรงนั้น เห็นไก่ อีแร้ง นู่นนี่อยู่ในกรงอีก)

และทุกที่ในโลก มีขอทาน
น่าสงสาร และดูขัดแย้งกับเมืองใหญ่

ท่าเรือที่เราจะลงล่องไปกัน

เรือออกมาแล้ว หันหลับไปมองที่ท่าเรือ
ชอบเมืองจีนตรงที่มันมีอะไรเก่าๆให้ดูแทรกอยู่ในของใหม่ๆเยอะแยะ
เหมือนวัฒนธรรมเขาแรง
ของไทยมักจะเจอว่ากลืนไปหมด

หลวงพ่อโตเล่อซาน เห็นแล้วก็นึกอยากกราบไหว้เลย

เป็นพระแกะสลักภูผาขนาดใหญ่ สูง 71 เมตร
สร้างในปีค.ศ. 713 – 803 โดยการนำของหลวงพ่อไห่ทง
โดยใช้เงินบริจาคของชาวบ้าน
สร้างเพื่อให้เป็นศิริมงคลปกป้องภัยน้ำท่วมจากการเอ่อล้นของแม่น้ำ 3 สาย
(หมิงเจียง ซิงอีเจียง ตู้เจียง) ที่มาบรรจบพอดีที่เมืองเล่อซานแห่งนี้นี่เอง
เฉพาะพระเศียรสูง 14-7 เมตร กว้าง 10 เมตร พระกรรณยาว 7 เมตร
พระเนตรยาว 3.3 เมตร หลังพระบาทกว้าง 8.5 เมตร นิ้วพระบาทสูงท่วมหัวคน
ใช้เวลาสร้างนานถึง 90 ปี
พระพักตร์หันหน้าออกทางแม่น้ำหมิงเจียง

ได้ชื่อว่าสร้างโดยคนตาบอด เพราะว่าเวลาสกัดหิน
ผู้สกัดต้องเอาผ้าปิดหน้ากันสะเก็ดหินและฝุ่นเข้าตา
การแกะสลักจึงต้องอาศัยสมาธิ และวิริยะอุตสาหะเป็นอันมาก

เป็นพระที่เห็นแล้วไม่ได้มีแต่ความใหญ่โตอย่างเดียว
ยังรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย

อาหารกลางวัน ก็ชอบหลายอย่างตามเคย ยำเส้นบุกนี่ก็ชอบอยู่แล้ว
ไก่ทอดชุบเครื่องเทศแห้งนี่ก็อร่อยมาก
เครื่องเทศที่ไว้จุ่มก็มีใส่พวกพริกไทดำ ยี่หร่า และผงชูรส (เห็นชัดมาก)
รวมแล้ว กินแล้วก็ชาลิ้นเผ็ดอย่างแรงและนาน แต่ก็ชอบ

ทริปนี้มีเป็ดทุกมื้อแต่เราไม่กิน ขาหมูเหมือนกัน มีทุกมื้อแต่ไม่กิน
ชอบผัดผักตามเคย และซาลาเปาทอด หย่อยๆ

ก่อนจะแวะที่ต่อไปก็แวะกลางทางซื้อยาบัวหิมะกัน
เดี๋ยวนี้ยังมีกอเอี๊ยะที่ใช้งานได้ดีอีก
แต่อย่างไรก็ตาม ราคาก็นับว่าสูง
ไปทัวร์มากขึ้น ทำไมรู้สึกว่าคนซื้อกันน้อยลงไม่รู้นะ
แต่สำหรับเรา บัวหิมะนี่ เป็นยาวิเศษเลยล่ะ
ต้องมีติดตู้เย็นไว้ตลอดเวลา

และแน่นอน ต่อไปต้องเป็นร้านขายหยก
เราก็ว่าหยกสวยดีนะ แต่เราใส่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่
ราคาที่นี่ตั้งกันอะเมซิ่งจริงๆ
ราคาเผื่อต่อโคตะระ
กำไลอันนึงราคาอยู่ที่ 5200 หยวน ต่อได้เหลือ 2000 หยวน
(นี่ในร้านหรูๆนะ ไม่ใช่แบกะดินหรือตลาดทั่วไป)
อันที่ราคา 2200 หยวน ต่อเหลือ 900 หยวน
แต่ที่อะเมซิ่งสำหรับวันนี้คือ ผีซิ่วหยกราคา 12000
ต่อได้เหลือ 1200 หยวน

มันจะตั้งราคาทำไมกันสูงๆเนี่ย
ตอนแรกเห็นโดนต่อราคาถล่มทลายก็สงสารคนขายอยู่หรอก
แต่เห็นราคาที่ต่อได้แล้วก็ โอ่ ข้าน้อยยังด้อยประสบการณ์นัก

