หวงหลง เมื่อมังกรสีเหลืองซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา
Huang Long

A Ba Zhou has 2 stunning scenes.
One is of-course Jiu Zai Gou, and another one is Huang Long (Yellow Dragon)
If you happen to visit A Ba Zhou, make sure that you go both.

อาปาโจวมีภูมิประเทศที่วิจิตรพิสดารอยู่ถึง 2 ที่
นั่นคือ จิ่วไจ้โกว และ หวงหลง ที่หาดูแบบนี้จากที่อื่นได้ยาก
ถ้าสวรรค์เป็นผู้สร้างเซอร์ไพรส์เป็นธรรมชาติแสนวิจิตรบนโลกทั้งใบ
ที่อาปาโจวนี้ สวรรค์คงทำเซอร์ไพรส์ตกอยู่ที่เดียวกันสองอัน

สำหรับคนที่สนใจทัวร์นะคะ
เราซื้อทัวร์นี้จาก Skyline
(จริงๆแม่เราซื้อ เราเกาะแม่เที่ยวในฐานะเด็กยกกระเป๋า)
แต่ทัวร์จริงๆเป็นของ China Holiday ซึ่ง Skyline เป็นนายหน้าอีกทีหนึ่ง
ระยะเวลาไปทัวร์ทั้งหมด 8 วันค่ะ ทั้งหมด 47,900 บาท
เวลาที่ควรมาดูที่สุดก็ตุลาคมนี่ล่ะค่ะ
คนจะเยอะที่สุดสัปดาห์ที่ 2-3 ของเดือนตุลาคม เพราะใบไม้เปลี่ยนสีเต็มที่
ถ้าไปสัปดาห์แรกของตุลา ใบไม้ก็เริ่มเปลี่ยนสี คนก็เยอะมาก
แต่ก็ยังน้อยกว่าสัปดาห์ที่ 2-3

บางคนอาจจะรู้สึกได้ว่า โห ทัวร์แพงจัง เขาหาได้ถูกกว่านี้เยอะ
ก็บอกตรงนี้เลยว่ามีทัวร์ที่ถูกกว่านี้จริงๆ ถ้ารับปัจจัยห้าประการนี้ได้

หนึ่ง เวลาทัวร์กันดาร อาจจะต้องขึ้นเครื่องบินตีสาม และระหว่างสองทุ่มถึงตีสาม ไม่มีอะไรให้ทำเลย
สอง อาหารการกินอาจจะดาวน์ไปหน่อย ก็คือ ถ้ายิ่งเป็นแหล่งกันดาร อาหารก็กันดารไปเลย โดยไม่มีการอัพเกรดใดๆ เช่น หลายๆมื้ออาจจะเป็นการกินเจล้วนๆ
สาม สิ่งอำนวยความสะดวกเล็กน้อย เช่น รถบัสมารับถึงหน้าโรงแรม ทำให้เหลือแต่การเดินในจุดที่สมควรเดิน (ซึ่งก็เหนื่อยอยู่แล้วแหละ)
สี่ ความเป็นไปได้ที่จะเป็นชะโงกทัวร์
ห้า โรงแรมเกรดถัดๆลงมา

ซึ่ง ก็ปรกติเลย ถ้ารับอะไรแบบนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก
หลายๆคนที่ชอบลุยๆหน่อย ถ้าโอเค ก็ดีเลย
เพราะเสียเงินค่าทัวร์น้อยลง
แต่สำหรับแม่เรา ซึ่งเราก็เห็นด้วยถ้ามีตังเท่าแม่
ก็คือ ไอที่ต้องลำบากจริงๆก็ลำบากไป ไม่เป็นไร ไปเที่ยวเมืองจีน
ถ้าหวังว่าจะเหมือนขึ้นวอเที่ยวตลอดเวลา เป็นไปไม่ล่าย
แต่ไอที่ไม่ต้องลำบากก็ได้ก็โปะเงินเข้าไปซะ จบ ฮ่า

