ตอนเครื่องขึ้นสักพักเห็นทะเลอ่าวไทยแล้วอยากไปทะเลขึ้นมาติดหมัด
เห็นเกาะหลายๆเกาะที่น้ำรอบๆเกาะใสแหนวเชียว
น่าไปชะมัดเลย


เกาะเสม็ด รึเปล่าหว่า
น้ำรอบๆเกาะใสแหนวเลย


ถุงใส่ headphone
สายการบินมีโครงการเพื่อเด็ก
จึงได้รับบริจาคเงินด้วย
โดยเอาเงินใส่ถุงคืนกลับมาให้ที่พี่แอร์
ส่วน headphone ก็เอาไปเป็นที่ระลึกได้เลย

คุณแอร์มาเสิร์ฟอาหารมื้อไหนไม่รู้
เราก็เลยได้ทานอีกรอบ
ดีที่ทานที่ Kin ramen มาน้อย
ก็เลยทานได้อีก


ข้าวผัดไก่
รสชาติก็โอเคนะ

การแปลนว่าจะไปไหนบ้างนี่ก็กินเวลาใช่ย่อย
แม้ว่าเครื่องจะลงแล้วก็ยังแปลนยังมาร์คไม่เสร็จเลย
ข้อมูลมันเยอะ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ไหนน่าไปจริงๆ
ก็ลองดูอะเนอะ

ตอนเครื่องจะลงก็ประหลาดใจกับเกาะสิงคโปร์ที่ต้นไม้เยอะมากกกก
ดูแล้วเป็นต้นไม้ปลูกเสียเป็นส่วนใหญ่ด้วย
เขียวไปหมดทั้งเกาะเลย ดีจังเน่


เขียวๆๆๆ

ลงเครื่องมาก็อืดๆไปตม. แทบไม่มีคิวเลย
สบายอีกแล้ว
สิ่งที่ประทับใจที่ Changi Airport คือ
มีร้านรวงที่ practical คือ มีหลากหลาย เยอะ น่าเข้ามากกว่าไม่น่าเข้า
แต่จริงๆสุวรรณภูมิก็พัฒนาขึ้นกว่าดอนเมืองแล้วล่ะ
ตอนอยู่ดอนเมืองนี่ แทบไม่มีอะไรกินเลย
ของซื้อก็เหมือนๆกันไปหมดทุกร้าน แอบน่าเบื่อ
(แต่ก็ดี ไม่เสียตัง)


ตอมอ คิวสั้นๆ รอแป๊บเดียวก็ผ่านมาได้แล้ว


ไม่ต้องรอกระเป๋าเหมือนคนอื่น
ก็เลยเดินตรงมาแลกเงินตรงนี้ได้เลย
และได้ซื้อ Calling Card ที่นี่ด้วย

แวะ Visitor Center ที่ Terminal 1 ดูๆโบรชัวร์
ก่อนที่จะนั่ง Skytrain มาที่ Terminal 2 เพื่อนั่ง MRT เข้าเมือง

ไม่ค่อยรู้สึกว่ามาต่างประเทศเท่าไหร่
นี่ยังรู้สึกเหมือนอยู่กรุงเทพอยู่เลย
อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศคล้ายๆกัน
คนก็หน้าไม่ได้ต่างจากที่กรุงเทพเท่าไหร่
เดินมานี่ ไม่รู้คนสิงคโปร์หรือคนไทย หรือคนจีน
เริ่มรู้สึกว่า ไม่เฉพาะเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ที่ได้รับกระแส Globalization เท่านั้น
ใบหน้าของมนุษย์ก็เริ่มจะ Globalized เช่นเดียวกัน ง่า

โรงแรมที่กิ๊กพักอยู่ข้างบนสถานี City Hall เลย
คือ Swissotel the Stamford (สวิสอีกแล้ว คิดอะไรกับสวิสรึเปล่า บอกมานะ!)
แต่ตอนที่เราถึง City Hall ก็เพิ่งสองทุ่มกว่า
(จากสถานีสนามบินมาถึงสถานี City Hall ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง)
ก็เลยแบกสัมภาระไปดู Fountain of Wealth ตรง Suntec City ก่อน
ด้วยความกระหยิ่มใจว่า เราไปเวลาแสดงแสงสีพอดี
น่าจะได้ช็อตสวยๆมาจำนวนหนึ่งสำหรับการเที่ยววันแรก


เดินผ่าน City Mall ใต้ดินไปอย่างนี้


ออกตรงทางออกนี้ แล้วเดินไปอีกหนึ่งเพลิน

พอไปถึง

ปิด

ตึง!

