บางกอก – กุ้ยหลิน

การเดินทาง
เสน่ห์ของมันอีกอย่างหนึ่งที่นึกได้ก็คือ
การที่เหมือนเกิดใหม่ ไปในเมืองที่ไม่มีใครรู้จัก
เราก็ไม่รู้จักใคร เดินมอง สังเกตคนบ้านเมืองสิ่งแวดล้อม
อย่างที่เด็กน้อยๆเริ่มสำรวจโลก

แล้วทุกอย่างรอบตัวก็ดูน่าสนใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อคืนนั่งปั่นงานมาราธอนจนเกือบหกโมงเช้า
แล้วตื่นมาสิบโมงยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋า หาข้าวเช้ากิน
แล้วนั่งปั่นงานหัวฟูต่อจนถึงบ่ายโมงครึ่ง
จึงต้องเลิกทำเพราะเดี๋ยวตกเครื่อง
ได้แค่ไหนต้องเอาแค่นั้น
ได้ขนาดนี้ก็มหัศจรรย์จะแย่อยู่แล้ว -“-

ป่าป๊าผู้ใจดีก็ขับไปส่งที่สนามบิน
โดยแวะเอาเอกสารให้พี่หมีแถวๆออฟฟิศก่อน
จากนั้น รถอวบๆคันหนึ่ง ก็วิ่งทะลวงพื้นถนนสีเทาๆ
โลดแล่นไปใต้ท้องฟ้าสีฟ้าๆ เข้าสู่สุวรรณภูมิในเวลาไม่กี่นาที

ทุกครั้งที่เราเดินทาง
คนที่บ้านไม่หายแปลกใจสักทีที่เรามีสัมภาระน้อยชิ้นเหลือเกิน
เคล็ดลับในการ Travel Light ส่วนตัวก็คือ
สิ่งที่อยากเอาไป ไม่ต้องเอาไป นอกจากกระเป๋าจะโล่งมากๆ
และของสิ่งนั้นไม่มีน้ำหนักมากเท่าไหร่
สิ่งที่จำเป็น เอาไปเท่าที่จำเป็น อะไรใส่ซ้ำได้ ก็ใส่ซ้ำ
ไม่ต้องแฟชั่นจ๋ามาก
เพราะหน้าเหยเกตอนแบกกระเป๋าหนักๆดูไม่จืดยิ่งไปกว่าคอสตูมเรียบง่าย

หลังๆมานี่ กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่อง
ที่มีทั้งคอมทั้งกล้อง หนักกว่ากระเป๋าโหลดใต้ท้องเครื่องซะอีก

ดันไปเร็ว ไม่มีอะไรทำ
ก็เลยไปซื้อโอเด้งที่ Family Mart ที่พี่หมีอยากกิน มากินเผื่อพี่หมี
ไม้ละ 12 บาท มีอยู่ประมาณ 6 แบบมั้ง
ที่เลือกมาคือ ลูกชิ้นปลา(ลืมชื่อซะงั้น) คานิ ชิกุวะ
จุ่มอยู่ในน้ำแบบดั้งเดิม (อีกแบบคือต้มยำ)
สามไม้กินไปก็ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่
ก็นุ่มๆกินอร่อยแบบ mildๆ ดี
น้ำซุปก็รสออกแบบน้ำซุปมาม่านิดๆ
ถูกจริต อิอิ


เห็นละก็อยากกินอีก

มาสนามบินคราวนี้นึกไม่ออกว่าจะถ่ายสนามบินมุมไหนดี
สงสัยจะมาถี่เกินไปหน่อย
ตอนแรกว่าจะไม่ถ่ายละ
แต่พอเริ่มเดินเข้า Gate ก็เห็นมุมที่ยังไม่เคยเก็บไว้


