First Journey to Angkor – นครวัด นครธม วันที่ ๒
พนมกุเลน – บันทายสรี

ด้วยความที่เป็นทัวร์ชิลๆ
สูตรปรกติของทัวร์ที่ว่าด้วยเลข 6-7-8 จึงไม่ได้ใช้เลย
จะใช้เลข 7-8-9 เสียมากกว่า
คือ 7 ตื่น 8 กินข้าว 9 ล้อหมุน
ทำให้การมาเที่ยวครั้งนี้ เป็นการเที่ยวแบบอืดๆ สบายๆ ไม่รีบเร่งอะไร
(ยกเว้นรีบยกกล้องถ่ายก่อนที่คนอื่นจะมาจับจองที่)
ตื่นประมาณเจ็ดครึ่ง นวยนาดไปมา ก็ยังใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง
ลงไปกินข้าวเช้า ยังเหลือเวลาถ่ายรูปเล่นอีก

ทางเดินริมห้องทานอาหารเช้า
วันสุดท้ายเรามานั่งทานอาหารเช้ากันที่โต๊ะตรงนี้แหละ
เปลี่ยนบรรยากาศ

สะพานข้ามไปที่ตึกห้องนอน ที่วันที่สามเรามาเกลือกกลิ้งถ่ายรูปเล่นกัน

มีคนเอามาอวด

เก้าโมงนิดๆ ก็ล้อหมุนไปที่พนมกุเลนกัน
พนมกุเลนนี้สำคัญอย่างไร
พนมกุเลนนี้คือภูเขาที่คนไปเอาหินมาสร้างนครวัด
รายละเอียดนอกจากนั้นไปอ่านที่ไดมิ้งเอานะ ^^”

ออนเดอะเวย์

ร่องรองของศิวลึงค์นับพัน
ที่ค่อยๆกุดเหลือแต่ตอไปตามกาลเวลา

ไปจับมาด้วยง่า
เห็นเขาเดินข้ามกัน จับกัน ก็เลยจับมั่ง ^^”

ไปเที่ยวที่ไหน
ก็จะเห็นลูกคนกับลูกหมาอยู่ที่นั่น

เดินๆไปสักหน่อยก็ไปเจอตาน้ำ
ที่เป็นหนึ่งในเจ็ดแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์
ที่ต้องมาตักเอาน้ำไปทำพิธีของคนแถวนี้

พยายามถ่ายตาน้ำกับแมลง
ที่เห็นใส่เสื้อแขนยาวนี่ แดดแรงนะ ไม่ได้หนาว
ในที่สุดก็ใส่เสื้อแขนยาวได้แปบเดียว ทนร้อนไม่ไหว

ใสแหนวๆ มีแมลง…เขาเรียกว่าตัวอะไรหว่า

แล้วเราก็ไปที่วัด ชื่ออะไรก็ไม่รู้
อยู่ที่พนมกุเลนนี่แหละ
วัดนี้ไกด์เขาว่ามีความศักดิ์สิทธิ์
ถ้าพระรูปใดคิดหาผลประโยชน์ จะต้องมีอันเป็นไป
ปัจจุบัน ไม่มีพระจำวัดอยู่เลย
(หมายความว่าไงเนี่ย แฮ่ม…)

 

วัดนี้มีพระนอนอายุหลายร้อยปี
แกะสลักจากหินภูเขาอันเบ้อเร่อ
แล้วภายหลังชาวบ้านก็ทำศาลาคร่อมและทำบันไดขึ้นไปกราบไหว้
รู้สึกดีที่ได้มากราบ
ในความรู้สึกเราคือ เวลาไปทริปๆหนึ่ง
แล้วได้ไปสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาในถิ่นนั้นๆเนี่ย
มันรู้สึกว่าได้เติมเต็มประสบการณ์ทางด้านนี้ในทริป
ถ้าทริปไหนไม่มี จะรู้สึกว่าขาดๆไป

กลางวันก็นั่งทานข้าวริมลำธาร แล้วก็มีเด็กรอบๆอย่างนี้นี่แหละ
เป็นอาหารชาวบ้านๆ รสไม่จัด แต่ถูกปากผู้ใหญ่ในทริป

