เยอรมัน – เช็ค วันที่ ๑
๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๐
กรุงเทพ – แฟรงค์เฟิร์ต – ไลป์ซิก – พอตส์ดัม – เบอร์ลิน
Bangkok, Thailand – Frankfurt, Germany – Leipzig, Germany – Potsdam, Germany – Berlin, Germany

จริงๆแล้ว ทริปนี้ต้องเริ่มตั้งแต่คืนวันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม
แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์ผู้โดยสารมาเลทหนึ่งคน
ทำให้ต้องรอคิว take off ใหม่ไปอีกหนึ่งชั่วโมงกว่า
จากตารางบินเดิมคือ ๕ ทุ่ม ๔๕ นาที ของวันที่ ๑๐
ก็เลยกลายเป็นตีหนึ่งกว่าๆ ของวันที่ ๑๑ ไปซะนั่น

ไหนๆก็ไหนๆ ก็นับวันนี้เป็นวันแรกของทริปไปเลยก็แล้วกัน

แล้วก็เนื่องจากสองสามปีที่ผ่านมา
ถ้าไม่ได้ไปเมืองจีนก็ไปฮ่องกง สิงคโปร์ อะไรใกล้ๆ
คราวนี้เลยเป็นคราวที่อยากจะบอกว่า
เราก็ไปประเทศเจริญๆกับเขาเป็นเหมือนกันนะเนี่ย
หลังจากที่ห่างหายวงการประเทศฝรั่งไปนาน
และนี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้มาเยือนยุโรป ถ้าไม่นับอังกฤษ
และเป็นครั้งที่สอง ที่เราได้ไปประเทศที่เราพูดภาษาเขาไม่ได้เลย
สาเหตุที่ทำให้อยากไปประเทศที่พูดภาษาเขาไม่ได้น้อยลงก็คือ
พอไม่รู้ภาษาแล้ว จะจำชื่ออะไรต่อมิอะไรได้ยากมาก
ไม่ว่าจะเป็นถนน หรือสถานที่
เพราะพอไม่รู้ภาษาเขา ก็ไม่ค่อยจะมีหลักเกณฑ์ในการจำเท่าไหร่
นอกจากจะจำเอาดื้อๆเลย ซึ่งมันจะลืมได้ง่ายมาก
แต่เหตุผลอะไรก็ยังไม่เท่าการที่ยังไม่มีโอกาสไป
จนมาบัดนี้นั่นเอง

จริงๆแล้วเยอรมันเป็นประเทศในยุโรปที่ไม่ได้อยากไปเป็นอันดับหนึ่ง
ที่อยากไปที่สุดก็คือสเปน รองมาก็อิตาลี รองลงไปอีกก็ฝรั่งเศส
ส่วนเยอรมันนี่ นอกจากยี่ห้อรถของเยอรมันกับฮิตเลอร์แล้ว
เราแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประวัติหรือความเป็นไปของเยอรมันเลย
แต่เนื่องจากความที่ไม่เคยไป บวกกับการที่จะได้ไปเยือนเช็คด้วย
ก็เลยตกลงยอมเป็นคนใจง่าย แต่ได้เที่ยวฟรี อีกครั้งหนึ่ง

การเที่ยวในช่วงตุลาคม มักจะเป็นช่วงที่ประเทศแถบเหนือเส้นศูนย์สูตรจะสวยๆงามๆ
เนื่องจากเป็นช่วงที่กำลังจะหมดหน้าร้อนและกำลังจะเข้าหน้าฤดูใบไม้ร่วง
หรือที่เรียกว่า ฤดู Autumn นั่นเอง
ใบไม้จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง สีเหลือง ฟ้าจะสดใสสดสวย ไม่ค่อยมีเมฆ
และก็เหมือนโรงเรียนเมืองไทยจะเป็นใจ ให้หยุดในช่วงที่สมควรเที่ยวที่สุด
เราจึงได้พบว่า เดือนตุลาคมของคนไทย เป็นเดือนที่ปู่ย่าตายาย ลูกเด็กเล็กแดง
นิยมไปต่างประเทศกันมากที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว

ประเทศเยอรมันมีชื่อเต็มๆว่า
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี Federal Republic of Germany
อยู่ตอนกลางของทวีปยุโรป
ด้านเหนือจรดเดนมาร์ก
ด้านใต้จรดสวิสเซอร์แลนด์และออสเตรีย
ด้านตะวันออกจรดสาธารณรัฐเช็คและโปแลนด์
ด้านตะวันตกจรดเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และฝรั่งเศส

ในทริปนี้ เราจะเริ่มต้นที่เยอรมัน และมาจบที่ประเทศเยอรมันเหมือนเดิม
แต่ต่างเมืองไป
ขามาเรานั่ง TG920 จากสุวรรณภูมิมาที่ Frankfurt
ขากลับเรานั่ง TG925 จาก Munich มาที่สุวรรณภูมิ

ในวันนี้ เมื่อเรามาถึง Frankfurt
เราจะเดินทางผ่านไปยังเมืองไลป์ซิก Leipzig และผ่านเมืองพอตสดัม Potsdam
ไปจบที่เมืองเบอร์ลิน Berlin
ซึ่งมีหมายเลข 1 กำกับอยู่บนแผนที่
และจะพักที่เบอร์ลินเป็นเวลา 2 คืนด้วยกัน

อย่างที่บอกไฟลท์นี้มีการดีเลย์ไปหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากผู้โดยสารมาสายสิบนาที
ทำให้ต้องรอคิวว่างที่จะ take off ใหม่
กระนั้นเลย ก็นับว่าเป็นเหตุปรกติที่เจอๆกันอยู่ ยิ่งบินบ่อยและซวยหน่อยก็ยิ่งเจอ
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินดูแล้ว เหมาะกับไฟลท์ไปเยอร์มันมาก
แต่ละคนดูประสบการณ์โชกโชนทีเดียว

พอขึ้นเครื่องปุ๊บก็หาเรื่องทานยาแก้เมาเครื่อง
เพื่อจะได้หลับเยอะๆแล้วทำให้ jet lag น้อยๆ
พลาดอาหารไปหนึ่งมื้อเพราะอยากนอนอย่างเดียว
แต่ก็ทำให้ 11 ชั่วโมงบนเครื่องบินไม่ยาวนานเลย

7 นาฬิกา กัปตันการบินไทยก็เอาเครื่องลงสนามบินได้อย่างนิ่มๆตามสไตล์การบินไทย
8 นาฬิกา ได้ออกจากสนามบิน Frankfurt
พอออกจากสนามบิน Frankfurt ก็ขึ้นรถโค้ช 50 ที่นั่ง ทั้งๆที่ทั้งทริปมีคนแค่ 28 คน
ทำให้กว้างขวาง สะดวกสบาย และรถใหม่กิ๊ง
มีพนักงานขับรถชาวเยอรมันชื่อว่า โรแลนด์

เยอรมันต้อนรับเราด้วยฟ้าครึ้มๆอย่างนี้ไปทั้งวัน
พร้อมด้วยอุณหภูมิราวๆ 12 องศาเซลเซียส
ให้กะเหรี่ยงไทยแลนด์ขนลุกเล่นๆปรับตัวไปพลางๆ

ระหว่างทางจากสนามบินไปที่ไลป์ซิก Leipzig
การขับรถระหว่างเมืองจะใช้ทางที่เรียกว่า Autobahn
หรือที่เราเรียกว่า Motorway หรือที่อเมริกันชนเรียกว่า Highway นั่นเอง
เขาว่ากันว่า ออโต้บาห์นนี่ สร้างขึ้นที่แรกก็ที่เยอรมันนี้เอง
และด้วยความที่เยอรมันเป็นชนชาติที่เก่งเรื่องวิศวกรรม
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมถนนหนทางที่นี่มันดีดี๊ดีเยี่ยงนี้
ที่นี้มีกฏหมายว่า ถ้าขับรถช้าเกินไป ก็ผิดกฏหมายนะ
ไม่เหมือนที่เมืองไทยที่มี speed limit
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กฏหมายก็กำหนดเอาไว้ว่า
ถ้าเป็นรถโค้ชใหญ่ๆแบบที่เราๆนั่งนี้ ให้ขับเร็วอย่างไรก็ได้ ที่ไม่เกิน 100 km/h


ถึงไลป์ซิก Leipzig แล้ว

Leipzig นั้นเราจะใช้เป็นที่แวะทานอาหารกลางวันเท่านั้นเอง
จริงๆแล้วมีเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับเมืองนี้
นั่นก็คือ Johan Wolfgang von Goethe จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไลป์ซิก
และเป็นผู้ให้สมญานามเมืองนี้ว่าเป็น ปารีสน้อย

