สวนผึ้ง ราชบุรี แบบไม่ได้ตั้งใจ

สะพานพระราม ๙
วิวเดิมๆที่เราจะเจอเมื่อเดินทางไปหัวหิน ราชบุรี

ประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ
ไม่นับเวลาที่โต๋เต๋อยู่ในบิ๊กซี
เราก็ได้มาถึงเดือนล้อมรีสอร์ท ด้วยถนนสาย 3208
ถึงสี่แยกใหญ่แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกสักพักเดียว
ที่นี่มีชื่อเรื่องสเต็กด้วย เราก็เลยต้องสั่งสเต็กเพื่อพิสูจน์

มายสเต็กไก่
ก็เบสิค แถมเกือบจะกินไม่หมดด้วย
เพราะว่ากินไก่แซบมาระหว่างทาง
โดยพี่หมีหลอกให้กินเยอะอีกแล้ว

ฮิส สเต็กกวาง
ทำได้ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย
เนื้อสัตว์ใหญ่นี่ ยังไงก็มีกลิ่นแรง

สเต็กเนื้อ ไม่ได้กิน คนอื่นสั่ง

เอ่อม เราก็ว่ารสชาติมันธรรมดานะ – -”
คือก็ไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้อร่อยขนาดต้องเลื่องลือ อะไรงี้

ส้มตำปูม้า

ปีกไก่…อะไรสักอย่าง

คร็อกโคไดล์ย่าง จิ้มแจ่ว
หมดในเวลาอันรวดเร็ว
มีแต่คนบอกว่าอร่อยนะ เนื้อจระเข้เนี่ย

สลัดทูน่า

ต้นน้ำ ธารน้ำร้อน บ่อคลึง
มันจะเป็นน้ำผุดๆขึ้นมาจากซอกหิน
ที่ใต้ซอกมีความร้อนมากๆ
ตอนไปยืนๆอยู่ก็ได้ไอร้อนตลอดเวลา
แต่เขาไม่ให้ลงไปอาบน้ำล้างเท้าตรงนี้นะ
เพราะเป็นน้ำที่ใช้ดื่มกินกันด้วย

ส่วนหินที่ไม่โดนน้ำนี่แห้งเชียว

แมลงปอตัวนี้ท่าจะชอบน้ำอุ่น
เกาะอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนเลย

ไปได้แค่นี้ ก็เย็นมากแล้ว
เราออกไอเดียว่า ไปทานอาหารเย็นกันที่ Scenery resort ดีกว่า
ถึงจะรู้สึกว่าไกลจากที่พักไปหน่อย
แต่จริงๆมันก็แค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง

ศาลพระภูมิสุดฮิป

ทุ่งหญ้าเขียวๆที่ปราศจากแกะ
เพราะแกะโดนต้อนเข้าคอกหมดแล้ว

รถกอล์ฟพาไปที่ร้านอาหาร
จริงๆเดินก็ได้ แต่ไหนๆเขาบริการอะนะ

อาหาร อาหาร

ปลากะพงทอดตะไคร้ หอมดี

ปีกไก่ทอดน้ำปลา อันนี้หอมอร่อยกรอบ

ทอดมัน แน่นกุ้ง

ข้าวผัดแบบข้าวแฉะๆนิ่มๆ
รสชาติดี แต่ส่วนตัวชอบแบบร่วนๆมากกว่า

กลับที่พักสามทุ่มกว่าๆเกือบสี่ทุ่ม
เด็กๆก็นั่งเล่นกันถึงเกือบเช้า
ส่วนแก่ๆอนามัยอย่างเราก็ดูเอเอฟ อ่านหนังสือ แล้วก็นอน
จะให้โต้รุ่งแบบเด็กๆนี่เราทำไม่ค่อยได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ระบบในร่างกายจะรวนเอาง่ายๆไปหลายวัน

เก็บแรงเอาไว้ตื่นเช้าๆมาสูดอากาศดีๆ และไปเที่ยวๆดีกว่า

ที่แรกที่หมายตาเอาไว้เลยก็คือ
วัดป่าพระธาตุเขาน้อย
เราจะมาไหว้อัฐิธาตุของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี กัน
ซึ่งห่างจากที่พักไปประมาณ 15 นาที อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน

เข้าไปถึงวัด ก็ค่อยๆไต่รถขึ้นไปถึงยอดเขา
แล้วเราก็จะพบกับเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว
ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเล็กๆแห่งนี้
ซึ่งเจดีย์นี้ สามารถเห็นได้จากถนนในระยะพอสมควรเลย