เศร้าฟล่ะ ถ่อมาทำไมเนี่ย T-T
หนักก็หนัก ร้อนก็ร้อน
ที่ว่าจะไปแวะ Esplanade ต่ออีกแปบนึงก็หมดอารมณ์เลย


ปิดง่า ฮือๆๆๆ


ทำไมทำกะเค้าอย่างนี้ๆๆ

 

พอได้เข้าห้องในโรงแรมก็เหมือนสวรรค์
อา วันนี้แบกของทั้งวันเลย หนักอ๊าาาา


วิวจากชั้น 24 โรงแรม Swissotel the Stamford

 

++++++++

สรุปค่าใช้จ่ายตั้งแต่ซื้อตั๋วถึงวันนี้

ค่าตั๋ว B7000
ค่า Kin Ramen B290
รวมเงินไทย B7,290

ค่า EZ-link SID15.00
ค่าเติมเงินเพิ่มใน EZ-link SID10.00
ค่า International Calling Card SID10.00
รวมค่า setup SID35.00

ค่า MOF – ministry of food – ไอติมมะม่วง SID 3.50
ค่า MOS burger – SID8.50
รวมค่าอาหารวันที่ ๑ SID12.00

 

 

วันที่ ๒

Tags:
Singapore, Sentosa, Jurong Bird Park, Chinese Garden, Holland Village, Chinatown, Clarke Quay, Boat Quay, Merlion, Esplanade
ตื่นแต่เช้า เพราะยังแปลกที่อยู่
ก็เห็นวิวที่เรียกว่า ก็ไม่ได้แปลกไปจากที่อยู่ที่เมืองไทยนัก
แต่ไหนๆก็ไหนๆ
นี่คือท้องฟ้าสิงคโปร์ ถ่ายเสียหน่อย


อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน ออกหากินร่าเริงแจ่มใส


ตอนเช้าๆที่ไหนๆก็สวยนะ เราว่า


ด้านข้างๆเป็น War Memorial ด้วย
ก็เลยถ่ายได้จากมุมสูงอย่างนี้

วันนี้ว่าจะไล่เก็บหลายๆอย่าง
ที่หลักๆก็มี
Jurong Bird Park สวนนกจูร่ง
Chinese Garden
Holland Village
Sentosa
สามอย่างแรกอยู่ไลน์รถไฟฟ้าถัดๆกัน
ก็เลยน่าเก็บให้หมดในทีเดียว
ส่วน Sentosa ที่เก็บเพราะไม่มีคนไปด้วย -“- เอิ๊ก

เริ่มทริปด้วยการกินตามเคย
ไปอ่านมาได้ความว่า ที่นี่มีขนมปังปิ้งเจ้าอร่อย
แต่สถานที่ๆเขาแนะนำนั้น ไม่ได้อยู่ในแนวเขตทำการเลย
เมื่อวานลงมาสำรวจๆชั้นใต้ดินของโรงแรม
ก็เจอสาขาของร้านนี้พอดี
ต่อมาอีกหลายๆวัน ก็เจอร้านนี้เปิดสาขาทั่วไปหมด
ก็นึกในใจว่า ดีนะ ที่ไม่ได้ถ่อไปตามที่ไกด์บุคแนะนำ


Ya Kun Kaya Toast สาขา Raffles City
ชั้นใต้ดิน เช่นเดียวกับ MOS burger และอีกหลายๆร้านชื่อดัง

ขนมปังนี้ดียังไง
ขนมปังนี้ดีตรงที่แยมไม่เหมือนที่อื่น
แยมที่นี่ หรือที่เรียกว่า Ka Ya (สันนิษฐานว่ามันคือสังขยา)
ทำด้วยไข่ น้ำตาล และน้ำมะพร้าว
ทาบนขนมปังปิ้งน้ำตาลๆแบนๆ แล้วก็ประกบกัน
เมนูที่เป็นต้นตำรับจะมีเนยสอดไส้อยู่ด้วย
เขาว่าหอมหวานไปกว่าขนมปังปิ้งปรกติที่เราคุ้นเคยกัน


