First Journey to Angkor – นครวัด นครธม วันที่ ๑
กรุงเทพ – เสียมราฐ(เสียมเรียป) – ปราสาทพระขรรค์ – โตนเลสาป

บอกตามตรงว่า แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขมรเลย
ที่อยากไปเขมรก็เพราะว่าอยากไปดูนครวัด นครธม อย่างเดียว
เพราะในชีวิตอยากจะดูสิ่งที่ได้ชื่อว่าสิ่งมหัศจรรย์ของโลกซะให้ได้เยอะๆ
ที่ผ่านมาก็มี กำแพงเมืองจีน สุสานจิ๋นซี พระราชวังต้องห้าม Stonehenge
(ยังขาดอีกมากมายหลายสถานที่ เอิ๊ก)
นครวัดนครธม ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เป็นเป้าหมายในชีวิตเช่นกัน

ก่อนหน้าทริป ไม่มีเวลาศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเขมรเลย
ทั้งที่ปรกติก่อนจะไปทริปไหนก็จะค้นคว้าหาความรู้ในแหล่งที่จะไปไว้ก่อน
มาคราวนี้ ผิดปรกติ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ยังไงก็มีคนพาไปอยู่แล้ว

ถ้าดูตามแผนที่ข้างล่างนี้ จะเห็นได้ว่า
เขมรมีทะเลสาบใหญ่อยู่กลางประเทศ
และมีแม่น้ำเส้นใหญ่ผ่านกลางประเทศ
มีพื้นที่ที่ยังเป็นสีเขียวอยู่อีกมากมาย
เสียมราฐเป็นเมืองที่อยู่ชิดทะเลสาบ อย่างที่จุดเป็นสีแดงเอาไว้
(เรียกเสียมราฐเพราะไกด์ท้องถิ่นเขาเรียกเสียมราฐมากกว่าเสียมเรียป)
การจะมาเสียมราฐจากเมืองไทยผ่านทางรถ
มักจะมาสองทาง คือ มาจากศรีสะเกษ และจากทางสระแก้ว
แต่เท่าที่ไกด์พูดถึง ก็ดูว่า เส้นทางจากศรีสะเกษจะเป็นเส้นทางที่นิยมมากกว่ากันเยอะเลย
และอีกหน่อยก็จะทำถนนใหญ่ เป็นถนนสายเอเชียอีกสายหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้เราขับรถจากศรีสะเกษเข้ามาที่เขมร ผ่านไปทางเวียตนามได้ด้วย

ทริปนี้มีกิ๊กชื่อมิงค์ตามมาเที่ยวด้วย
ราวกับเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในครอบครัว อิอิ
มีกล้องกันคนละตัว
บางรูปเราขี้เกียจถ่ายแต่ว่ามิ้งมี ก็ไปตบมาใส่ไว้ในนี้ด้วย

เราออกจากบ้านไปสนามบินกันเกือบหกโมงเช้า
เพื่อจะไปขึ้นเครื่องตอนแปดโมง
โดนแท็กซี่โกงค่าแท็กซี่ไปโดยการพาไปอ้อมและเสียค่าทางด่วนโดยใช่เหตุ
โดยให้เหตุผลว่ามันเร็วกว่ากัน ซึ่งไม่จริง
ช้ากว่าและแพงกว่าเกือบร้อยด้วยถ้ารวมค่าทางด่วน
ถ้าไม่มีแม่กับพี่ชายคงโวยไปแล้ว
เจออย่างนี้ ไม่ชอบอะ คนคิดคดในการทำมาหากิน
ตัวเองอยากได้ตังมากขึ้นก็หาทางไถคนอื่น
เจออย่างนี้แล้ว อย่าด่านักการเมืองโกงกินเลย
แค่ไม่ถึงร้อยบาท ตัวเองก็โลภจะเอาโดยไม่รู้สึกผิดแล้ว
เราเห็นว่า อย่างนี้ ไม่ต่างอะไรกัน
คนที่โลภเล็กๆน้อยๆ เขาทำได้แค่นั้น เพราะว่ายังไม่มีโอกาสจะไปโกงกินอะไรใหญ่ๆแค่นั้นเอง

พอมาถึงสนามบิน เจ้าหน้าที่ทัวร์ก็ขลุกขลักเรื่องพาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบินอีก
แถมลืมพาสปอร์ตลูกทัวร์บางคนด้วย
ก็ต้องแก้ตัวกันใหญ่ว่าให้พาสปอร์ตมาช้า ทำไม่ทัน กำลังไปทำวีซ่าอยู่
บ้าแล้ว ด้วยเวลาด้วยอะไรไม่เชื่อหรอกว่าไปทำวีซ่า
ก็เลยทำให้ลูกทัวร์บางส่วนต้องตกเครื่องรอบนี้ไปขึ้นรอบหน้า

อะไรขลุกขลัก ไม่ดีๆ เกิดขึ้นต้อนรับการเปิดทริปนี้
จากประสบการณ์แล้ว เป็นสัญญาณที่ไม่ดี
เพราะจะมักจะมีเรื่องอะไรขัดใจตลอดทริป
แต่ก็ยังวางใจได้ระดับหนึ่ง
เพราะคราวนี้ไม่ได้ไปกับทัวร์อย่างเดียว
ยังมีพนักงานจำนวนหนึ่งจาก supplier มาช่วยบริการอำนวยความสะดวกให้
(ซึ่งพนักงานชุดนี้ทำให้เราสะดวกสบายได้ตลอดทริปนี้
เจ้าหน้าที่ทัวร์แทบไม่มีบทบาทอะไรเลย)
ไม่งั้นถ้าดูท่าแล้ว เจ้าหน้าที่ทัวร์คนนี้ไม่สามารถพอที่จะทำให้ทริปราบรื่นแน่ๆ

ดูสิ เขียนมาตั้งนานยังไม่ถึงเสียมราฐเลย
เอ้า ตัดกลับมาดีกว่า

ทริปนี่ไปกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์
ซึ่งใช้เวลาเดินทางทั้งหมดไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
แต่ก็ยังแจกชุดอาหารเช้า เป็นแซนด์วิช น้ำผลไม้
แต่เพราะว่า เพิ่งทาน S&P ที่พนักงานเขาเลี้ยงอยู่ด้านล่าง
ก็เลยรู้สึกอิ่ม แล้วก็เก็บชุดเอาไว้ กะว่าจะแจกเด็กเขมรที่เจอ
เพราะจำได้ว่า กีบจังบอกว่าเด็กขอทานเยอะมาก
หลังจากแจกกล่องแรกไปแล้ว
ตลอดทริปเราก็มีโอกาสได้เก็บเอาขนมที่แจกบนรถให้เด็กมาตลอด
ดูๆไปก็เหมือนเลี้ยงปลาแฮะ -_-”

ยังไม่ทันจะอะไร เครื่องก็ลงแล้ว
ดี เพราะจริงๆก็ไม่ได้ชอบนั่งเครื่องนานๆเท่าไหร่
ก่อนจะลงมองลงมาจากเครื่องบิน
มองเห็นแต่สวนกับบ้านกระต๊อบปลูกห่างๆกัน

สนามบินก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
แต่ก็เรียบร้อยดี และคงความเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านผ่านทางตัวอาคารด้วย
เครื่องมือเครื่องไม้ตอนตรวจคนเข้าเมืองก็เหมือนบ้านเราแหละ
ก็ไม่ได้ล้าสมัยขนาดนั้น

ขึ้นรถมาเขาก็พาไปทำบัตรผ่านดูปราสาทก่อน
ซึ่งทำเป็นบัตรเข้าได้สามวันเอาไว้
ก็ต้องลงไปถ่ายรูป แล้วสักพักก็จะได้บัตรเป็นอย่างนี้

สักพักก็ได้รับแจกน้ำประจำตัว
ซึ่งการดูแนวโน้มว่าจะเป็นทริปที่สบายหรือเปล่า
ก็อยู่ที่การแจกน้ำด้วย ถ้าแจกสม่ำเสมอ ไม่ต้องขอ
ก็เชื่อได้ว่าทริปนี้อย่างน้อยถึงจะมีอะไรขัดใจ แต่ก็ไม่ทำให้เราลำบาก

สงสัยว่า ทำไมน้ำเขมรมันไม่ค่อยอร่อยก็ไม่รู้
ไปสี่วันกินอยู่สามสี่ยี่ห้อ ไม่อร่อยสักกะยี่ห้อนึง

พอทำบัตรเสร็จ ก็ไปที่นครธมเลยเป็นออร์เดิร์ฟ
ช่วงเช้านี้เราจะไปปราสาทพระขรรค์กัน
เป็นปราสาทพุทธศาสนาที่ยังเหลือดีอยู่
ทำไมเป็นอย่างนั้น เอาไว้อ่านไดวันนี้จบแล้วคลิกไปอ่านไดของมิ้งต่อก็แล้วกัน อิอิ

จุดแรกที่ลงมาถ่ายรูปก็คือ ทางเข้าด้านทิศใต้ของนครธม
คือนครธมเนี่ย เป็นพื้นที่ใหญ่ๆที่มีปราสาทหลายๆหลังอยู่ในนั้น
ส่วนนครวัดคือชื่อปราสาทนครวัด ที่อยู่ใกล้ๆนครธม
ปราสาทพระขรรค์นี้ ต้องนั่งรถผ่านปราสาทนครวัด และนครธมไป ถึงจะไปเจอ

สะพานไปที่ประตูทิศใต้ เอาหินมาแกะเป็นรูปยักษ์ (หรืออสูร?) ลากพญานาคอยู่

รูปคู่ซะหน่อย
อากาศไม่ร้อนมาก แต่แดดจ้ามาก
(แต่ยังไม่เท่าที่ลาซา อันนั้นจ้าแบบลืมตาไม่ขึ้นเลย)
เลยต้องใส่แว่นตากันแดดกันนิดนึง

เทียบเสกล

ชาวบ้านที่มาขายของในนี้
ไปที่ไหนก็จะเจอแต่ภาพแบบนี้

แล้วก็ขึ้นรถ ไปที่ปราสาทพระขรรค์กันต่อ

เทียบเสกลกับเด็กน้อย ก็จะเห็นว่า ใหญ่ไม่ใช่เล่น

แต่ละปราสาทของที่นี่ มักจะมีขนาดใหญ่โต
และกษัตริย์ผู้สร้างสราสาทที่สำคัญได้แค่
สมเด็จพระชัยวรมันที่ 2 กับที่ 7
เวลาไปปราสาทไหนก็มักจะได้ยินชื่อใดชื่อหนึ่งแทบจะเสมอๆ

ดูปราสาทเสร็จก็ไปทานข้าวกลางวันกัน
(ยังอิ่มอยู่เลยย)
อาหารไม่อร่อยนัก เลยไม่มีอะไรนำเสนอ อิอิ
แล้วเขาก็พาไปเช็คอินที่โรงแรม
ไปพักผ่อนเพื่อจะไปที่โตนเลสาปกันในช่วงบ่ายเริ่มแก่

ถนนหนทางในตัวเมือง เป็นแบบนี้แหละ

มาถึงโรงแรมแล้วก็ชอบใจ เพราะว่าสวยงามดูผู้ดีทีเดียว
ไม่ได้หวังว่าโรงแรมจะดีมากมายอย่างที่ไปยุโรป
แค่คาดไว้ว่า ก็คงพอๆกับเมืองจีนระดับทั่วไปมั้ง
แต่ก็เกินคาด สะอาด เรียบร้อย ดีเลยแหละ
จริงๆโรงแรม Sofitel นี้ก็ของคนไทย
คนไทยมีธุรกิจกิจการที่นี่เยอะมากๆ
ถ้าเราไม่มา เราก็คงไม่รู้ว่า คนไทยมีอิทธิพลกับประเทศเพื่อนบ้านขนาดไหน

จะคริสต์มาสแล้ววว

ที่ในโรงแรม ราวกับเป็นสวรรค์ท่ามกลางโลกที่เพิ่งผ่านสงครามมา
สองโลกช่างแตกต่างกันอย่างมากมาย

อะ ไปโตนเลสาปกันดีกว่า

โตนเลสาป ก็คือทะเลสาบนี่เอง
(ทะเลสาป หรือทะเลสาบ ?)
ทำไมถึงตั้งชื่อได้คอมมอนขนาดนี้ก็ไม่แน่ใจ
รู้แต่ว่า มันคือแอ่งแหล่งน้ำขนาดใหญ่
ที่ในแผนที่เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ตรงกลางประเทศ
กินพื้นที่ไปหลายจังหวัดเชียว
แถวที่เราจะไปนั่งเรือเล่นนี้เป็นแถวที่มีคนเวียตนามอยู่เยอะมาก
เราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเป็นเวียตนามแล้วต้องมาอยู่ริมน้ำเหมือนกัน
เอาเป็นว่า ไปดูรูปกันต่อดีกว่า

เด็กที่นี่ มักจะเห็นทำตัวเป็นขอทานซะเยอะ
แต่ก็ยังมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ดูตั้งใจทำมาหากิน

ริมน้ำ ก็จะเห็นทิวทัศน์อย่างนี้ไปตลอด

บ่ายแก่ๆแล้ว พระอาทิตย์เริ่มทอแสงทะลุเมฆลงมาเป็นแสงดราม่า
ทำให้ที่ธรรมดาๆอย่างนี้มีความหมายขึ้นมากพอตัว