ขึ้นมาแล้วเงียบสงบมากถึงมากที่สุด
(ยกเว้นตอนหลังที่มีเด็กวิ่งเล่นโวยวายตามประสา)
วิวดี ลมดี สัปปายะ น่าภาวนา

ในเจดีย์มีทั้งพระพุทธรูป รูปหลวงปู่ อัฐิ และข้าวของเครื่องใช้ของหลวงปู่
เงียบจนได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง : )
ไว้ถ้ามาอีก คงได้มีโอกาสมาเดินเล่น นั่งสมาธิเล็กน้อย พองาม ^^

ออกมาเดินเล่นรอบๆ แดดดี วิวดี เห็นเทือกเขาตะนาวศรีด้วย

หลังจากได้มงคลชีวิตตอนเช้าแล้ว
เราก็ออกเดินทางไปหาอันซีนกันต่อ
เราขับย้อนกลับมาทางเดิม ไปที่สี่แยก
เมื่อเจอสี่แยก ก็เจอกับเส้น 3208
เรา(พี่หมี)ก็จัดการเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น 3208 มุ่งสู่สวนผึ้ง
เพื่อไปที่อันซีนที่ 2 คือ โป่งยุบ นั่นเอง

ระหว่างทาง เจองัวววว

ก็ค่อยๆกระดึ๊บไป
วัวมันก็รู้นะ มันก็เดินเขยิบชิดขวาให้ ใช้ได้ๆ

อะ ไปกันต่อๆ
นี่คือซีนปรกติของถนนในสวนผึ้ง
ซึ่งเป็นซีนที่เราชอบมาก มันโล่งๆ สบายๆ
คือ ไปที่อื่นอาจจะมีอะไรให้ดูหวือหวากว่านี้
แต่สวนผึ้งมัน…บอกไม่ถูกแฮะ คือมันเป็นซีนแบบถ่อมตัวๆไงไม่รู้
แต่อยู่ด้วยแล้วสบายใจอะ อยู่ได้เรื่อยๆ

ถ้าวิ่ง 3208 เลยตัวอำเภอสวนผึ้งมาเรื่อยๆ
ทางด้านซ้ายมือ จะมีป้ายบอกไปโป่งยุบเอง
ไม่ต้องกลัวหลงเลย

โป่งยุบคืออะไร
ถ้าถามหลายๆคน คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ
ก็เหมือนแพะเมืองผีล่ะค่ะ
แต่เราไม่เคยไปแพะเมืองผีนี่หว่า อิอิ
ง่ายๆเลยก็คือพื้นที่ที่มีบริเวณที่พื้นดินยุบตัวตามธรรมชาติ
แบบไม่ธรรมดา นี่เอง
(งงไปใหญ่เลย)

สองคน เสียค่าเข้า 30 บาท
ก็โอเคนะ
มีบริเวณให้เดินพอสมควร
ที่นี่พื้นดินจะยุบลงไปประมาณ 2-6 เมตรได้
ถ้ากลัวร้อนมาก ให้พกร่มด้วย
แต่เราเอาสะดวก ใช้เสื้อแขนยาวมีฮู้ด ดีกว่า เดินสะดวกกว่า
(แม้ว่าจะเสี่ยงดำกว่ากันเยอะ อิอิ)

นึกไปถึงแกรนด์แคนยอนอยู่เหมือนกัน (อยากป๊ายยย)
โป่งยุบนี่คงเรียกได้ว่าเป็นมินิแคนยอน หรือ แคนยอนน่อย
ส่วนแกรนด์แคนยอน คงเรียกได้ว่า โป่งยุบพ่อทุกสถาบัน

มันก็ถ่ายรูปสนุกดีนะ
ถ้าไม่กลัวร้อน
แนะนำให้ไปเช้านิดนึง เย็นไม่รู้ปิดกี่โมง
ถ่ายลอดจากแคนยอนด้านล่าง

ถ่ายลงไปหามุมถ่ายลอดเมื่อกี๊

ขึ้นมาละ สงสัยว่า มันโป่งตรงไหน เห็นแต่ยุบ

แต่ละหลุม ลึกทีเดียวเชียวล่ะ

เสร็จภารกิจแดดเปรี้ยงไปหนึ่ง
เราขับกันต่อเส้นเดิม 3208 ไปเรื่อยๆสักสิบกว่าโลมั้ง
ก็จะถึงสามแยก เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกอึดใจ
ก็จะถึง ฟาร์ม สวนผึ้งออร์คิด
(ไม่ต้องกลัวหลง มีป้ายตลอดทาง ถึงจะไม่ถี่ก็เถอะ)