ขนมปังปิ้งได้กรอบดี และก็ไม่แข็งด้วย


ทานคู่กับชาร้อนๆอย่างนี้แหละ

ทานแค่นี้ก็พอ
เพราะกะว่าอาจจะไปทานที่ที่ไปเที่ยวอีก
แต่ถึงทานแค่นี้ ก็รู้สึกอยู่ท้องไม่ใช่เล่น

เดินอาดๆนั่งใต้ดินไปลงสถานีริมซ้ายสุดแห่งสายสีเขียว
คือสถานี Boon Lay
เมื่อออกมาปั๊บ ก็จะเป็นอู่รถเมล์เลย
มองหาท่ารถที่ 3 แล้วก็เข้าช่องไปเข้าคิวขึ้นรถสาย 194 ได้เลย

นั่งไปประมาณ 15 นาทีก็ลงที่ถนนด้านหน้าสวนนกเลย
เวลานั้นก็ประมาณ 10 โมงเช้า
คนยังไม่เยอะมาก แต่ก็มีพอสมควร
ซื้อบัตรเข้าไปกันเลย


บัตร และแผนที่ ที่แป๊บเดียวก็ทำหายซะงั้น

สิ่งแรกที่เราเจอะเลยก็คือนกเพนกวิน
ชอบบบ นกเพนกวินนี่เป็นอะไรที่น่ารักซะไม่มี


เพนกวินเต็มไปหมด


มีที่ให้เด็กยืนดูนกชัดๆด้วยนา เก๋มะ


นกเพนกวินละลานตา ชอบง่ะ เอิ๊ก


อีกมุมนึง ห้องมันยาวง่ะ


ตัวนี้ยังผลัดขนไม่หมดเลย
เหมือนใน Happy Feet

มีความสุขกับเพนกวินไปแล้วก็ไปดูนกน่ารักๆที่อื่นบ้าง


นกแก้วมาคอว์

 


Flamingo


นกอะไรไม่รู้ จำชื่อไม่ได้ แต่หัวเหมือนโนบิตะเลย


Flamingo Pond


เป็ดแมนดาริน นี่ก็น่ารักง่า
ตัวเล็กๆน่ารัก
ดูเป็ดแมนดาริน แล้วย้อนดูตัว ฮ่าๆ


แล้วก็เดินไปที่น้ำตกประดิษฐ์
ที่จำลองบรรยากาศเป็นป่าชื้นๆ


น้ำตก ดูไม่ออกว่าคนทำ
ก็สูงพอประมาณแล้วก็สวยดีนะ


แกว้ก ตัวไรเนี่ย ลืมไปแล้ว


นกอะไรไม่รู้ สีแดงได้ใจมาก


อันนี้นกเป็ดน้ำทะเลมั้ง เป็นนกชายหาดชนิดหนึ่ง

ในสวนนกนี้เดินเพลินมากๆ
เพราะมีนกให้ดูมากมาย
แถมมีแต่ต้นไม้ใหญ่ๆ บรรยากาศดีมาก
(แต่ถ้ามีร่มไปก็ดีเพราะแดดร้อนมากกก)
และมีขนาดใหญ่มากด้วย
อย่างเรารีบเดินทำเวลา
ก็ยังใช้เวลาถึงสองชั่วโมง
ถ้ามีเวลาทั้งวัน ค่อยๆเดินดู
ก็คงมีความสุขพอตัวเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยนกที่ชื่นชอบอีกประเภทหนึ่ง
ก็คือนกฮูกนั่นเอง


นกฮูก ดูๆไปก็คิดถึงมะหมี เอิ๊ก


ฮูกหลับง่ะ

สรุปคือ ชอบที่นี่นะ
ถ้ามาสิงคโปร์อีกครั้ง ก็จะมาที่นี่อีก
ทีนี้จะให้เวลาเยอะๆเลย
พกร่มมาด้วย เอิ๊ก

พอ mission complete
เราก็นั่งรถสาย 194 กลับเหมือนเดิม
สามารถขึ้นที่ป้ายเดิมได้เลย
เพราะสายนี้วิ่งเป็นวงกลม

กลับมาที่ ฺBoon Lay Station
แล้วนั่งย้อนสายกลับมาที่ Chinese Garden
ตอนแรกเกือบถอดใจแล้ว
เพราะอากาศร้อนมาก
คงไม่มีอารมณ์ไปเดินสวนตอนเที่ยง
และเพิ่งเหงื่อซกมาจาก Jurong Bird Park หยกๆ
แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
ก็แวะจนได้