กำลังเดินไปขึ้นลำนี้แหละ
ดูเล็กเนอะ ก็เล็กล่ะ
มีที่นั่ง 6 ที่ต่อแถว ข้างละ 3 เอง
ลองทำเบลอหลังดู เลยยิ่งเหมือนเครื่องบินของเล่นเข้าไปใหญ่


รูปนี้ถูกใจมาก
ถ่ายตอนเดินอยู่ในงวง
พอ optimize แล้วสู้รูปจริงไม่ค่อยได้เท่าไหร่


ขึ้นเครื่องแล้ว
ควันแอร์ในลำพ่นออกมาโขมงโฉงเฉงมากๆ
ถ่ายเก็บมาได้แค่เนี้ย


ของว่างเป็นถั่วหิมพานต์กับถั่วปากอ้า
และน้ำส้ม อร่อยดี


มื้อเย็นเป็นข้าวหมูผัดขิง
สลัดแพนเน่
และเค้กมูสกาแฟ
รสชาติดีทั้งสามอย่างเลย
แต่แอบกินข้าวไม่หมด
เพราะรู้ว่าเดี๋ยวลงไปทัวร์ก็พาไปกินอีก

เพียงสองชั่วโมงกว่าๆ
เที่ยวบินที่ PG821 สายการบินบางกอกแอร์เวย์
ก็ลงจอดที่สนามบินกุ้ยหลินลี่เจียง
ในเวลาสองทุ่มตรง


มืดแล้วเอย

ไปกรุ๊ปทัวร์แบบอะโลน
คือถ้าแม่มาด้วยก็จะไม่อะโลน
เพราะเป็นกรุ๊ปทัวร์ลูกค้า supplier เดียวกัน
รู้จักกันอยู่แล้ว
แต่เรายังไม่ได้ช่วยแม่ทำงานที่บ้าน
เลยยังไม่รู้ว่าไผเป็นไผเลย
จำหน้าคนในทัวร์ไม่ได้เลย
ไกด์คือคนไหนก็ไม่รู้
รู้แต่ว่า เอ้อ เวลานัดนะ เวลาขึ้นเครื่องนะ ก็ตามๆเวลาไป

ลงมาก็จะงงๆ เพราะว่ากรุ๊ปทัวร์คนไทยแทบทั้งลำ
ไม่รู้กรุ๊ปไหนเป็นกรุ๊ปไหน
ไอเราก็จำไม่ได้ทั้งลูกทัวร์ทั้งไกด์ ไม่รู้ใครเป็นใคร
เกือบจะเดินตามกลุ่มคนไทยกลุ่มอื่นไปก็หลายหน
เลยต้องสังเกตเอาว่าใครถือซองพลาสติกที่เขาแจกบ้าง
แล้วก็ทำเนียนไปอยู่ในกลุ่มซะเลย

กลุ่มเรามีลูกทัวร์ทั้งหมด 46 คน
แยกเป็นรถบัส 2 คันคันละ 20 กว่าคน
รถบัสเรานั่งสบายมาก
เพราะเป็นรถบัสใหม่ 50 ที่นั่ง
นั่งกันคนละสองเบาะยังเหลือที่นั่งเลย

รถบัสดี ก็รู้สึกว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี อิอิ

กว่าจะขึ้นรถบัสก็ปาเข้าไปสามทุ่มแล้ว
(สามทุ่มที่นั่นคือสองทุ่มที่เมืองไทย)

ไกด์คนไทยประจำรถบัสเราชื่อพี่รุ่งโรจน์
ส่วนไกด์คนจีนประจำรถบัสเราชื่อคุณไวไว
ส่วนคนขับรถ เรียกว่า ซี่ฝู
ที่นี่ให้เกียรติคนขับรถนะ
ไม่เหมือนคนขับรถเมล์บ้านเรา
(ถึงบางทีพฤติกรรมจะไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ เอิ๊ก)
แต่ก็เป็นอาชีพที่เป็น professional ด้านหนึ่งล่ะ
ไม่ใช่ว่าตาสีตาสามาขับรถได้ ที่เมืองจีนนี่เข้มงวดกว่า

คุณไวไวเล่าความเป็นมาให้ฟังว่า
กุ้ยหลิน Gui Lin เป็นเมืองๆหนึ่งในมณฑลกวางสี Guang Xi
ชื่อเมืองกุ้ยหลิน Gui Lin ตัวกุ้ยนั้น
(กุ้ยเดียวกับ กุ้ยซิ่ง เวลาถามชื่อชาวบ้าน)
คือเป็นชื่อพืชชนิดหนึ่ง คุณไวไวบอกว่ามันคืออบเชย
เราลองรวมดู หลินแปลว่าป่า ก็แปลว่าป่าอบเชยสิเนี่ย
ตอนแรกนึกว่าตัวกุ้ยจะเขียนอีกแบบ ที่แปลได้ว่าสูง
เพราะถ้าแปลกุ้ยหลินว่าป่าสูง ก็เมคเซนส์เพราะว่ามีภูเขาแยะ
เออะ แต่ก็ช่างเตอะ

แล้วไกด์ก็สอนดูแบงค์ปลอมด้วย
ให้สังเกตที่สามที่
คือเวลาสะบัดแบงค์หรือขยับแบงค์จะมีเสียงพึ่บพั่บแบบที่แบงค์มี
ตัวเลขที่บอกมูลค่าแบงค์ ก็จะมีความมันวาว
ตรงส่วนที่สีเข้มๆ ลองขูดออกมา
อาจจะทำให้สีติดออกมาเล็กน้อย
แต่ตรงที่ขูดสีต้องยังดูดีเหมือนเดิม

เรื่องแบงค์ปลอมนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่ค่อยอยากใช้เงินที่นี่เท่าไหร่
ขี้เกียจตรวจแบงค์ปลอมน่ะ

ส่วนของฝากของที่ระลึกที่ห้ามซื้อ
อย่างแรกก็คือ แม่เหล็ก
ถ้าซื้อไม่กี่อันไม่เป็นไร แต่ถ้าซื้อหลายอัน
จะไปรบกวนการบินของเครื่องบิน
อย่างที่สองคือของมีคม
จะโหลดลงท้องเครื่องก็ไม่ได้ เขายึดหมด

อย่างที่สาม อันนี้ไม่ได้ห้ามซื้อ
แต่ห้ามหิ้วขึ้นเครื่อง
หลายๆคนคงรู้แล้ว ก็คือของจำพวกของเหลว เจลต่างๆ
ช่วงนี้สนามบินก็ตรวจกันเยอะใหญ่
ทำให้เกิดความไม่สะดวก
อย่างเรามีคอมด้วยก็ต้องเอาออกมาเอ็กซ์เรย์ต่างหาก

แต่พวก security check เนี่ย
อย่าไปโทษสนามบินเลย
โทษอีพวกชอบก่อการร้ายดีกว่า

อะ ลงเครื่องมา ทัวร์ก็ต้องพาไปกินตามหน้าที่ของทัวร์ที่ดี
เราก็ยังไม่หิวเลย อีกอย่าง ปาเข้าไปสามทุ่มกว่าแล้ว
เลยไม่อยากกินอะไรให้มันเพิ่มน้ำหนักมากนัก
แต่ครั้นจะไม่กินเลยก็ เอาหน่า experience มันซะหน่อย
ทีแรกเราก็เหนียมๆเอาน้องมะเมื่อมขึ้นมาถ่ายรูปอาหาร
เพราะเกรงใจคนอื่น
แต่หลังจากที่เราทำ
อีกสองสามกล้องก็ตามมา^^’
ค่อยยังชั่ว ฮี่

กระแสถ่ายรูปอาหารนี่มันแรงจริงๆ


ไก่ มาอันแรกเลย ไม่ได้กิน


อันนี้คล้ายๆออเดิร์ฟ ไม่ได้กินเช่นกัน


แกงรากบัวต้มขิง รสชาติดี แต่ยังแหม่งๆขิงอยู่
แบบว่าไม่เคยกินแกงรากบัวแบบมีขิง


ปลาลี่ หรือ ลี่ฮื้อ เนื้อนิ่มดีทีเดียว ไม่คาวด้วย


กุ้งทอดพริกไทเกลือ กินเล่นเพลินๆ


ขนมปังอะไรไม่รู้ ไส้คล้ายๆพุทราเอาไปบด
ขนมปังกรอบนุ่มหอม ไส้ก็ไม่หวานเกินไป
ถ้ากินไม่ดึกก็จะมีความสุขในการกินกว่านี้มาก


ของหวานอีกอย่าง
แห้วเคลือบบะแซ
น้ำตาลมันหนืดๆแข็งๆเหมือนที่เขาเอามาปั้นๆขายเป็นตัวๆเลย
แห้วก็อร่อย พอทานแล้ว ข้างนอกก็จะกรอบๆหวานๆจากบะแซที่เคลือบไว้
กรอบแต่ไม่แข็ง แล้วแห้วก็ยังเนื้อกรุบเนียนอีกด้วย
จานนี้ก็ชอบหลายๆ
แต่คีบยากมากเพราะมันติดกันทั้งหนึบทั้งแข็งเลย
(พนักงานเอาน้ำมาแล้วจุ่มให้ดู แล้วมันก็หลุดออกจากกัน
โอ้ว ทำอย่างนี้นี่เอง)

กินพอเป็นพิธีแล้วก็ไปเช็คอินที่โรงแรม Guilin Plaza
ห้องพอใช้ได้ ไม่หรูเริ่ดแต่ก็ไม่มีอะไรขาดไป (ยกเว้นอินเทอร์เน็ต)
ตามโปรแกรมเราจะอยู่ที่นี่ 2 คืน
ก็เลยเอาของออกมากองซะเลย

ตีหนึ่งครึ่งแล้ว
นอนดีกว่า ต้องตื่นหกโมงเช้าง่ะ งือ…


ดิสอิส เดอะ เบดรูม

 

 

Gui Lin กุ้ยหลิน วันที่ ๒
กุ้ยหลิน – หลงจี๋ – หมู่บ้านเย้า – กุ้ยหลิน

กว่าจะนอนหลับ ก็ปาเข้าไปไม่รู้กี่โมง
นี่เป็นความไม่สะดวกของคนเรื่องมากเรื่องที่หลับที่นอน

เนื่องจากไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอตั้งแต่ตืนก่อนวันที่มา
เมื่อคืนก็นอนหลับยาก
คืนนี้ก็นอนดึก

บวกกับอาการแพ้อากาศมาเยือน
ทำให้ชี่(มั้ง)ไหลเวียนไม่ดี ท้องไส้ไม่ปรกติ
บวกกับอากาศกุ้ยหลินและช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน
ซึ่งหน้าฝนกับเราก็ไม่ค่อยถูกกันอยู่แล้ว
แล้ววันนี้ทั้งวันจะต้องไปเดินอยู่ในที่ชื้นแฉะ
เพราะฝนมันตก แล้วรองเท้าผ้าใบที่ใช้อยู่มันไม่กันน้ำ
ก็จะทำให้เท้าเปื่อยไปทั้งวัน
สะระตะทำให้อะไรๆก็จะน่าชวนอารมณ์เสียไปซะหมด

เวลาของทัวร์มีข้อเสียข้อหนึ่งที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตเรามาก
นั่นก็คือการตื่นหกโมงเช้าเป็นปรกติ
สูตรปรกติคือ 6-7-8
คือตื่นหกโมง กินข้าวเจ็ดโมง รถออกแปดโมง
ถ้าต้องไปไหนไกลๆหน่อยก็ใช้สูตร 5-6-7
หรือกระทั่ง 4-5-6 หรือบางทีก็ 3-4-5 ได้เหมือนกัน
นานๆทีอาจจะเรียกว่าไม่มากไปกว่าการทัวร์ใน 1 ครั้ง
จะมี 7-8-9 หลุดโผล่มาแค่วันเดียวเองมั้ง

แต่เวลานอนนี่ เวลาเดิมนะ
ทำให้ปรกติเวลาเรามาทัวร์จะนอนน้อย
เราก็ถือว่าโอเคเพราะหลับในรถได้
อีกอย่างคือ เวลามาเที่ยว แปลกที่
ก็จะรู้สึกปรกติธรรมดา ไม่ง่วงอะไรเท่าไหร่นัก
แต่ถ้าอยู่โรงแรมเดียวเกินสองวัน
เราจะเริ่มเข้าวงจรปรกติแล้ว
เพราะเริ่มชินกับที่นอน

มาเที่ยวธรรมชาติที่เมืองจีน
ถ้าไม่ใช่เมืองใหญ่ๆอย่างเซี่ยงไฮ้ กวางโจว
เราก็ไม่อยากมาลุยเองเท่าไหร่
ให้ทัวร์คิดให้ จัดหารถหาโรงแรมให้ดีกว่า
เอาสะดวกเท่าที่จะทำได้
เพราะยังไงมาเมืองจีนหาทิวทัศน์ต้องเดินเยอะอยู่แล้ว


เริ่มต้นตอนเช้าด้วยบรรยากาศเปียกปอนเช่นนี้
จากพยากรณ์อากาศที่ดูไว้ก่อนมา
ก็รู้ว่าฝนจะตกเป็นส่วนมาก
เรียกว่ามีขมุกขมัวและฝนตลอดทริปก็ว่าได้
ขนาดดูพยากรณ์อากาศไว้แล้ว
ก็ยังทำเปรี้ยว ไม่พกอุปกรณ์กันแดดกันฝนมาสักอย่าง
(จริงๆแล้วลืม)
แล้วจะรู้ว่า ตอนที่เราอยากซื้อ มันจะหาซื้อไม่ได้
หรือเราจะไม่มีโอกาสซื้อมัน


อาหารเช้าที่โรงแรม Guilin Plaza นี่ มีให้เลือกหลากหลายพอประมาณ
ก๋วยเตี๋ยวกับซุปไข่หวาน เป็นที่โปรดปรานเป็นพิเศษ
ส่วนเสี่ยวหลงเปาที่หยิบมา แป้งหนาไม่หน่อย
ไม่เหมาะกับการเริ่มต้นวัน

แปดโมงเช้าก็ออกเดินทางไปที่หลงจี๋ หรือแปลว่า สันหลังมังกร
ก็เพราะว่าภูเขามีเยอะแล้วมันยึกยักคล้ายหลังมังกร
ที่ตรงนี้เขามาทำนาขั้นบันไดกัน
แล้วก็เป็นสถานี่ท่องเที่ยวไปในตัวด้วย
เพราะนาขั้นบันไดบริเวณกว้างขวาง
เมื่อมองลงมาจากที่สูง
ก็จะมีทิวทัศน์ที่งามน่าดูชม
ฟังดูก็นึกภาพเหมือนเป็นมาชูพิกชูภาคการเกษตร


ระหว่างทางมีทิวทัศน์สวยงามตามแบบเมืองภูเขาเมืองหมอก
บวกถนนที่ลดเลี้ยวไปมา
ทำให้ได้เห็นวิวหุบเขาที่หมอกลงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
สวยงาม แต่ถ่ายรูปไม่ทัน ได้มาแค่นี้
ของจริงสวยกว่าล้านเท่า


เมื่อถึงจุดเปลี่ยนรถ
ใช้รถของทางราชการที่เป็นรถเล็กกว่าแทน
ก็เลยได้ภาพมาอีกหนึ่ง
ของจริงสวยกว่าแสนเท่า


รถสีฟ้าพายี่สิบกว่าชีวิตขึ้นเขาไปอึกเพลินหนึ่ง
(เพลินจริงเพราะพี่ขับเหมือนรถร่วมบริการมากๆ)
จากนั้นชาวเราต้องเดินขึ้นไปถึงจุดสูงสุดอีก 1.5 กิโลเมตรโดยประมาณ
ยังนึกภาพไม่ออกว่าต้องขึ้นหรือปีนอะไรขนาดไหน
เอาเป็นว่าเก็บภาพไปเรื่อยๆก็แล้วกัน


ถึงจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว
แต่เรื่องหลักก็ยังเป็นการทำนา(จริงๆ)อยู่


ทางเดินขึ้นบางส่วนก็ดีแบบนี้
บ้างก็ลำบากกว่านี้
แต่ที่แน่ๆก็คือ เฉอะแฉะไปตลอดทาง


เดินแฮ่กขึ้นมาได้ประมาณครึ่งหนึ่ง
ก็จะเห็นวิวขั้นบันไดเป็นเรื่องเป็นราวแล้วล่ะ
ถึงยอดแล้ว ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 นาที
หน้าเหนื่อย หัวกระเซิง
ตัวเปียกไปด้วยเหงื่อมากกว่าฝนที่ตกลงมา



หมอกลงทุกหนทุกแห่ง
ไกด์ไวไวบอกว่ากุ้ยหลินสวยเมื่อฝนตก
เพราะฝนตกแล้วมีหมอก
เราก็เห็นด้วย
บางที่มีแต่หมอก ไม่มีอย่างอื่นเลย


เริ่มเดินลงอีกทางแล้ว
ก็จะเห็นวิวแบบนี้ไปตลอดเส้นทาง


บนไหล่เขาก็มีชาวบ้าน
นั่งทำอะไรอยู่สักอย่าง


เราเดินมาจากข้างล่างโน่นนนน แหนะ (มองไม่เห็นหรอก)


แมงมุมชักใยบนภูเขา


ตามซอกซอยบ้านเรือน


ทำนาขั้นบันไดท่ามกลางสายหมอก


เมืองแห่งหมอก


ชาวนาและขั้นบันได


ดอกไม้กับก้อนหิน


ชาวเขา ชาวเรา


แม่ค้าชาวเขา

พอแฮ่กและเปียกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก็ถึงเวลาทานอาหาร
มื้อนี้เป็นอาหารดีๆแบบชาวบ้านแถวนั้น


ข้าวโพดเพิ่งเก็บมาจากยอดเขา



ข้าวพอง วิธีทานคือตักถั่วลิสง ต้นหอมซอย ลงไป
แล้วราดด้วยชาน้ำมัน
ออกมาคล้ายๆซีเรียลแต่ไม่ใช่
รสชาติไม่ถูกปากคนไทยทั้งกลุ่ม
ส่วนเราทานได้โอเค


ซุปไก่ใส่ขิง รสชาติจืดแบบโอเค


ข้าวเหนียวนึ่งใส่กระบอกไม้ไผ่ และไข่เจียว
ไข่เจียวเป็นอะไรที่ขายดีตลอด
ครัวต้องทำพิเศษให้แขกคนไทย
ไปทัวร์ไหนก็เห็นทุกครั้ง
ว่าไกด์ต้องแบกมาม่า น้ำปลา พริก น้ำพริก หมูแผ่น หมูหยองไป
จนเราสงสัยว่า คนไทยจำนวนมาก
(รวมถึงคนจีนที่อยู่ไทยจนชินอาหารไทยไปแล้ว)
นี่ก็ทานยากเหมือนกันนะเนี่ย
ส่วนเรา ถึงไม่ได้ทานทุกจาน
แต่เฉลี่ยเราก็เอนจอยอีตติ้งทุกมื้อเหมือนเดิม
ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมาทัวร์แล้วมีมื้อไหนที่รู้สึกว่ากระเดือกไม่ลงเลย


ผัดผักคล้ายๆใบกุ้ยช่าย


ปลาทอด กับผัดฟักทอง
ปลาก็จับมาจากแม่น้ำแถวนี้แหละ
ส่วนผัดฟักทองนี่รสชาติดี
เราก็ชอบตามประสาคนชอบทานฟักทองแหละ


ผัดเต้าหู้ แต่ไม่ใช่หมาผอโต้ฝุนะ
อันนี้ไม่เผ็ด
ก็งั้นๆ
เต้าหู้จีนนี่ หาทานแบบที่อร่อยเท่าของญี่ปุ่นไม่ค่อยมีเลยง่ะ

เปลี่ยนกลุ่มคนบนโต๊ะอาหาร ก็ยังมีเพื่อนถ่ายรูปอาหารอยู่ดี
เราว่า วัฒนธรรมการถ่ายรูปอาหารนี่เป็นสากลแล้วนะ
ต้นกำเนิดก็คือกล้องดิจิตอลนี่แหละ

ระหว่างทานอาหารเที่ยงอยู่นั้น ฝนที่ตกจั้กๆ ก็กลายเป็นตกจ๊อกๆ
ทำให้แทบจะไปไหนไม่ได้
เมื่อรอสักพักใหญ่แล้วฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกในลักษณะนั้น
เราก็พากันวิ่งฝ่าฝนไปที่ต่อไป

ช่วงบ่ายไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย
เพราะอาการปวดท้อง เท้าแฉะ หมดมู้ด
ฝนตกก็งัดกล้องออกมาถ่ายรูปไม่ค่อยสะดวกด้วย
ก็เลยกลายเป็นว่า น้องมิดหมีนอนหลับอยู่ในกระเป๋าตลอดบ่าย

เราพากันกลับไปที่หมู่บ้านเย้าแดง
หมู่บ้านเย้าแดงมีคอสตูมคล้ายๆชาวเขาบ้านเรา
แต่มีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งก็คือ
ฝ่ายหญิงจะตัดผมครั้งเดียวในชีวิต
คือตอนช่วงอายุ 16-18
แล้วจะมีผ้าคลุมไว้ตลอดไม่ให้ใครเห็นผม
จนกว่าจะได้แต่งงาน
เมื่อแต่งงานแล้ว จากผ้า ก็จะใช้ผมตัวเองมัดเป็นมวยๆ
แปะเอาไว้บนหัว แลดูคล้ายหมวกสีดำขนาดใหญ่
โดยที่รวมผมที่ตัดตอนอายุ 16-18 นั้นเข้าไปด้วย

ถ้าเราเกิดในเผ่านี้คงทรมานแย่
ขนาดแค่ติดกิ๊บหรือผูกผมหลวมๆทั้งวันยังปวดหัวเลย

ดูรูปเย้าแดงได้ที่นี่

ก็ไปดูเขาเต้นระบำในอาคารไม้หลังหนึ่งที่ไม่ค่อยสว่าง
เพราะข้างนอกก็ฝนตกครึ้ม
แล้วก็มีเสิร์ฟข้าวพองกับชาน้ำมันอีก
คนไทยไม่ถูกจริต ชิมแล้วเหลือกันตรึมเช่นเคย

ดูแล้วก็ชาวบ้านๆดีนะ
คือถ้าไม่ได้หวังอะไรอลังการ
ก็ถือว่ามาดูโอทอปอย่างหนึ่ง
อีกหน่อย Globalization กลืนวัฒนธรรมพวกนี้ไป
จะหาดูก็คงยากแล้ว

ชนเผ่าเย้าแดงนี่มีวัฒนธรรมอยู่อย่างหนึ่ง
คือถ้ารักใครชอบใคร ก็จะจับก้นกันเป็นปรกติ
เราเรียกว่าชนเผ่าจับตูด ท่าจะจำง่ายกว่าชื่อเผ่าจริง
ใครที่สมัยเด็กชอบเล่นจับตูดชาวบ้านละก็
ที่นี่คงให้บรรยากาศรำลึกความหลังของท่านได้

ต่อมาเราก็ไปที่ขายบัวหิมะตามนโยบาลทัวร์ของรัฐบาลจีน
งวดนี้ไม่ได้ซื้อบัวหิมะเพราะยังเหลืออยู่
(บัวหิมะนี่เป็นยาสามัญประจำตัวเลย ไปไหนก็พกติดไปตลอด)
กอเอี๊ยะก็ยังเหลืออยู่
(ใช้ดีแต่กลิ่นยาจีนก็แร้งแรง เกรงใจคนรอบข้าง)
วันนี้เลยลองซื้อน้ำมันชะมดเช็ด ที่มีสรรพคุณคล้ายๆกอเอี๊ยะ
แก้ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย ปวดท้องประจำเดือน (คนท้องห้ามใช้)
แก้โรคมือเท้าชา รูมาตอยด์ได้
เป็นน้ำมันที่สกัดจากชะมดเช็ด
(ชื่อนี้ก็เพราะชะมดพันธุ์นี้มันจะเช็ดน้ำมันตัวเอง
ไปตามต้นไม้ที่เดินผ่าน)
กลิ่นถึงจะแรงแต่ก็โอเค ก็ลองเอามาใช้ดูนิ
เห็นว่ากอเอี๊ยะน้ำมันชะมดนี่ ถูกนำไปใช้กับนักกีฬาจีนทั้งหลายด้วย

พอบัวหิมะกันเรียบร้อย
ก็ไปทานอาหารเย็นกัน
มื้อนี้ไกด์บอกว่าเป็นมื้อส่งท้าย
ที่จะหรูสุดและนั่งทานได้อย่างสบาย
เพราะวันรุ่งขึ้นจะออกไปชนบทแล้ว
ส่วนวันที่กลับมาในเมืองก็จะชอปปิ้งกันจนไม่อยากเหลือเวลากินสบายๆ
อะ ก็มาลองดู หรูจินๆด้วยล่ะ


หอยอบวุ้นเส้นพริกไทดำ
ของโปรดแต่ไหนแต่ไรละ ฟาดซะ


กุ้งมังกร ที่คนในโต๊ะสงสัยกันว่า
หัวกุ้งเอาไป reuse กับจานอื่นของลูกค้าคนอื่นๆบ้างรึเปล่า
แต่ก็ช่าง ก็ไม่ได้กินนี่นา


หมูหันที่ย่างได้เนี้ยบบบบมาก
แต่ยังไงเราก็ไม่กินหมูหันอยู่ดี


ซุปเยื่อไผ่
ง่ายๆแบบนี้แหละที่ชอบ
แล้วเขาก็ใส่เห็ดอะไรลงไปด้วยก็ไม่รู้ อร่อยดี


ปูผัด เนื้อหวานดี
ข้างหลังปูนั่นคือโถซุปเยื่อไผ่ข้างบนนี้แหละ


ปลาหลีฮื้อ
อร่อยดี แต่มีก้าง


ข้าวเหนียวนึ่ง ไม่ได้ทาน
แต่คนที่ชิมพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า จืด


ผัด celery กับปลาหมึกใส่ในกระบอกไม้ไผ่


หอยอบวุ้นเส้นกระเทียม
หอยคนละอย่างกับข้างบน
แต่ก็ฟาดไม่ละเว้นเช่นกัน
น่าทำเองเนาะ ยากรึเปล่าน้อ
หอยวุ้นเส้น หอยวุ้นเส้น หอยหอยวุ้นเส้นนน


ผักราดน้ำมันหอย
ผัดผักที่นี่ น้อยครั้งเหลือเกินที่จะไม่อร่อย