UAE – Abu Dhabi

I flew to Dubai with zero knowledge about it.

ขึ้นเครื่องไปดูไบด้วยความรู้เรื่องดูไบเป็นศูนย์
นอกจากรู้ว่า ดูไบ รวยยยย
งวดนี้ดีหน่อย ถึงนั่งเครื่องนาน แต่ขาไปก็ไม่ต้องนั่งข้ามคืน (แต่ขากลับก็ไม่พ้น)
เราล่ะ ไม่ชอบการนั่งเครื่องบินข้ามคืนเลย
ปรกติเราจะนั่ง economy class การเดินทางด้วยเครื่องบินจึงเป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอนาถา
ทั้งๆที่จ่ายเงินมากกว่าการเดินทางแบบอื่น
แต่กลับเดินทางสบายกว่านี้ไม่ได้ด้วยเหตุผลทางด้านธุรกิจ

อย่างไรก็ดี หลังๆบินการบินไทยเยอะ แล้วก็พบว่า การบริการ ดีขึ้นทุกครั้ง
ค่อยทำให้รู้สึกอุ่นใจที่ได้บินกับสายการบินแห่งชาติมากขึ้นเรื่อยๆ : -)

ไปตะวันออกกลางเป็นครั้งที่…สาม-สี่ละมั้ง เรารู้สึกว่าเมืองแขกขาวนี่น่าสนใจนะ
ถ้าชีวิตนี้ไม่รู้จะไปไหนแล้ว ยุโรปฮิโซเดินทะลุหมดแล้ว จีนญี่ปุ่นก็ย่ำมาหมดแล้ว
ก็อยากให้มาลองเมืองแขกขาวดู (เลือกประเทศที่ไม่มีบึ้มนะ)
แล้วจะพบรสชาติแห่งความแตกต่าง…ที่น่าสนใจ ทั้งภูมิประเทศ และวัฒนธรรม

ทริปนี้สบายหน่อยตรงที่ย้ายโรงแรมแค่ครั้งเดียว คืนสุดท้าย
ส่วนที่เหลือตั้งแต่ต้นทริป เราอยู่โรงแรมเดียว
การไปเที่ยวเยอะๆแล้วย้ายโรงแรมตลอด เป็นอะไรที่เราไม่ปลื้ม
ไปถามคนเดินทางเยอะๆเหอะ ใครก็ไม่ชอบหรอก แพ็กกระเป๋าเข้าๆออกๆเนี่ย

โรงแรมแรกที่เราพัก คือ Pullman Dubai Mall of the Emirates
เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ชอปปิ้งมอลล์ที่ใหญ่โตมโหระทึกอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ก้าว
แต่นั่น ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก เพราะเราพบว่า ดูไบ มีชอปปิ้งมอลล์ใหญ่ๆเต็มไปหมด
ไปไหนก็เจอแต่ชอปปิ้งมอลล์

เป็นโรงแรมที่ถ้าใช้เน็ตในห้องเสียตัง แต่ถ้าเล่นที่ล็อบบี้ไม่เสียตังซะงั้น
ผนังห้องน้ำเป็นกระจกใส โชคดีที่มีม่านกดเลื่อนปิดลงมาได้
ไม่งั้นใครอาบน้ำ เข้าส้วมที ต้องให้อีกคนไปอยู่ข้างนอก
พวกห้องน้ำที่ไม่มีประตู ส้วมที่ไม่มีอะไรกั้นนี่สิ
เขาคิดอะไรหว่า คิดว่าคนเรารักกันปานจะแหวกก้นดมได้ทุกคู่หรือเปล่า
เวลาไปเที่ยวแบบพี่ๆน้องๆ หรือแม่ๆลูกๆ หรือแม้แต่แฟนด้วยกันก็เหอะนี่มันลำบากนะยะ

ระเบียงโรงแรม วันไหนอากาศดีๆ ก็เห็น Burj Kalifa ด้วย

ด้านหน้าโรงแรม ถ่ายจากรถบัส กระจกมันทำให้สีเพี้ยนๆ เลยทำเป็นโลโมซะ

วันแรกเราเสียไปกับการบินมาแล้ว ก็เลยได้แต่ เช็คอิน แล้วก็นอน
ตื่นมาพร้อมเที่ยว เราก็ออกไปเที่ยวกัน
โดยที่เราจะวิ่งรถไปเที่ยวที่ อาบู ดาบี้ Abu Dhabi กัน
ในประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE แห่งนี้
มีทั้งหมด 7 รัฐ แต่รัฐที่มีชื่อเสียงสุดก็คือ 2 รัฐนี้แหละ
อาบูดาบีเป็นเมืองหลวง ส่วนดูไบเป็นเมืองใหญ่ที่พัฒนาตนเองขึ้นจนคนรู้จักมากกว่าอาบูดาบีซะอีก
Abu Dhabi ถ้าจำไม่ผิด แปลว่า พ่อที่รัก ส่วน ดูไบ น่าจะแปลว่า พี่ชายน้องชายสองคน