เท่าที่ทราบ คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักหวงหลงเท่าไหร่
จึงเกิดชะโงกทัวร์ขึ้น สำหรับทัวร์ที่ถูกกว่านี้อยู่เหมือนกัน
บางทัวร์ก็ไม่มามันซะเลย ก็นับว่าเป็นที่น่าเสียดาย
เช่น ไปถึงหวงหลงก็เย็นแล้ว พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน
ซึ่งเป็นเวลาที่เราเพิ่งลงมาถึงข้างล่างสุดจากยอดสูงสุด
แล้วก็มาให้ลูกทัวร์รีบขึ้นๆไปดู
พอลูกทัวร์ไม่แน่ใจ หันไปถามว่าแล้วจะเดินทันหรอ
ไกด์ก็หลับหูหลับตาบอกว่า ทันๆ ขึ้นไปเหอะ

หวงหลงเนี่ย ใช้เวลาทั้งวันเชียวล่ะ
ยิ่งถ้าไม่ใช้กระเช้าลอยฟ้าด้วยล่ะก็ 80% ถอดใจกลางทาง
สงสารคนที่มาชะโงกทัวร์แหละ
เพราะให้วิ่งขึ้นเขาจนขาดใจตายยังไง
ก็ไปไม่ถึงยอดที่สวยที่สุดได้ทันพระอาทิตย์ตกดินอยู่ดี

เอาล่ะ มาดูหวงหลงกันดีกว่า จะได้เห็นด้วยกับเราว่า ไม่น่าพลาด

เนื่องจากการอยู่บนเขาสูงมีอากาศเบาบาง
จึงมีอ๊อกซีเจนกระป๋องขายไว้ ตั้งแต่ง้อไบ๊ละ
แต่นี่แม่เพิ่งซื้อ
เพราะว่าหวงหลงอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในบรรดาที่ไปเที่ยว
จึงมีความเป็นไปได้สูงกว่า ที่จะเกิดอาการมึนงง ขาดอากาศ หน้ามืด
ก็เลยซื้อเอาไว้กันเหนียว

ขอบอก ว่าคนที่ไปนี่ใช้กันเป็นปรกติเลย บางคนใช้หมดไปเป็น 2-3 กระป๋อง กว่าจะขึ้นถึงยอด

เริ่มออกเดินทางกันตอนเช้า
หวงหลงอยู่ห่างจากจิ่วไจ้โกวเป็นระยะทางประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร
แต่เนื่องจากทางคดเคี้ยวเดี๋ยวขึ้นเขาเดี๋ยวลงห้วย
ทำให้ทำเวลาเหมือนวิ่งบนทางด่วนจากพระรามเก้าไปรามอินทราไม่ได้


ทิวทัศน์ระหว่างทางก็น่าชมดี
วันนี้ใบไม้เปลี่ยนสีเยอะกว่าเมื่อวาน
ก็เห็นได้ว่ามันเปลี่ยนสีเร็วเหมือนกันนะเนี่ย

เนื่องจากเป็นตอนเช้า และพื้นที่มีป่าไม้เยอะ
ก็เป็นธรรมดาที่จะมีหมอกลงบ้าง
บางทีหมอกก็ลงเป็นหย่อมๆ ทำให้ดูน่ารักและมีมิติมากขึ้น

รูปข้างล่างนี่เห็นพระจันทร์ด้วย


ภูเขามีเมฆหมอกเป็นหย่อมๆ

และตามสไตล์ทัวร์คนไทย และเพื่อรายได้เสริมของไกด์และชาวบ้าน
วันนี้พาแวะดูสถานที่ทำไข่มุกก่อน
แต่มุกน่ะ เราไม่ดู เรามาดูของกินข้างๆร้านมุก

