Bluesky at my Armreach – ทัวร์หลังคาโลก วันที่ ๕

ลาซา Lha Sa – เฉิงตู Cheng Du

เมื่อคืนนอนดีกว่าเมื่อคืนก่อน
อากาศเย็นกว่าด้วย
และเป็นคืนแรกที่ได้สระผมอาบน้ำครบคอร์ส
สบายตัวมากกกกกกกกกกกก
ไม่ต้องใส่หมวกอำพรางหัวมันๆแย้ววว

เห็นหลายๆคน รวมถึงคนที่บ้าน
ไม่กล้ามาเมืองจีนเพราะว่ากลัวลำบาก
จริงๆแล้ว เนี่ย มันก็ลำบากจริงๆแหละ 555
แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองที่เห็นว่ามันลำบาก เป็นลุยโลดเนี่ย
มันก็สนุกใช่ย่อยนะ
แล้วมันเป็นความสนุกที่ถ้าอายุเยอะแล้วจะสนุกอย่างนี้ยากแล้วด้วย
และการที่ได้ไปในสถานที่ที่แตกต่างกับความเป็นอยู่ปรกติเรามากๆนั้น
อีกนัยหนึ่งก็เป็นการที่เราได้มีโอกาสเปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนมุมมอง
ให้ได้ไปอยู่มุมมองที่คนอื่นเห็นบ้าง
ถึงจะไม่ได้เรียนรู้ในแบบที่พูดออกมาเป็นประโยคๆได้
ก็ทำให้พัฒนา View Point และ Logic ในระดับจิตใต้สำนึกอยู่เหมือนกัน

แล้วการมาทัวร์ปรกติก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เห็นในทัวร์คราวนี้
คือถ้าตัดคำว่าไม่สมราคาออกไป
มันก็พาเราไปลุยธรรมดาๆนี่แหละ
เราก็ยังสนุกตามที่เที่ยวเป็นปรกติ
เราแค่มีเอกสารให้ครบ เลือกทัวร์ดีๆ
แล้วก็กล้าโวยหน่อย (หรือเอาเพื่อนขี้โวยไปด้วย) แค่นั้นก็พอ
และถึงจะไปทัวร์ ก็ควรจะเตรียมตัวสำหรับตัวเองให้พร้อม
ยังไงตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนเสมอ
บางคนเห็นไกด์อย่างกับเป็นทาสรับใช้
อย่าไปเห็นอย่างนั้น
จะให้เขามารับมือรับเท้าทุกคนในทัวร์ เป็นไปไม่ได้

โปรแกรมวันนี้เริ่มต้นที่พิพิธภัณฑ์ธิเบต
ต่อด้วยถนนปาเจียวเจ และวัดต้าเจ้าซื่อ 大昭寺
แล้วก็ไปที่สนามบิน บินไปเฉิงตู เป็นอันจบทริปวันนี้


อาหารเช้า
โรงแรมเดียวกันทำไมวันนี้กับเมื่อวานจานมันไม่เหมือนกันล่ะเนี่ย


วิวหน้าโรงแรม ไปแล้วนะ บ๊ายบาย


พิพิธภัณฑ์ ไม่ให้ถ่ายรูปข้างในตามเคย
แต่ก็น่าแวะมานะ แวะมาแล้วก็เข้าใจธิเบตมากขึ้น


แล้วก็ไปที่ปาเจียวเจกัน


ถึงถนนปาเจียวเจแล้ว
ปาเจียวเจคือถนนแปดเหลี่ยม
นึกถึงอมยิ้มรูปแปดเหลียม
ก้าน แล้วก็เส้นรอบนอกของอมยิ้มคือถนนนี้
ตรงกลางแปดเหลี่ยมคือวัดต้าเจาซื่อ


ที่นี่จะมีร้านรวงมากมาย ขายของพื้นเมือง
คล้ายๆกันไปหมดทุกร้าน
แต่คนไทย ยังไงก็ขอช็อปไว้ก่อน


