First Journey to Angkor – นครวัด นครธม วันที่ ๓
ปราสาทตาพรหม – ปราสาทบายน – ปราสาทนครวัด

เมื่อคืนมีคนไปเที่ยวผับขะแมร์กัน เลยกลับกันดึก ตื่นกันสาย
ถึงวันนี้จะนัดล้อหมุนตอน 9 โมง
จึงได้ออกจริงๆก็ปาเข้าไปเกือบสิบโมงแล้ว
ทำเอาหลายๆคนน็อก ไม่สามารถจะไปเดินปราสาทด้วยกันได้
รวมไปถึงพนักงานทัวร์ที่มาด้วยกันอีก
(จะมาทำไมวะเนี่ย)

เอ้า ไม่เป็นไร ยังไงก็ขำๆ มาพักผ่อนๆ ท่องไว้ ไม่ได้มาปักธง

ก็เลยได้ถ่ายรูปโรงแรมอีกนิดนึงก่อนที่จะออกเดินทาง

ที่แรกเราไปปราสาทตาพรหมกันก่อน
ซึ่งเป็นปราสาทที่อยู่คนละทางกับนครวัดนครธม
ที่ปราสาทนี่โด่งดังก็เพราะมาถ่ายหนัง
โดยเฉพาะเรื่อง ตู้มไรเด้อ

ปราสาทนี้ดั้งเดิมชื่ออะไรก็ไม่รู้
เป็นเพราะว่าศิลาจารึกที่มีบอกประวัติของปราสาท
ได้ถูกทำลายไปในสมัยของลูกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
ที่กลับมานับถือศาสนาพราหมณ์ หลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พลิกไปนับถือศาสนาพุทธ

ด้วยความที่ไม่รู้ชื่อปราสาท
แต่ไปเจอตาคนนึงกำลังเก็บกวาดปราสาทอยู่ด้วยความศรัทธา
ก็เลยให้ชื่อปราสาทตามตาคนนี้
ก็เลยเป็นปราสาทตาพรหมซะงั้นเลย

ปราสาทนี้ใหญ่โตมโหรทึกมาก
มีขนาดใหญ่กว่าสนามหลวงบ้านเราอีก
ประกอบไปด้วยกำแพงเมืองห้าชั้น
ชั้นแรกเอาไว้ให้ชนรากหญ้าอยู่ ทำกสิกรรมเลี้ยงคนในชั้นอื่นๆ
เลยมีพื้นที่กว้างใหญ่ซะมีไม่
ว่ากันว่าในสมัยที่ปราสาทยังไม่ร้างนั้น
มีประชากรอยู่ถึงสองหมื่นกว่าคนทีเดียวเชียว

ภายในบริเวณปราสาทจะมีธรรมศาลาอยู่เป็นระยะ
เพื่อให้คนที่เดินทางมาแสวงบุญได้พัก
นับได้ว่า ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น
พุทธศาสนานิกายมหายานรุ่งเรืองมากเลย
รายละเอียดอื่นให้ไปตามที่ไดมิ้งอีกตามเคย อิอิ

เดินเข้าไปใกล้ไฮไลท์ของปราสาทเข้าทุกที
ซากปรักหักพังเยอะมาก
และแสงสวยด้วย

 

แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของปราสาท
ที่อาแปะอาอึ้มอาแหม่มอาฝรั่งรุมกันถ่าย
จนขี้เกียจถ่ายมั่งแล้ว แต่พี่พนักงานที่ไปด้วยกันเขาอาสาถ่ายรูปให้
ก็เลยได้รูปมาบ้างนิ

ปราสาทก็งาม ต้นไม้ก็งาม
แหล่มจริงๆ

ปราสาทใหญ่โตจนขนาดเดินตรงๆก็ยังงงๆว่าฉันอยู่ที่ไหน
เดินไปเดินมา ก็เจอไดโนเสาร์ซะงั้น

จบจากตาพรหม เราก็นั่งรถปุเลงๆไปที่ปราสาทบายน
ซึ่งถือเป็นปราสาทไฮไลท์ของนครธมกันต่อ

แดดกำลังเริ่มเปรี้ยง
โชคดีจริงๆที่เอาร่มไปด้วยนะเนี่ย
ไม่งั้นคงเดินเหงื่อตกกีบกว่านี้

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
เมื่อก่อนมองว่าน่ากลัว
ไปเห็นของจริงแล้ว สวยมากกว่าน่ากลัว

ปราสาทนี้ก็น่าอยู่นานๆ แต่อยู่ไม่ไหว เพราะคนเยอะ ร้อน
แต่มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะมากๆ ไม่แพ้ที่อื่นเลย