กล้วยไม้สวยๆทั้งนั้นเลยยย
อยากมีซุ้มกล้วยไม้ขึ้นมาตะหงิดๆ

สองต้นเล็กๆนี้ ต้นละร้อยหรือร้อยห้าสิบนี่แหละ

เนื้อที่ทั้งหมดตอนนี้ประมาณ 6 ไร่ มีพันธุ์แวนด้า เป็นหลัก
ไร่นี้เป็นกิจการที่ทำสืบต่อกันมา
รุ่นลูกไปศึกษาเล่าเรียนอะไรข้างนอก แต่ก็กลับมาสานต่อไร่กล้วยไม้อยู่ดี
ไม่ต้องไปขายข้างนอกด้วย มีคนมาซื้อถึงที่เลย
เจ้าของไร่ยิ้มแย้มแจ่มใสใจดี และให้คำแนะนำในการดูแลรักษากล้วยไม้ได้ดี

สวนผึ้งออร์คิด จะมาเดินเล่นก็ได้ หรือจะซื้อก็ได้
คราวนี้จริงๆอยากมาเดินเล่นเป็นหลัก
แต่พอเห็นกล้วยไม้สวยๆราคาไม่แพง ก็ใจอ่อน (บวกกับโดนยุ)
เลยได้มาสี่ต้น

ออกมาจากไร่ก็ประมาณเที่ยงครึ่ง
ก็ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว
เราพากันนั่งรถย้อนกลับมาที่เส้นเดิม 3208
แล้วแวะทานอาหารกันที่ บ้านอ้อมกอดขุนเขา ที่ที่คุ้นเคย
เดี๋ยวนี้มีบ้านหลายหลังแล้ว
ไม่ใช่แค่กระจุกกระจิดริดเหมือนเมื่อก่อน
ใครอยากดูทริปอ้อมกอดขุนเขา
ก็เปิดไปดูที่เว็บเพจ “ย่ำต๊อก” ทางด้านขวามือได้เลย

เดี๋ยวนี้มีเมนูแล้วด้วย

ระหว่างรอ

เห็ดหอมสดผัดกุ้ง
ก็ใช้ได้นะ เห็ดหอมนี่ถ้าสดเราถึงชอบ
ถ้าเป็นแบบแห้งแล้วมาแช่น้ำทีหลังจะไม่ค่อยชอบ เพราะมันเหนียว

ทอดมันกุ้ง
ตอนจะสั่งก็ตะหงิดว่าเรามี remark กับเมนูนี้ไว้
แต่ดันจำไม่ได้ว่าด้านดีหรือด้านไม่ดี
ก็ไหนๆก็สั่งมาละกัน
ก็เลยจำได้แล้วว่า มันไม่ค่อยอร่อยอย่างที่ชอบ – -”
คราวหน้าไปอีกจะจำได้ไหมเนี่ย

ข้าวผัดหมู เบสิคๆ
ไม่รู้รสชาติเป็นยังไง ไม่ได้ทาน

ข้าวผัดผงกะหรี่กุ้ง
หอมดี ชอบ
แต่ให้เยอะมาก อิ่มมมมเกิ๊นนน

อิ่มหนำสำราญแล้ว
จะไปดูถ้ำกันต่อ
แต่ก่อนจะไปดู
ต้องหาที่เติมน้ำมัน
เพราะน้ำมันเริ่มหมดแล้ว
รถที่เอามาค่อนข้างกินน้ำมันซะด้วย

ก็ต้องวิ่ง 3208 ไปเรื่อยๆ (ไปทางที่จะไปถนนสาย ๔ หรือเพชรเกษม)
เพราะจำได้ว่ามีปั๊มปตท.อยู่
วิ่งจนน้ำมันจะแตะขีด E อยู่แล้ว โดยไม่มีวี่แววว่าจะเห็นปั๊ม
ใจก็รู้ว่ามันยังวิ่งได้อีกเยอะแหละ
แต่ด้วยการ represent interface ว่าน้ำมันจะแตะพื้นถังอยู่มะรอมมะร่อ
ทำให้เพิ่มความตื่นเต้นในการหาปั๊มมากขึ้น
จริงๆก็มีปั๊ม local อยู่ แต่มันไม่มียี่ห้อ
แล้วเราก็ไม่อยากรถเสียกลางทุ่ง ก็เลยต้องหาปั๊มที่มียี่ห้อหน่อย
และระหว่างเราวิ่งหาปั๊มพร้อมกับเปิดเพลงคริสติน่า อากีเลลาร์ไปด้วย
เราก็มาถึงปั๊มจนได้

