จิ่วไจ้โกว เขาว่ากันว่าเป็นแดนสวรรค์
Jiu Zai Gou – so-called heaven on earth

“เห็นน้ำที่จิ่วไจ้โกว แล้ว ไม่ต้องคิดจะไปเห็นน้ำที่ไหนอีกเลย”
Some say “If you see water at Jiu Zai Gou, you don’t need to see anywhere else”

เขาว่ากันมาอย่างนี้ คุณๆเห็นด้วยไหม
ลองมาดูรูปกันเนอะ

(ค่อยๆดูนะ แต่ละภาพรายละเอียดเยอะ
ไม่ต้องรีบ จะได้เหมือนได้ไปเที่ยวด้วยกันไง)

จิ่วไจ้โกวเป็นหนึ่งในสองไฮไลท์ของทริป
เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เดินทางมาที่นี่ของเรา
แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแพนด้า หลวงพ่อโต พระโพธิสัตว์ ลิงง้อไบ๊
เราก็เข้าไปมีประสบการณ์ได้อย่างแฮปปี้เหมือนกัน

เมื่อวานที่ผ่านโรงแรมอื่นมา เห็นแล้วโอ้โห
คนเยอะแน่นอน
ก็หน้านี้สวยที่สุดนี่นะ ใบไม้กำลังเปลี่ยนสีเพื่อเข้าสู่หน้าหนาว
ความอยากดู มันเอาชนะความเบือที่คนเยอะๆได้

นี่คือหน้าโรงแรมที่พัก
คือโรงแรม Xin Yu หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ Grand Jiu Zhai Gou

เนื่องจากอากาศเย็นมาก ปรกติแล้วถ้าเรานั่งรถบัสที่เป็นรถทัวร์ปรกติ
จะต้องไปจอดที่ที่จอดรถ แล้วเดินต่ออีกหนึ่งกิโลเมตรจึงจะถึงทางเข้าอุทยาน
แต่นี่ ทัวร์วีไอพีย่ะ จ้างรถอุทยานมารับถึงหน้าโรงแรมเลย
ทัวร์อื่นยืนหนาวนั่งมองตาปริบๆ

และเราก็จะใช้รถนี้ได้ทั้งวัน
ค่าเหมารถวันนึงก็ 7200 หยวนเอ๊งงงงงงงง

อะ นั่งในรถละ นั่งรถผ่านฝูงชนที่เข้าคิวรอกันอยู่ที่ทางเข้า
แล้วอากาศมันเย็นมากจริงๆล่ะ
โชคดีที่ได้มากับทัวร์ไฮโซ

จิ่วไจ้โกวสวยตั้งแต่ทางเข้า
จะมีลำธารน้ำใสๆไหลกระเซ็นเลียบไปกับทางที่รถวิ่ง
ในอุทยานนี้จะมีทางเดินเท้าไล่ไปตลอด เผื่อใครที่ต้องการเที่ยวแบบไม่มีรถ
แต่เนื่องจากจิ่วไจ้โกวไม่ใช่สวนสัตว์เล็กๆ
แต่เป็นวนอุทยานที่กินที่ภูเขาเป็นลูกๆ
ผู้ที่มาเที่ยวแบบเดินเท้า จึงจะไม่สามารถเดินได้หมดภายในวันเดียว
ถึงจะมาแต่เช้าก็เหอะ
และวันใหม่ก็ต้องเสียค่าเข้าวนอุทยานใหม่ วันละ 220 หยวน
(ลองเอา 5 คูณดู ก็สมน้ำสมเนื้อกับค่าดูแลรักษาสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติดี)

แต่มีอยู่ 2 แย่งที่ทัวร์ไฮโซยังต้องทำแบบชาวบ้านเขา
นั่นก็คือแย่งชาวบ้านกิน กับแย่งที่ชาวบ้านถ่ายรูป
วันที่เรามา ไกด์บอกว่า ยังดี วันนี้มีคนมาราวๆ 40,000 คน
ถ้าเป็นวันที่พีคจัดๆนี่ นักท่องเที่ยวจะมีประมาณ 60,000 คน (ต่อวันนะจ๊ะ)
โรงแรมเต็มเอี๊ยดจนบางส่วนที่จองที่ไม่ทันก็ต้องนอนกันในรถบัสเอา