ถึงเราจะไม่เคยไปปารีส
แต่เท่าที่แตะๆเมืองนี้ดู
ก็ยังไม่เห็นว่ามันจะปารีสตรงไหนเลยหว่า

มื้อแรกที่เราได้ทานในแผ่นดินเยอรมันคืออาหารจีน
แอบขัดใจเล็กๆ แต่มองอีกแง่มันก็ดีเหมือนกัน
คือเราได้ปรับตัว ได้ทานอาหารร้อนๆแบบที่เคยชินก่อน
ทัวร์นี้จะมีอาหารจีนสลับกับอาหารฝรั่ง
ในหนึ่งวันจะมีอาหารจีนหนึ่งครั้ง และส่วนใหญ่จะเป็นมื้อเย็น
ซึ่งพอทานไปๆ เรากลับคิดว่าดี ในแง่ที่ว่า
เรารู้สึกว่าอาหารฝรั่งถ้าทานทุกมื้อแล้วมันจะหนักไป
ถ้ามีอาหารจีนมาเบรกบ้าง จะค่อยรู้สึกสบายท้องหน่อย
ยิ่งอาหารเย็นแล้ว ถ้าเป็นอาหารฝรั่งนี่มันจะรู้สึกหนักมาก
คือถ้าเป็นอาหารฝรั่งหมดทุกมื้อก็แฮปปี้ไปอีกแบบ
แต่ถ้ามีสลับอย่างนี้ก็แฮปปี้ไปอีกแบบอย่างเหตุผลที่ว่ามาเหมือนกัน
อะไรก็ได้ ขอให้อร่อย อิอิ

ถึงเมืองนี้ก็มีเหตุการณ์ให้เปลี่ยนคนขับ
เพราะญาติสักฝ่ายของโรแลนด์กำลังจะคลอดลูก
คนขับใหม่ก็เลยมา และคนนี้จะอยู่กับเราไปตลอดทริปเลย
ชื่อคุณ Christoph เป็นชาวเยอรมันตอนใต้
พูดอังกฤษได้นิดหน่อย ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ช่างคุยหลายๆ


รถคันนี้มี GPS มีวิทยุสื่อสารด้วยนะ
แถมเบาะคนขับนี่เป็นไฮดรอลิกอีกต่างหาก
หรูหรากว่าที่นั่งผู้โดยสารแยะเลย


ระหว่างผ่านเมือง Leipzig ไปยัง Potsdam
เราจะชอบบรรยากาศร้านผลไม้หรือร้านดอกไม้ คาเฟ่
ออกมาขายสินค้านอกร้านอย่างนี้เป็นพิเศษ

อะ มาถึง Potsdam แล้ว
ฟ้ายังครึ้มเหมือนเดิม
และเป็นเวลาเย็นพอสมควรแล้วด้วย

เราแวะ Potsdam เพื่อมาดูปราสาท Sanssouci
หรืออ่านว่า ซอง ซูซี่
ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส
ซอง แปลว่า ปราศจาก ห่างไกลจาก
ซูซี่ แปลว่า ความกังวล
ก็เลยเรียกเป็นชื่อไทยๆได้ว่า วังไกลกังวลนั่นเอง
ที่วังนี้ เป็นวังที่มีต้นแบบมาจากพระราชวังแวร์ซายน์
ก็เลยตั้งชื่อวัง(หรือปราสาท) เป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยซะเลย


ทางเข้ามีกังหันอะไรสักอย่าง ลืมไปแล้ว


แถวๆนั้นก็มีคนใส่ชุดโบราณ อยู่ๆเดินมาแล้วก็ยืนเป่าฟลุตเก็บเงินด้วย
ก็ให้บรรยากาศดีนะ


ร้านขายของที่ระลึกก่อนที่จะเข้าไปดูปราสาท
มีทั้งขนมลูกอมเยลลี่ เครป โปสการ์ด ฯลฯ


เห็นอย่างนี้แล้วนึกถึงสมัยเด็กๆเลย


มีเครปแล้วก็มีไอศกรีมด้วย


แผนที่บริเวณปราสาท


บริเวณปราสาทก็เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย Potsdam ด้วย