เมือง Abu Dhabi กับ Dubai ห่างกันประมาณกรุงเทพ – สวนนงนุช
มีความสำคัญตรงที่เป็นเมืองหลวง ตึกรามบ้านช่องก็จะดูทางการกว่า
และมีสุเหร่าที่สำคัญที่สุดของประเทศ อันนามว่า Grand Mosque ซึ่งเราจะเข้าไปดูกัน ณ บัดนาว

Grand Mosque จะเป็นที่ๆเราเริ่มต้นสัมผัสความรวยแบบไม่แคร์สื่อของดูไบกัน
Sheikh Zayed Grand Mosque (مسجد الشيخ زايد)
สุเหร่านี้สร้างขึ้นเมืองสมัยท่านชีค Zayed bin Sultan Al Nahyan
ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของ UAE
เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดใน UAE และใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก(ณ ปัจจุบัน)
มีหลุมศพของท่านอยู่ข้างๆสุเหร่าด้วย (ห้ามถ่ายรูป)
สุเหร่าแห่งนี้ค่อนข้างใหม่แกะกล่อง ด้วยอายุการใช้งานเริ่มที่เดือนธันวาคม ปี 2007 ที่ผ่านมานี่เอง

Grand Mosque แห่งนี้ ใหญ่ขนาดที่จะจุคนได้ทีละ 40,000 คน
ทั้งหมดล้วนประดับด้วยหินอ่อนสีขาวโทนต่างๆที่สั่งมาจากอิตาลีล้วนๆ

แดดอย่างเปรี้ยง ตามประสาภูมิประเทศทะเลทรายที่ชาตินึงฝนตกที

Grand Mosque นี่จะมีกฏสำหรับแขกผู้มาเยือน อย่างเช่น
ผู้หญิงต้องสวมชุดคลุม ห้ามชุดซีทรู ต้องคลุมผม ห้ามใส่ขาสั้น ห้ามจับมือกัน จุ๊บุกัน เป็นต้น
ชุดเขาก็มีเตรียมไว้ให้เพียงพอกับทุกคน แต่ไม่มีไซส์ให้เลือก

ใส่ชุดคลุมเสร็จแล้วก็เข้าไปข้างในได้
ชุดคลุมที่นี่ไม่ต้องห่วงว่าเหม็น เพราะใส่ครั้งเดียวก็เอาไปซักแล้ว
ประเทศรวยก็ดีอย่างนี้ มีอนามัย

หินสีเหล่านี้ก็อิตาลีเช่นกัน

เข้ามาข้างในก็เจอแชนเดอเลียที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันเลย ซึ่งทำด้วยทองแดงปะทองจริง
และประดับด้วยคริสตัลของสวารอฟสกี้
แชนเดอเลียอันนี้ดูในรูปอาจจะดูเหมือนเล็ก แต่ของจริงบึ้มมาก
ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางสิบเมตร สูงสิบห้าเมตร

ส่วนพรมปูพื้นที่นี่ ก็ได้ชื่อว่าเป็นพรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำโดยบริษัทพรมของอิหร่านและออกแบบโดยศิลปินอิหร่านนามว่า Ali Khaliqi
ซึ่งมีพื้นที่ 5,627 ตารางเมตร หนัก 47 ตัน และมีปมถักอยู่ 2,268,000,000 ปม

ข้างในนี้อากาศเย็นดีมาก ตัดกับอากาศร้อนๆเตาเผาข้างนอกเลย

พื้นข้างนอกก็หินอ่อนอิตาลี คนมันรวย มีอะไรปะ?

อะ แล้วเราก็ไปที่อื่นกันบ้าง

ก็เนื่องจากรวย ที่นี่จึงมีเรือยอร์ชมากมาย
ใครเป็นข้าราชการที่นี่ เงินเดือนดีกว่าทำงานภาคเอกชนอีก
แถมทำงานวันละไม่กี่ชั่วโมง ได้หยุดเยอะอีกด้วยนา

ที่นี่อยู่ติดทะเลนะ ทะเลสีสวยใสใช้ได้เลยแหละ
แต่เป็นประเทศที่ไม่มีหาด
กระนั้น พี่แขกก็ยักไหล่ ไม่มีหาด ฉานก็สร้างมันขึ้นมาเองได้นะอีนี่ (นั่นมันอินเดียแล้ว)
หาดทรายขาวๆมากมายกว้างขวางทั้งหลายในประเทศนี้ จึงเป็น man-made ทั้งหมด

