Bluesky at my Armreach – ทัวร์หลังคาโลก วันที่ ๓

รถไฟสู่ลาซา – ลาซา Lha Sa

ข้อดีของการมาลาซาทางรถไฟหรือรถยนต์ก็คือ
ร่างกายสามารถที่จะค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับอากาศและความสูงได้
ถ้ามาโดยเครื่องบินเลย
ก็เป็นไปได้อย่างมากที่จะป่วยกระทันหันเพราะปรับตัวไม่ทัน

ลาซาสูงจากระดับน้ำทะเล 3,600 เมตร
อากาศเบาบางยิ่งกว่าซีหนิง
ทำให้ลูกทัวร์ที่ล้วนแล้วแต่มีอายุ
เริ่มปวดหัว ไม่สบายกันไปเป็นแถบๆ
จริงๆที่นี่จะมียาแก้แพ้ความสูง
ซึ่งควรทานล่วงหน้าก่อนสามวัน
แต่เนื่องจากสามารถหาได้ในเมืองจีนเท่านั้น
ก็เลยทำได้ดีที่สุดคือ กินกันไว้ตั้งแต่วันแรก

เราตื่นตอนหกโมงเช้า
เป็นเวลาที่ลูกทัวร์เริ่มจอแจจ้อกแจ้กกันแล้ว
หลายๆคนก็เกิดอาการแฮงค์ ต้องกินยานอนต่อ
หลายๆคนก็ไปฆ่าเวลาด้วยการเล่นไพ่ป๊อกกินตัง

มาดูวิวกันละกัน


พระอาทิตย์ขึ้น


แกะเต็มเลย


อาหารเช้าบนรถไฟ กินไม่หมด เอิ๊ก


บรรยากาศในตู้นอน


ท้องฟ้าตีฟแรงมากๆฮ่ะ


ก้อนเมฆพวยพุ่ง


น้ำ ฟ้า


ทุ่งดอกอะไรไม่รู้ที่เขาเอาไปสกัดน้ำมัน


ถึงแล้ว สถานีลาซา


แผนที่ลาซาในสถานีรถไฟ


วิวหน้าสถานี แดดแรงมากกก
ไม่ใส่แว่นกันแดดไม่ได้แล้ว

มาถึงลาซาก็มีไกด์ลาซามาแทนไกด์ซีหนิงที่ไม่ได้มาด้วย
คราวนี้เป็นผู้ชาย คนขับรถก็เป็นผู้ชาย
อื้ม…ค่อยมีแรงงานหน่อย

เนื่องจากกว่าจะถึงลาซาก็ห้าโมงเย็นแล้ว
กว่าจะออกจากสถานีก็ช้ากันไป
วันนี้ก็เลยจะไม่มีอะไร มีแต่ไปทานอาหารเย็นก่อนที่จะเข้าห้องพัก
ซึ่งทุกคนคงภาวนาไว้ว่า ขอให้มันเป็นโรงแรมสี่ดาวอย่างที่บอกในบุคจริงๆ

รถบัสคันนี้ไม่เปิดแอร์ แต่ให้ลูกทัวร์เปิดหน้าต่างข้างๆรถได้
เพื่อเป็นการระบายอากาศ และให้ร่างกายคุ้นเคยกับอากาศที่นี่
ซึ่งเป็นเหตุผลที่โอเค ยอมรับได้กว่าคนขับรถไฮโซที่ซีหนิง
ทุกคนก็เห็นด้วย ในขณะที่หลายๆคนเริ่มป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ
บางคนเริ่มทานอาหารอะไรไม่ได้เลย ทานแล้วจะอาเจียนตลอด
บางคนก็เกิดอาการปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ จะอาเจียนขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งเป็นอาการของการแพ้อากาศและความสูงของที่นี่ทั้งนั้น
จะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน


บ้านเมือง


เมืองบ้าน


เมืองเมือง


กับข้าว


น้ำแกง

อาหารมื้อนี้ดูเผินๆแล้วอาจจะไม่มีอะไรผิดปรกติ
แต่มื้อนี้แหละที่ทำให้ลูกทัวร์วีนแตกกลายเป็นเรื่องขำที่ห้า
หลังจากลูกทัวร์ทนมาหลายมื้อ
ก็วีนแตกที่มื้อนี้ เพราะสังเกตดูว่า เป็นมื้อที่มีแต่ผักเสียเป็นส่วนมาก
ถ้าคนไม่รู้ หรือไม่ค่อยได้มาทัวร์เมืองจีน
อาจจะเข้าใจว่า อาหารเมืองจีนก็เป็นอย่างนี้แหละ
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ คือทัวร์มีหลายราคา
แต่ละราคาก็เกรดต่างกัน คือเที่ยวก็เที่ยวที่เดียวกัน
แต่ความแตกต่างอยู่ที่เวลาทัวร์ที่เหมาะสม การบริการ อาหาร และที่พัก
สองอย่างแรกอยู่ที่ความเชี่ยวชาญของทัวร์และไกด์
สองอย่างหลังเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ราคาทัวร์หลากหลายขึ้น
ทีนี้ชุดอาหารก็มีหลายเกรด เอ บี ซี ดี ราคาก็ต่างกันไป
สิ่งที่ทำให้เซียนต้องวีนมาตั้งแต่ต้นก็คือ จ่ายราคาทัวร์แบบเกรดบีบวกอัพ
แต่ได้รับการบริการ อาหาร ที่พัก เกรดต่ำสุด
ซึ่งตรงนี้ เราไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดที่ตรงไหน
ตรงที่บริษัททัวร์ที่เมืองไทยกินเยอะไป หรือบริษัททัวร์ที่นี่กินเยอะไป
หรือไกด์ไม่เก่งเอง

บทเรียนที่เซียนทั้งหลายได้รับคราวนี้ก็คือ
อย่าใช้ทัวร์โนเนม อย่าใช้ทัวร์ที่เจ้าของเป็นคนจีนแดง
เพราะจะโดนโขกสับ ถ้าไม่รู้เรื่องรู้ราว และถ้าไม่รู้จักโวยวาย

บทเรียนที่ทัวร์และไกด์ควรจะได้รับคราวนี้ก็คือ
อย่าซี้ซั้ว และควรทำการบ้านมาให้ดี เตรียมตัวให้พร้อม
อย่าขายผ้าเอาหน้ารอด ทำหน้าตาน่าเห็นใจ ทำตัวเป็นมิตร
แต่ทำงานไม่เป็นมืออาชีพไปวันๆอย่างนี้

คำเตือนของคนซื้อทัวร์ท่านอื่นๆเช่นกัน
จงโวยเมื่อสมควร ถือตารางทัวร์เอาไว้ให้แน่น
คอยเช็คทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเห็นอะไรผิดปรกติ
ก็เปลี่ยนทัวร์ทันที อย่าเพิ่งปักใจกับทัวร์อะไรง่ายๆ
ให้เขาส่งรายการมาเปรียบเทียบให้ดูก่อน
และเช็คชื่อเสียงของทัวร์ด้วย
แม้แต่ทัวร์ดังๆ เขาก็ถนัดในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันอีกต่างหาก


วงเวียนใหญ่


โปตาลากง ไฮไลท์ของทริปนี้ พรุ่งนี้เจอกันนนน


ระหว่างทางไปโรงแรม

เรื่องขำที่หก ตอนที่กำลังนั่งรถบัสมาที่โรงแรม
คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีทัวร์นี้ ถามไกด์ธิเบตเกี่ยวกับโปรแกรมวันพรุ่งนี้
แล้วกลับได้รับคำตอบแบบยียวน ซึ่งไม่รู้เป็นธรรมชาติของเขา
หรือว่าตั้งใจกวนประสาท
เอาเป็นว่าปะทะกันทางคารมไปมา ไกด์คนนี้ก็โทรไปที่บริษัททัวร์ของเขา
แล้วบอกว่า พรุ่งนี้เขาไม่มานำทัวร์นี้แล้ว จบ

