ออกจากบ้าน 9 โมงกว่า

กว่าจะหลุดเพชรเกษมออกมาได้ ก็ 11 โมง
ทั้งรถเยอะ ทั้งด่านจ่าไม่รู้กี่ด่าน
(จะว่าไป ทำไมหมู่นี้จ่าขยันตั้งด่านตรวจจัง รถติดเป็นแผงเลย)


แป๊บๆก็นครปฐมแล้ว แป๊บๆก็ราชบุรีแล้ว

และแล้วเราก็มาถึงราชบุรีได้ในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง
เร็วยังกะกามนิตขับมาเอง
ฟ้าใส แดดดี ดีจัง
ในขณะที่กรมข่าวมะหมีบอกว่ากรุงเทพฝนตกซะงั้น


ฟ้าใส แดดดีจัง

พอจากเส้น 4 เจอโชว์รูมนิสสัน
เราก็เลี้ยวขวาเข้า 3087 เพื่อมุ่งหน้าไปที่อำเภอสวนผึ้ง
ซึ่งต้องเข้าไปอีกเป็นระยะทางประมาณ 50 กว่าก.ม.


พาแมวไปด้วยสองตัว

ขับไปหนึ่งเพลิน เราก็แวะถ้ำเขาบินกันซะหน่อย
มาราชบุรีเคยไปแต่ถ้ำค้างคาว
แล้วถ้ำเขาบินนี่เป็นยังไงเนี่ย มีค้างคาวบินด้วยป่าวอะ

พอเข้าไปถึงได้รู้ว่า อ๋อ มันเป็นถ้ำหินย้อยหินงอกนี่เอง
และก็อะเมซกับความใหญ่โตของถ้ำนี้พอสมควร
เราไม่ค่อยได้เที่ยวถ้ำ เลยไม่รู้ว่าขนาดถ้ำโดยเฉลี่ยนี่มันขนาดไหน
รู้แต่ว่า ถ้ำเขาบินนี่ มันใหญ่มากๆสำหรับเราเลยแหละ

ตอนเดินเข้าไปก็ไม่ไปเอง ให้น้องนักศึกษานำเที่ยวพาเข้าไปดู
เขาก็ให้ข้อมูลได้เยอะพอสมควร
เพิ่งรู้ว่า ถ้าจะมีหินงอกได้ต้องมีหินย้อยง่ะ
แล้วก็ได้เห็นหินย้อยใน state ต่างๆกันอย่างนี้นี่เอง


น้องเขาถือไฟฉายเข้าไป
เพราะว่าข้างในค่อนข้างมืด
ถ้าเปิดไฟสว่างเกินไป หินย้อยจะไม่เติบโต


ลงมาก็พบกับความกว้างขวางของถ้ำที่น่าประหลาดใจ

ถ้ำเขาบินมีทั้งหมด 8 ห้องโถงด้วยกัน
เป็นเซอร์ไพรส์ที่เราคิดไม่ถึงว่าถ้ำอะไรจะใหญ่โตได้ขนาดนี้
ที่ชื่อว่าเขาบิน เพราะมีแง่งหินขนาดใหญ่เหนือหัว
ที่ดูไปก็คล้ายนก เดิมทีถ้ำนี้เลยชื่อว่า ถ้ำนกเขาบิน
ไม่รู้เรียกกันยังไง นกหาย เลยเหลือแต่เขาบินซะงั้น


หินงอก ฮก ลก ซิ่ว

หินงอกหินย้อยในถ้ำนี้ที่เด่นๆก็จะมีชื่อแตกต่างกันไป
ฟังดูแล้วก็เอ้อ คนก็ช่างว่างจินตนาการกันซะไม่มี


เดินตามทางไปเรื่อยๆ เหงื่อซกพอสมควร


หินย้อยใหม่ มีสีขาว เปราะบางมาก และอ่อนไหวต่อแสง


ในถ้ำก็ยังอุตส่าห์มีบ่อน้ำด้วย
บางคนมาก็โยนเหรียญเป็นท่าบังคับ
บางคนมาตักน้ำกิน น้ำอาบ
เป็นความเชื่อส่วนบุคคลไป