พระเดินข้ามลำธาร

ผัดกะเพราหมู

ต้มยำ ใส่โหระพาด้วย รสแปลกแต่ดี
เราไม่กินกระดูกไก่ในนี้ เลยยกให้น้องหมาแถวนั้นหมดเลย

ไข่เจียว ฟูๆนุ่มๆ

กลางวันนี้ไม่รู้เป็นอะไรกัน
อ้อยอิ่งเกินเหตุ
นั่งๆนอนๆกันอยู่นั่น จนคนไฮเปอร์อย่างเราก็อดเซ็งไม่ได้
ถ้ามองในแง่ดี ก็คือ ไม่ต้องไปเดินปราสาทตอนแดดร้อนๆ
ก็นับว่าจัดเวลาได้ดี เมื่อวานก็ไม่ได้ไปเดินตอนที่มันร้อนมาก
แต่ในอีกมุมนึง ก็ยังคิดว่า ก็น่าจะมีโปรแกรมอะไรทำให้เวลามันไม่หลวมเกินไป

ก็ไม่เป็นไร ถือว่ามาพักผ่อนก็แล้วกัน

ลงจากพนมกุเลนตอนบ่ายโย้ๆ
เราก็เข้าไปที่บันเตียเสรย หรือ บันทายสรี
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพนมกุเลนกัน

ตั้งแต่วันนี้ เราได้พี่วุฒิ
ไกด์อีกคนนึงมาสลับกับไกด์คนเดิม
ที่เราก็ว่าภาษาไทยเขาก็ดีระดับหนึ่ง
ถ้าเทียบกับเรา กับใครๆที่พูดได้หลายภาษา
แต่พี่แกพูดช้าและโทนเสียงทำให้ฟังแล้วหลับง่า
พี่วุฒิเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ผ่านช่วงเขมรแดงมา
อ่านรายละเอียดในไดมิ้งก็แล้วกัน
จะได้ไม่อ่านซ้ำ เนอะ

คนที่ผ่านช่วงนั้นมา ก็คงแปลกใจว่า ตัวเองมีชีวิตรอดผ่านมาได้ยังไง

ระหว่างทาง

 

ปราสาทนี้มีความพิเศษอยู่
ตรงที่เป็นปราสาทที่สร้างด้วยพราหมณ์
ไม่ได้สร้างด้วยกษัตริย์เหมือนปราสาทอื่นๆ
และปราสาททำด้วยหินทรายซึ่งมีสีชมพู
มีการแกะสลัดลวดลายที่ลึก ชัด และคมมากๆ
แม้เวลาจะผ่านไปร่วมพันปี ก็ยังเห็นลายได้อย่างชัดเจน ละเอียด และสวยงาม

 

พี่วุฒิกำลังอธิบายเรื่องบันทายสรีอย่างคล่องแคล่ว
พี่แกเป็นงานจริงๆนะ

ปราสาทที่นี่ไม่มีการทำของใหม่ขึ้นมาเลย
ที่เห็นอยู่นี่คือของเก่าล้วนๆ

รูปคู่

อีกอย่างหนึ่งที่พบเวลาแวะสถานที่ท่องเที่ยวในเสียมราฐนี้
ก็คือให้สถานที่ดู primitive ยังไง
ก็จะมีชาวบ้านถือกล้องดิจิตอลถ่ายรูปหน้าพวกเราแต่ละคน
แล้วก็เอาหน้าอันอวบอืดของเราไปยัดลงในจาน ในกรอบรูป เป็นที่ระลึก
ทำโดยคอมพิวเตอร์ในกระต๊อบเล็กๆแถวๆนั้น
เราก็ไม่เคยสนใจ จะเอาหน้าเราไปเหยียบย่ำอย่างไรก็ตามใจท่านเถิด ไม่ซื้อโว้ย
เงินมันจะไม่กระเด็นออกจากกระเป๋าข้าพเจ้าเพื่อแลกกับจานที่มีรูปอืดๆอย่างเด็ดขาด

