.

เนื่องด้วยมีคนรีเควสท์มหากาพย์ตอน 0 ว่าด้วยเรื่องการขอแต่งงาน
เราก็อยากจะเขียนอยู่ล่ะนะ แต่มันไม่มี material ให้เขียนนี่อะซี่
ชีวิตจริงช่างไม่ค่อยมีโหมดดราม่า ฉากหลั่งน้ำตา อะไรงี้
สองคนบวกทางบ้าน ตกลงว่าถึงเวลาแต่งงาน ก็แต่งงาน
ถามว่าอยากมีซีนอย่างนั้นในชีวิตไหม ก็ตอบตามตรงนะ ว่าอยาก
แต่ถ้ามันไม่มี ก็ไม่เป็นไร
ให้รู้ไว้ว่า ยังไงเราก็เต็มใจใช้ชีวิตที่เหลือด้วยกัน อะกี๊ยๆๆ ค้วกเคี้ยก
(รู้สึกตัวเองจะคล้ายมาดามมดเข้าไปทุกวัน)

คู่ไหนที่ไม่มีซีนขอแต่งงานจากผู้บ่าว ก็อย่าน้อยใจไป
(น้อยใจเล่นๆ ไซโคเป็นระยะได้ อย่าจริงจัง)
เรามาดูความดีที่ผู้บ่าวสั่งสมมาดีกว่า
อย่างพี่หมี ทุกครั้งที่เราไปวัดไปวา หรือที่ไหนต้องถอดรองเท้า
พอออกมา พี่หมีก็จะออกมากลับรองเท้าเราให้สะดวกกับการใส่
และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พี่หมีทำให้สม่ำเสมอ
เวลาเห็นเขาทำให้อย่างนี้ทีไร
ก็เหมือนเขาขอแต่งงานเราอยู่เรื่อยๆอยู่ละ ^^

.

เหตุผลที่คนเราแต่งงานกัน มันไม่ใช่เพราะว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอแต่งงาน
แต่มันก็ต้องเป็นเพราะว่าต่างฝ่ายต่างรักกัน
อยากสร้างครอบครัวร่วมกัน และจะอยู่กันไปตลอดชีวิต ต่างหาก สินะ

.

.
ลืมบอกงบประมาณคร่าวๆของซินแสไป
มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนเหยียบหลักหมื่น
อันนี้แล้วแต่ความพึงพอใจก็แล้วกัน

จะว่าไป เรื่องของงานแต่ง มันก็เรื่องของความพึงพอใจทั้งนั้นล่ะนะ

.
เอ้า เรามาเข้าตอนที่สองกันดีกว่า

.

.
ตอนที่ ๒
ว่าด้วยเรื่อง สถานที่

.
โล่งใจกับฤกษ์ที่ได้มาแล้ว
(ทำไมหลังจากนั้นรู้สึกพี่หมีจะดี๊ดาออกหน้าออกตาอย่างน่าหมั่นไส้ก็ไม่รู้)

เราก็มา Brainstorming พร้อมกับเตรียมจองสามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฮกลกซิ่ว กันได้เลยตั้งแต่เนิ่นๆ

ฮกลกซิ่วที่ว่านั้น ได้แก่

1. สถานที่จัดงาน หัวใจอีกดวงหนึ่งของงาน คงไม่ต้องบอกว่าทำไม
2. ช่างกล้อง จะประทับใจหรือเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ก็คนนี้
3. ช่างแต่งหน้า คู่อาฆาต จะประทับใจหรือเป็นตราบาป ก็คนนี้เช่นกัน 55555

ในตอนนี้ เราขอพูดถึง ฮก คือ สถานที่จัดงาน ก่อนละกัน
ส่วน ลก กับ ซิ่ว ขอยกไปตอนหน้า จะได้ไม่ยืดยาวกันเกินไป

.

.
กาลเทศะ มาจากคำว่า กาละ ที่หมายถึง เวลา
และคำว่า เทศะ ที่หมายถึงสถานที่
มาเจ๊อะ มาพบ มาคู่กันกลายเป็นคำเดียว

.