จุดแรกที่เราแวะก็คือ น้ำตกนั่วยื่อหลาง
ก็เป็นน้ำตกน้ำใสๆอย่างที่เห็นในรูปข้างล่างนี้

อากาศยังเย็นเฉียบ บวกกับอยู่ใกล้น้ำตกเย็นๆ ก็ยิ่งเย็นเข้าไปใหญ่
แต่ก็เป็นน้ำตกที่ต้อนรับการมาของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
คือไม่อลังการไปนัก ปูพื้นก่อนที่จะไปเจออะไรงดงามอลังการยิ่งขึ้น

ทางเดินส่วนหนึ่งในจิ่วไจ้โกว ก็เป็นแบบนี้แหละ
เดินง่าย แค่ไกล และเดินขึ้นเขา เท่านั้นเอง
มีส้วมสาธารณะเป็นระยะๆด้วย
สะอาดทีเดียวเชียวแหละ แถมไฮเทคด้วย
จะโชว์ไว้ในรูปท้ายๆ

พอถ่ายรูปน้ำตกเสร็จ ก็เดินไปอีกที่นึงเพื่อขึ้นรถไปดูที่อื่นต่อ
เส้นทางการเดินของจิ่วไจ้โกวจะเป็นรูปตัว Y
ทางเข้าก็เริ่มจากจุดล่างสุดของขาตัว Y
ตรงกลางของตัว Y คือที่กินข้าวเที่ยง
เลือกแยกไปดูทางกิ่งซ้าย หรือกิ่งขวาก่อนก็ได้ ไม่ผิดกติกา

ที่ที่สองที่เราแวะก็คือ ทะเลสาบกระจกเงา

ทำไมเรียกว่าทะเลสาบกระจกเงาเหรอ

ก็ดูรูปข้างล่างนี้สิ

กระจกแท้ ไม่ได้ใช้โฟโต้ชอปสักนิด

เรามักคิดว่าธรรมชาติน่าอัศจรรย์เพราะมันเป็นเองของมันไม่มีใครกำหนด
สิ่งอัศจรรย์ของมนุษย์คือสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมา
แต่จริงๆแล้ว ความสวยงามที่มันเกิดขึ้น ก็มีเหตุผลในการเกิดของมันนะ

ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว
ใครจะไปรู้ว่าจิ่วไจ้โกวที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งสองสามพันเมตรนี่
เคยเป็นทะเลมาก่อน

ต่อมา เราก็ไปเยือนทะเลสาบนกยูงกันบ้าง

เหมือนน้ำทะเลกลางป่าดีๆนี่เอง
รูปข้างบนนี้กับข้างล่างนี้ถ่ายจากกล้องป๊องแป๊ง
มันสวยอะ ใช้กล้องอะไรถ่ายออกมาก็สวย

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ซากต้นไม้ที่ทับถมกันในก้นบึ้งนี้
ก็มีส่วนช่วยให้ทะเลสาบมีความงามงดน่าค้นหายิ่งขึ้น
สวยกว่าก้นบึ้งที่โล่งๆเตียนๆเยอะเลย เราก็เห็นด้วย

ชีวิตตากล้อง พยายามถ่ายรูปตัวเองด้วยน้องหนอนจิ๋ว
ส่วนรูปข้างล่างเป็นต้นไปนี่ก็ถ่ายด้วยน้องมิดหมีตัวเดิม

ความงามและความดังของจิ่วไจ้โกว ไม่ได้อยู่ที่น้ำใสสุดๆอย่างเดียวด้วย
แต่มันยังมีความแปลกตรงที่สีของน้ำนี่แหละ
เหมือนเป็นความงามแบบลูกครึ่ง อย่างที่เกริ่นไว้ข้างบนว่า
เหมือนน้ำทะเลที่ดันมาอยู่กลางป่า