แป้งอะไรไม่รู้ ทาเนยเข้าไปแล้วก็ปิ้งๆ อร่อยอุ่นๆแบบจืดๆ
ชอบอะ

ส่วนข้างล่างนี่นมแพะมั้ง แล้วก็มีงาบด
โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันจืดไปหน่อย ถ้ามันข้นจะถูกใจหลายๆ
แล้วก็ข้าวโพดที่ดูเหมือนอร่อย
แต่คนกินพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สู้ข้าวโพดเมืองไทยไม่ได้เลย


ทัวร์กลับมา ก็ไม่ได้มามือเปล่า
ซื้อมุกกันนิดหน่อย
ที่มีให้ตื่นตาตื่นใจอีกก็คือ
มีอาเฮียอาซ้อคู่หนึ่งซื้อม้าคู่ที่ทำจากหยก
ตัวยาวประมาณศอกครึ่งได้
ตัวละห้าแสนบาท คู่นึงก็หนึ่งล้านบาทพอดี
ตั้งราคาอย่างนี้ จะเป็นลม

ในที่สุดก็ซื้อมาได้ในราคาเจ็ดหมื่นห้าพันบาทต่อตัว

เย้ยยยยยยย

เห็นราคาแล้วกินข้าวเที่ยงดีกว่า


ข้าวในถังไม้ ชอบๆ ดูได้บรรยากาศ
แต่ช้อนที่ตักข้าวนี่ ยังไม่ผ่าน อิอิ
อาหารจานอื่นที่จืดๆก็อร่อยใช้ได้


ชอบผักกาดแก้วม้ากมาก

อิ่มแล้วก็เดินทางกันต่อ
มีคนบอกว่าให้กินเยอะๆเพราะต้องเดินเยอะ
เราไม่กินเยอะ เพราะว่าเดี๋ยวเดินไปเดินมา หน้ามืด จะพาลอาเจียนเอา

เวลาขึ้นเครื่องบิน ขึ้นรถ หรือเดินเยอะๆ
เราจะรักษาตัวให้มีพลังงาน แต่ไม่กินมัน และไม่กินจนอิ่ม
จะได้มีพลังงานพอ และตัวเบาสบายๆเวลาเดินเหิน

ท้องฟ้าเริ่มไม่ค่อยปลอดโปร่ง แต่ก็เริ่มทำใจ
ก็ยังดีที่ได้มา
วิวก็ยังสวย มีทั้งเทือกเขาหิมะ และทุ่งหญ้าที่ยังเขียวอยู่



นั่งมองเทือกเขาไปเพลินๆ
ก็คิดๆไป เทือกเขานั่นอยู่สูงจังเนาะ
นั่งรถไปๆมาๆ กลับขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกับเทือกเขาที่ว่านี่ได้ ห่อย
ขึ้นมาสูงมากๆเลย

มีหิมะแอบตกด้วยนิดหน่อย
แล้วก็มีคนเอาม้ามาให้ถ่ายรูปด้วย
(เก็บตัง แน่นอน)


โอเค หลังจากผ่านทางโค้งเยอะแยะมากมายมาแล้ว
เราก็มาถึงหวงหลงซะที

การเดินขึ้นหวงหลงนี่ก็คือการเดินขึ้นเขาระยะทางสี่กิโลเมตร
(ก็จุดที่สูงสุดของหวงหลงที่เป็นวิวให้ดูได้อยู่เหนือน้ำทะเลอยู่ประมาณสี่กิโลเมตร)
เมื่อก่อน ก็ต้องเดินขึ้นไปเองจนถึงยอด
ถึงได้มีคนยอมแพ้ต่อความเหนื่อย ตัดใจจากการได้ดูของสวยงามข้างบนนู่น

ตอนนี้มีกระเช้าเปิดใหม่ เพิ่งใช้งานได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง
ใหม่มากๆ และเป็นโชคดีของทัวร์เรา
ที่จะได้ขึ้นกระเช้านี้ ลดระยะทางในการปีนขึ้น