เดินลงมาเห็น Garden in MRT อย่างนี้
ใช่สถานี Chinese Garden แน่ๆ


ออกจากสถานีมาก็เดินทางเดินไปที่ Chinese Garden เลย


ร่มรื่นๆ

จริงๆตรงนี้มีสวนสองอัน
อันหนึ่งคือ Chinese Garden
อันหนึ่งคือ Japanese Garden
มีทางเดินเชื่อมกัน
แต่วันนี้ ไหวแค่ Chinese Garden เท่านั้น
เพราะแค่สวนเดียวก็กว้างหลายๆแล้ว


Landmark ของ Chinese Garden
ดูฟ้าสิ นึกออกไหมว่าวันนี้มันร้อนขนาดไหน

 


มีกลุ่มอาคารแบบจีนๆที่กว้างขวางพอประมาณอยู่กลุ่มหนึ่ง
ทำบรรยากาศโดยทั่วไปใช้ได้เลย

เต่ามอง ตอนที่นั่งหลบฝนในเก๋งจีน
มองมาเหมือนว่ามีอาหารให้มันอ๊ะป่าว
มันมองสักพัก ให้เราพอรู้สึกผิดที่ไม่ให้อะไรมันกิน
แล้วมันก็ไป ฮือออ


ฝนตกเปาะแปะสักพักพอเป็นพิธี


พอฝนหยุดแล้วก็ออกมาเดินเล่นต่อ


ก่อนกลับก็ลงทุนปีนเจดีย์ขึ้นไป
ดูวิว ตากลม ระบายเหงื่อ

ที่นี่ก็เหมาะที่จะมาเดินตอนเช้าๆหรือเย็นๆ
เพราะว่าบรรยากาศสงบ ร่มรื่นดีมาก
รู้สึกดีที่สิงคโปร์เขากันที่ให้เป็นพื้นที่สีเขียวเยอะแยะ
ของเรานี่ เอะอะก็เอาไปที่ commercial businesses หมด

เดินออกมาถึงกับต้องกดตู้น้ำกินโค้กโดยด่วน
รู้สึกขาดน้ำอย่างแรง
แล้วก็เดินฝ่าแดดเที่ยงแก่ๆไปที่ MRT เหมือนเดิม

สถานีต่อไป Buona Vista
(ชื่อสถานีสิงคโปร์นี่ กี่ภาษาไม่รู้ ปนกันไปหมด)

ขึ้น MRT ย้อนกลับมาอีกแค่สองสามป้ายก็ถึง Buona Vista แล้ว
เราจะไปที่ Holland Village โดยที่ต้องลงสถานีนี้
แล้วไปต่อรถเมล์เอา

ออกมาจากสถานีก็จะเจอป้ายรถเมล์เลย
นั่งรถสาย 95 จะเข้าไปทาง Holland Avenue
และวนซ้ายไปจอดที่ปากถนน Lor Mambong
ซึ่งเป็นถนนเส้นเล็กๆของ Holland Village เลย


ป้ายรถเมล์เป็นฉะนี้

ตอนรอรถเมล์อยู่ก็เจออาม่าคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก
เปงคนที่หนาย
เปงคนไทย
จีนในไทยอะเหรอ
ช่าย -“- (หน้าบอกยี่ห้อมากๆ)
ฮกเกี้ยนหรือแต้จิ๋ว
แต้จิ๋วหล่า
(รถเมล์มา วิ่งขึ้นรถเมล์)

ขึ้นรถเมล์มา ไม่หลง แต่ต้องสังเกตไปกับแผนที่หน่อย
พอเลี้ยงเข้า Holland Road ก็เตรียมลงได้เลย

Holland Village ดูไปแล้วก็ไม่ได้มีวัฒนธรรมอะไรเป็นพิเศษ
แต่ถ้าเทียบกับบ้านเราก็คงเป็นทองหล่อ
ที่มีร้านอาหารนานาชาติมากมายหลายหลากให้เลือกชิม


บรรยากาศ


บรรยากาศ มีแต่ร้าน


ร้านนี้คุ้นๆ


แยกถนน Lor Mambong และ Lor Liput
มี Food Court อยู่ตรงหัวมุม ด้านซ้ายมือของรูป

ตอนแรกว่าจะเลือกร้านทานสักร้าน
แต่ไปๆมาๆ เชื่อมั่นใน Food Court ดีกว่า
แล้วก็ไม่ผิดหวัง


ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา
ลูกชิ้นไม่เด้ง แต่เนื้อเนียนมากกก
อร่อยง่า
เส้นก็ไม่หนัก ทานเบาๆ อร่อยดี

พอเดินเล่นเป็นที่พอใจแล้ว
เราก็เดินย้อนกลับที่ตรงที่ลงรถเมล์มา
แล้วก็เดินข้ามสะพานลอยไปรอรถเมล์อีกข้างหนึ่ง
เพื่อนั่งรถเมล์สายเดิมกลับไปที่สถานี Buona Vista
แต่พอนั่งรอรถเมล์แล้วอ่านตารางเดินรถของรถสาย 970 แล้ว
ก็เปลี่ยนใจ รอนั่งรถสายนี้ดีกว่า
จะวิ่งผ่านไปที่ถนน Alexandra
แล้วไปลงที่สถานี Outram Park เพื่อต่อไปที่สถานี Harbour Front
เพื่อที่จะไป Sentosa ได้เลย


วิวสองข้างทาง


มาลงที่สถานี Outram Park ตรงนี้


ขึ้นมาจากสถานี Harbour Front ก็เจอ Vivo City เข้าให้
ซึ่งมี Monorail ข้ามไปที่เซ็นโตซ่า
จริงๆอยากนั่ง Cable Car แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาเจอรึเปล่า
พอขึ้นไปชั้นสอง ก็เจอป้ายบอกทางไป Cable Car ที่ Harbour Front Tower


จงเดินตามลูกศรชี้ทางไป


ไปตามทางอย่างนี้เลย
ไม่ต้องวอกแวก ไม่ต้องสงสัย
สงสัยลูกศรและป้ายบอกทางเอาไว้ก็พอ


ถึงแย้วที่ขายตั๋ว
ตอนแรกว่าอยากจะนั่งแบบที่พื้นใสๆ
แต่ว่ามันแพงกว่าเคเบิลคาร์ธรรมดาอยู่ 5 เหรียญ
ก็เลยไม่เอาดีกว่า งก


เย้ ได้ข้ามเกาะแล้ว


มองไปข้างๆบ้าง


ใกล้ถึงละๆ

พอขึ้นเกาะแล้ว
ก็ไปที่รอรถเมล์เลย
ที่แรกที่เราจะไปคือ Underwater World
เราเลยเลือกขึ้นสายสีฟ้า (แต่อย่าคิดว่าตัวรถสีฟ้านะ ให้ดูดีๆ)
ก็ไปต่อคิวเหมือนต่อคิวรถเมล์ปรกตินี่แหละ


ที่รอคิวรถเมล์ เป็นระเบียบดี


ป้ายที่จะบอกว่ารถแต่ละสายไปไหนบ้าง
ไม่ยาก แต่ต้องตั้งใจดูนิดนึง

มาถึง Underwater World ซึ่งอยู่ตรง Fort Siloso และ Siloso Beach แล้ว
ก็ซื้อบัตรแล้วก็เข้าไปดูกันเลย
มีบ่อให้จับปลาดาวต้อนรับอยู่ด้านหน้า
เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่แอบสงสารปลาดาวอยู่เหมือนกัน
จริงๆมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่รับแขกนะเนี่ย
(พูดไปงั้น เกือบจะไปจับเหมือนกัน)

ปลาๆๆๆๆๆ


Sea Angel กรี๊ดกร๊าดอยู่ในใจ น่าร้ากกก
สิ่งมีชีวิตอะไรเนี่ย อยู่ในน้ำลึกและเย็น
แถมว่ายบินๆเหมือนนางฟ้าอ้วนๆด้วย


เขาว่ามันไม่ใช่แพลงตอน ไม่ใช่วุ้น มันเป็นสิ่งมีชีวิตมฌิมา
คือ ไม่เป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือในขณะเดียวกันก็เป็นมันทุกอย่าง


ปูแมงมุม
กระดองใหญ่กว่าหัวเราอีก
เขาว่าความยาวจากปลายก้ามถึงปลายก้ามนี่ เกือบสองเมตรแหนะ
บรื๋อๆ