อย่างเวลาที่เรานึกวาดภาพภูเขา
เราก็มักนึกแค่ภูเขาสีเขียวๆ น้ำฟ้าๆท้องฟ้าสีฟ้าๆเท่านั้น
แต่มาที่นี่ กี่สีเข้าไปก็ไม่รู้

มีปลาด้วยนะเอ้า

จริงๆแอบกลัวพื้นน้ำแบบนี้ล่ะ
มันน่ากลัวยังไงไม่รู้ สวยก็สวยแหละ
เหมือนเวลาไปดำน้ำที่สิมิลัน เกาะสุรินทร์
ถามว่าปะการังใต้น้ำสวยไหม ก็สวยนะ แต่กลัว ไม่กล้าสัมผัสเลย

แต่ใจนึงก็อยากกระโดดลงไปว่ายน้ำให้ฉ่ำใจ

มีคำบอกเล่าวว่ามีบุคคลสองอาชีพที่ไม่กล้ามายังที่แห่งนี้ นั่นคือ จิตรกร และกวี
ก็เป็นคำบอกเล่าขำ ขำ นั่นแหละ
แต่ก็ทำให้จินตนาการไปว่า จิ่วไจ้โกวนี่มันจะสวยขนาดไหน

ก็ขนาดนี้แหละ

มุมไหนก็มีความงามเปิดเผยอยู่
ความงามที่นี่ประเจิดประเจ้อมาก
ไม่ปิดบังสักนิดว่าตัวเองสะสวยสะคราญ
เปรียบเหมือนนางสนมเอกตาคมกริบ
ที่เธอดูมาดนิ่ง แต่ทุกย่างก้าว เธอเฉิดฉาย และทิ้งเสน่ห์ไว้ให้ชายตามเก็บกันไม่ทัน

เย้ว…ในที่สุดก็มีคนถ่ายรูปให้ข้อย
ถึงจะมืดไปหน่อยก็เหอะ

นี่นั่งรถออกมาจากทะเลสาบนกยูงแล้ว
ไกด์บอกว่า มันชื่อนกยูงเพราะว่าถ้ามองจากที่สูงๆ
จะเห็นรูปร่างทะเลสาบเหมือนนกยูง
เราก็เห็นสูงที่สุดก็เท่านี้แหละ
แต่สีมันก็เหมือนแล้วนะนี่

ทะเลสาบต่อไปที่เราจะไปเยือนก็คือ ทะเลสาบหมีแพนด้า

ทำไมชื่อหมีแพนด้า ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ไม่เห็นเหมือนเลย
รู้แต่ว่าทะเลสาบนี้แหละ ที่เป็นที่ถ่ายทำฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Hero
เป็นทะเลสาบที่กว้างใหญ่พอตัว น้ำนิ่งใสกิ๊ก
แต่ก็ไม่กว้างเวอร์เหมือนทะเลสาบกระจก
และไม่ฉูดฉาดเหมือนทะเลสาบนกยูง

โฉมหน้าทะเลสาบในหนัง
ตรงไหนเหมือนหมีแพนด้าอะ

ความใสกิ๊กของมันก็ไม่แพ้ทะเลสาบกระจกเงาเหมือนกัน

ให้ไกด์ถ่ายให้ อีกแร้ว
แหม ก็ขอสักหน่อยน่า

ที่ทะเลสาบหมีแพนด้ามีน้ำตกด้วย
ต้องเดินลงไปสักห้าสิบหกสิบขั้นได้มั้ง
ตอนลงน่ะ ไม่เท่าไหร่
ตอนขึ้นนี่สิ เข้าใจเลยว่าคำว่าอากาศเบาบางเป็นยังไง
เหนื่อยเร็วจริงๆ