อันคำว่า กาลเทศะ เป็นคำเดียวกันฉันใด
เวลา กับ สถานที่ ก็ต้องมาด้วยกัน ทูอินวัน ราวกับหยินหยาง
ราวกับกิ่งทองใบหยก ราวกับราวตากผ้ากับไม้หนีบผ้า ฉันนั้น
เพียงแต่ กาละ มาก่อน เทศะ
เรื่องฤกษ์ เรื่องเวลา จึงจำต้องมาก่อนสิ่งใด กลายเป็นตอนที่ ๑ ไปแล้ว เอวังไปครั้งก่อน

.

.
สถานที่จัดงานแต่ง
หมายถึง สถานที่ที่จะจัดพิธีแต่งงาน และ งานเลี้ยงแต่งงาน
ซึ่งมันก็มีปัจจัยในการเลือกอยู่ในที่นี้ 4 ประการด้วยกัน

.
1. ฤกษ์เขาว่าไงนะ

.

ฤกษ์ในแต่ละที่ที่ให้มา จะมีความแตกต่างทางด้านรายละเอียด
บางที่ให้มาเยอะ และกำหนดเป๊ะๆ บางทีให้มาชิลๆ
หลักๆก็คือ ฤกษ์ปูเตียง สวมแหวน และส่งตัว

ถึงแม้ว่าเวลาเรานึกถึงงานแต่งงาน เราจะนึกถึงภาพงานเลี้ยงเป็นหลัก
แต่จริงๆแล้ว ที่สำคัญกว่า และถือว่านั่นคือการแต่งงาน
นั่นก็คือ พิธีแต่งงาน กระบวนการเหล่านี้นี่แหละ ที่ต้องมีฤกษ์กำหนด
ส่วนงานเลี้ยง มันก็คือการประกาศให้ชาวบ้านชาวช่องรู้ว่า
เค้ามีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วนะตัว อะจี๊ยๆๆ
ซึ่งปรกติชาวบ้านเขาจะจัดกันหลังจากได้ทำพิธีไปแล้ว
ใครจัดงานเลี้ยงก่อนพิธีแต่ง ก็คงจะฮาแปลกๆอยู่เหมือนกัน

วันเวลาในฤกษ์ มีส่วนในการตัดสินใจด้านสถานที่เสมอๆ
เช่น ถ้าได้ฤกษ์สวมแหวนตอนตีสี่ แขกที่ไหนจะมา ขนาดญาติยังไม่ค่อยอยากตื่น
ก็ตัดความเป็นไปได้ว่าจะเชิญแขกได้เยอะๆตอนทำพิธีออกไปเลย
หรือถ้าได้ฤกษ์เวลาเย็นหรือบ่าย
ก็ทำให้จัดงานเลี้ยงในวันนั้นไม่สะดวกแล้วเพราะจะแทบทำอะไรไม่ทัน
ซึ่งแน่นอน ถ้าเป็นฤกษ์กำหนดเองเออเอง ไม่มีทางจะกำหนดเวลาแบบนี้
ก็จะสะดวกในการจัดวันเวลาตามใจชอบมากกว่ากันแยะ

.

.

2. ความชอบ

.

ในที่นี้คือ แยกงาน รวมงาน รวมวัน แยกวัน
เพราะว่า งานเลี้ยง ไม่จำเป็นต้องอยู่วันเดียวกับวันที่ทำพิธีแต่ง(หมั้น)
คงนับระดับเยอะได้ประมาณนี้

มินิมัลลิสต์
เอาฤกษ์ไปจดทะเบียนอย่างเดียว พอ จบ
ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆสักคำให้ลึกซึ้ง
ปิดบล็อกมหากาพย์นี้ไปได้เลย ขอให้โชคดี มีกะตังอยู่ครบ

