เดินทางกลับจากสวรรค์
Back to Cheng Du (The last day)

ตอนเช้าเราก็ออกเดินทางกลับเฉิงตูกัน
ขากลับเจออุบัติเหตุ เพราะทางไปกลับจิ่วไจ้โกวนั้นเป็นทางโค้งอย่างเดียวเลย
แถมเป็นถนนสองเลน สวนกันอีกต่างหาก
เพราะฉะนั้นเวลาขับไปกินเลนอีกเลนหนึ่ง หรือแซงรถคันข้างหน้า
จึงเป็นอะไรที่อันตรายมาก
งานนนี้อาซิ่มเลยได้เป็นซิ่มมุงรถบัสกับรถแวนที่ประสานงากันหมาดๆ
ดีที่ไม่ตกเขา ไม่งั้นคงเละตุ้มเป๊ะกว่านี้

มาเมืองจีนแบบนี้ จึงไม่สนับสนุนให้ใครมาเอง ขับรถเอง
ถ้าไม่ชินทางมาก่อน เวลามาเห็นคนที่นี่ขับรถ จะไม่นึกอยากขับรถเลย
ถ้าไม่ใช่ว่าจะเอามัน

ทัวร์นี้นอกจากอาหารจะดีแล้ว เวลาก็ดี และยังจัดคิวเที่ยวดีด้วย
เพราะพาเราไปหนาวน้อย ก่อนจะมาหนาวมาก และกลับมาหนาวน้อย
เวลากลับไปที่กรุงเทพถึงจะปรับตัวได้ง่ายกว่า มีโอกาสไม่สบายได้น้อยกว่าด้วย
ทัวร์นี้จึงเหมาะจริงๆสำหรับคนที่อยากเที่ยวสบาย เท่าที่ที่เที่ยวมันจะอำนวย

เนื่องจากตอนบ่ายยังมีโปรแกรมทัวร์ และตอนค่ำมีโชว์หน้ากากอีก ไ
หนจะแวะชอปปิ้งทีก็เป็นชั่วโมง
ไกด์จึงกลัวว่าเราจะทำทั้งหมดไม่ทัน ถ้าไม่รีบห้อรถบัสไปถึงเฉิงตูภายในเวลา
หรือเกิดอุบัติเหตุให้ล่าช้า แต่สุดท้ายก็ทำเวลาได้ดี

แล้วเราก็แวะกินข้าวกลางวันระหว่างทางที่เขื่อนตูเจียงเยวี่ยน
ที่เรามาเมื่อวันก่อนไง จำได้ป่าว


ชอบบะหมี่อีกแล้ว

วิวระหว่างทาง ก็เป็นงี้

รถโรงเรียนสีเหลืองอ๋อย

สภาพเมืองเฉิงตู
เมืองเขาสะอาดเรียบร้อยและวางแปลนดีนะ น่าอยู่

เย็นไปที่ศาลเล่าปี่กัน
จริงๆที่นี่เป็นโปรแกรมของวันพร่งนี้
แต่ด้วยความที่ต้องการจะให้ลูกทัวร์ชอปปิ้งอย่างสบายใจ
เลยเลื่อนมาเป็นวันนี้ ถูกใจลูกทัวร์ยิ่งนัก

ศาลเล่าปี่นี้ สร้างขึ้นเพื่อรักษาความเคารพต่อเล่าปี่ด้วย
เพราะในตอนนั้น ระยะหลังๆคนจะเคารพขงเบ้งกันมากกว่า
(ก็น่าอยู่หรอก)
ก็เลยต้องสร้างให้รู้ว่านี่เล่าปี่นะ นี่เคยเป็นใหญ่มานะเอ้า
ก็ว่ากันไป

จะว่าไป เราถูกสอนมาว่าเล่าปี่เป็นบรรพบุรุษของแซ่เรา
แต่เราก็ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นเลยนะ
ไม่รู้เหมือนกันว่าคนจีนที่ถือแซ่กันมากๆนี่จะยังไง
จะรู้สึกเหมือนคนที่จบมาจากวัดลิงขบเหมือนกันรึเปล่า
หรือรู้สึกเหมือนคนที่เคยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
เลยผูกพันเป็นพิเศษ แม้จะไม่เคยเจอตัวจริง

อาจเป็นเพราะว่าเล่าปี่ไม่ได้มีความดีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษด้วย
ก็เลยไม่รู้ว่าจะให้รู้สึกเคารพด้วยสาเหตุอะไร


เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย
กีบบอกว่า เตียวหุย ภาษาเหนือ แปลว่า เดินไปโวยวายคร่ำครวญไป