โอเค พรุ่งนี้จะได้ไกด์ใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้
ไกด์จีนกับไกด์จีน(ที่ไปอยู่ไทย) ก็แก้ปัญหากันเองก็แล้วกัน


วิวหน้าโรงแรม โรงแรมหลังเขานี่เอง

มาถึงโรงแรมแล้ว พอใจ ใช้ได้ มีสี่ดาวโชว์จริงๆ
คงต้องเป็นวันที่รีบนอนอีกวัน แถมไม่ได้สระผมอาบน้ำอีกต่างหาก
เพราะมีคำแนะนำซ้ำแล้วซ้ำอีกจากไกด์ทุกคนว่า
มาที่ลาซาวันแรกไม่ควรอาบน้ำ เพราะร่างกายยังปรับตัวได้ไม่หมด
ถ้าอาบก็จะเสี่ยงกับการเป็นหวัดรุนแรง
และก็จะทำให้ยิ่งไม่สนุกกับการเที่ยวไปใหญ่เลย

ฉะนั้น จากวันที่ขึ้นรถไฟมาวันที่สอง จนวันนี้วันที่สาม ก็ยังอาบน้ำสระผมไม่ได้
จนวันที่สี่ต้องดูดีๆว่าร่างกายไหวไหม ถึงจะพออาบน้ำสระผมได้บ้าง
ปรกติเราเป็นคนต้องสระผมทุกวัน เพราะหัวมันเร็วมาก
คราวนี้ไม่สามารถสระผมได้เป็นเวลาสามวันสองคืนเต็มๆ
ในสภาพอากาศฝุ่นว่อน รถไฟแออัดมา
จริงๆอยากแอบสระ แต่หม่อมแม่ไม่ยอม ก็เลยต้องหมักเอาไว้อีก

เฮ้อ ต้องใส่หมวกปิดบังความมันของหนังศีรษะไปพลางๆก่อนแล้วกัน

Bluesky at my Armreach – ทัวร์หลังคาโลก วันที่ ๔

ลาซา Lha Sa

สรุปเมื่อคืนก็ได้นอนน้อย
เพราะไม่คุ้นที่ อากาศในห้องก็ไม่ได้ดีนัก แอร์ก็ร้อน
แถมแผ่นดินไหว ไฟดับสองรอบ
แล้วดับแต่ละรอบ พอสว่างขึ้นมาที ไฟในห้องก็เปิดพรึ่บหมด
ต้องมานั่งไล่ปิดทีละดวงอีก
แล้วหม่อมแม่ก็ปวดเฮดมากเนื่องจากแพ้อากาศ
ตอนกลางดึกก็เลยไปเอาอ็อกซิเจนกระป๋องมาใช้ แต่ใช้ไม่เป็น
เลยให้เราลุกขึ้นมา install และบอกวิธีใช้ให้ดู
นอนก็กังวลนู่นนี่
สรุปคือไม่ค่อยได้นอน แต่ยังพอโอเคเพราะว่าไม่ชินที่ มันจะตื่นที่
นอนน้อยก็เลยจะไม่ค่อยรู้สึกว่านอนน้อยอะไรเท่าไหร่

โปรแกรมวันนี้เราจะไปที่วัดเจ๋อป้างซื่อ
ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของธิเบต และพระลามะถือว่าวัดนี้เป็นวัดแม่
ต่อจากนั้นเราจะไปที่สวนหลอปู้หลินข่า
ซึ่งเป็นพระราชวังฤดูร้อนขององค์ดาไลลามะ
จากนั้นบ่ายก็จะไปเข้าคิวต่อแถวเข้าโปตาลากง
เสร็จแล้วจะไปที่วัดเซ่อลาซื่อ ไปดูพระลามะสนทนาธรรมกัน

เช้านี้มีคนบ๊ายบายทัวร์นอนพักที่โรงแรมประมาณสองคน
ที่เหลือยังไหวอยู่ ก็เดินทางกันต่อไป


อาหารเช้า เป็นถาดหลุม
ถึงมันดูไม่หรูแต่มันก็สะดวกดีเหมือนกันแฮะ


วิวหน้าโรงแรมตอนเช้า


ล้อหมุน


ชาวบ้านข้ามถนน
อย่างรูปคนอื่นไม่น่าเกลียดงี้เราถ่ายเขานะ
แต่ถ้าเป็นคนที่ระเกะระกะอยู่ในรถไฟที่เจอนี่
ไม่อยากถ่ายเขา เพราะถ่ายมาก็ดูเหมือนประจานว่าเนี่ย
ความเป็นอยู่ไม่ดี อะไรงี้


บนถนน

สักพักก็มาถึงวัดเจ๋อป้างซื่อ
สาวๆก็เข้าห้องส้วมกันใหญ่
แม้ว่าส้วมนี้ต้องเสียคนละห้าเหมา
แต่กลิ่นอันร้ายกาจก็โชยคละคลุ้งเหมือนห้องส้วมไม่ได้ทำความสะอาด
ซึ่งก็จริง
ลูกทัวร์คนนึงไปโวยวายกับคนที่เก็บเงินหน้าห้องน้ำว่าให้เอาน้ำไปราด
แล้วคนที่ดูแลอยู่ก็ยิ้มๆแล้วก็หัวเราะ
ลูกทัวร์ก็หงุดหงิดเดินไป
สักพักก็เดินมาดูที่ก๊อกน้ำ พอเปิดแล้วมันก็ไม่ไหล
ก็บอกเรากะคนอื่นๆตรงนั้นว่าน้ำจากเขาข้างบนเขาปิด น้ำเลยไม่ไหล
แล้วก็พูดขอโทษด้วย
เจออย่างนี้ ก็ไม่โกรธหรอก

ก็แค่ต้องไปฝึกวิชาหายใจทางปากในห้องน้ำไปพลางๆอะนะ


ทางขึ้นวัด ถ่ายรูปนี้หน้าห้องส้วม


ที่นี่ไม่ใช้ธูป แต่ใช้กิ่งไม้อะไรสักอย่างเผาในเตาปูนอันนี้
เพื่อแสดงความเคารพแทน


วัตถุมงคลที่วางขายอยู่บนพื้น


เริ่มขึ้นมาข้างบนละ
จริงๆอากาศก็ไม่ได้เย็นอะไรเท่าไหร่
แต่ก็ใส่เสื้อผ้าให้อุ่นเข้าไว้ก่อน


เดินไปเรื่อยๆ


ท้องฟ้าที่นี่ทำให้ถ่ายรูปสนุกจริงๆนะเนี่ย


มีรูปพระวาดอยู่บนก้อนหินใหญ่ๆด้วย


ตรงที่หมุนๆ (เขาเรียกว่าไรหว่า)
ก็มีพระเครื่องอยู่เต็มเลย


กี๊ดๆ รูปหล่อ อยากห่อกลับบ้านจังเลยยย
ลายเหมือนมะหมีเลย แต่ตัวนี้เชื่อง น่ารัก กว่ากันเยอะะะะะ


วัดและอาคารที่ธิเบตนี่ ถ่ายได้แต่นอกอาคารทั้งนั้นเลย
ถ้าจะถ่ายในอาคารต้องเสียเงินเป็นห้องๆไป
เซ็งเล็กน้อย แต่ก็แอบดีใจ ไม่ต้องทำรูปเพิ่ม เอิ๊ก