ส่วนเราสนใจแถบผ้าลายบทสวดมนต์นี้มากกว่า แต่ไม่รู้จะซื้อมาทำอะไร


บรรยากาศถนน


ร้านรวงๆ มันดู exotic ไปหมด


ตัวนี้ก็อยากได้กลับบ้านง่ะ งิ้ง…
เดินเด้งดึ๋งๆมาเลย


ลานหน้าวัดต้าเจาซื่อ


หน้าวัดต้าเจาซื่อ


มีคนธิเบตมาสักการะใหญ่เลย


เวลาเขาไหว้ เขาจะไหว้น้อมราบลงไปทั้งตัวและหัวใจอย่างนี้เลย


เขาจะยืนไหว้แล้วก็คุกเข่าโน้มลงมาแล้วก็ไถมือไปข้างหน้า นอนราบ
เอาเท้า หัวเข่า ศอก มือ และหน้าผาก จรดพื้น
เป็นการทำความเคารพอย่างสูงสุด
แล้วแต่ละคนก็ทำกันนับครั้งไม่ถ้วนเลย
มิน่า ไม่ค่อยมีคนอ้วน


แต่อย่างงี้ เขาเรียกว่านอนอ้อนนะ แฮ่ม


ส่วนอันนี้ เขาเอาข้าวเปลือกโรยๆ แล้วก็สวดมนต์ไปด้วย


นักท่องเที่ยวก็ไหว้ให้ความเคารพนะ


ภายในวัด ข้างในห้องไม่ให้ถ่ายรูปตามเคย


แต่พอขึ้นมาที่ดาดฟ้าโล่งๆ จะถ่ายอะไรก็ถ่ายไป


สัญลักษณ์หนึ่งของพุทธศาสนาที่นี่
(แอบถ่ายติดนกตัวนึงด้วยนะ เห็นป่าว)


แล้วก็เห็นวิวไปถึงโปตาลาด้วยแหนะ


ถ่ายจตุรัสในอาคารได้อีกแชะ


อาหารที่ลาซา มื้อสุดท้าย
มะเขือยาวไส้หมูสับกะทะร้อน อร่อยมาก
ผัดผักก็อร่อยดี มื้อนี้อาหารทำใหม่สดร้อนๆ


ปลานึ่งซีอิ๊วใส่ถั่วงอก อร่อยกลมกล่อมใช้ได้เลย
ออเดิร์ฟ ที่เราเฉยๆ แต่ก็ดูอู้ฟู่กว่ามื้อที่ผ่านๆมา
เต้าหู้ยัดไส้ ก็ไม่เลว

ซุปหัวไช้เท้า
หวาน และทำให้ร่างกายมีความเย็น
เหมาะกับการแก้ร้อนในหรือเป็นไข้ไม่สบาย


ไอติมถั่วเขียว ภูมิใจนำเสนอมาก
อร่อยดี เข้มข้น


ออกเดินทางไปสนามบินละ
วิวข้างทาง ดูไปเรื่อยๆเนาะ


ถึงแล้ว สนามบินลาซา


ไวยังกะโกหก ถึงสนามบินเฉิงตูแล้ว อิอิ

มาถึงก็กินข้าวเย็นต่อเลย
มื้อนี้อลังการงานสร้างมาก
เพราะนอกจากอาหารปรกติแล้ว
ยังมี Cheng Du Xiao Chi เฉิงตูเสี่ยวชือ
ที่จะมาเป็นถ้วยๆเพิ่มมาอีก 13 อย่าง
กินกันให้พุงแตกไปเลย


แป้งทอดไม่ได้กิน
ผัดผักกินแน่นอน


ผัดถั่วแบบเผ็ดๆหวานๆ
หมูหวานกะทะร้อน
ใช้ได้ๆ


ขนมคล้ายๆแป้งข้าวเหนียว ข้างในไส้หวานเค็ม
ปลาทอด มีก้างนิดหน่อย ใช้ได้


ไข่หงส์(รึเปล่า?)คลุกงา ไส้หวาน อร่อย ไม่เลี่ยน
กับอะไรบางอย่างคล้ายๆขนมปังทอด ไม่ได้ทาน


เส้นก๋วยเตี๋ยวใสคลุกซีอิ๊ว ชอบเส้น
ก๋วยเตี๋ยวคลุกน้ำปรุงอะไรสักอย่าง อร่อยดี
ซุปเต้าหู้ จืดๆ
เกี๊ยวนึ่งไส้หมูสับ ก็โอเค แต่ปล่อยไว้นานไปหน่อย ไม่ร้อนเลย