อลังการ และออริจินัล มากๆอะ
นครวัดนครธมนี่

ภาพสุดท้ายที่บายน

ภายในบริเวณนครธมมีพระพุทธรูปเก่าแก่กว่าปราสาทอยู่ด้วยบางองค์
ก็ไม่วายที่จะวิ่งไปไหว้ซะหน่อย
มีพระพุทธรูปที่ไหน ก็มีความเย็นใจที่นั่น

แล้วคณะเราก็ออกไปทานข้าวกันก่อน
ก่อนจะกลับมาเพื่อไปยังไฮไลท์ของทริป นั่นคือปราสาทนครวัดนั่นเอง
มื้อนี้เราไปทานอาหารพื้นบ้านเขมรกัน
ทำให้เราเจอของโปรดอีกอย่าง
ยำหัวปลี จานนี้ นี่เอง

ผัดผักบุ้งก็โอเคนะ
ทริปนี้ไม่ค่อยเน้นอาหารเท่าไหร่ เอาแค่นี้โนะ

มานครวัดกันดีกว่า
จะว่าทริปนี้เวลาดีก็จริง
เพราะไม่ค่อยได้ตากแดดเที่ยงเปรี้ยงปร้างเท่าไหร่
และรู้ว่าเวลาไหนควรไปปราสาทไหนถึงจะถ่ายรูปออกมาดีสุด
ยกเว้นตอนไปปราสาทบายน
กว่าจะกินข้าวเที่ยงเสร็จ ก็ปาเข้าไปบ่ายสองกว่าๆแล้ว
เราจึงมาถึงปราสาทนครวัดในเวลาบ่ายสาม
แดดก็เริ่มจะคล้อย
ไปดูกันเลย

ทางเข้าปราสาท ข้ามคูน้ำขุดด้วยแรงคนรอบปราสาท
มีความกว้าง 200 เมตร

เขาว่าต้นตาลขึ้นเองตามธรรมชาติ
มิได้จัดฉากแต่อย่างใด?

มีพระนารายณ์ต้อนรับอยู่ข้างหน้า

แสงสวย ลายสวย อีกแล้ว

ที่นี่จะมีนางอัปสราที่ต้องไปเจออยู่ประมาณ 4 ตน
ตนแรก นางอัปสรายิ้มยิงฟัน ปรกตินางอัปสราจะไม่เปิดปากเลย
ตนสอง นางอัปสราโนบรา ไม่รู้เหมือนกันว่าตนไหนโนบรา
เห็นว่าโนบราไปหมด ก็เอาเป็นว่าตนที่โดนลูบเยอะๆเป็นตัวแทนก็แล้วกัน
ตนสาม นางอัปสรากินไอติม
ตนสี่ นางอัปสราลิ้นสองแฉก
ส่วนตนที่ห้าที่เพิ่งรู้ก็คือ นางอัปสราเซเลอร์มูน 555

มาเจอที่ตนแรกเลย อยู่ที่ทางเข้ากำแพงชั้นแรก
รายละเอียดนี่สวยงามดีจัง

ทะลุกำแพงชั้นแรกแล้วก็จะเห็นปราสาทนครวัดอยู่ตรงหน้า

ปราสาทนี้มีทั้งหมดห้ายอด ตามความเชื่อทางศาสนา
ใกล้ๆหน้าปราสาทจะมีบึงน้ำอยู่
สามารถถ่ายรูปมุมบังคับได้ดังนี้

แล้วก็กระโดดท่าบังคับได้อย่างนี้
อะไรจะลันล้าขนาด

ในนี้ก็มีการแกะลวดลายที่ไม่แพ้ที่อื่น
มีความชัด ลึก หลายระดับ เช่นกัน

ที่กำแพงรอบนครจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระนารายณ์ทั้งหมด
ตรงที่เป็นไฮไลท์ก็เห็นจะเป็นตรงที่เป็นฉากกวนเกษียรสมุทรทำน้ำอมฤตนี่แหละ

คาดว่าอัปสราโนบราที่กล่าวถึงกัน คงจะเป็นตนนี่ไม่ผิดพลาด

ทำตัวเบลอๆเหมือนในนิตยสารอินทีเรียร์ของฝรั่ง

มาถึงข้างในเกือบสุดของปราสาทแล้ว
เหลือแต่ปีนขึ้นไปข้างบน ซึ่งตอนนี้เขาไม่ให้ปีน
มีนักท่องเที่ยวนั่งเกลื่อนกลาด

เธอเห็นเซเลอร์มูนนั่นไหม

เซเลอร์อะไรบ้างเนี่ย บนหัว

ใหญ่โตไม่ใช่ย่อย

อัปสรากินติม (จริงๆคงจะเป็นคันฉ่องกระมัง)