เมื่อวานกองละครหุบเขากินคนเพิ่งมาถ่ายทำไป
ควันที่ใช้ในละครยังไม่หมดเลย


ยืนฟังน้องเขาเล่าเรื่องหินย้อยก้อนนี้อยู่

ดูไปดูมา ในถ้ำก็น่ากลัวง่ะ มันมืดๆแล้วหินก็ย้อยๆ
ยิ่งน้องเขาบอกว่าถ้ำนี้ถูกสันนิษฐานว่าเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน
เรายิ่งรู้สึกว่าน่ากลัวเข้าไปใหญ่เลย
แบบว่า รู้สึกว่าพวกอะไรที่อยู่ใต้ทะเลนี่มันน่ากลัว
ปะการังยังไม่ชอบเลย มันน่ากลัวง่ะ
รู้สึกว่าอะไรขยุกขยุยยึกยือนี่น่ากลัว

ออกจากถ้ำมาด้วยอาการเหงื่อแตก
เพราะในถ้ำความชื้นสูงและอากาศอบอ้าว
แต่ก็สนุกดี ได้มาเห็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ^^
ค่าเข้าก็แค่เพียงคนละ 20 บาทเท่านั้นเอง

หว่าย เขียนมาตั้งนาน เพิ่งเที่ยวถ้ำเขาบินเสร็จ

ออกมาจากถ้ำเขาบินเราก็ค่อยๆขับตรงไปที่อ.สวนผึ้งเรื่อยๆ
บรรยากาศถนนแถวนี้ น่าขับเอื่อยๆจริงๆ
เพราะมันเรียบง่าย ไม่ได้มีทิวทัศน์ขนาดสวยจับจิต
แต่มันรู้สึกว่าขับรถได้เพลินๆ กับความบันเทิงที่บรรจุไว้ใน iPod

 

แอบแวะโป่งยุบแป๊บนึง
ไม่ได้ลงจากรถเพราะว่ามันฮ้อน 555
แล้วมันดูรอบข้างไม่มีใครมาเที่ยวเลย
มีเราคันเดียว
จะลงไปก็กระไรอยู่


โป่งยุบที่เห็นก็คือมีลักษณะแผ่นดินยุบลงไปเป็นแอ่งตื้นๆ เป็นแถบๆ
อยากดูใกล้ๆเหมือนกันแต่เอาไว้วันหลังมีพรรคพวกกว่านี้ก่อนนิ


ระหว่างทาง ฟ้าใส แดดสวย อีก ก็ถ่ายรูปอีก

ถึงรีสอร์ท ก็บ่ายสองโดยประมาณ
เวลาเช็คอินพอดี
มีป้ายใหญ่ มองเห็นได้ชัด ขอให้มาถูกเส้นทาง รับรองไม่เลย หาเจอแน่นอน


ที่จอดรถ อยู่ข้างหน้าเลย
จอดรถเสร็จก็เดินออกมาที่รีเซปชั่นที่ใกล้กันนิดเดียว


มีหมาตี๋สองตัว ต้อนรับแขกอย่างไม่รู้จักเหนื่อย
มีที่นั่งเล็กๆบริเวณรีเซปชั่นให้นั่งรอ


กับถ้วยดอกไม้น่ารัก เข้ากันกับทุกสิ่งในบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี

รีสอร์ทเล็กกว่าที่คิดคะเนจากในรูปเยอะเหมือนกัน
แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร
ระหว่างรอเขาเซ็ตห้อง เจ้าของรีสอร์ทก็พาไปชมอีกห้องนึง
คือห้องดาหลา เป็นห้องที่เราสนใจในตอนแรก
แต่รูปในเนตสีมันแดงเกิน
เลยเลือกห้องที่มีสีสบายๆแบบปีบทองดีกว่า
พอไปดูห้องจริง เออ ห้องมันน่ารักดีแฮะ
แล้วก็ไม่ได้แดงแปร๊ดแบบในรูป
คราวหน้าถ้าเผื่อมาอีกก็อาจจะพักดาหลาก็ได้