ส่วนต้นไม้ใบหญ้า เขียวชอุ่มสุมทุมพุ่มไม้ ที่เราเห็น
ก็ต้องมีระบบน้ำหยดอย่างนี้อยู่ข้างใต้หน้าดินทุกที่ ไม่งั้นตาย ไปไม่รอด เพราะทรายไม่อุ้มน้ำ

กลางวันนี้ เราไปทานข้าวกันที่ Emirates Palace Abu Dhabi กัน
เป็นโรงแรมที่เรียกได้ว่า มหึมา
แบบที่ทำกับข้าวเสร็จที่ปีกซ้าย เดินไปเสิร์ฟปีกขวา กับข้าวก็เย็นหมดแล้ว
ในตอนแรก โรงแรมนี้จะใช้เป็นวังใหม่
แต่ท่านชีคคิดไปคิดมา ก็เปลี่ยนเป็นโรงแรมและศูนย์ประชุมละกัน
ก็จึงได้มาเป็นโรงแรมที่บริหารโดยเครือ Kempenski ด้วยประการฉะนี้

โรงแรมทอดยาวเกือบสองกิโลเมตรไปตามชายหาด man-made
พร้อมสวนร่มรื่น ลานน้ำพุ และหลายสิ่งอัน
มามะ ขอเหยียบให้เป็นบุญเกิบน่อยหน่อยนะ

อากาศร้อนๆ น้ำใสๆ ค่อยสดชื่นหน่อยเนะ

จากด้านหน้า ต้องไต่บันไดขึ้นไปกันพอสุก

ถ้าเราจะใช้คำว่าหรูหราในทริปนี้ ก็คงต้องใช้จนเอียน อ้วกออกมาเป็นเงินเป็นทองกันบ้างล่ะ

มาดูเบเกอรี่ของเขากันซะก่อน
ประเทศนี้เขามีปมด้อยอะไรกับทองหรือเปล่า
ทองเคยไปทำอะไรให้เจ็บช้ำน้ำใจไหมไม่รู้ ทำให้ประเทศนี้มีทองอยู่ทุกที่ก็ว่าได้

ห้องอาหารสำหรับมื้อเที่ยงของเรา เลอวังโดม
ถึงไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสว่าแปลว่าอะไร ก็ยังรู้สึกถึงความเป็นวัง และเป็นโดมๆ ได้ที่นี่

อินทผลัมที่นี่ ก็พลาดไม่ได้ ถ้าไม่อยากทานหวานมากให้ทานลูกที่สุกครึ่งเดียว

พ่อครัวแอบชูสองนิ้วให้กล้องด้วย
ไม่รู้วัฒนธรรมชูสองนิ้วใส่กล้องนี่ ประเทศไหนเริ่ม
ถ้าเป็นโรคระบาดนี่ คนตายไปค่อนโลกแล้ว ด้วยไอโรคชูสองนิ้วเนี่ย

ของหวาน อร่อยทุกอย่าง บางอย่างเข้าขั้นอร่อยไม่ไหวแล้ว

ตบท้ายด้วย เอิร์ลเกรย์

และดอกไม้

เราปิดทริปอาบูดาบีกันที่นี่
Ferrari World
เป็น Theme Park ของ Ferrari นั่นแหละ ชัดเจน ซึ่งที่นี่เป็นที่แรก
มีเครื่องเล่นเครื่องดูอะไรรวมๆกัน 20 อย่าง เล่นได้ตั้งแต่ผู้ใหญ่ไปถึงเบ่บี๋
มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 200,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่ในร่มซะ 86,000 ตารางเมตร
ซึ่งยัดสนามฟุตบอลลงไปได้แค่ 7 สนามเท่านั้นเอ๊งงงงงง