กระเช้าแพงนะ ถ้าทัวร์ถูกอาจจะไม่มีกระเช้านี้ อาจจะให้เดินขึ้นเอง
ก็เดินขึ้นเองก็ได้ เผื่ออยากชมธรรมชาติมากๆ
แต่สำหรับคนมีอายุ หรือไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแรงมากๆ
กระเช้าก็เป็นทางเลือกที่ดี
กระเช้านี่จะไปส่งเราที่ครึ่งทาง แล้วเราก็เลือกเองว่าจะเดินลง
หรือจะเดินขึ้นไปที่จุดสูงที่สุด

เดินลงก็มีสระน้ำให้ดูตลอดทางเหมือนกัน
ฉะนั้น คนที่ไม่เลือกเดินขึ้น (เพราะถึงจะเหลือแค่นิดหน่อย
ก็สามารถรู้สึกเหนื่อยง่ายและเหนื่อยมากอยู่ดี เพราะอากาศบาง)
ก็ยังเลือกเดินลงและชมธรรมชาติตามทางได้

ยกเว้นเลือกไม่ได้ว่าจะไม่เดิน เงิ้ก

เดินๆๆ ไปขึ้นเคเบิ้ล


เคเบิ้ลใหม่มากๆจริงๆ และไม่แกว่งด้วย วิ่งเรียบ เร็ว เงียบ
สำหรับคนกลัวความสูง ก็คงโอเคกับเคเบิ้ลอันนี้


ขึ้นมาจากเคเบิ้ลก็จะเห็นวิวอย่างนี้ต้อนรับ
(ขึ้นมาสูงเกือบถึงยอดเขานั่นอีกแล้ว เห็นมะ)


มองไปไกลๆนู่นเลย


ทางที่จะเดินไปที่ทางเมนของหวงหลง
เดินประมาณสองกิโลเมตรได้ แต่อันนี้ยังเป็นทางราบ
ทางหลักนั่นเป็นทั้งราบและขั้นบันได
ฉะนั้น ต้องเดินอย่างเดียว ใช้รถเข็นก็ไม่ได้

และห้ามป่วยอะไรขึ้นมาตรงนั้น เพราะจะลำบากมาก

Why is it called Yellow Dragon?
Because the soil here is yellow, and the area shape is like dragon,
simple as that.

รูปข้างล่างแสดงให้เห็นว่า ทำไมมันถึงต้องชื่อหวงหลง
หวงคือสีเหลือง หลงคือมังกร
สีเหลืองก็ได้จากหินพวกนี้แหละ
ส่วนมังกรนี้ ได้จากรูปร่างอาณาเขตของหวงหลงทั้งหมด
ซึ่งชาวจีนเขาดูแล้วเห็นเป็นรูปมังกร


เรามาถึง แน่นอน คือเราจะเดินขึ้นก่อน
เหนื่อยเหมือนกัน หัวใจเต้นแรง แต่สนุกดี
ทางเมนจะมีม้านั่งอยู่ตลอดทาง
และตลอดทางขึ้นก็จะมีคนนั่งพักเหนื่อยที่ม้านั่งทุกตัว
ส่วนเรายังเด็ก ก็เลยถึก เดินขึ้นโดยไม่พัก

อ้อ แม่เราห้าสิบฝ่าแล้ว ก็ยังถึกเหมือนเราเหมือนกัน

เจอสระน้ำอโนตาดแล้ว แปลกดีเนาะ
ทำไมต้องเป็นอ่างๆแอ่งๆด้วย


ความสวยงามของหวงหลง นอกจากน้ำใสๆ มีตั้งแต่ไม่มีสีจนไปถึงน้ำเงิน
และสีที่เกิดจากสิ่งที่อยู่ในสระแล้ว
รูปร่างของสระก็ยังอะเมซิ่งอีก
ธรรมชาตินี่แปลกจริงๆนะ
และที่แห่งนี้อยู่ห่างจากจิ่วไจ้โกวไม่มาก
แต่มีความสวยงามที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย


น่าเอาขาลงไปจุ่มๆ แต่เขาห้ามง่ะ
ขืนอนุญาตนี่ ป่านนี้หวงหลงกลายเป็นมังกรมอมแมมแล้ว


ถ้าคู่กะน้ำซะหน่อย

น้ำมันใสสวยไปอีกแบบเนาะ

ตรงจุดสูงสุด กลุ่มสระพวกนี้จะเรียกว่าทะเลสาบห้าสี
ก็เพราะความที่มีหลากสีหลายเฉดนี่แหละ
ที่คนหลั่งใหลเข้ามาดูกัน

ที่เห็นถ่ายรูปเหมือนไม่ค่อยมีคนนี่
จริงๆคนเต็มทางเดินเลยนะ
อาศัยว่าเล็งไว กดไว แล้วก็ถ่ายเก็บไปเรื่อยๆ
ถ่ายแต่วิวง่ายกว่าถ่ายคุณนาย
เพราะถ่ายวิวมันไปยืนอยู่ตรงขอบทางเดินเลยได้
แต่ถ่ายคุณนายต้องมี space ห่างจากคุณนายอีก
ซึ่ง space นั่นถูกจับจองด้วยคนเดินไปเดินมา
เวลาถ่ายจึงต้องไวกว่าถ่ายวิวเป็นพิเศษ
พอสบช่องว่าง ก็ต้องรีบถ่ายเลยก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาติดในภาพ



นับได้ 5 สีกันรึยังจ๊ะ?

พอเดินวนรอบสระ ก็จะมีทางเดินให้ขึ้นไปดูสระจากด้านบน
ซึ่ง เราก็เลือกเดินขึ้นไปอยู่แล้ว แล้วก็เก็บภาพมาได้ดังนี้

พอขึ้นมุมสูงแล้ว คนตรงนี้น้อยลงเยอะเลย
เลยงงตัวเองว่า แล้วจะมัวไปแย่งที่ถ่ายรูปกะชาวบ้านข้างล่างนั้นทำไมเนี่ย


ขึ้นมาดูน้ำแล้ว ก็ยังมีที่ให้มุดเข้าไปดูหินย้อยอีก



ชื้น เปียก และเหนื่อยงั่ก แต่สนุกสนานดี

คุณนายบอกว่า กุ้ยหลินสวยกว่า
คุณลูกว่า คุณนายอย่าเปรียบเทียบกับที่อื่นสิ เดี๋ยวเที่ยวแล้วไม่แฮปปี้

ที่เห็นเป็นเหลืองๆนี่ไม่ใช่หินอย่างเดียวนะ
มีทางน้ำไหลเป็นทางบนเทือกหินนี้ตลอดเวลา
แต่เผอิญว่า น้ำมันใส และหินมันสีเหลือง
เลยมองไม่ค่อยเห็น

ของจริงก็มองไม่ค่อยเห็นนักเหมือนกัน

พอชื่นชมทะเลสาบห้าสีได้สาแก่ใจแล้ว ก็ถึงเวลาเดินลง
ก็ชมนกชมไม้ไปตลอดทาง

ถ่ายกะต้นไม้เหี่ยวๆซะหน่อย


วัดระหว่างทางลง


ถ่ายคู่กะต้นสนซะหน่อย
จะเห็นได้ว่า เรามาเป็นเด็กยกของจริงๆ


มุมมองตามทางลง


เสียดายวันนี้ฟ้าหลัว
ถ้าฟ้าใสที่นี่คงเฉิดฉายกว่านี้
แต่แค่นี้ก็ประทับใจมากแล้วล่ะ