เข้าไปจะพบกลุ่มบ้านสีขาวเรียงกันรอบสระน้ำ


มาถึงแล้ว บ้านดาหลา


เปิดมาก็จะเจอกับส่วนรับแขกด้านซ้ายมือ


หันซ้ายเสร็จ เดินตรงมาก็จะเจอบันไดนี้
ขึ้นบันไดไปทางซ้ายเป็นเตียงนอน ทางขวาเป็นห้องน้ำ
ด้านหน้านู้นที่มีม่านเป็นระเบียงเล็กๆ


เตียงนอนขาวสะอาด บนแท่นซีเมนต์ขัดมัน


นั้นคือห้องน้ำ


ห้องน้ำก็แอบแดง แดงทั่วกันทั้งบ้านเลย
อ่างล้างหน้าหล่อเรซิน


อ่างอาบน้ำหล่อซีเมนต์

พอสำรวจดูรอบๆรีสอร์ท
จริงๆรีสอร์ทมันก็ไม่เล็กแฮะ
แต่อาคารกลุ่มแรกที่สร้างมันกระจุกอยู่ที่เดียวๆกัน เลยดูเล็ก
ที่จริงยังมีส่วนที่ขยายเพิ่มอีกเยอะ ยังมีอีกหลายหลังที่กำลังสร้างอยู่
แถมมีที่เดินเล่นเป็นลำธารด้านหลังสวยงามด้วย

เซ็ตห้องเสร็จ ก็มีน้องนี เป็นพนักงานที่นี่ เดินมาที่รถจะช่วยขนของ
ก็ให้น้องนีช่วยถือกระเป๋าเสื้อผ้ากับโน้ตบุค
น้องนีสงสัย พี่ ไม่มีกระเป๋าเสื้อผ้าเหรอ
เราก็เลยบอกว่า ก็ที่ถืออยู่นี่ไง
น้องนีเลยทำท่าตกใจ
แล้วก็บอกว่า มีแค่นี้เหรอ
เห็นบางคนเขามาพักคืนเดียว เหมือนขนของมาทั้งบ้านเลย
เราก็ยิ้ม ไม่ว่าไร ก็บอกแคว่า มีแค่นี้แหละ มาพักคืนเดียว


บ้านปีบทอง ฉันมาแล้วจ้ะ


มีบันไดเดินขึ้นไปหวีทที่ดาดฟ้าได้ด้วยนะ


ประตูบ้าน ใช้เทคโนโลยีหินถ่วงให้ประตูปิดได้อัตโนมัติ


เข้ามา ด้านซ้ายก็จะเป็นที่รับแขก
แอร์ติดห่างจากเตียงนอนดี ชอบ
ด้านที่ติดประตูอีกด้านก่อเป็นที่วางของและแขวนเสื้อผ้า


ส่วนรับแขกห้องนี้เดินขึ้นเตียงได้ง่ายๆเลย
ไม่ต้องขึ้นบันไดแบบดาหลา ซึ่งให้บรรยากาศไปอีกแบบ


ม่านประเพณีที่ไร้ประตู
สองพี่น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก


เมื่อมองจากส่วนรับแขกไปที่เตียงขาวๆน่านอน


ด้านตรงข้ามเตียงนอน


ชุดกินดื่ม


แม้ว่าจะไม่เป็นสีชมพู ก็ยังแฝงความหวานไว้ในรายละเอียด


มาดูระเบียงกันมั่ง เราจะเห็นอะไรที่ระเบียงนะ


อีกด้านหนึ่ง


สิ่งที่กั้นขวางสายตากับขุนเขาคืออากาศ


กลับมาที่ห้องน้ำกัน


ที่ล้างหน้าเก๋ไก๋ แต่แอบทำเสื้อเปียกตอนใช้แรกๆ


ส่วนแช่น้ำ และสกายไลท์ และหน้าต่างกว้าง
งานนี้ไม่รู้โรแมนติกหรือว่าอีโรติกมากกว่ากัน
ที่แน่ๆ ก่อนอาบน้ำเราต้องกำชับน้องว่า จะอาบแล้วเว้ย ห้ามเข้า