ศิลปะธิเบตนี่ก็มีเอกลักษณ์ดีจังน้อ


เพื่อให้ได้รูปนี้มาเก็บไว้ เสียค่าถ่ายรูปในอาคารไป 20 หยวน ฮือออ


แล้วก็อีกรูป
เห็นการเล่นแสงงี้แล้วนึกถึงโบสถ์ทางยุโรปจัง


แล้วก็พระอีกรูป ไม่ชัดเล้ย เสียดายตัง


ออกมาข้างนอกดีกว่า
จริงๆก็เดินเข้าๆออกๆแต่ละอาคารนี่แหละ

เดินกันพอเมื่อยแล้วเราก็ไปกันต่อ


มาถึงที่สวนหลอปู้หลินข่า
อดีตวังฤดูร้อนของดาไลลามะ


นี่คือที่ประทับหลังหนึ่งขององค์ดาไลลามะ


อาคารกลางน้ำ


อีกมุมยอดฮิต

สวนหลอปู้หลินข่าก็ไม่มีอะไรมาก
นั่งรถวนๆแล้วก็ออก

ต่อมาก็ไปทานข้าวกลางวันข้างๆวังโปตาลากัน
ไม่ได้ถ่ายรูปอาหารมาเพราะว่าไม่ได้มีอะไรประทับใจเป็นพิเศษ
เราก็พอแหลกล่ายนะ และตามเคย ลูกทัวร์คนอื่นถึงขั้นแหลกไม่ล่ายเลย
ก็นั่งทำใจกินมาม่ากันไป

เนื่องจากวังโปตาลานี้ จำกัดคนเข้าชมวันละ 1,000 คน
ก็ทำให้ต้องจองไว้ก่อน และต้องใช้พาสปอร์ตเข้าชมด้วย


โปตาลากง Here I Come


วันนี้เราจะมาปีนวังโปตาลากัน
เห็นขั้นบันไดกระยึกกระยักนี่ไหมจ๊ะ
ทำให้ลูกทัวร์โดยเฉพาะสาวๆ ขึ้นไปนิดเดียวแล้วก็ไม่ยอมขึ้นต่อแล้ว
ที่นี่ก็จะคล้ายๆจิ่วไจ้โกว หวงหลง ตรงที่อยู่ที่สูง
อากาศเบาบาง ทำให้เหนื่อยได้ง่ายกว่าปรกติ
มาถึงตรงนี้ อาจจะด้วยความไม่ประทับใจในการบริการทัวร์ตั้งแต่ต้น
เลยมีลูกทัวร์จำนวนมาก ไม่ค่อยมีแรงจูงใจอยากจะขึ้นวังโปตาลากันนัก
แต่สำหรับเรา ไฮไลท์นะเนี่ย ไม่ขึ้นได้ไง
หม่อมแม่ก็ขึ้น ชีนี่ไม่ยอมเลย มาแล้วต้องมาให้ถึงที่สุด
สุดท้ายก็เหลืออยู่ประมาณสิบคนมั้ง ที่ขึ้นวังโปตาลากัน

วังโปตาลาเคยเป็นที่อยู่ประจำขององค์ดาไลลามะ
จนกระทั่งในสมัยองค์ดาไลลามะที่ 14 ที่ต้องย้ายไปที่อินเดียด้วยเรื่องการเมือง
ตอนนี้วังโปตาลาก็เลยกลายเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเดียว
และกลายเป็น UNESCO World Heritage Site อีกที่หนึ่งในเมืองจีนในปี 1994
และได้รับการบรรจุรายชื่อเป็นหนึ่งใน New Seven Wonders of The World
ในปี 2006 (ซึ่งดันมี 8 แห่ง)

วังโปตาลานี้สูงจากระดับน้ำทะเล 3,700 เมตร
ถือว่าเป็นวังที่สูงที่สุดในโลก (ก็สมควรอยู่)
แต่เดิมสร้างโดยกษัตริย์ซงเซิงกัมโป Songtsen Gampo
เพื่อเป็นที่นั่งสมาธิภาวนา ในปีค.ศ.637
และเพื่อเป็นวังต้อนรับองค์หญิงเหวินเฉิงจากราชวงศ์ถังในเมืองจีน
ซึ่งเดินทางมาเพื่ออภิเษกสมรสกับกษัตริย์ซงเซิงกัมโปนี้
และได้มาสร้างวังขาว Potrang Karpo เพิ่มเติมในปี 1645 โดยดาไลลามะที่ 5
เสร็จในปี 1648 และที่นี่ก็กลายเป็นวังฤดูหนาวของดาไลลามะตั้งแต่ตอนนี้
ส่วนวังแดง Potrang Marpo ได้สร้างเพิ่มเติมในปี 1690 -1694

วังโปตาลามีห้องหับอยู่ 1,000 ห้อง
ภายในมีของใช้และโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับศาสนาในธิเบต
และลามะล้วนๆ รวมไปถึง Tomb ของดาไลลามะที่ 13 ด้วย