นีโมววว


แมงกะพรุนนน

แล้วเราก็มาเหยียบอุโมงค์ที่เป็นจุดขายของที่นี่
ก็โอเคอะ ยาวๆ
ดูปลาผ่านอุโมงค์อย่างนี้
เราต้องดูผ่านๆ ถ้าจ้องแล้วจะเวียนหัว
ไม่รู้คนอื่นเป็นงี้รึเปล่า
แบบว่า เงามันหักเหมากๆ


มีทางเดินที่เดินเอง และยืนบนทางเลื่อนด้วย


มีปลาฉลามนอนกองกันอยู่
ตลกง่ะ


อีสองตัวนี้ก็ตลกง่า
ทำไมต้องมานอนบนยอดโดมด้วยยะ


หน้าตาเหมือนหลับอย่างมีความสุข^^’


ปลามานอนติดตู้เลย


หลาม ว่ายไปว่ายมา ถ่ายไม่ได้ซะที


พะยูนกำลังหม่ำๆ

จุดหมายต่อไป
ตอนแรกว่าจะไปเที่ยว Merlion ก่อน
แล้วค่อยวกกลับมาดู Dolphin Lagoon ที่เป็นของแถม
แต่คิดไปคิดมา ก็เลยไป Dolphin Lagoon ก่อนละกัน
ได้รอบสุดท้ายพอดี 5.30 PM

ไปถึง 5.00 PM คนเยอะแล้ว
พอแสดงจริงๆพี่แขกมาจากไหนมากมายไม่รู้
การแสดงก็ โอเคลา แต่ก็ไม่ได้ประทับใจอะไรมาก
คือโลมามันน่ารักของมันอยู่แล้วแหละ
แต่เห็นที่ฝึกที่อื่นมันดูแล้วว้าวกว่านี้
ทั้งๆที่โลมาก็ทำได้เหมือนๆกัน

ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย
แต่โลมาน่ารักนะ
สิ่งมีชีวิตนอกจากแมลงกับคนนี่ น่ารักไปหมดเลย

5.30 PM ฝ่าฝูงชนออกมารอรถสายสีแดงไปที่ Merlion
และ Images of Singapore คนเยอะมากกก
เห็นแขกกับจีนแย่งกันขึ้นรถเมล์แล้วก็เออ
ที่นี่ก็คงต้องกฏเฮี้ยบๆอย่างนี้แหละ
ไม่งั้นบ้านเมืองที่ปรกติของจีนกับแขก
มันจะ mess up ไม่น่าดู


พี่ Merlion ตัวเบิ้ม
(เขาว่าเป็นตัวปลอม)

ก่อนขึ้น Merlion ก็ไปที่ Images of Singapore ก่อน
เพราะมันปิดก่อน


ด้านหน้า Images of Singapore


ด้านใน ห้องที่สอง (ชื่อลมสี่ทิศ อะไรสักอย่าง) ที่พูดถึงความเป็นมา
ความกลมเกลียวระหว่างคนสี่ชนชาติ
ทำได้ดีทีเดียว แต่ฟังไม่รู้เรื่อง
ตั้งแต่มาสิงคโปร์นี่ โง่ภาษาอังกฤษลงเยอะเลย 555

นอกจากนี้ก็ยังมีนิทรรศการแสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆ
ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทำได้ดีทีเดียว
เข้าใจในจุดเด่นของสิงคโปร์
เราว่าสิงคโปร์ก็มีความน่าสนใจ
ในเรื่องของชนชาติที่อยู่รวมกันได้นะ
ถึงจะไม่ได้ถึงกับผสมผสาน
แต่ก็ live along side by side เชียวล่ะ
เมื่อเริ่มต้นคิดจากจุดเด่นของสิงคโปร์อย่างนี้แล้ว
ก็จะทำให้เวลาเราเที่ยวในสิงคโปร์
เราจะรู้สึกว่ามันน่าสนใจกว่าที่เห็นขึ้นมาทีเดียว

พอดูจบ (อย่างรีบๆอีกแล้ว)
ก็ไปขึ้นหัว Merlion ดีกว่า
ที่จงใจวางเวลาไว้อย่างนี้
ก็เพราะว่าจะได้ขึ้น Merlion ตอนช่วงพระอาทิตย์ตกดินด้วย
ก็ชอบนี่นา ถึงจะไปลุยเดี่ยว ไม่มีใครเกี่ยวก้อยก็เถอะ