ลงไปถ่ายรูปน้ำตกนี่ ละอองกระเซ็นใหญ่เลย
ไม่ได้เอาผ้าเช็ดเลนส์มาอีกตังหาก

ทะเลสาบหมีแพนด้าอีกสักรูป
เห็นความลึกของมันแมะ

ต่อมาอีก ก่อนทานข้าวเที่ยง เราก็แวะไปดูน้ำตกธารไข่มุก
เป็นน้ำตกที่มีที่มาที่ไปตอนแรกๆจะเป็นคล้ายๆที่ลาดน้อยๆ กว้างๆ และตื้นๆ
น้ำก็พากันไหลไป แล้วก็ไปตกอยู่ไกลๆ

เพราะมันเป็นงี้มั้ง เลยเรียกว่าน้ำตกธารไข่มุก

จิ่วไจ้โกวนี้มีความยาวทั้งหมด 55.5 กิโลเมตร
ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหินคาร์สท์แถบหนาวสูง
ระดับพื้นลดหลั่นทำให้เกิดแอ่งน้อยใหญ่มากมายถึง 114 แห่ง
มีขนาดตั้งแต่เล็กๆคนโอบไปจนบิ๊กเบิ้ม
มีกลุ่มน้ำตก 17 กลุ่ม แม่น้ำ 5 สาย และหาดทรายตาดหินปูน 5 แห่ง
พืชพันธุ์กว่า 90 ชนิดถูกค้นพบ สัตว์ป่าหายากก็ถูกพบในเขตนี้เช่นกัน
เช่นหมีแพนด้า ลิงขนทอง แพะภูเขา ไก่ฟ้า และนกหลายชนิดที่หายาก

เรียกว่าที่นี่เป็นโอเอซิสของธิเบตแห่งหนึ่งได้เหมือนกันนะ
เพราะระหว่างทางมาก็ค่อนข้างกันดารนิดนึง
แต่พอมาถึงเขตนี้นี่ ป่าอุดมสมบูรณ์กันสุดๆไปเลย

ตอนแรกๆก็เดินขวางทางน้ำไป แล้วจะค่อยๆลงบันไดเลียบไปกับทางน้ำที่ค่อยๆลาดชันขึ้นเรื่อยๆ

นู่นๆ มันไหลไปทางนู้น

เห็นน้ำตกแว้ว ชักรูป แชะ แชะ

จากลาดๆก็กลายมาตกๆซู่ๆอย่างนี้แล

ลานตรงที่ยืนถ่ายน้ำตกรูปข้างบน มีบริการไรท์ไฟล์ภาพลงซีดีด้วย
ในกรณีที่เมมเต็ม คิดแผ่นละ 3 หยวนเอง

เดินๆไปก็จะเจอลำธารน้ำเชี่ยวใสอย่างนี้ไปตลอด

และต้นไม้สูงๆ แดดออกรำไร
โชคดี ช่วงเช้าแดดใสปิ๊งๆ

แล้วก็มาถึงที่แย่งกันทานข้าว
ปรากฏว่าเต็ม ต้องรอคิวครึ่งชั่วโมง

รอก็ไม่เป็นไร มีที่ให้ชอปปิ้ง คนไทยไม่ว่ากัน

ช่างเป็นการตลาดที่ลงตัว
แทนที่จะให้ลูกค้ายืนรอกินข้าวเฉยๆ
ก็ facilitate พื้นที่มาทำเป็นที่ขายของซะงั้น

ครึ่งชั่วโมงก็ได้กิน ก็ไม่เลว
อาหารก็พื้นๆ ก็โอเคนะ
และร้านอาหารที่นี่ก็มีร้านเดียวด้วย เลือกไม่ได้
บางคนอาจจะเห็นแล้วกินไม่ได้ แต่เราโอเคอยู่แล้ว

ชอบยำเส้นบุกจังเลย

หม่ำๆ หม่ำเสร็จเข้าห้องน้ำ
ดันทำฝาปิดเลนส์ตก แล้วมีคนเก็บได้
แต่ไม่คืน เอาไปไหนไม่รู้ ฮือ