อะเดินเดินเดิน


เดินนนน แฮ่ก แฮ่ก


วังขาว


เจอบางส่วนที่กำลังปรับปรุงก่อสร้างอยู่
คนงานกำลังพยายามอัดพื้นให้แน่น
ที่นี่จะใช้คนงานเยอะ แล้วเวลาอัดพื้นก็คือขึ้นไปยืนบนพื้นนั้น
มีไม้กระทุ้ง แล้วก็ร้องเพลงเข้าจังหวะ
แล้วไม่ได้ทำแปบเดียวนะ ทำงี้ทั้งวันเลย

ในวังนี่ห้องเยอะมากกกกกก
แต่ถ่ายรูปข้างในไม่ได้เหมือนเคย
ก็เก็บเอาไว้ให้มาดูกันเอาเองละกันเนาะ

ที่นี่จะมีธรรมเนียมเติมไขมันเนยในอ่างเทียนด้วย
ก็คล้ายๆของเราจุดเทียน หรือเติมน้ำมันลงในตะเกียงในวัด
แต่ที่นี่จะใช้เหมือนเนย ไขมันสัตว์เลย


ขาลงแล้ว ไม่สูงเท่าที่คิดแฮะ
อุตส่าห์ออมแรงเดินไว้ตั้งแยะ


วังแดง

วังโปตาลาใช้เวลาเดินทั้งหมดสองชั่วโมงถ้วน


แล้วก็ไปที่วัดเซ่อลาซื่อ


พระเต็มเลย
นักท่องเที่ยวเข้าไปดูได้รอบๆ แต่อย่าไปกวนท่าน


ในที่นี้พระลามะจะมาสนทนาธรรมกันแบบปุจฉาวิสัจฉนา
ถ้าอีกฝ่ายตอบผิด ฝ่ายที่ถามก็จะตีมือตัวเองอย่างนี้
ถ้าอีกฝ่ายตอบถูก ฝ่ายที่ถามจะยกสันมือหันออกจากตัว
ใครไม่รู้ก็คงคิดว่าพระทะเลาะกัน เอิ๊ก


ตอนนี้เพิ่งสนทนาธรรมกันเสร็จ


ภายนอกวัดในส่วนที่ปิดซ่อม


อีกมุมหนึ่งก่อนจะลากันไป

พอหมดทริปวันนี้ แทนที่จะไปทานอาหารตามโปรแกรมทัวร์
ก็มีตัวตั้งตัวตีเปรี้ยวจะไปดูโชว์ของธิเบต
ทำให้ทัวร์ต้องแคนเซิลอาหารมื้อเย็น(ซึ่งก็ไม่กี่ตังหรอก เทียบกับค่าทัวร์แล้ว)
แล้วก็ไปที่ดูโชว์ที่มีคนบอกมาว่าดีนักดีหนาทั้งอาหารและการแสดงกัน

พอไปถึงแล้ว ก็เห็นได้ว่า โดนหลอกอีกแล้ว เอิ๊กๆๆ
การแสดงก็ไม่มีอะไรอลังการ
มีแต่คนออกมาเต้นนิดๆหน่อยๆ แล้วก็โชว์ร้องเพลงธิเบต
เสียงดีก็จริง แต่ก็ไม่ได้อะไร
คือถ้าไม่ได้อยากดูร้องเพลงจริงๆ อย่ามาเลยที่นี่
ไปกินข้าวที่อื่นเหอะ


อาหารคงทำมาเป็นอ่างๆ แล้วก็ตักให้ทุกๆโต๊ะเหมือนๆกัน

ดูเสร็จทุกคนก็เงียบกัน
ตัวตั้งตัวตีคงงิดเหมือนกัน เงียบเหมือนกัน ฮ่า


โปตาลาตอนพลบค่ำ

พรุ่งนี้ เที่ยวลาซาอีกนิดเดียว แล้วก็เตรียมนั่งเครื่องบินกลับเฉิงตูแล้วล่ะ