ขากลับแล้ว หันกลับไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
คลาสสิคๆ แหล่มๆ

แล้วก็เดินไปที่ทุ่งหญ้า เพื่อได้รูปปราสาทที่แตกต่างออกไป

สี่โมงเย็นครึ่ง ก็ได้ขึ้นรถ
จริงๆแล้วเรามีโปรแกรมไปดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาเค็งกันต่อ
แต่ไกด์บอกว่า ไปก็ได้ แต่เมฆเยอะ จะบังหมด ขึ้นไปเหนื่อยๆแล้วไม่เห็นจะเสียเที่ยว
ลำพังเราเองน่ะอยากขึ้น ไม่เห็นพระอาทิตย์ก็ยังเห็นปราสาท
แต่คนอื่นคงไม่อยากขึ้นกันแล้ว
ก็ยังไงก็ได้ เราก็พอใจสำหรับทริปวันนี้แล้วล่ะ

 

 

First Journey to Angkor – นครวัด นครธม วันที่ ๔
ศูนย์วัฒนธรรมเขมร – ตลาดซาจ๊ะ

วันนี้ตั้งใจตื่นสายกว่าเมื่อวาน
(เรื่องอย่างนี้ยังต้องตั้งใจกันด้วยวุ้ย)
ก็เลยตื่นจริงๆแบบลุกจากเตียงประมาณแปดโมง

แล้วก็เอ้อระเหยไปทานข้าว
ไปนั่งทานตรงด้านนอกร้านอาหาร ตรงทางเดิน
ชิลซะไม่มีอะ ดูเป็นวิสัยผู้ดีเกินจะรับได้ อิอิ

กิ๊กเขาว่าเป็นอาหารสามัญของชาวเขมร
(ก็คงจะหลังจากถูกฝรั่งเศสยึด
เบื่อฝรั่งเศสจัง แต่ก็ยังอยากไปเที่ยวฝรั่งเศสอยู่)

ชอบน้ำผึ้งในโรงแรมนี้มาก
เพราะมาเป็นรังผึ้งเลยแล้วตัดเอา
มันเลยรู้สึกว่าสด หอม หวาน ซะไม่มี

ทานข้าวเสร็จ ก็ขึ้นห้องไปอีก
ขัดๆเขียนๆอะไรไปตามเรื่องไป นั่งดูสตอเบอรี่ชีสเค้ก กับผู้กองเจ้าเสน่ห์ไป
ดูไปดูมา ก็สิบเอ็ดโมงซะงั้น

เริ่มรั่วรับอรุณ

แล้วรถก็มา
จุดหมายแรกที่เราไปก็คือ ทานข้าวกลางวัน 0_o!
ก็เพิ่งกินมาเองนี่นา แต่ก็หยวนๆล่ะ
ดีที่ตรงที่ไปเป็นบุฟเฟท์ และมีบุฟเฟท์สุกี้น้ำด้วย
ก็เลยได้ทานอะไรเบาๆร้อนๆดี
รสชาติไม่ต่างอะไรเลยกับสุกี้น้ำเมืองไทย

แล้วเราก็อืดๆไปที่ศูนย์วัฒนธรรมเขมรกัน

มีห้องหุ่น (ขี้ผึ้ง) ด้วย
ดูแล้วคิดถึงพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งบ้านเรา
แหล่มกว่ากันเยอะ น่าไปเยือนอีก

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดูแล้วก็ไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเท่าไหร่เลย
เพราะไม่มีคำบรรยายใดๆสักคำให้ลึกซึ้ง
ก็เลยได้แต่ดู แล้วก็จิ้นไปตามความเข้าใจตัวเอง

ที่นี่มีเมืองจำลองให้นั่งรถดูด้วย
ก็ไม่ได้มีอะไรประทับใจนัก
ทำให้อยากไปเมืองโบราณง่ะ
เอ๊ะ บ้านเรานี่ที่น่าเที่ยวเยอะเนอะ

เสร็จจากที่นี่
เราก็พากันมาที่ตลาดซาจ๊ะ เพื่อซื้อของพื้นเมือง
แต่ดูแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรซื้อเท่าไหร่
ของพื้นเมืองจริงๆที่น่าซื้อก็ไม่ได้มีแตกต่างกับของไทย
มาอยู่สี่วัน บางทีก็แวบๆคิดว่า
น่าจะรวมเป็นประเทศไทยเหมือนเดิม
ครั้งก่อนที่ฝรั่งเศสจะเสร่อมายึดนะ
เพราะอะไรๆก็ดูไม่ค่อยต่างจากบ้านเราเลยอ้ะ

ในบางครั้งที่เราเห็นว่าประเทศนี้เขาก็พยายามโปรโมทว่า
เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมงดงาม สถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง
ดูแล้วก็ช่างขัดแย้งกับสภาพความเป็นอยู่ของคนของเขาในปัจจุบันเอาเสียมากๆ
ทั้งที่ก็ยอมรับว่าเมื่อก่อนมันก็คงจะงดงามจริงๆแหละ
แต่ด้วยฝีมือของผู้นำประเทศ ทั้งต่างประเทศและในประเทศ
ที่เอาแต่ผลประโยชน์ของตัว มันก็ทำให้คนทั้งประเทศต้องตกอยู่ในภาวะเช่นนี้

พี่วุฒิ (เขาอายุสี่สิบกว่าน่อ แต่ดูแก่เพราะผ่านอะไรมาเยอะมาก) เขาก็บอก
ว่าคนกัมพูชานี่ สมกับเป็นคนกัมพูชาจริงๆ เพราะว่ามีกรรมจริงๆ
แม้จะเป็นคำบอกเล่าที่ติดตลก แต่ก็ฟังดูเป็นตลกที่เสียดสีอย่างมาก
แล้วก็ทำให้รู้สึกว่า คนไทยนี่มันสบายจริงๆ สบายจนเคยตัว ไม่รู้ว่าลำบากจริงๆคืออะไร

เรากับกิ๊กใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการเดินตลาดซาจ๊ะ
ก็ไม่รู้ว่าจะดูอะไรต่อแล้ว
ก็เลยเดินๆหาที่นั่งเล่น
ก็ได้มาที่นึง ราคาเครื่องดื่ม อาหาร แพงน่าดู
คงเอาไว้รับฝรั่งโดยเฉพาะ

น้ำส้มคั้นมาแล้ว
ชอบที่ยังมีเนื้อส้มเป็นเม็ดๆอยู่เต็มเลย

ขนมหวาน ชื่ออะไรไม่รู้
คือ สัปปะรดกับแตงโม ราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำด้วยกะทิ
และน้ำผึ้งจากพนมกุเลน (ในเมนูเขาเขียนอย่างนี้จริงๆ)
ไอเราก็ไม่รู้ว่าแล้วทำไมต้องน้ำผึ้งจากพนมกุเลนไม่ทราบ
ก็ก้มหน้าก้มตาทานไป
ราคาเอาเรื่อง แต่ดีที่มาไม่เยอะ เพราะก็คงจะทานไม่หมด

ลูกครึ่งฝรั่ง-เขมร ที่มายืนหน้าร้าน
ก็ถ่ายมาซะงั้น

บรรยากาศรอบๆตลาดซาจ๊ะ

แล้วก็ทานอาหารเย็น เป็นมื้อเขมรอีก
ก็ดีเพราะได้ทานยำหัวปลีอีกแล้ว
ปลาที่นี่ก็เนื้ออร่อยดีนะ
แต่บางชนิดก็ก้างเยอะ

อิ่มแล้ว(อิ่มอีก) ก็มาที่สนามบิน เตรียมตัวกลับบ้านซะที
เวลาผ่านไปเร็วเหมือนกันนะเนี่ย

ด้านนอก

โถงเช็คอิน

พนักงานทัวร์คนนั้นก็ยังทำความประทับใจจนจบทริปจนได้
จากเรื่องพาสปอร์ต ภาษีสนามบิน เรื่องเดิมๆ
ไม่รู้บริษัททัวร์ปล่อยมาได้ยังไง คนเดียวอีกต่างหาก
นี่ถ้าไม่ได้กลุ่มพนักงานจาก Supplier นี่ คงกร่อยกว่านี้เยอะ

แต่ถ้าให้สรุปรวมทั้งทริป ก็ยังเป็นทริปที่โอเคอยู่นะ
พนักงาน Supplier ดูแลดี โรงแรมดี ไกด์เขมรดี ปราสาทดี
ก็ถือว่ามาพักผ่อน ไม่คิดมาก ก็ยังมีความสุขกับสิ่งที่ดีๆอยู่ตรงหน้ากันได้นะ

และแล้วก็ขึ้นเครื่อง
มาเที่ยวทริปนี่ เท้าไม่ได้เหยียบงวงช้างเลย
เหยียบแต่พื้นรถบัส แล้วก็พื้นลานจอดเครื่องบิน

อาหารมื้อสุดท้ายในทริปนี้
(แล้วก็เก็บไว้ให้คนอื่นอยู่ดี)

ลงเครื่องสี่ทุ่ม
กว่าจะถึงบ้านกว่าจะอะไรก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่า
กลับมายังมีอะไรให้รอทำอีกหลายอย่างเลย