ไปเยี่ยมเล่าปี่เสร็จแล้วก็ถึงเวลาหาอะไรกิน


มื้อเย็นมื้อสุดท้ายนี้อาหารว่าด้วยยาจีน
ถึงจะดูเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่ก็ใส่ยาจีนทั้งหมด
คงเป็นนรกสำหรับคนที่เกลียดยาจีน
สำหรับเราที่โดนกรอกยาจีนตั้งแต่เด็ก
ก็พอยอมรับได้ รสชาติที่ออกมาก็พอดูดี ไม่ขมยาจีนจนเกินไป


แต่ถั่วแดงไม่ใส่ยาจีนนะ

สองอย่างนี้ก็ไม่ใส่ยาจีน

กินเสร็จอิ่มหนำ เราก็เดินไปดูโชว์เปลี่ยนหน้ากากกัน
จริงๆมันมีโชว์หลายอย่าง แต่ที่เด่นที่สุดคือโชว์เปลี่ยนหน้ากาก
จนป่านนี้เราก็ไม่รู้ว่าชื่อโชว์จริงๆมันชื่ออะไร

ก็มีอะไรงุ้งงิ้งไปตามประสาโชว์

โชว์เทน้ำชาวิบาก ก็แม่นดี นึกถึงชาชักบ้านเฮา

โชว์เชิดหุ่น เชิดเก่งโคตรรรร ชนะเลิศ

โชว์เล่นกับเงา มีทักษะอย่างนี้ก็เอามาทำมาหากินได้ด้วย

นางระบำรำฟ้อน


โชว์ปาหี่
ฝ่ายชายเอาชามใส่น้ำมันตะเกียงไว้บนหัวแล้วเลี้ยงเอาไว้โดยที่น้ำมันไม่หก
เก่งอ้ะ หวาดเจี๋ยว

โชว์เปลี่ยนหน้ากากอันเลื่องลือ
เสียงเพลงก็เร้ามากๆ การเปลี่ยนหน้ากากก็ทำตามจังหวะ
จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครรู้จริงๆว่าเปลี่ยนหน้ากากยังไงให้ได้รวดเร็วมากๆ
ก็ได้แต่เดากันไป เพราะขนาดถ่ายวีดีโอก็ยังจับไม่ได้
และเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาไม่ให้คนนอกตระกูลได้รู้


วาเนสซ่าเมย์ฉบับเอ้อหู สีซอเพราะหลายๆ

โชว์นู่นโชว์นี่ บางตัวโผล่มาอลังการ แต่โชว์ตัวเฉยๆแค่สองสามนาที
เสียดายเครื่องแต่งตัว อิอิ

ระหว่างทางเข้าออกโรงนี่น่าเดินมากๆ
เพราะมีร้านค้าสไตล์เอ๊กซอติกมากมาย
มีบาร์สวยๆ มีสตาร์บัคส์ด้วย ม่วนแต๊
อยากมาที่นี่อีก

วันรุ่งขึ้นก็ตะลุยตลาดใต้ดิน
ลับฝีมือต่อราคากันต่อ มีแต่คนไทยเดินสวนกัน

หน้าโรงแรมที่พัก ทำเลดีมาก เพราะถึงตลาดใต้ดินภายในสิบก้าว
ตลาดใต้ดินนี่สมัยก่อนเป็นหลุมหลบภัย
เดี๋ยวนี้กลายเป็นหลุมฝังเงินคนไทย ละลายทรัพย์กันเห็นๆ

ชอปกันพอหอมปากหอมคอ ก็ขึ้นโรงแรมแพ็กกระเป๋ากันเป็นครั้งสุดท้าย
เพื่อจะไปกินอาหารกลางวันมื้อสุดท้ายของทริป
แน่นอน ต้องอร่อยชัวร์ๆ

หย่อยเมิก ค่ะ

อร่อยไปหมด

แล้วก็ขึ้นรถบัสดูวิวเมืองเฉิงตู ก่อนจะบ๊ายบาย


ภายในสนามบินเมืองเฉิงตู

แล้วก็กลับถึงสสุวรรณภูมิอย่างปลอดภัยหายห่วง
แต่ยังเดินไกลโคตร
ทางเข้า imigration จาก concourse C ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มองไม่ค่อยเห็น โอ่โถงไม่พอ
หรือเป็นวันนั้นวันเดียวไม่รู้
ส่วนการตรวจคนเข้าเมืองวันนั้นก็รวดเร็วดี
กระเป๋ารอนานหน่อย เข้าใจว่ามันก็เดินทางมาไกลเหมือนกัน

ขากลับกลับลิมูซีนของสนามบิน ตกแปดร้อยบาท
สิ่งที่ต่างจากแท็กซี่ก็คือมารยาทความสุภาพ และกลิ่นในรถ

จบข่าว