ทำพิธี แต่ไม่มีเลี้ยง
ทำพิธีให้ถูกต้องเพื่อความสบายใจและเป็นทางการของทั้งสองบ้าน
ไม่ต้องมีเลี้ยงป่าวประกาศ พอเพียงแค่นี้
อย่างนี้สถานที่เดียวจบ

ทำพิธีเสร็จ เลี้ยงเลย
ถ้าคิดว่าคนจะมาเยอะ และจะไม่ยืดงาน จะปล่อยแขกไปมีชีวิตของตัวเองเร็วๆ
เสร็จพิธีก็เลี้ยงได้เลย แล้วก็จบกัน
อย่างนี้สถานที่เดียวก็จบเหมือนกัน

ทำพฺิธีเช้า เลี้ยงเย็น
สามารถทำพิธีเช้าได้ ขมวดจบภายในเที่ยงได้ แต่อยากเยอะขึ้นมาอีกหน่อย
ซึ่งสถานที่เช้า กับสถานที่เย็น จะเลือกให้เป็นที่เดียวกัน หรือคนละที่ก็ได้อยู่
แค่ต้องไม่ไกลขนาดคนละโลก คนละจังหวัดเท่านั้น

ทำพิธีหนึ่งวัน เลี้ยงอีกวัน – จะแถมเลี้ยงหลังพิธีอีกก็ได้
มักจะเป็นในกรณีที่เวลาฤกษ์มันไม่ค่อยอำนวยให้ยัดทุกอย่างได้ในวันเดียว
หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปมาระหว่างบ้านเจ้าสาว-เจ้าบ่าว เพราะอยู่ไกล
สถานที่ก็มักจะไม่ใช่ที่เดียวกัน
หรือยังจะเป็นที่เดียวกันก็ได้ ถ้าสถานที่เกิดประทับใจจ๊อดมาก

ทำพิธีหลายวัน เลี้ยงอีกหลายวัน
มักจะเป็นในกรณีที่แต่ละบ้านมีพิธีในแบบตัวเอง ซึ่งมักจะอยู่คนละพื้นที่ด้วย
เช่น คนจีนแต่งงานกับคนภาคเหนือ ก็อาจจะทำพิธีทั้งแบบเหนือ และแบบจีน
(ตอนไปดูฤกษ์ ก็คงต้องระบุด้วยว่าจะให้พิธีไหนสำคัญเป็นเอก
หรือให้ซินแสดูมันทั้งหมดเลย)
และที่ต้องเลี้ยงหลายวัน ก็เพราะมีแขกแยกพื้นที่กัน ไม่สะดวกในการเดินทาง
แน่นอน ต้องมีมากกว่าหนึ่งสถานที่อยู่แล้ว

.
ส่วนตัวฤกษ์สวมแหวนเราอยู่ที่ 7 โมงเช้า – 9 โมงเช้า
ส่งตัว 9 – 11 โมงเช้า
ถ้าจะจัดงานเย็นในวันเดียวกัน มันจึงเป็นไปได้
เพราะมีเวลาช่วงบ่ายมากพอที่จะเตรียมตัวโบ๊ะสำหรับงานเย็น
.

ตามธรรมเนียมจีน หลายๆบ้านมักจะแยกวันพิธีหมั้นกับงานเลี้ยง
แต่เราพิจารณาว่า วันเดียวจบ ครบกระบวนความ
มันก็ทำให้เราเตรียมตัวและนัดแนะอะไรรอบเดียวพอ
จึงมีทางเลือกในช่วงต้นไว้สองทาง ก็คือ
พิธีเสร็จเลี้ยงเลย กับ พิธีเสร็จเย็นต่องานเลี้ยง
ซึ่งทางเลือกแรก ก็สถานที่เดียวจบ
ทางเลือกที่สอง จะที่เดียวหรือสองที่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก็ได้

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องจะจัดอะไรช่วงไหนบ้าง
ก็คือรูปแบบการจัดงานแบบคร่าวๆที่เป็นไปได้สำหรับคู่ตัวเอง
เช่น โต๊ะจีน หรือค็อกเทล ในสวน หรือในห้อง ในจังหวัด หรือจังหวัดอื่น
เพราะนั่นจะช่วยให้ scope ทางเลือกสถานที่ให้แคบลงไปอีก
รวมไปถึงตีมงาน ซึ่งจะเขียนถึงในตอนต่อๆไป

.

.
3. แขกอะแขก เชิญเท่าไหร่ ธรรมชาติของแขกเป็นอย่างไร

.

จำนวนแขกเป็นสิ่งที่สำคัญสุดสุด เพราะแขกทุกคนเป็นสสารต้องการพื้นที่
ถ้าพื้นที่เล็กไป ก็แน่นอน สสารที่เรียกว่าแขกบางคนจะไม่มีที่อยู่
ถ้าพื้นที่กว้างไป ก็แน่นอน สสารในกระเป๋าตังของเราจะหนีหายไปเกินกว่าเหตุ

จำนวนของแขกในที่นี้ ไม่ต้อง 346 คน 598 คน อะไรงี้
เอาแค่คร่าวๆก็ยังได้ ว่าจะเชิญไม่เกินกี่คน
จะเชิญเพื่อนฝ่ายไหนบ้าง ก็รวบรวมประเมินคร่าวๆก่อน
อย่างน้อยก็ต้องมีตัวเลขกลมๆบ้างล่ะน่าว่าน้อยสุดกี่คน – มากสุดกี่คน
100, 300, 500 บางทีต่างกัน 100 ก็มีความแตกต่างด้านแพ็กเกจโรงแรมเยอะเหมือนกัน
ก็กำหนดคร่าวๆเป็นช่วงจำนวนน้อยสุดมากสุดไปอย่างที่บอก

การที่เราจะประเมินคร่าวๆว่าแขกกลุ่มไหนกี่คน
ง่ายกว่า จะเชิญแขกกลุ่มไหนบ้าง นิดหน่อย
เพราะเมื่อลงจำนวนรายคน มันจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เยอะ
แต่การที่จะตัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไปหรือเข้ามา มันมีผลมากกก
เมื่อตอนแรกๆที่เราประเมินแขก เราประเมินไว้จำนวนไม่เกิน 400 คน
แต่ไปๆมาๆ เมื่อผู้ใหญ่ตัดสินใจเชิญแขกอีกกลุ่มด้วย
จำนวนแขกมันจึงระเบิด และเมื่อจำนวนแขกระเบิด
มันก็ต้องมารื้อ requirement และข้อพิจารณาสถานที่จัดงานกันใหม่หมดเลย

.

พอได้จำนวนแขกแล้ว ก็จะมองเห็นสโคปของสถานที่ขึ้นมาทันใด
ไม่ว่าสถานที่หมูหมากาไก่อะไร มันต้องรองรับจำนวนแขกที่กำหนดได้

จากนั้นก็มาพิจารณาธรรมชาติของแขก เริ่มจากภูมิลำเนาก็เลย
ถ้าภูมิลำเนาแขกส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน (ห้ามเล่นมุก อินเดีย พาหุรัด ยกเว้นว่าแขกจริง)
การจัดงานแถวๆนั้น มันก็เมคเซนส์
นอกจากถ้าจำนวนแขกไม่เยอะและเป็นแขกพวกเฮไปไหนก็ไปได้
ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ในสถานที่ไกลบ้านมากขึ้น

ต่อมาก็คือ แขกส่วนใหญ่เป็นแขกวัยไหน
ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ ก็แน่นอน การเดินทาง การเดินไปเดินมาในงาน อึดไม่เท่าเด็กๆ
ถ้ามีแขกผู้ใหญ่มาก ก็เห็นใจพวกท่านนิดนึง
ควรพิจารณาความสะดวกในการเดินทาง จอดรถ และรูปแบบงานด้วย

.