ตอนแรกก็หัวเสีย ที่เก็บไปก็นักท่องเที่ยวด้วยกันนี่แหละ
แต่จะเก็บไปไหนเนี่ย ให้มันตกไว้ที่เดิมเราก็หาเจอไปแล้ว
แต่สุดท้ายก็คิดซะว่า จะทำตก หรือมีคนเก็บไป มันก็หายเหมือนกัน
เราจะหงุดหงิดไปทำไม

ทานเสร็จ ช่วงบ่ายจะเหลือสองที่ให้เราดู ก็คือทะเลสาบห้าสี กับทะเลสาบยาว
โชคร้ายกว่าตอนเช้านิดหน่อย ตรงที่เมฆครึ้มมาแล้ว
ถ่ายรูปไปก็ไม่ใสเหมือนช่วงเช้า แต่ก็ไม่เป็นไร
สำคัญที่ว่าเราไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
เรื่องจะถ่ายรูปออกมาสวยป่าวนั้น เรื่องรอง

ทะเลสาบห้าสี เขาให้พยายามนับให้ครบ
จริงๆถ้ามีแดด สีจะครบ
เพราะเงาของใบไม้สีเหลืองสีแดง มันไปสะท้อนอยู่ในน้ำด้วย
ตอนนี้ ไม่มีแดด เลยเห็นประมาสามสีได้

ตรงนั้นทำไมมันสีน้ำเงินได้ซะขนาดนั้นก็ไม่รู้อะ

ถ่ายคู่ทะเลสาบ มองไม่เห็นอะไรเลย แฮ่

มาดูทะเลสาบยาวบ้าง
มันชื่อว่าทะเลสาบยาวก็คงเพราะมันยาวจริงๆ
ทะเลสาบยาวนี้เป็นจุดชมที่สูงที่สุดในจิ่วไจ้โกวละ

อูยยย สีสัน

นิยายต้นกำเนิดจิ่วไจ้โกวมีว่า
ดินแดนแถบนี้ประสบกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติที่เลวร้าย
ทำให้แผ่นดินแห้งแล้งรกร้าง
เทพธิดาสาวซีม่อมีเมตตาเนรมิตให้ธรรมชาติกลับมางามเหมือนเดิม
เทพบุตรซื่อต้าเก๋อก็ประสงค์จะช่วยเหลืองนาง และทั้งคู่ก็รักกัน
เทพบุตรได้นำของขวัญ คือกระจก 1 บานให้เทพธิดาสาว
และเทพธิดาได้ทำกระจกหลุดมือตกลงมาบนพื้นโลก
และพบว่ากระจกได้แตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยถึง 114 ชิ้น
และกลายเป็นท้องน้ำที่ส่องประกายเงางามอยู่ที่จิ่วไจ้โกวนี่เอง

เสียดาย เงาครึ้มเยอะไปหน่อย แต่ก็ยังดูออกอย่างชัดเจนว่ามันยังสวยอยู่

จิ่วไจ้โกวนี้เพิ่งค้นพบมาไม่กี่สิบปีนี้เองนะ
เดิมมีแต่ทางม้า ตัดขาดโลกภายนอก
พอในปี 1975 ทีมงานกรมป่าไม้ของจีนได้เข้าไปสำรวจแล้วก็พบเจอเข้า
ทำให้อธิบดีกรมป่าไม้จีนในสมัยนั้นต้องเข้ามาสำรวจด้วยตัวเอง
และได้ทำรายงานถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ที่ต้องได้รับการดูแล
ในปี 1977 ได้มีคำสั่งจากส่วนกลางให้รักษาพื้นที่ป่าแห่งนี้ไว้
และในปี 1978 จีนประกาศให้จิ่วไจ้โกวเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ
ในปี 1984 จีนประกาศให้จิ่วไจ้โกวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของชาติ
และเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ
ในปี 1992 ยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนจิ่วไจ้โกวเป็นมรดกโลกอีกที่หนึ่งด้วย

ก่อนกลับ ตามธรรมเนียม ชาวไทยก็จะแวะชอปปิ้ง
เราแวะที่หนึ่งในหมู่บ้านธิเบตที่อยู่ในจิ่วไจ้โกวนี้ ชื่อหมู่บ้านซู่เจิ้ง