ผู้นำทัวร์พร้อม ซื้อตั๋วให้ก่อน ก็เลยไม่ต้องไปรอเข้าคิว

สิ่งที่สังเกตได้ถึงความเป็นเฟอรารี่เป็นอย่างแรกที่นี่ นั่นก็คือ

นั่งส้วม ยังรู้สึกถึงสปิริตความร้อนแรงของเฟอรารี่ได้ คิดดู

โอเค เข้างานกันดีกว่า

เป็น Theme Park ในร่มที่ใหญ่มโหฬารได้อีก

ใครเป็นแฟนเฟอรารี่ มาที่นี่ต้องมีแอบกรี๊ดกันบ้างล่ะน่า

ใหญ่โตแสดงอานุภาพของพลังแห่งวิศวกรรมไปไหน

มีเครื่องเล่นบ้าง simulator บ้าง อะไรบ้าง
อย่างที่บอก ที่นี่เขามีเครื่องให้เล่นไม่ว่าคุณจะเป็นมาโซ หรือคุณจะเป็นเบ่บี๋เอ๊าะแอ๊ะ
ซึ่งจริงๆกลุ่มเป้าหมายเฟอรารี่ บางทีดูแล้วก็คงไม่ใช่
แต่ก็นะ theme park นี้มันตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัวด้วยนี่นา
อย่างเช่นอันนี้ สามารถนั่งรถฟะร้ารี่(เฟอรารี่นั่นแหละ)ย่อส่วน
แล้วก็ปล่อยให้มันแล่นไปแบบต๊ะต่อนยอน ซึ่ง ช่างไม่มีความเป็น ฟะร้ารี่ เอาซะเล้ยยย

อันนี้เป็น Simulator ที่เล่นแข่งรถกันหลายๆคนพร้อมกันในหนึ่งรอบ

รูปนี้ คือ มารดาของข้าพเจ้าเอง เล่นกับเขาด้วย
ถึงจะขับแบบฮอนด้าซิตี้ แต่ก็ได้ชื่อว่าเล่นขับเฟอรารี่นะเอ้า

ส่วนอันนี้ ก็ Simulator อีกแบบนึง

แล้วก็เข้าไปดู Simulator 3D อีกอันหนึ่ง
ซึ่ง บอกได้คำเดียวว่า มึนพะย่ะค่ะ จะอ้วก -“-
เราก็แพ้อะไร 3Dๆ อยู่ด้วย แล้วยังถูกจับหมุนยิ่งกว่าไก่ย่างห้าดาว
ออกมานี่ หมดสภาพ แต่พยายามจะไม่แสดงออก

แต่สิ่งที่ไม่อยากให้พลาด (แต่ข้าพเจ้าพลาดมาแล้ว)
นั่นก็คือ Formula Rossa หรือเรียกกันชาวบ้านๆก็รถไฟเหาะนั่นแหละ
แต่ที่นี่มันควรจะไม่พลาดเพราะอะไร เพราะว่าเป็นรถไฟเหาะที่เร็วที่สุดในโลก
วิ่งด้วยความเร็ว 240 km/h เท่ากับความเร็วใน formula1 ด้วยแรงที่มากกว่าแรงโน้มถ่วง 4.8 เท่า
น่าจะสะใจคอรถไฟเหาะไม่เบา ลองไปดูในเว็บก็ได้
http://www.ferrariworldabudhabi.com/

รถสวยๆ แค่มาก็ปลื้มละเนะ

แล้วก็ถึงเวลากลับดูไบซะที

ระหว่างทางแวะกลับดูไบ เราก็ยังแวะดูมอลล์ที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งของ UAE
ซึ่งมีธีมรวม 6 ประเทศเข้าไว้ด้วยกัน
ดูแต่รูปละกัน ไม่รู้จะบรรยายอะไร

มาถึงดูไบ ก็ไปทานอาหารไทยกัน
อาหารไทยที่นี่ค่อนข้างหายห่วง
รสชาติดี อร่อยเหมือนทานที่เมืองไทยเลย

ปิดท้ายวันนี้ด้วยช็อกโกเดท
เป็นอินทผลัมผ่าตรงกลางใส่อัลมอนด์เข้าไป
แล้วทั้งหมดเคลือบด้วยช็อกโกแลต อร่อยไม่น่าเชื่อ ไม่หวานเกินไปด้วย
ถ้ามีโอกาส อยากให้ลองชิมกันดู

5 Responses to “ดูไบ ไปทำไม Dubai in 2011 (1)”

  1. waleeworld

    อย่างนึงที่ชอบของดูใบและกลุ่มประเทศเหล่านี้คือการรักษาวัฒนธรรมการแต่งกายค่ะพี่เจ๊ส
    ขอบคุณที่เล่าเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆใหเฟังบ่อยๆนะคะ
    จะตามมาอ่านอีกกกกกกกกกกกกก ^^

    Reply
  2. OaddybeinG

    ตามมาอ่านด้วยคน ทั้งอ่าน ทั้งดูรูป เพลินดีค่ะ …. แต่ขนมนี่สิ …น่ากินมากกกกกกกกกกกก

    Reply
  3. jenji

    มีจัดทัวร์มั้ยค่ะ อยากไปจังค่ะ

    Reply
  4. Sank

    ชอบคุณบรรยายที่ภาพมากค่ะ…อย่างตลกมาก..สนุกค่ะขอติดตามเป็นแฟนนะคะ

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Basic HTML is allowed. Your email address will not be published.

Subscribe to this comment feed via RSS

%d bloggers like this: