Bluesky at my Armreach – ทัวร์หลังคาโลก ลาซา ธิเบต วันที่ ๑

Bangkok – Cheng Du, China

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้มาแผ่นดินธิเบต
แต่ไม่ใช่มาเยือนในนามของการเยือนหลังคาโลก
เมื่อตุลาคมปีที่แล้วเราได้รู้จักธิเบตในดินแดนน้ำมหัศจรรย์อย่างจิ่วไจ้โกว และหวงหลง
ซึ่งเป็นแค่เสี้ยวเดียวของธิเบต
และมีความดังที่เป็นเอกลักษณ์แยกออกมาจากตัวธิเบตเอง
กลับไปดูได้วันที่ ๖ – ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๙
ในคราวนี้ เราจะไปธิเบต เพื่อดูความเป็นธิเบต
อย่างที่มันได้สมญาว่า “หลังคาโลก”

10 นาฬิกา 45 นาที เที่ยวบินที่ TG618 ก็บินสู่เฉิงตู Cheng Du
พร้อมกับลูกเรือที่บริการได้อย่างประทับใจ และมีหัวใจบริการกว่าทุกๆครั้ง

 

การเดินทางทางอากาศสองชั่วโมงครึ่งวันนี้
จบด้วยการ Landing ที่ไม่ค่อยจะราบเรียบเท่าไหร่
แต่ถ้ารวมกับบริการที่ดีแล้ว ให้อภัยได้

เมื่อเรามาถึงสนามบินเฉิงตู
ไกด์ก็ให้เราช่วยหิ้วบุหรี่ซะงั้น
ไปทัวร์มาหลายสิบเที่ยวแล้วไม่เคยมีไกด์ให้หิ้วของให้
รู้สึกแปลกๆนิดนึงแต่ก็ไม่อะไร

เราก็เริ่มออกเดินทางไปที่ศาลเจ้าเล่าปี่กันเลย
โปรแกรมเที่ยววันนี้จะซ้ำกับทริปที่มาปีที่แล้ว
ก็เลยไม่มีอะไรเท่าไหร่นัก


ศาลเจ้าเล่าปี่ที่เคยมาแล้ว


กระถางธูป


สระบัวที่อยากมีไว้ที่บ้านบ้าง


ธูปยักษ์สามดอก เทียนแดงสองเล่ม ห้าร้อยบาท

อากาศเฉิงตู ยังไงก็อย่างนั้น
ขมุกขมัวแต่มีฝนตกเป็นประจำ
เป็นอากาศที่ถ้าเราเลือกได้ เราจะไม่เลือกมีชีวิตอยู่ในเมืองแบบนี้
เพราะมันทำให้รู้สึกหดหู่จัง

เมื่อเราจบการเที่ยวศาลเจ้าเล่าปี่แล้ว
ก็ถึงตอนเย็น ไปทานอาหารเย็นกัน
ก่อนที่จะไปดูโชว์เปลี่ยนหน้ากากที่เคยดูไปแล้ว


อาหารมื้อแรกในเมืองจีน


ซ้ายบนเป็นยำสาหร่ายจีน
ซ้ายล่างเป็นผักที่มีแต่ในแถบนี้ สีจะออกน่ากลัวนิดนึง
แล้วก็ขวาล่างคือลาเมี่ยนของโปรด


บนสุดคือผัดถั่วไก่พริกไท เผ็ดซ่านถูกจริต
ล่างลงมาก็หมาผอโต้ฝุ
แล้วก็อะไรสักอย่างคล้ายๆซุปเกี๊ยวไม่มีไส้

ทานเสร็จ ก็มาที่ถนนคนเดิน
เพื่อรอดูการแสดงเปลี่ยนหน้ากาก
คราวนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะว่าก็เหมือนเดิม
กลับไปดูวันเก่าๆแทนได้ที่ลิงค์ข้างบนๆ


มาที่ถนนคนเดินละ


ร้านนี้เขาเป่าน้ำตาลให้เป็นตุ๊กตาพองๆได้ด้วยง่า


ถนนคนเดินมีอาหารมากมาย
แต่ไม่ได้ชิมสักอย่างเพราะว่าอิ่ม
ได้แต่เดินดู


เตรียมตัวดูโชว์ พนักงานเทน้ำชาอร่อยๆให้ดื่มตลอดรายการ

โชว์ก็ดีนะ ดูแล้วก็ยังไม่เบื่อ
แถมได้ดื่มชาอร่อยๆไปด้วย ก็โอเคลา

เสร็จแล้วทัวร์ก็พามาส่งที่โรงแรม
ดูเหมือนจะราบรื่นดี
ก่อนที่รุ่งเช้า ทัวร์จะโดนระเบิดจากลูกทัวร์ลง
และพรุ่งนี้ เราจะบินไปที่ซีหนิง Xi Ning เพื่อนั่งรถไฟไปลาซา Lha Sa กัน

 

Bluesky at my Armreach – ทัวร์หลังคาโลก วันที่ ๒

เฉิงตู Cheng Du – ซีหนิง Xi Ning – รถไฟสู่ลาซา

ความผิดพลาด ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเรื่องขำๆ
แต่ความผิดพลาดแต่ละอย่าง
แต่ละคนก็ให้ความซีเรียสกับมันไม่เท่ากัน
ทริปนี้เรียกว่า ตอนช่วงต้นของทริปมีความผิดพลาดเยอะมาก
เรียกว่าไม่เว้นแต่ละวันเลย
ส่วนเรา ขำไว้ก่อน เพราะคนโวยเยอะแล้ว เอิ๊ก

ความผิดพลาดหลักๆของทัวร์นี้ก็คือ
การที่ทรีตลูกทัวร์เหมือนลูกทัวร์ไม่เคยมาเมืองจีนเลย
ค่าทัวร์แพง แต่โรงแรม อาหาร การบริการ ไม่สมราคาอย่างยิ่ง
ทำให้ลูกทัวร์แต่ละคนที่เป็นเซียนเมืองจีนนั้น ไล่บี้ไกด์จนหน้าซีดแล้วซีดอีก

ความผิดพลาดข้อที่หนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
ทำให้ระเบิดลงก็คือ
โรงแรมที่อ้างว่าสี่ดาว แท้จริงไม่เห็นมีสักดาวที่โชว์เอาไว้
แต่ถ้ามี ก็ถือว่าผิดระเบียบการจัดเรทติ้งของมาตรฐานการท่องเที่ยวจีน
เพราะห้องภายในเข้าขั้นโทรม
ผ้าขนหนูชายรุ่ยรอบผืนทุกผืน
ไม่แปลกใจว่าทำไมลูกทัวร์เซียนเมืองจีนถึงได้ตกใจกันถ้วนหน้า

คำขาดที่ลูกทัวร์ยื่นให้ไกด์เมืองไทยก็คือ
วันสุดท้ายกลับมาที่เฉิงตู ต้องเปลี่ยนโรงแรมให้ได้
ไม่งั้นไกด์โดนด่าตายแน่ๆ
แล้วลูกทัวร์ก็อธิษฐานกันอย่างใจจดใจจ่อว่าขอให้มันเปลี่ยนด้วยเถิด

เช้านี้เราต้องตื่นกันตอนตีสี่ครึ่ง
เพื่อจะไปจับเครื่องบินบินไปที่ซีหนิง Xi Ning ตอนเจ็ดโมงครึ่ง
แล้วเดินทางไปเก๋อเอ๋อมู่เพื่อไปขึ้นรถไฟไปลาซา Lha Sa
โดยสายการบิน China Airline


อาหารเช้าครั้งที่สองของวัน บนเครื่องบิน


สนามบินซีหนิง Xi Ning Ji Chang

ซีหนิง นั้นอยู่ในบริเวณธิเบตแล้ว
มีความสูงจากน้ำทะเลสองพันกว่าเมตร
คนมีอายุในทัวร์นี้จะเริ่มรู้สึกไม่สบาย
อ็อกซิเจนจะบางลง ทำให้ต้องทำอะไรช้าลง

ไปถึงซีหนิง Xi Ning แล้ว ก็มีรถบัสอีกคันมารับ
คันนี้ก็เป็นเรื่องขำเรื่องที่สอง
ลืมบอกไปว่า ไกด์มาจากเมืองจีน
เป็นผู้หญิงจีน ไปทำมาหากินในเมืองไทย
พูดไทยได้แต่ก็ตอบอะไรไม่ค่อยตรงคำถาม
ไกด์จีนก็เป็นผู้หญิงมาจากยูนนาน
ภาษาไทยยังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่
ดูแล้วอายุงานก็คงยังไม่มากนัก
แล้วไกด์ที่เพิ่งมาเจอที่ซีหนิงอีกคนก็เป็นคนธิเบต
เป็นผู้หญิงอีกแล้ว พูดไทยไม่ได้เลย
ทัวร์คอนแวนต์ป่าวเนี่ย
คราวนี้ คนขับรถบัสพาเราไปเก๋อเอ๋อมู่ก็เป็นผู้หญิง
แถมเป็นเถ้าแก่อีกต่างหาก
รถบัสที่เรานั่งมีขนาดเล็กลง นั่งได้พอดีคนมากๆ
แถมกระเป๋ายังใส่ใต้ท้องรถไม่หมดด้วย
และไม่มีหน้าต่างเปิดระบายอากาศตรงที่นั่งโดยสาร

ที่ว่าเป็นเรื่องขำเรื่องที่สองก็คือ
คนขับรถไม่ยอมเปิดแอร์
แล้วลูกทัวร์ที่ส่วนใหญ่เป็นคนมีอายุก็จะเป็นลม เพราะอากาศอุดอู้มาก
เรียกให้เปิด ไกด์ก็บอกว่า คนขับบอกว่าเปิดไม่ได้ เพราะถ้าเปิดแล้วคนขับจะเป็นลม
เลยเกิดอาการ “ทำไมมันไม่นั่งชี้นิ้วอยู่บ้าน มาขับรถทำไม” เกิดขึ้นทั้งคันรถ
แล้วก็ต้องสู้ฟัดกับคนขับรถไปตลอดทางให้เปิดแอร์
อากาศในรถจึงแปรปรวนหลายๆ
เพราะพอเปิดแอร์แปบนึง คนขับรถก็ปิดอีก
พอโดนโวยมากๆ คนขับรถก็เปิดแอร์ให้อีก เปิดแปบนึงก็ปิดอีก
วนไปเป็นวัฏจักรจนถึงสถานีรถไฟ

อย่างงี้ก็มีด้วยวุ้ย อะไรของมัน

ระหว่างทางไป ก็เกิดเรื่องขำเรื่องที่สามอีก
เรื่องที่สามก็คือ อยู่ๆไกด์ซีหนิงก็บอกว่าต้องไปสถานีรถไฟตั้งแต่สี่โมงเย็น
แทนที่จะเป็นสองทุ่มอย่างที่เขียนในอเจนด้า
ทำให้ไม่ได้เที่ยวทะเลสาบชิงไห่หู ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดของธิเบต
ทำให้ลูกทัวร์ ทั้งอึดอัดอากาศ ทั้งยัวะ ทำไมลงว่าจะพาไปเที่ยว
แล้วก็มากลับคำง่ายๆอย่างนี้ล่ะ
ก็เกิดอาการลุกฮือขึ้นประท้วง
จนไกด์จำต้องพาไปหลังทานอาหาร
จริงๆก็ทานที่ชิงไห่หูนี่แหละ เพียงแต่ไม่ได้เดินเที่ยวเท่านั้นเอง

แถวนี้จะมีร้านอาหารร้านเดียวมั้ง
เป็นของชนเผ่าในธิเบตด้วย
ก็จะมีกลุ่มเตนท์เป็นที่พักอาศัย
และร้านอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเตนท์นั้น

ที่ทะเลสาบชิงไห่หู มาถึงก็มีคนจะให้ขี่ม้าเก็บตังเลย


เตนท์ชาวเผ่าธิเบต


อาหารที่ไม่ค่อยจะถูกปากนัก ที่ทานมากสุดคือมะเขือเทศผัดไข่


ปลา รสชาติดี แต่ก้างเยอะมาก
คาดว่าคงจับมาจากทะเลสาบชิงไห่หูข้างหลังนี่แหละ


ส้วมเย้ยฟ้า
อยู่กลางทุ่งอย่างนี้เลย
ไม่มีหลังคา ไม่มีประตู และเวลายืนก็โผล่หัวมาจ๊ะเอ๋คนข้างนอกได้
เราเห็นแล้วยอมอดทนไปเข้าเอาดาบหน้าดีกว่า
ส่วนคนอื่นในทัวร์ เห็นอย่างนี้ก็ไม่ยอมเข้า
แต่แก้ปัญหาด้วยการไปนั่งฉี่ท้าฟ้าข้างนอกโดยใช้ร่ม
บ้างก็ไปฉี่ข้างเตนท์ที่อยู่ของชาวเผ่าเขา
เราเห็นแล้วก็เอ่อ สกปรกกว่าใช้ห้องน้ำกันอีกนะพี่นะ -“-
เด็กๆอย่าเลียนแบบนะ


กะลังจะลงเรือเพื่อไปถ่ายรูปกับป้ายหินชิงไห่หู
ซึ่งไปถึงแล้วก็งั้นๆ

เราเริ่มสู้แสงแดดที่นี่ไม่ไหว
ที่นี่แดดจ้ามากๆ เวลาลงเรือเลยต้องหลับตาเอาหมวกปิดตลอด
จะว่าไปแล้ว ที่ทะเลสาบนี้เป็นที่ราบ
ซึ่งลงเรือไปแล้ว ไม่เห็นจะเห็นอะไรมากกว่าอยู่บนบกเฉยๆเลยง่ะ
แต่ก็เอาเหอะ ถือว่าก็ตามโปรแกรม ดีกว่าเราไม่รู้อะไรแล้วให้เขาเบี้ยวเฉยๆเนาะ

ในที่สุด ลูกทัวร์กะคนขับรถก็ตบตีกันจนมาถึงที่สถานีรถไฟ
แล้วก็เกิดเรื่องขำเรื่องที่สี่
ก็คือ บัตรเหมือนไม่ได้จองไว้ก่อนดิบดี
ไกด์ซีหนิงเลยไปซื้อตั๋วนานมากๆ
ทั้งๆที่ตอนก่อนมา ตอนแรกบอกว่ามีตั๋ว VIP
แล้วก็มาเปลี่ยนบอกว่าไม่มี มีแต่ตั๋วนอนหกเตียง
ซึ่งก็ดูแหม่งๆแล้ว (แล้วเราก็บอกทางผู้ใหญ่ไปแล้ว
แล้วทางผู้ใหญ่ก็ไปเบลมคนอื่นอีกทีเพื่อความสบายใจ เอิ๊ก
เด็กๆอย่าเอาอย่างนะ ตัดสินใจยังไงก็ยืดอกรับๆไปเหอะ)
แล้วนี่ยังมาทำเหมือนไม่ได้เตรียมตั๋วมาก่อนอีก
ลูกทัวร์แต่ละคนก็เป็นอาเฮียอาซ้อ ก็ฉุนปุดๆต่อไปอีกอะสิ งานนี้
ส่วนเราก็แอบพูดในใจว่า เดาเรื่องได้ตั้งแต่ยังไม่นั่งเครื่องบินแล้วล่ะ เอิ๊ก

มาถึงตรงนี้สามีภรรยาคู่หนึ่งต้องถอนตัวออกไปก่อน
เพราะว่าเริ่มไม่ไหวกับอากาศและความสูงจากน้ำทะเลของธิเบต
เราจะได้เจอคู่นี้อีกทีก็วันสุดท้ายที่กลับไปที่เฉิงตูนู่นเลย


ในสถานีรถไฟเก๋อเอ๋อมู่


ชานชาลา

ถึงแม้รถไฟสายนี้จะยังเปิดไม่นานนัก
แต่ภายในก็โทรมแล้วอย่างที่คาดไว้
เราขึ้นรถไฟกันตอนประมาณเกือบห้าโมงเย็น
เอาวะ อย่างน้อยก็ได้เดินทางแน่ๆแล้วอะนา


ออกรถ


วิว

พอถึงเวลาอาหาร เราที่นอนอยู่ตู้ 14 ต้องเดินทางไปที่ตู้อาหารซึ่งเป็นตู้ที่ 7
ตอนเดินผ่านตู้ 13 – 11 ไม่เท่าไหร่
แต่หลังจากนั้นเราก็ได้พบบรรยากาศที่ไม่ค่อยน่าพิศมัยนัก
และเป็นบรรยากาศที่ไม่น่าพบเจอเลยของบรรดาอาซ้ออาเฮีย
ก็คือคงเป็นตั๋วรถไฟชั้นประหยัดสุด ก็เป็นคนแบบชนชั้นกรรมาชีพของจีน
แล้วคนจีนก็ไม่ได้สะอาดเท่าคนไทย (จะบอกว่าสกปรกมากก็เกรงใจ
ว้าย พูดไปแล้ววว)
คนชั้นประหยัดเขาก็จะของเยอะ แล้วก็นอนระเกะระกะเต็มตู้รถไฟไปหมด
ทั้งทางเดินทั้งระหว่างโบกี้
ไม่มีความอนามัยอยู่เท่าไหร่เลย
แม่เรา และเพื่อนแม่ๆเลยตั้งปฏิญาณเอาไว้ว่า
อีกสองมื้อถัดไปจากมื้อนี้จะไม่มาที่ตู้อาหารแล้วเด็ดขาด
ยอมอดดีกว่าติดเชื้อโรคตาย

อาจจะดูเวอร์ไปนิด แต่เอาน่า ผู้ใหญ่ก็อย่างนี้แหละ
จะมาให้ทนซกมกขำๆแบบเราๆได้ยังไงกัน


ถึงเวลาอาหาร


บนโต๊ะอาหาร


อาหารพื้นๆ แต่รสชาติใช้ได้

ตอนสี่ทุ่มในรถไฟจะปิดไฟทั้งหมด
คนเลยต้องนอนกันโดยปริยาย
จะว่าไม่สะดวกก็จริง แต่การอยู่รวมกะคนหมู่มาก
ถ้าเปิดไฟปิดไฟได้อิสระ ก็คงมีหลายๆห้องนั่งคุยนั่งเฮฮารบกวนคนอื่นอะเนาะ

ห้องหกเตียงที่เราอยู่จะเป็นห้องเล็กๆขนาดกว้างสองเมตร
มีเตียงสามชั้นอยู่สองข้าง
และแน่นอน เราเป็นคนหนึ่งที่ต้องปีนไปนอนชั้นสาม
จริงๆเราชอบนะ ชั้นบนสุดเป็นส่วนตัวที่สุดแล้ว
ออกไปข้างนอกก็เป็นทางเดินกว้างเพียงหนึ่งเมตร
ถ้าไม่นับโต๊ะและที่นั่งริมหน้าต่างระเบียง
ก็จะเป็นทางเดินกว้างไม่เกิน 60 เซ็นติเมตร

เอาน่า มองขำๆ มันก็สนุกดีนะเนี่ย
ก่อนนอนก็ทานยาแก้แพ้เข้าไปหน่อย
สู้กับอากาศและทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

พรุ่งนี้ห้าโมงเย็นเราก็จะถึงลาซาแล้วเอย