บรรยากาศโดยรวมของห้องใช้ได้เลย
เราชอบบ้านขาวๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
แล้วยิ่งให้สัมผัสเย็นๆสะอาดๆยิ่งชอบ
ไม่ต้องเนี้ยบ เรียบง่าย มีเทสต์ ดูอบอุ่น ก็โอเคละ
ของตกแต่งในห้องก็ดีนะ เล็กๆน้อยๆ ก็ใส่ใจในรายละเอียดเชียว
ที่แอบเก๋อีกอย่างก็คือมีบันไดขึ้นไปดาดฟ้า
นับว่าเป็นการใช้พื้นที่ได้มีประโยชน์ดีนักแล
วิวก็ใช้ได้ กว้างๆ เป็นส่วนตัว
สรุปคือพอใจในบ้านพักค่อนข้างมากทีเดียว

จากนั้นสองศรีพี่น้องก็แยกย้ายกันทำภารกิจส่วนตัว
นั่นก็คือ ถ่ายรูปห้องอย่างเอาเป็นเอาตาย
ก่อนที่จะพักให้ลมแอร์ซึมซาบให้พอหายร้อน
แล้วก็ออกไปลุยกันต่อ

ก่อนไป ขอไปสำรวจดาดฟ้านิดนึง


ก็โอเค เรียบง่ายใช้ได้ ผ่านไอเอสโอ


แอบถ่ายดาดฟ้าบ้านลีลาวดี

 


ใกล้ถึงที่จอดรถละ หันกลับมา เจอป้ายบอกทาง และหมาจุดสองตัว

ไปกันต่อที่ธารน้ำพุร้อนบ่อคลึง

เป็นบ่อน้ำร้อนแค่นี้แหละ
ค่าเข้าคนละ 5 บาท
ไม่มีใครเข้าไปเที่ยวอีกเช่นกัน
ไปวักๆน้ำให้รู้สึกว่าได้ปักธงแล้ว ก็ไปต่อ


น้ำร้อนจ้ะ
บางคนก็มาอาบ ส่วนเราขอแตะๆพิสูจน์ว่ามันร้อนจริงก็พอ

ต่อจากนั้นก็วกไปอีกทางหนึ่ง ขึ้นไปทางด้านถนนบ้านอ้อมกอดขุนเขา
ก็จะไปเจอไร่กล้วยไม้ หรือที่มีชื่อเรียกสถานที่ว่า สวนผึ้งออร์คิด
สามารถเข้าชมได้ฟรี และมีคนดูแลคอยตอบคำถามเราด้วย

กล้วยไม้สวยๆทั้งนั้น เลยซื้อมาสามต้น ให้แม่ต้นเดียว
เพราะอีกสองต้นนั้น แม่ไม่น่าจะปลื้มสีดอกมันเท่าไหร่

ตลอดการเดินทางคือไปสบายๆมากๆ ไม่เร่งรีบอะไรเลย
พอไม่รีบ ก็ไม่ค่อยรู้สึกว่ามันไกล
แค่เราคุมเวลาเอาไว้ ระมัดระวังและพยายามจำทิศทางให้ได้ละกัน

กลับมาเกือบหกโมง
น้องหิวซะแล้ว เลยบอกพนักงานว่าจะเลื่อนจากที่นัดไว้หกครึ่ง
เป็นหกโมงเย็นแทน
แล้วน้องเราก็เดินเล่นรอบๆ
ส่วนเราก็พยายามจะเปิดน้ำให้เต็มอ่างให้ได้

พอหกโมง ฝนตกพอดี
รอสักพักก็มีพนักงานเขาถือร่มมารับถึงหน้าบ้านโดยที่ไม่ต้องบอก
เอ๊ะบอกไปรึยังว่าที่นี่บริการดีทีเดียวเชียว