ดราม่ากันให้พอ

ขากลับแวะกระชังปลา(?) ของชาวบ้าน
ก็จุดแวะของนักท่องเที่ยวแหละ
แวะดื่มน้ำมะพร้าว (สู้บ้านเราไม่ได้)
แวะกินกุ้งลวก แล้วก็ดูวิวจากชั้นสองชั้นสามของแพ
ดูๆแล้วก็เหมือนชุมชนแออัดอยู่เหมือนกัน
มีเด็กเยอะมาก ทั้งๆที่ดูบ้านแพอย่างที่เห็นในรูปแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าพ่อแม่เด็กไปเอาโอกาสและสถานที่แถวไหนมาทำลูกได้เยอะแยะ
เด็กที่เกิดมาแถวนี้ หลายคนก็เป็นเด็กที่มาขอทานกับนักท่องเที่ยวนี่แหละ

เกาะแพขอตัง ขอขนม

มะพร้าว ลูกใหญ่มาก แต่ไม่หอม และไม่เย็น

กุ้ง สดมาก ตัวเล็กนิดเดียว สงสาร แต่ก็กิน อร่อยด้วยง่า

เทียบเสกล

แล้วก็กลับบกกันในยามที่ตะวันใกล้จะหล่นตุ๋มลงไปในโตนเลสาป

วิถีชีวิตที่นี่ เราไม่ค่อยจะเข้าใจว่าจะอยู่ยังไงให้มีความสุข
จากมุมมองเรา เราก็ดูว่าเขาลำบากมาก
จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่า วันๆเขาคิดอะไรอยู่ เขาจะมีความสุขอย่างไรบ้างนะ

ค่ำๆทานข้าวเสร็จก็ไปดูโชว์แสง สี เสียง
the Legend of Angkor Wat กันในบริเวณนครวัดนี่แหละ
ตอนกำลังนั่งรถเข้าไป โดนแมลงอะไรไม่รู้กัดหลังจนต้องร้องจ๊าก
กัดเจ็บชะมัดเลย พี่ชายเราก็ช่วยขยี้หลังแล้วก็ถามว่าหายหรือยังๆ
เราก็ได้แต่ตอบว่า ยังไม่หาย แต่อีตัวแมลงมันคงเละตายอยู่ที่หลังเรานี่แหละ
เลยต้องเอายาหม่องน้ำชโลมหลัง (ไม่ใช่แค่ทา แทบจะอาบเลย)
เพื่อบรรเทาความเจ็บคันลงไปหน่อย
ตอนกลางคืน เห็นเป็นพื้นที่แดงปื้ด เลยต้องรบกวนให้มิ้งช่วยทาทาอีก

ไปทำกรรมอะไรกับแมลงมาหว่าตู?

การแสดงนี้ มีถึงวันที่ 20 มกราคม เท่านั้น
ก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่เล่นไปให้ตลอด ท่าทางจะรายได้ดี
อีกหน่อยจะเหมือนสยามนิรมิตหรือเปล่าไม่รู้ ไปๆมาๆ ก็เล่นตลอดเลย

ฉากหลังใช้นครวัดของจริง เขาก็จัดแสงได้อลังการดีนะ

เนื้อเรื่องก็มีอยู่ประมาณว่า ชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งไปค้นพบนครวัดเข้า
แล้วก็มีคนนึงเป็นตัวเอก อยากจะรู้ว่านครวัดนี่เป็นยังไงมายังไง
นางอัปสรา (อัปสร เนี่ยแหละ) ก็เลยเนรมิตเรื่องราวเป็นฉากต่างๆให้ดู
ซึ่งดูรวมๆแล้ว ตูก็ไม่เก็ตไม่ปะติดปะต่ออยู่ดี ^^”

รู้แต่ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัดนี้
เขานับถือกันว่าเป็นพระนารายณ์อวตารมา

ถ่ายรูปกับนักแสดง
จริงๆคนใส่หมวกน้ำตาลนี่หล่อคมเลยนะ
ไหงถ่ายออกมาเป็นนักมวยไปซะได้ล่ะเนี่ย
นางอัปสรก็สวย หน้าเหมือนกาญจนา จินดาวัฒน์เลย

กลับห้องมา เจอขนมวางอยู่ เย้ๆ
มันเป็นการลงทุนที่เล็กน้อย
แต่ได้ความประทับใจเยอะ (สำหรับคนชอบทานขนม) ทีเดียว

จบวันที่หนึ่งไปแบบชิวๆ
พรุ่งนี้เราจะได้ไปพนมกุเลน และปราสาทบันทายสรีกัน