คำที่เราสองคนอุทานขึ้นเมื่อรู้ว่าจะได้เติมน้ำมันแล้ว ก็คือ
“อีปั๊มมมมม”

เติมน้ำมันเสร็จ ก็มุ่งหน้าเข้าทางลัดสู่ถ้ำจอมพล
โดยวิ่งย้อนกลับมุ่งไปทางสวนผึ้ง
ประมาณ ๔ กิโลเมตรก็จะเจอสี่แยก
ให้เลี้ยวขวาแล้ววิ่งตามทางไปเรื่อยๆ ก็จะเจอเอง

ด้วยความที่ถนนหนทางแถวนี้มันมีคุณสมบัติคือ
ขับแล้วไม่รู้มาถูกทางหรือเปล่า
ก็เลยมีแวะถามทางคน
แวะแรก แวะหยุดที่กลุ่มเด็กสาวสามสี่คนกับมอเตอร์ไซค์
ถามว่าทางนี้ไปถ้ำจอมพลหรือเปล่า
คำตอบก็คือ “กำลังหลงอยู่เหมือนกัน ไม่รู้อะค่ะ”

แล้วก็แวะถามป้าขายขนมข้างทางที่กำลังหลับอยู่ เดินลงไปเลยถามลุงที่ขับรถมาแวะหยิบขนมของหนุบหนับเต็มมือแทน เลยได้ความว่า มาถูกทางแล้ว ขับต่อไปนะ

แล้วเราก็มาถึงถ้ำจอมพลซะที

ถ้ำจอมพลมีลิงเยอะมาก
และมีรถเข็นขายอาหารลิงอยู่
(กล้วยงี้ ข้าวโพดงี้)
ขายเป็นอ่างพลาสติกเล็กๆ
พี่หมีซื้อแล้วก็จับอ่างแล้วสาดข้าวโพดให้ออกไปไกลๆให้ลิงได้กินทั่วกัน
ส่วนเรา ทำไม่ได้ สาดไปกี่อ่าง ยังไงข้าวโพดทั้งหลายก็ตกอยู่แถวๆเท้า – -”
คงจะเป็นกิริยาอย่างหนึ่งในโลกนี้ที่เราไม่สามารถทำได้ดีก็ได้ งืออออ

กำลังจะขึ้นถ้ำละนา
จำไม่ได้ว่าคนละเท่าไหร่ ไม่ 10 บาทก็ 20 บาท

ทางเข้าถ้ำแคบๆ
ค้างคาวจะเยอะหน่อย (แต่มันไม่ทำอะไรเราหรอก มันบินไปบินมา เกาะผนังถ้ำเฉยๆ)
แต่พอเดินๆไปจะเป็นโถงใหญ่มากๆ
ตรงโถงใหญ่สุดทางเดินนั้นจะมีพระพุทธรูปให้บูชา
เราก็ไหว้อย่างเดียว ตามสไตล์

ไฮไลท์ของถ้ำนี้อยู่ตรงนี้แหละ
พระพุทธรูปปางลีลาตรงกลางโถง
ด้านบนเป็นช่องแสงธรรมชาติ สาดลงมา

แล้วข้างนอกฝนก็ตก
และฝนก็ตกเป็นฝอยทะลุช่องแสงลงมา
ทำให้ในถ้ำได้บรรยากาศงดงามไปอีกแบบ

แล้วก็เดินกลับทางเดิน
ให้พี่หมีไปยืนวัดสเกลเทียบขนาดของโถงถ้ำ
ถ้ำนี่ก็เป็นอะไรที่แปลกตามธรรมชาติดี
ใครจะไปรู้ว่า ภูเขาตันๆหินๆ ดันมีโพรงเบ้อเร่ออยู่ข้างใน