ผัดผักใส่เก๋ากี้ กินดีอีกแล้ว
เกี๊ยวซ่าที่เสียดายไม่มีน้ำจิ้ม


บัวลอยงาดำ แป้งเยอะไปนิด
ซุปรากบัว ของโปรด


เกี๊ยวน้ำ
เกี๊ยวใส่น้ำมันพริก


กินม่ายหมดหง่า กินอย่างราชาไปหน่อย

เหลือพรุ่งนี้วันสุดท้าย
แล้วเราก็จะได้กลับกรุงเทพแล้ว
วันที่ 4 และ 5 ที่ผ่านมานี้ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องขำๆเกิดขึ้นอีกแล้ว
ไกด์ก็เครียดจนป่วยไปเลย เพิ่งหายไข้ตอนที่กลับมาที่เฉิงตูแล้ว
กลายเป็นลูกทัวร์ดูแลไกด์แทน เอิ๊ก
แต่ไปถึงตรงนั้นแล้ว จะไกด์จะลูกทัวร์ มันก็ต้องช่วยๆกันล่ะนะ

 

 

Bluesky at my Armreach – ทัวร์หลังคาโลก วันที่ ๖

เฉิงตู Cheng Du – กรุงเทพ Bangkok

วันสุดท้ายเราเหลือโปรแกรมเที่ยวอีกเพียงที่เดียว
คือวังซิงหยางกง หรือวัดแพะเขียว
ซึ่งเป็นวัดลัทธิเต๋าในเมืองเฉิงตู

จริงๆเมื่อวานอาเฮียอาซ้อบางคนเริ่มงอแงจะไม่ไปวัดแล้ว
จะไปชอปปิ้งอย่างเดียว
ทั้งรถก็มีเราคนเดียวที่ยกมือบอกว่าจะไปวัดตามโปรแกรม
ส่วนอาเฮียอาซ้อคนอื่น เกรงใจซึ่งกันและกันตามเคย
แต่ในที่สุดก็ได้มา


วิวเมืองระหว่างทาง 


ถึงแล้ว วัดชิงหยางกง

หลังจากเที่ยววัดชิงหยางกงเสร็จ
ทัวร์ก็ปล่อยให้ลูกๆไปชอปปิ้งตามอัธยาศัย
เราก็เดินๆแต่ดันไม่ได้อะไรติดมือกลับบ้านมาเลย
ถ้าใครชอบช็อปเสื้อผ้าเครื่องประดับถูก ตลาดใต้ดินที่เฉิงตูก็มีแหล่งให้จับจ่ายอย่างสนุกสนาน
แต่ในความคิดเห็นเรา เราว่าอะไรๆกรุงเทพก็มี
แล้วก็ราคาไม่ต่างกันมาก สวยอีกต่างหาก
ส่วนของก๊อปเหลืออยู่สองร้าน
ซึ่งเป็นร้านที่คนไทยนิยมไปแห่ลงกันมากๆ
พอคุยกับคนขายแล้ว เขาก็ยอมรับตรงๆว่า
ของก๊อป เกรดสูงยังไงก็มีส่วนไม่เหมือนของจริงอยู่ดี
เราเกือบซื้ออันนึงแล้ว เห็นว่าน่ารักดี หลายๆสี
แต่ยี่ห้ออะไรไม่รู้จัก
แต่ราคามันก็สูงเกินไป เพราะตรงส่วนที่เป็นโลหะ
ของก็อปเนี่ย ไม่นานมันก็ลอกก็ดำแล้ว
ถ้ามันราคาสูงเกินอายุใช้งานมันก็ไม่เรียกว่าของถูกเหมือนกัน

พอเที่ยง เราก็ไปทานมื้ออำลากันที่ร้านอาหารซีฟู้ด
ซึ่งอยู่ระหว่างทางไปสนามบิน
(ใครมาเมืองเฉิงตู ต้องตรวจสอบว่าบรรจุมื้อนี้ไว้ในโปรแกรมด้วยหรือเปล่า)
จริงๆแล้วตามโปรแกรมจะพาไปกินอาหารสมุนไพรยาจีนแบบครั้งที่แล้ว
แต่มีคนโวยวายว่าหม่อเจี๊ยะ (แหลกไม่ล่าย)
เราก็ว่ามันก็ไม่ได้อะไรมาก
ก็โวยวายจนได้ซีฟู้ดมาแทน
ไปดูรายการอาหารกันดีกว่า