อาหารพร้อมหน้าอยู่บนโต๊ะอาหารสีขาว
มื้อเย็นนี้เรามีกับข้าวสี่อย่างด้วยกัน
รู้สึกเยอะไปนิดแต่ก็บอกน้องว่า
เอาเป็นว่าชดเชยที่มื้อกลางวันไม่ได้กินละกัน


ทอดมันกุ้งกับยำผักกูด


ปลาทอดน้ำปลากับต้มยำเห็ดสด

อาหารใช้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นทอดมันกุ้ง
ที่รสชาติแปลกจนเราไม่รู้ว่าเรียกว่าอ่รอยรึเปล่า
เจ้าของรีสอร์ทเลยบอกว่า มันเป็นกุ้งใส่หมูล้วน
ไม่ใช่มันหมูแบบที่กรุงเทพทำ
เราก็เออออ แต่ในใจก็บอกว่าชอบแบบของกรุงเทพง่ะ
ส่วนต้มยำก็อร่อยเข้มข้นมากเลย
เห็ดหอมสดก็เคี้ยวง่ายดี
ไม่เหมือนกับเห็ดหอมแห้ง มันเหนียวง่ะ ไม่ค่อยชอบ
ปลาก็รสชาติดี ไม่คาว
ยำผักกูดก็รสกลางๆ ทานได้เรื่อยๆ
โค้กสอง
น้ำเปล่าหนึ่ง
แข็งสอง
ข้าวสวยสอง

สรุปอาหารเป็นที่น่าพอใจและอิ่มจุก หมดไป 590 บาท
อิ่มจังตังอยู่ครบเพราะน้องเลี้ยง
ส่วนเราเลี้ยงค่าห้องไปแล้ว 2500 บาท
เสียเปรียบเหงๆ

ตอนที่ทานอยู่ก็เห็นมีโต๊ะอื่นที่ไม่ได้เป็นแขกที่นี่มาทานด้วยจำนวนหนึ่ง
อาจจะเป็นไปได้ว่าที่นี่อาหารใช้ได้จนมีชื่อเสียงก็เป็นได้


ขากลับห้อง เดินผ่านรีเซปชั่นอีก เปิดไฟเปลี่ยนบรรยากาศจากเมื่อกลางวัน


น่ารักดีโนะ


มาถึงในห้อง เปิดไฟดูมั่ง


มาดูในห้องน้ำมั่ง


มุมโปรด

บ้านอ้อมกอดขุนเขา เทคทู นอนกลิ้งข่มตาเป็นชั่วโมง กว่าจะหลับก็ตีสอง
ช่วงตีหนึ่งมีจิ้งจกปากเปราะอยู่ในห้องน้ำตัวหนึ่ง
จุ๊ๆทุกๆห้านาที แถมข้างนอกก็ชื้น เหงื่อเลยแตก
ทำให้ต้องเร่งแอร์ให้เย็นลงอีก

พอหลับได้ก็หลับยาวสบายเลย
ตื่นมาหกโมงเช้าโดยที่ไม่ต้องมีนาฬิกาปลุก


ยังตื่นมาดูหมอกลงทัน


ไหนขึ้นไปดูข้างบนให้ชัดๆซิ

ตื่นมาก็ว่าจะหาอาหารเช้าทานดีกว่า
ปรกติอาหารเช้าที่นี่จะเสิร์ฟ 8 – 11 โมงเช้า
เหมาะกับคู่รักที่ภารกิจยุ่งเหยิงเกินกว่าที่จะต้องตาเหลือกตื่นมากินข้าว
แล้วเราก็เดินไปที่ส่วนทานอาหารกัน
ถึงจะสั่งให้มาเสิร์ฟในห้องได้
แต่เราเลือกทานในบรรยากาศที่เหมาะสมดีกว่า