มาถึงที่ตูเจียงเยวี่ยนแล้ว
ที่เห็นนี่คือวัดเอ้อเหมียว สร้างอยู่บนไหล่เขา
เพื่อสักการะพ่อลูกผู้คิดระบบเขื่อนและชลประทานตูเจียงเยวี่ยน
เขื่อนตูเจียงเยวี่ยนนี้เป็นเขื่อนโบราณ ที่สร้างได้อย่างไม่เหมือนที่อื่น
ปรกติเขื่อนจะทำเป็นกำแพงกั้นๆเรียบๆ แต่นี่จะทำเหมือนเป็นปลาตัวใหญ่ๆ
ทำให้สายน้ำแยกตรงหัวปลาเป็นสองสาย มีความแรงของน้ำต่างกัน
มีประโยชน์ป้องกันน้ำท่วม และช่วยในเรื่องเกษตรกรรมด้วย

วัดเอ้อเหมียว และทางเดินลงมาที่เขื่อน

ระหว่างทาง

สะพานข้ามจากฝั่งไปหาเขื่อน

ตกเย็นแล้ว อากาศดี

ที่เห็นอยู่สูงๆนี่แหละวัดเอ้อเหมียว
ก็เดินเอ้อระเหยลงมาเรื่อยๆก็เจอเขื่อนเอง
แต่ถ้าเดินขึ้นคงจะเหนื่อยเหมือนกัน

เย็นแล้ว ก็แวะพักที่เมืองตูเจียงเยวี่ยนนี่แหละ
ชื่อว่าโรงแรม Zhen Fa (เจินฟา)
วันนี้ไม่ได้แต๊ดแต๋ออกไปข้างนอก
เพราะคิดว่าคงไม่มีอะไร

อาหารเหลาเย็นนี้มีหัวเป็ด ซึ่งถือว่ามีราคาที่สุดในตัวเป็ดสำหรับเมืองจีนแถวนี้
มีลูกทัวร์บางคนไม่พอใจ จริงๆคนนี้ไม่พอใจตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เพราะเมื่อวานเป็ดปักกิ่งไม่ยอมออกมาเสริฟ
ตอนนี้แกก็ยังติดใจอยู่นั่นแหละ โวยวายๆ
เห็นได้เลยว่า เรื่องของกินนี่ ผู้ใหญ่ก็ยังงอแงแหละ
ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆเท่านั้น

ส่วนใบไม้สีม่วงเขียวนี่ก็เป็นผักขึ้นชื่อของที่นี่
เราชิมแล้วก็ว่าโอเค แต่ขมไปหน่อยเท่านั้น

ปูอร่อยปลาอร่อย จ้า

เป็ดที่เราไม่กิน และน้ำซุปไก่ที่เรากินแต่น้ำ อร่อยดี แต่จะไม่กินเนื้ออะ

เห็ดอะไรไม่รู้ราดเกรวี่ ข้าวอบก็หอมอร่อยดี
ที่เสียบไม้ปิ้งนี่ลืมไปแล้วว่าเนื้ออะไร (ไม่ใช่หมาแน่นอน)
แล้วก็ต้มเกาลัด

ตัดสินใจว่า พกสองกล้อง คือน้องหนอนจิ๋ว กับกล้องใหญ่คือน้องมิดหมี
เท่านั้นพอ ยังปวดไหล่ไม่หายเลย
ต้องกลับมายึดคอนเซปท์ travel light เหมือนเดิม

เออ หมาที่นี่หน้ามันปักกิ่งเหมือนกันหมดเลย
ไม่ว่าพันธุ์อะไร
สงสัยหมาแถวนี้หลิ่วตาตามเก่ง เอิก

ส่วนแมวนี่ น่าร้ากกก อยู่แล้ว
ชอบแมวตัวกลมๆนี่นา

อะวันนี้ก็เตรียมห่อตัวเล็กๆอยู่บนรถบัสทั้งวัน
เพราะเราจะเดินทางด้วยรถบัสฝ่าหมื่นโค้ง เขาพันกว่าลูก
เพื่อไปที่เขตอาปาโจว ในธิเบต

ไปทำไมอะเหรอ เดี๋ยวอีกวันก็รู้แล้วด้วยภาพ ^^

สภาพแวดล้อมตอนนั่งรถก็งามใช่ย่อย

ถนนหน้าโรงแรม เป็นเช่นนี้นี่เอง

อะเริ่มนั่งรถ ถ่ายจากในรถ สีเพี้ยนนิดหน่อย

สะพานนี้จะผ่านไปทางอุโมงค์ลอดเขาที่กำลังทำอยู่
สร้างเพื่อต้อนรับโอลิมปิกที่จะถึงในปี 2008 นี้
อย่างไรก็ดี การก่อสร้างต้องเร่งให้เสร็จ ไม่ก็ต้องหยุดสร้าง
แล้วไปสร้างต่อหลังโอลิมปิกไปเลย

คนแวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มแห่งหนึ่ง มีแผงลอยขายนู่นนี่มากมาย
เรียกลูกค้ากันเหยงๆ

ฟ้าใส เวลาไม่ได้อยู่ที่เที่ยว

ตลอดเส้นทางก็จะเห็นแต่ภูเขา แม่น้ำ และหมู่บ้านชาวธิเบตนี่แหละ

คนขับรถจะหยุดรถทุก 1 ชั่วโมงครึ่ง – 2 ชั่วโมงเพื่อให้ชาวเราเข้าห้องส้วมกัน
จากเฉิงตูไปถึงจุดหมายก็ระยะทางราวๆ 430 กิโลเมตร แต่ที่ต้องใช้เวลาทั้งวัน
ก็เพราะว่าทางมีแต่ทางโค้ง มีทางตรงที่เดียวคือในอุโมงค์ที่แสนจะมืดมิด

ห้องส้วม เริ่มเข้าสู่ความเป็นธิเบต
คือเป็นราง ไม่มีคอห่าน ไม่มีประตู
ทิชชู่คือเครื่องรางป้องกันตัว
พกไปเยอะๆ เพราะระหว่างทางจะไม่มีให้ใช้

ปรกติเราไปเมืองจีนจะพกไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งม้วน
เพราะเผื่อไม่มีใช้นี่แหละ
และทุกครั้งก็ได้ใช้ทิชชู่ที่พกไปจนหมดม้วนจริงๆด้วย

หนึ่งในหมู่บ้านชาวธิเบต

ค่อนข้างใหม่ และเป็นลักษณะอาคารแบบหนึ่ง
ซึ่งแต่ละที่อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนก็ได้
หมู่บ้านเก่ามักจะเป็นไม้ทั้งหมด

อยู่อังกฤษขี่ม้า
อยู่เส้นทางสายไหมขี่อูฐ
อยู่เส้นทางอาปาโจวขี่จามรี

ชีวิตตามทาง

หลังๆนู่นแสดงให้เห็นว่า หน้าหนาวมาถึงแล้ว
หิมะเริ่มตกปกคลุมยอดเขาสูงๆ

ระหว่างทางมีเนื้อจามรีและเนื้อแพะขาย
ส่วนรูปขวา อนุสาวรีย์ทหารอะไรสักอย่าง
ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านธิเบตแห่งหนึ่ง
ประมาณว่าสรรเสริญทหารที่นำความเจริญมาให้อะ
จริงเท็จยังไงไม่รู้ รู้แต่มีอนุสาวรีย์นี้อยู่

แล้วก็กิน

กิน ราดหน้าด้านขวามาเป็นข้าวตังแห้งๆ
เอาน้ำราดมาราดดังฟู่ตอนหลัง เพื่ออรรถรสที่มากขึ้น

ปลา เปา แกง ชอบหมด

น้ำในห้องที่โรงแรมบางทีจะให้มาเป็นอย่างนี้ จริงๆก็สะดวกเราดี

We arrived Xinyu Hotel, which near the entrance of where we will go tomorrow.
The hotel is full and packed with visitors, which is normal for October as it’s in peak season period.

มาถึงโรงแรม Xinyu Hotel ก็ค่ำซะแล้ว
โรงแรมตั้งอยู่ใกล้ๆอุทยานที่เราจะไปเลย
แต่ก็ไม่ใช่โรงแรมนี่ที่เดียว
ยังมีโรงแรมอีกหลายสิบแห่งที่ตั้งเรียงรายรองรับนักท่องเที่ยว
ที่หลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนสถานที่แห่งนี้
โดยเฉพาะเดือนตุลา ที่เป็นพีคที่สุด

อาหารทำดี ผักไม่ต้องพูดถึง
โรงแรมที่นี่ทอดไข่เจียวได้งามจริงๆ สมแล้วที่มีคนไทยมาพักเยอะ

ปลากับผักที่ก็อร่อยรสดีอีกเหมือนกัน
เผลอปั๊บๆ เหลือแต่ก้าง

กินเสร็จก็กลับห้องทำนู่นทำนี่
ไม่อยากออกไปเที่ยวเพราะพร่งนี้จะต้องเดินทั้งวัน
ไม่รู้จะซื้อไรด้วย เลย เอ้อ นอนเอาแรงเยอะหน่อยละกัน
(ถึงจะนอนไม่ค่อยหลับก็เหอะ ถูไถๆ)