วิวดีๆ ลมพัดเรื่อยๆ
ถามตัวเองว่า วันนี้ตูเที่ยวอะไรมากมายเนี่ย


อีกมุมนึง
เขาว่าเป็นที่ก่อสร้างอัครมหาคาสิโน
ดึงนักท่องเที่ยวอีกนั่นแหละ

พอลงจาก Merlion ก็เดินไปที่ที่เขาแสดง Songs of the Sea
แต่ไม่มีปัญญาดู เพราะบัตรขายหมดแล้ว
เป็นอุทธาหรณ์ว่า คราวหน้ามาอีก ให้ซื้อบัตรไว้ตั้งแต่เนิ่นๆเด้อ


ประติมากรรมที่แอบมีน้ำพุพุ่งแบบสุ่มตามทาง
ไอเดียดี น่ารักด้วย


ชอบไฟเล็กๆตามทางเดินอย่างนี้
น่าก๊อปไอเดียไปแต่งบ้านในเวลาที่โอกาสอำนวยจัง

เมื่อไม่ได้ดู Songs of the Sea แล้ว ก็เลยกลับแผ่นดินใหญ่ดีกว่า


Cable Car ขากลับ มีปัญญาถ่ายให้ชัดได้เท่านี้แหละ

กลับมาถึงแผ่นดินใหญ่ประมาณ 2 ทุ่ม
ก็เลยว่าจะไปหาอะไรทานที่ Chinatown
ตรง Smith Street ดีกว่า
ก็เลยนั่ง MRT จาก Harbour Front
ไปเปลี่ยนเป็นสายแดงที่ Outram Park
แล้วลงที่สถานี Chinatown
เลือกทางออกที่ออก Smith Street
พอขึ้นมาจากใต้ดินก็จะเจอบรรยากาศแบบที่
ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ใช่ Chinatown เลย


ร้านรวง


แสงสี


โคมแดงและความคลาสสิค


ถ้าออกจากใต้ดินมองไปตรงๆก็จะเจอวิวนี้


สินค้าเรียงรายตามทาง
แต่ไม่มีแบบที่รู้สึกว่า หาซื้อไม่ได้ที่เมืองไทย หรือที่อยากซื้อเท่าไหร่เลย


มาถึงแล้ว Smith Street ที่กลางคืนจะปิดถนนให้ตั้งโต๊ะหม่ำๆอาหารกัน


อาหารมากมายหลายหลาก


วันนี้สั่งบะหมี่กุ้ง
ตอนแรกว่าจะเอากุ้งตัวโต
แต่พอสั่งชามเล็กสุด ก็เลยกลายเป็นกุ้งเล็กแทน
อะ ไม่เป็นไร
เส้นบะหมี่ออกเค็มกว่า หนักกว่าที่ทานเมื่อกลางวัน
กุ้งก็ไม่ได้แกะเปลือกให้
ชามนี้เลยออกเฉยๆ
รู้สึกกินลูกชิ้นปลาอีกดีกว่า


แกงจืดเซี่ยงจี๊ที่สั่งมาจากร้านเดียวกัน
ลวกใช้ได้ โอเค


น้ำมะม่วง อร่อยดี
ก็อร่อยแบบมะม่วงสุกๆน่ะ


เมื่ออิ่มหนำแล้ว ก็กลับไปที่สถานีดีกว่า

ลงสถานี Chinatown แล้วไปโผล่สถานี Clarke Quay
เพื่อดูแสงสียามค่ำคืน


Clarke Quay ถิ่นกินดื่มค่ำคืน (แบบชิวชิว)


อีกสักรูปให้รู้ว่า Clarke Quay คล๊ากกก คียยย์ จริงๆนะ

Clarke Quay ใหญ่กว่าที่คิดมาก
นึกว่าจะเป็นตึกหน้าแม่น้ำอย่างเดียว
ที่ไหนได้ มีแบบเซ็นเตอร์พอยท์ข้างในด้วย
และที่นี่ก็ยังคงความเป็นสิงคโปร์
คือมีอาหารจากหลายชาติเหลือเกิน
มาอยู่ในร่มร้านเก๋ๆแถวคลากคีย์นี้นี่เอง

ทางเดินในร่ม (ร่มขนาดใหญ่)