ธงของชาวธิเบต ไม่ได้มีไว้โบกสะบัดอย่างเดียว
แต่ยังมีมนต์เขียนอยู่บนธงด้วย
เขาว่าจะทำให้ธงช่วยเขาสวดมนต์ในเวลาที่เขาไม่ว่าง
เวลาโดนลมก็จะโบกและมีเสียงเหมือนสวดมนต์

ขายของพวกนี้แหละ

อันนี้ไปเล่นมาแล้ว จริงๆก็ไม่ได้จะเล่นหรอก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน
หมุนเป็นอย่างเดียว

สีสันๆ

เจอแมวเชื่อง ตอนแรกคนอื่นเล่นอยู่ เราก็นั่งลงสักพักมันก็เดินเข้ามาหา
พอลูบๆหัวมันแปบเดียว มันก็เดินมุดเข้าไปอยู่ใต้ตัวเรา
แล้วก็นอนกกเป็นซาลาเปาซะงั้น
เชื่องมาก อยากจับแมวที่บ้านเอามาดูให้เห็นตัวอย่างแมวที่ดีเขาเป็นอย่างนี้กันโว้ย

ชอปจนพอใจ ชาวเราก็กลับกัน
ขากลับก็ยังเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของจิ่วไจ้โกวอยู่ดี

ตบท้ายด้วยส้วม
ส้วมไฮโซยังไง
จะเห็นว่ามีถุงพลาสติกอยู่
พอเสร็จธุระคนนึง เซ็นเซอร์ก็จะดักจับ
แล้วก็ทำการดูดถุงส่วนนั้นลงไปอัตโนมัติเลย
ฉะนั้น เวลาใช้จะรู้สึกสะอาดดี

มาดูทางเข้ากัน
ถ่ายออกมาดูคนไม่ค่อยเยอะ แต่จริงๆแล้วเยอะ

ถ้าได้มาอีก จะมาแบบลองเดินเอามั่ง
น่าจะให้บรรยากาศที่ดีไปอีกแบบ

แล้วเราก็กลับโรงแรมกินเข่า

อาหารดีทุกมื้อแหละ

ชอบกุ้งทอดเฟรนช์ฟรายมาก หนึ่งในดวงใจสำหรับมื้อนี้

อุด้งก็อร่อยใช้ได้เลย ส่วนด้านซ้ายเป็นซุปข้าว มีข้าว และแป้งใสๆเป็นเม็ดๆอยู่ จืดๆ กินไม่เป็น แต่ก็กินหมด

มะระจัง จานนี้ขอผ่าน

หอยอบวุ้นเส้น คุกกี้ รสชาติดี หอม เพิ่งออกจากเตา

กินเข่ากันเสร็จก็ไปดูโชว์ธิเบตต่อ ไอเราก็โนไอเดียตามเคยว่ามันเกี่ยวกับอะไร

แต่ละที่นั่งแจกน้ำชาและเครื่องช่วยตบมือด้วย
ชอบมาก เก๋กู้ด ทำให้แสดงออกได้ง่ายและชัดเจนขึ้น อิอิ

โชว์ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ
ก็ออกมาเต้นๆ คอสตูมสวยๆ
ส่วนพวกที่ออกมาร้องเพลงก็มีสามแบบ
คือผู้หญิงเสียงมีพาวเวอร์สูงปรี๊ดดดดดดด
ผู้ชาย มีคนนึงหน้าเหมือนทาคุยะ คิมูระ บวกอั๊ต อัษฎา แต่ร้องเพลงไม่ได้โดดเด่นอะไร
และผู้ชายอีกคน ก็ร้องสุดยอดเหมือนกัน
เสียงดีกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่ได้น่าจดจำให้ฝังใจอะไร

จบละ

วันนี้ไม่เมื่อยเท่าไหร่
แต่พรุ่งนี้ที่จะไปไฮไลท์อันที่สองนี่สิ
งานหนักชัวร์ๆ

นอนเอาแรงดีกว่า (อีกแระ)