หินย้อยตรงนี้แหละที่เป็นที่มาของชื่อถ้ำจอมพล

ตอนจะออกก็ออกไม่ได้ เพราะว่าฝนตกใหญ่เลย
สักพัก จึงตัดสินใจวิ่งฝ่าฝนออกไปกัน
ผลคือ เปียกมะล่อกมะแล่ก แต่สนุก
เวลาเปียกฝนกับพี่หมีนี่ เป็น Laughter in the rain ทุกครั้งเลย
(แต่เปียกบ่อยๆก็ไม่ดีนะ เดี๋ยวเป็นหวัด)

ลิงก็ยังหากิน ไม่หวั่นแม้ตอนฝนตก

จบถ้ำจอมพลแล้ว
เราก็วิ่งต่อไปที่ถ้ำเขาบิน

ถ้ำเขาบินจะแตกต่างไปจากถ้ำจอมพล
ตรงที่ถ้ำเขาบินจะแบ่งเป็นห้องๆอย่างเห็นได้ชัด
มีห้องทั้งหมด 8 ห้อง
และใช้วิธีเดินวนแทนที่จะเดินย้อนกลับทางเดิม
และแต่ละห้องก็มีความพิเศษแตกต่างกันไป

นี่คือเหตุผลว่าทำไมถ้ำนี้ถึงชื่อ ถ้ำเขาบิน

ในถ้ำจริงๆมืดมาก
มีแสงแค่พอให้เดินได้ไม่ตกทางเดิน
ถ้าไม่มีขาตั้งกล้องนี่ ถ่ายให้ชัดยากมากเลย

ดูเหมือนจะเล็ก

แต่เทียบสเกลจริงๆแล้ว ไม่เล็กเลย

หินย้อยรูปปลาโลมา งิงิ

ใครจะเที่ยวถ้ำ ต้องเตรียมตัวกับสภาพอากาศร้อนชื้นในถ้ำหน่อย
โดยเฉพาะเวลาก่อนฝนตก หรือขณะฝนตก จะยิ่งชื้น
บางคนก็ไม่ชอบเที่ยวถ้ำ เพราะไม่ชอบความชื้น มืด ของถ้ำ
เราก็ไม่ได้ชอบนัก ถ้าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนั้น
แต่เราชอบสำรวจ ไม่มาก็เสียดายออก สวยนะเนี่ย

ไปๆมาๆที่คิดว่าเที่ยวสบายๆ ไม่ได้เร่งรีบอะไร
ก็เก็บที่เที่ยวได้ตั้งห้าที่เลยนะเนี่ย

สรุปทริป
ถึงจะเป็นทริปด่วน ไม่ได้ตั้งใจ
แต่ก็ได้ไปเที่ยวเยอะเกินคาด แบบไม่ได้รีบร้อนปักธงซะด้วย
ก็เป็นทริปสั้นๆที่โอเคเลยอีกทริปหนึ่ง

ใครอยากจะไปสวนผึ้ง เราก็สนับสนุนนะ
คือมันดูเหมือนจะเป็นที่ๆไม่ค่อยมีอะไรทำ
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็มีที่ให้ไปสำรวจออกจะเยอะแยะ
แม้ว่ามันไม่ถึงกับอลังการงานสร้าง
แต่มันก็ไม่เสียเปล่าถ้าได้ไป ก็ได้พบเห็นอะไรหลากหลายดี
ไม่ว่าจะเป็นทั้งวัดที่เงียบสงบ เทือกเขาที่มีหมอก น้ำตก น้ำร้อน พื้นยุบ ถ้ำ ไร่ ทุ่ง
ถ้าไปสักสองสามวัน รับรองมีอะไรให้ทำเต็มมืออยู่แล้ว

ค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ละกัน ค่าน้ำมันรถสำรอง ประมาณ 1000-1500 เตรียมไว้ก่อนเลย อันนี้คือไปแบบออกจากบ้านด้วยน้ำมันค่อนข้างเต็มอยู่แล้วนะ ที่พักก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย ไปจนแบบ scenery ก็คือคืนละ 3,500 เป็นต้นไป ส่วนค่าเข้าที่เที่ยวแต่ละทีก็ไม่กี่สิบบาท บางที่ก็ฟรีไปเลยด้วยซ้ำ อาหารก็มีให้เลือกมากมาย แบบพื้นๆเลยก็มี หรือจานละเป็นร้อยก็มี

ส่วนเรา ยังไม่เบื่อสวนผึ้งหรอก
จะกลับไปอีกเมื่อมีโอกาส : )