เดินจนแฮ่กแล้ว
ก็ยังไม่หนำใจ
ยังใช้ขาเดินไปที่ Boat Quay ต่อ

ผิดคาดหน่อยๆว่า Boat Quay น่าจะมีบรรยากาศคล้ายๆ Clarke Quay
แต่เหมือนกับจับ target group ไม่เหมือนกัน
ถ้าทางนั้นเป็นทองหล่อ ทางโบทคีย์นี่จะเป็นแบบสามย่าน


วิวถ่ายฝั่งตรงข้ามจาก Boat Quay


โรงแรม Fullerton ที่อยู่ถัดจากโบทคีย์
แต่บรรยากาศราวฟ้ากับเหว อิอิ


เงาต้นไม้ระหว่างทางเดิน


พอเดินข้ามสะพานตรง Fullerton ที่เห็นในรูปข้างบนนี่
แล้วมองกลับมา ก็จะเห็นแถบ Boat Quay และภูเขาออฟฟิศด้านหลัง
ขัดใจมาก ถ่ายมาแล้วไม่ชัดเอาซะเลย


นี่ก็ระหว่างทาง


อะเดินกลับมาที่ Fullerton
เพื่อจะไปที่ Merlion ตัวจริง
และถ่ายรูปซีกทุเรียน


เดินลอดสะพานข้ามแม่น้ำไปเพื่อข้ามถนนบนหัว


โผล่มาเจอ Merlion ลูกเมียน้อยก่อน
ตั้งหันหลังกับ Merlion ตัวจริง
Merlion ที่น่าสงสาร โถ ไฟก็ไม่มีส่องมาหาหนูเลยเนอะ


เจอแล้วตัวจริง กำลังพ่นน้ำใส่ตึกอยู่


นั่นไงทุเรียนและผองเพื่อน


พ่นน้ำ แฟ่ๆๆ


เหนื่อยแล้ว (น่าจะเหนื่อยได้ตั้งนานแล้ว)
เดินขึ้นสะพานกลับบ้านดีกว่า


แอบเห็นไฟกิ๊บเก๋อยู่ริมแม่น้ำตรงเอสพลานาดด้วย


ไหนๆก็ผ่าน เก็บหนามหน่อยดีกว่า


หนามๆๆ


น้ำๆๆ ไอเดียน่ารักอีกแล้ว


ก่อนจะกลับไปตายในห้อง
ก็เดินลง City Mall ไปซื้อน้ำมาตุนไว้ก่อน
น้ำเปล่า คิกคาปู้ และวิตามินซี
ถึงวันสุดท้ายแล้วก็ยังดื่มไม่หมดสักอย่าง แฮ่ม

สรุปรวมวันนี้เที่ยวได้เยอะจริงๆ
แต่เป็นการขี่ม้าชมเมืองมากกว่า
ถ้ามาคราวหน้า คงไม่ต้องห่วงว่ายังไม่ได้ไปเหยียบที่นั่นที่นี่
และคงได้ใช้เวลากับแต่ละที่เยอะกว่านี้

แต่อย่างไรก็ดี
เท่าที่ใช้เวลากับแต่ละที่อย่างเต็มที่เท่าที่จะอำนวย
ก็นับว่าเป็นการเที่ยวที่ใช้ได้ทีเดียว

เสียอย่างเดียว

เดินเยอะอย่างนี้
ตื่นมาขาแข็งเป๊กแหงๆ

++++++++

สรุปค่าใช้จ่ายประจำวัน

ค่า Ya Kun Kaya Toast SID 1.70
ค่า hot tea SID 1.10
ค่าโค้กกันตาย SID1.70
ค่าบะหมี่ลูกชิ้นปลา SID3.00
ค่าน้ำขวด SID1.00
ค่าทิชชู่กันละลาย SID0.30
ค่าน้ำมะม่วง SID3.00
ค่าเกาเหลาตับกะเซี่ยงจี๊ SID6.00
ค่าบะหมี่กุ้ง SID4.00
ค่าน้ำคิกคาปู้ SID1.10
ค่าน้ำเปล่าขวดใหญ่ SID1.95
ค่าน้ำวิตามิน SID1.30
รวมค่าอาหารวันที่ ๒ SID28.85

ค่าเข้า Jurong Bird Park SID16
ค่า cable car และค่าเหยียบ sentosa SID12.90
ค่าเข้า Underwater World SID19.50
ค่าเข้า Images of Singapore SID10.00
ค่าเข้า Merlion SID8.00
รวมค่าใช้จ่ายใน Sentosa SID66.40