ศิลาจารึกภาษาขอมโบราณ
ที่มีเกร็ดอันน่าชื่นชม
นั่นก็คือ พระเทพฯของเราท่านทรงสามารถอ่านได้แจ้งทุกประโยค
ตั้งแต่ขอบบนจนถึงขอบล่าง

คนที่นี่ชื่นชมพระเทพฯกับพ่อหลวงมากเลยนะ
ได้ฟังแล้วก็ปลื้ม
ถึงการเมืองไทยมันจะสุดแสนน้ำเน่าก็เหอะ
ก็ยังมีเรื่องดีๆอีกมากมายในเมืองไทย
ที่คนต่างบ้านต่างเมืองเราก็ช่วยรักด้วย

แต่ละหน้าบันจะประกอบด้วยเรื่องราวหลายๆอย่างในศาสนาพราหมณ์
ฟังแล้วลืมแล้ว แต่สนุกนะ ว่าว่างๆจะไปหาอ่านอยู่เนี่ย
พี่วุฒิบรรยายได้น่าสนใจอะ
ให้ความรู้สึกเหมือนฟังตำนานเทพกรีกอะ

ถ่ายคู่กับหิน

แอบอยู่ในรู

แล้วก็กลับ ดูตะวันตกดินในรถ

ซีนในเขมรนี่
มีหลายๆซีนนะ ที่รูปภาพมันบอกเรื่องราวของตัวเอง
แต่ให้บรรยายเป็นคำพูด มันก็บรรยายไม่ถูก
รู้แต่ว่า พอดูภาพแล้ว เออ มันมีเรื่องราวอะ
ยิ่งรู้สภาพ ความเป็นไปของประเทศนี้แล้ว
ภาพๆหนึ่ง มันยิ่งบอกอะไรมากมายนัก

เตรียมตัวไปทานข้าว ก็ถ่ายรูปรอไปเรื่อยเปื่อย
ก็โรงแรมสวยง่ะ อิอิ

ออกไปถ่ายรูปหน้าโรงแรม

โฆษณาโนวเกี้ย

โรงมหรสพข้างโรงแรม
ถนนในเมืองเป็นอะไรที่ไม่ค่อยน่าเดินเท่าไหร่
เพราะว่าฝุ่นเยอะ
แต่มองอีกแง่นึงก็ เดินแล้วมันดี ชีวิตมีรสชาติ

กลับเข้ามาที่โรงแรม เขามีปาร์ตี้ริมสระน้ำกัน
อยากมีมั่งง่ะ
แอบชอบไอเดียเทียน

เย็นนี้ เราไปหม่ำๆบุฟเฟท์กันที่ร้านอาหารโตนเลสาป
(ชื่อร้านรวงธุรกิจแถวนี้ ไม่ค่อยจะหนีคำว่า อังกอร์ โตนเลสาป อัปสรา เลยอะ)
ก็มีการแสดงให้ดูนิดหน่อย
ดูจากรูปแล้วก็เห็นว่าจะหาอลังการเท่าเมื่อคืนนั้นไม่มี

เป็นร้านบุฟเฟท์ที่ใหญ่มาก
และคงจะรวมคนไทยที่มาเที่ยวเสียมราฐทั้งหมดมาอยู่ในนี้กระมัง
อาหารก็ไม่ได้ประทับใจอะไรเลย
คนก็เยอะ อาหารเลยพาลดูเละๆไม่น่ากินไปด้วย
แต่อาจจะตักผิดถาดก็ได้ เพราะก็เห็นผู้ใหญ่เขาบอกว่าอร่อยกัน

กลับห้องมา เจอของขวัญ

และคุกกี้เหมือนเดิม
ไอเจ้าคุกกี้มะพร้าวที่กินไม่หมดเมื่อวาน
ถูกแทนที่ด้วยคุกกี้ที่กินเรียบ
ถูกจายยย

จบแบบอิ่มๆไปอีกวัน
พรุ่งนี้จะเป็นวันเหนื่อยที่สุดในทริป
จะได้เดินปราสาทกันทั้งวัน