จานเปล่าๆ เตรียมโซ้ย


ปลาทอด กับอะไรไม่รู้ ลืมกิน
แต่ได้ข่าวว่าอร่อย


หมูแดง งั้นๆ เป็ด ไม่กิน


ผัดหอยลายก็ลืมกิน
ซุปกระดูกหมูใส่เห็ด กลมกล่อม


ผัดผัก กุ้งนึ่ง


กุ้งเล็กทอดกรอบ หย่อยๆกรุบๆ
หอยอบวุ้นเส้นกระเทียม ของโปรด


กุ้งแก้วอบวุ้นเส้น โรยไข่กุ้ง ชอบทีเดียว
ผัดเห็ดเผ็ดซ่าน


ปูผัดกระเทียมพริกไทดำ


ก๋วยเตี๋ยวผัด นุ่มเหนียวกำลังดี
มันชุบไข่เค็มทอด แปลกแต่ขายดี
ข้าวต้มอะไรสักอย่าง รสชาติใช้ได้แต่กินไม่ไหวแล้ว
เพราะยังต้องรับภาระหัวกุ้งมังกรทั้งอันด้วย
(ลืมถ่ายมา)


ที่ร้านมีขายอาหารจานจระเข้ด้วยง่ะ

อิ่มพุงจะแตก
ไปสนามบินต่อ
มีเด็กนักเรียนวัยรุ่น
พยายามขอร้องให้เราช่วยรับกระเป๋าให้เพราะน้ำหนักกระเป๋าเขาเกินที่กำหนด
แต่เรากับแม่ก็ไม่ได้รับไว้
และบอกให้คุยกับไกด์เอาเอง
ไม่ว่าเขาจะขอร้องยังไงแม่เราก็ไม่ยอม
สุดท้ายพวกน้องเขาก็ไปหาคนที่จะมาช่วยเขาแชร์น้ำหนักกระเป๋าได้

ไอเราก็ไม่ได้สบายใจนักหรอก
เพราะเราก็ไม่ชอบปฏิเสธคน
แต่อันนี้ ที่ยอมตามใจแม่
ก็เพราะว่า จริงๆเป็นเหตุไม่สมควรจริงๆที่มาช่วยแชร์น้ำหนักกระเป๋าคนที่ไม่รู้จัก
เนื่องจากกระเป๋านั้นจะต้องอยู่ในความรับผิดชอบของเรา
ถ้ามียาเสพติดหรืออะไรที่ผิดกฏหมายเราก็ต้องรับผิดชอบ
และเป็นกฏที่แนะนำตามสนามบินด้วยว่าไม่ควรหิ้วกระเป๋าให้ใคร
แล้วน้องเขาก็สามารถแจ้งขอโควต้าน้ำหนักเพิ่มได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำ

ก็ถือว่าเป็นโชคดีของน้องๆไป
แต่ถ้าใครจะเดินทาง ก็ขอแนะนำว่า
ปลอดภัยไว้ก่อน อย่าช่วยใครแชร์น้ำหนักถ้าไม่รู้จัก
แล้วถ้าตัวเองน้ำหนักเกิน
(ต้องรู้ตัวดีว่าของเยอะขนาดไหน)
ก็ต้องจัดการเอาออก ไม่ก็ต้องยอมจ่ายค่าน้ำหนักเกินนั้นเอง
ถ้าไม่มีใครช่วยแชร์น้ำหนักจะว่าคนอื่นไม่มีน้ำใจไม่ได้เด้อ

อาหารบนเครื่อง กินไม่ไหวแล้ว
ได้แต่ชิมไก่กับขนม


อันนี้แอบถ่ายของคนข้างๆ

เครื่องบินการบินไทย เที่ยวบิน TG619
ก็ได้ลงสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลาสิบแปดนาฬิกาตรง
และเที่ยวบินนี้ กัปตันและลูกเรือ ก็ได้ทำหน้าที่อย่างดี
ทำให้เรารู้สึกดีๆกับการบินไทยขึ้นอีกเป็นกอง
แต่คราวหน้าจะซื้อตั๋วการบินไทยไหมนี่ ขอดูราคาก่อนนะ เอิ๊ก

สรุปรวม
เราก็ยังสนุกกับการไปเที่ยวครั้งนี้อยู่
ได้เก็บท้องฟ้าใสๆใส่กล้อง
ได้ไปเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น
ได้ไปเข้าใจชีวิตคนอีกซีกโลกหนึ่ง
ได้ฝึกปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
แค่มีเรื่องอะไรที่ไม่ค่อยสมราคา
และปัญหาที่ไกด์ต้องจัดการกันเอง