เห็นน้ำเขียวๆ ในสระขาวๆแล้วนึกถึงสวนสยามซะงั้น



ถ่ายกะฟ้าๆเหลืองๆ

เดินเอ้อระเหยไป ยกนาฬิกาขึ้นมาดู และเห็นระยะทางที่ยังเหลืออยู่จากป้าย
โอ้ย ตายแล้วๆ ยังเดินลงไปได้ไม่เท่าไหร่เลยง่ะ ต้องรีบเดินลงแล้ว


น้ำใสเนาะ ถึงบางสระจะไม่มีสีสันพิสดารก็ยังสวยในแบบของมันอยู่ดี



เห็นน้ำฟ้า น้ำขาว น้ำเหลืองไปแล้ว

ในที่สุดก็เจอน้ำเขียว

กว่าจะลงมา แค่เดินลงนะ จากยอดถึงข้างล่าง ใช้เวลาทั้งหมดถึงสองชั่วโมงกว่าๆ
แล้วคิดดูว่า เดินขึ้นจะต้องใช้เวลาขนาดไหน

ระหว่างเดินก็เห็นคนสูดอ๊อกซิเจนกระป๋องกันทั่วเลย
บางคนสูดอย่างเอาเป็นเอาตาย
บางคนไม่ได้สูดแต่เลือดกำเดาออกแทน
บางคนนี่ก็เท้าเจ็บไปเลย ต้องค่อยๆกระเผลกลง

โชคดีที่ตัวเองไม่เป็นอะไรตอนอยู่ในหวงหลง
สรุปแล้ว ประทับใจในความงามไม่แพ้จิ่วไจ้โกวเลย
แล้วแต่คนชอบนะ
บางคนก็ชอบจิ่วไจ้โกวมากกว่าอย่างชัดเจน
บางคนก็ชอบหวงหลงมากกว่าอย่างชัดเจน

อย่างคุณนายจะชอบหวงหลงมากกว่ามากๆ
ส่วนจิ่วไจ้โกวเธอบอกว่าก็เหมือนๆกับสวิส ซะงั้น

อะนั่นแน่ ถ่ายรูปให้ดูส้วมอีกแล้วล่ะ
ส้วมที่จิ่วไจ้โกวสบายกว่าเห็นๆ
แต่ก็ไฮเทคพอกัน

ไฮเทคแต่หน้าตามันดูไม่ไฮโซเลยเนาะ

ดูส้วมแล้วก็มาดูของกินมั่ง

ตอนนั่งรถมา ปวดหัวขึ้นมาเลย
และไม่ใช่เราเป็นคนเดียว
ไกด์บอกว่าเป็นอาการปรกติของการแพ้อากาศ
เพราะวันนี้เราขึ้นไปบนที่สูง และโดนลมเย็นๆพัดตัวพัดหัวตลอด
คือถ้าแพ้อากาศอาจจะมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายท้อง ได้
ถ้าได้นอนพักเดี๋ยวก็หาย

ปวดหัวก็โอเคเมื่อได้ลงจากรถมากินๆๆหม่ำๆๆ


ไอทอดๆนี่ชนะเลิศมาก กินซะเยอะเลย


วันนี้มี hotpot ด้วย รสชาติกลมกล่อมหลายๆ


มียำผัก ผัดผักแบบต่างๆ


มีซุปมีปลา


มีของหวาน หงับๆ
ของหวานอร่อยอะ ข้างบนนั่นเป็นฟักทอง
รูปล่างเป็นไส้งาดำ โอ้ย อร่อย

ตอนกลางคืน อาการปวดหัวหายไปแล้ว
แต่คลื่นไส้ ขึ้นมาแทนตอนนอน
จนต้องไปทำให้ตัวเองอาเจียนนิดหน่อย
ส่วนถ่ายท้องนี่ เป็นอยู่สองวัน

เอิ๊ก จิ๊บๆ ขำ ขำ อะ
ยังเที่ยวสนุกอยู่ดี
เหนื่อยแต่หนุก อะจ้า

พรุ่งนี้ก็กลับเมืองละ