ทางเดินเข้าไปยังปราสาท
จะเห็นได้ว่า ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีสวยแล้ว


พอเข้ามาก็เห็นวังตั้งตระหง่านอยู่อย่างนี้เลย

พระเจ้า Freidrick ที่ 2 เป็นผู้(สั่งให้)สร้างปราสาทนี้ขึ้นในปีค.ศ. 1744
แม้ว่าพระองค์จะเป็นชาวเบอรมันแต่ไม่ค่อยโปรดศิลปวิทยาการของเยอรมันเท่าไหร่
กลับไปโปรดปรานศิลปวิทยาการของฝรั่งเศสเอาเสียมากๆ
แม้จะเขียนก็เขียนเป็นฝรั่งเศสได้ดีกว่าเขียนเป็นเยอรมัน

ข้างในเขาไม่ให้ถ่ายรูป
บรรยายได้คร่าวๆว่าเป็นศิลปะแบบร็อคโคโค
แต่เป็นศิลปะร็อกโคโคแบบที่เรียกว่า Frederician Rococo
เพราะเป็นสไตล์เฉพาะของพระเจ้า Freidrick นี้เลย

ปราสาทนี้ได้เป็นมรดกโลกของ UNESCO ตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา


สวยในแบบยามเย็น


ออกมาก็ถ่ายอีก
สวยแบบแสงแดดกำลังจะหมด


ในขณะเดียวกันด้านตรงข้ามวังก็เป็นที่อยู่ของข้าราชบริพาร
ซึ่งตอนนี้ซ่อมแซมอยู่


เดินกลับไปที่รถแล้วดีกว่า
สองทุ่มกว่าปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม
ก็ปุเลงๆมาถึงที่เบอร์ลิน
โรงแรมแรกที่เราพักก็คือ Park Inn ที่อยู่ใกล้กับ TV Tower ที่เป็นจุดเด่นของเบอร์ลินที่หนึ่งเลย

มื้อค่ำ
เราก็ลงมาทานอาหารในโรงแรมนี้ล่ะ


สังเกตว่า ยังไงก็มีขนมปังวางอยู่บนโต๊ะให้ทานเล่นไปพลางๆก่อน


มอสซาเรลลาห่อผักและมะเขือเทศ
ชอบมอสซาเรลลาอยู่แล้ว
แต่มาทั้งดุ้นอย่างนี้ กินตอนสามทุ่มนี่
รู้สึกผิดมากเลย (แต่ก็แอบกินหมด)


ซุปไก่และมะเขือเทศในต้นหอมซอย โรยด้วยพาสเลย์สับละเอียด
รสชาติกลางๆ


จานหลัก แซลมอนราดซอส
ก็โอเคนะ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็ได้


ของหวาน ผลไม้สี่ชนิด บ้างก็นำไปกวน บ้างก็ดูท่าจะแช่อิ่ม
แต่งจานได้น่ารักดี
แต่รสชาติไม่ค่อยถูกปาก เพราะปรกติชอบหวานผลไม้มากกว่าหวานน้ำตาล

กินอิ่มหนำแล้วก็เตรียมตัวอาบน้ำนอน
พรุ่งนี้เราจะได้ชมเมืองเบอร์ลินทั้งวัน
และชอปปิ้งแบรนด์เนมกันสนุกมือคุณนายคุณหนูกันเลยล่ะ


ห้องนอนที่เราต้องอยู่ 2 คืนด้วยกัน
เปรี้ยวอีกแล้วตรงที่ห้องน้ำห้องส้วมมันซีทรูชะมัด
ห้องน้ำซีทรูยังไม่เท่าไหร่
ห้องส้วมซีทรูนี่ เครียด
คือ ก็คงมีคนไม่ถืออะไรมั้ง เห็นว่า เออ มันโรแมนติกดี
แต่สำหรับเราแล้ว
หนึ่ง คือ ถึงรักกันยังไง สำหรับเรา เราก็คงไม่อยากเห็นอีกฝ่ายนั่งส้วม
สอง คือ เรามากับแม่ จะให้โรแมนติกเร้าใจกันไปถึงหนายเชียว

ยังดีที่มีม่านช่วยบังได้บ้าง
ไม่งั้นไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ในห้องนี้ได้ยังไงเลยทีเดียวเชียว