เดินผ่านบ้านลีลาวดีอีกแล้ว


มีโคมอย่างนี้ห้อยตามต้นไม้ในสวน


มาเดินผ่านรีเซปชั่นอีกครึ่งหนึ่ง


ถ่ายส่วนทานอาหารเก็บไว้ซะหน่อย
สีพื้นสีฟ้ากำลังดี


อาหารเช้าวันนี้


มีที่นั่งด้านนอกด้วยนะ


จะนั่งที่ริมเนินก็ได้


เมื่อเดินอ้อมไปด้านหลังลงเนินไป ก็จะเจอสระน้ำสงบๆอย่างนี้


มีกระต่ายด้วยนะเออ


หลักฐานความชื้นของเช้าวันนี้


ไปยืนที่ท่าน้ำรูปข้างบน ถ่ายกลับมา ก็จะเห็นอย่างนี้


มองกลับมาอีกด้านหนึ่ง ก็จะเห็นวิวที่อยู่ฝั่งระเบียงของบ้านปีบทอง


บ้านปีบทอง ด้านหลัง


ที่นี่น่ารักก็ตรงที่มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆทั่วไปหมด


ขากลับเดินผ่านบ้านทานตะวัน แอบดูอีกแล้ว


บ้านทานตะวันก็เป็นบ้านสองห้องนอน

หลังจากที่กลับห้องไปก็เตรียมเก็บของ
เพื่อที่เราจะได้กลับกรุงเทพกันเร็วหน่อย
และได้แวะบางที่ตามทางด้วย


เดินออกจากกลุ่มบ้านละ


ส่วนทานอาหาร ถ่ายเป็นที่ระลึกอีกครั้ง


บ๊ายบาย บ้านอ้อมกอดขุนเขา


เดินทางย้อนกลับทางเดิม

ขากลับแวะที่ถ้ำจอมพล
ด้วยอาการเดียวกับตอนที่แวะถ้ำเขาบิน
คือไม่รู้อะไรเกี่ยวกับถ้ำนี้เลย
ใช้เวลาไม่นาน ออกมาทางเส้น 3087 เดิม
ก่อนถึงถ้ำเขาบิน เราจะเจอถ้ำจอมพลก่อน


ด้านหน้าถ้ำมีลิงเยอะเชียวล่ะ
จริงๆมีงูด้วย เจองูสองตัว
แต่คงเป็นปรกติที่นี่มั้ง


ประวัติถ้ำ
ยืนอ่านตอนรอเจ้าหน้าที่มาเปิดถ้ำง่ะ
ค่าเข้าคนละ 10 บาท


ทางเข้าถ้ำ


มีพระปรมาภิไทย่ออยู่แถวปากถ้ำเช่นกัน


ขึ้นมาที่ปากถ้ำ แล้วจากปากถ้ำก็เดินลงมาอีก


ถ้ำนี้ก็ใหญ่โตเช่นกัน ถ้าเทียบกับภูเขาลูกเล็กๆ


อีกอย่างคือ ถ้ำนี้ ด้านนอกมีลิงกับงู ส่วนด้านในมีค้าง+++่างเยอะ


ที่ได้ชื่อว่าถ้ำจอมพล
เพราะว่าหินย้อยในถ้ำจะมีลักษณะเป็นห้อยๆระย้าๆ
เหมือนที่ประดับอยู่บนบ่าของทหารระดับสูง


เวลาอยู่ในถ้ำก็เดินตามไฟเหล่านี้ จะได้ไม่หลง


ไฮไลท์ของถ้ำ ที่อยู่เกือบด้านในสุด


ด้านในสุดของถ้ำเป็นส่วนที่สว่างที่สุด
เพราะว่ามีช่องแสงขนาดใหญ่
ตรงนี้จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชา


พระพุทธรูปที่เด่นเป็นสง่า


ออกมาก็เจอลิงอีก


แล้วก็เจอแพะตัวหนึ่ง อยู่ๆก็เดินเข้ามาหาซะงั้น
เชื่องสุดๆ ให้ลูบด้วย จริงๆแล้วแกเป็นหมาใช่ไหม


แล้วก็ลิงอีกสักรูปก่อนจะจากกันไป


ออกเดินทางกันอีกครั้งหนึ่ง

 

บ้านอ้อมกอดขุนเขา
http://www.where.in.th/mari/980