สุดท้ายคือ แขกรสนิยมแบบไหน
จริงอยู่ว่า งานเรา ควรเอารสนิยมเราเป็นหลัก
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราจัดงานให้คนอื่นมางาน ไม่ได้จัดงานฉลองกันสองคน
แต่โดยทั่วไป งานแต่งนั้น ค่อนข้างเป็นงานที่ชูความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก
(และแขกมักจะจำได้แค่ว่า อร่อยหรือไม่อร่อย)
รสนิยมก็เช่น ถ้าเราชอบอาหารอิตาเลียน จัดมาแต่อิตาเลียนตามใจฉัน
แต่แขกที่มาเป็นผู้ใหญ่จีนๆไทยๆ ทานอาหารฝรั่งไม่เก่ง
แถมเป็นโรงแรมหรือ catering service ที่ไม่ถนัดอาหารจีนด้วย
ก็อาจจะทำให้ความประทับใจลดน้อยลงหน่อย

.

.

4. งบประมาณในใจ หรือในธนาคารก็ได้

.
โดยทั่วไป งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดในงานแต่ง ก็คือค่าสถานที่
(สินสอดไม่เกี่ยวนะ)
กระเป๋าจะฉีกหรือเปล่าก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ
เรามาดูประเภทสถานที่ที่คนปรกติทั่วไปเขาจัดกัน

.
บ้าน
ประหยัดงบค่าสถานที่ คือจุดแข็งของทางเลือกนี้
สามารถเอางบไปทุ่มกับการตกแต่งหรืออาหารแทน
หรือประหยัดไปได้บางส่วน ในกรณีที่จัดพิธีที่บ้าน
บ่าวสาวหลายๆคู่มักจะจัดพิธีส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่บ้าน
เพราะมันก็ตรงตามแบบแผนปฏิบัติกันมา และประหยัดงบด้วย
ไหนๆฤกษ์พิธีก็มักจะเป็นตอนเช้า คนก็ไม่อยากตื่น
ฉะนั้นพิธีก็อาจจะมีคนน้อยหน่อย
ข้อเสียก็คือ มักจะไม่เหมาะกับงานใหญ่ๆ แห่กันเป็นขบวนยาวๆ
เพราะที่จอดรถร้อยละเก้าสิบเก้าจุดห้าสี่ เป็นปัญหา
ขนาดไม่จัดงาน เวลาชีวิตปรกติ จอดรถทีก็ยังแทบจะตบตีกับเพื่อนบ้าน
ยกเว้นบางบ้านที่มีบริเวณกว้าง หรือจอดรถที่สาธารณะได้เยอะไม่มีปัญหา
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าบ้านไม่สวยจริง แต่อยากให้รูปออกมาสวย
ก็ต้องทุ่มค่าตกแต่งกันเยอะหน่อย
เพราะอย่างไร ช่วงพิธีจริงๆเป็นช่วงที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับคู่บ่าวสาวในการแต่งงาน
หาใช่งานเลี้ยงไม่ เพราะฉะนั้นจะมาตกแต่งป่วยๆแล้วงานเลี้ยงไปเริ่ดๆก็กระไรอยู่
ข้อเสียอีกอย่างของบ้าน ก็คือ
ทุกสิ่งอันที่เกี่ยวข้องกับงานแต่ง ต้องไปไล่ตามเช่าเขามา ซื้อมา จัดการเอง
ซึ่งก็จะยุ่งอีนุงตุงนังตังนิงชะอะเอิ่งเอยไปเรื่อย

.
โรงพยาบาลสงฆ์
โรงพยาบาลสงฆ์ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีแห่ขันหมาก แบสินสอด
มีแต่งานพิธีสงฆ์และหลั่งน้ำสังข์

จริงๆทางเลือกนี้ ยิ่งสะดวกไปกว่าการทำพิธีที่บ้านซะอีก ประหยัดอีกต่างหาก
(เริ่มต้นที่พันต้นๆเท่านั้น ถ้าไม่หลั่งน้ำสังข์ ถ้ารวมก็ไม่เกินหนึ่งหมื่น
อาหารเลี้ยงแขกก็คนละไม่กี่สิบบาท)
เพราะพิธีกร ก็มี เชี่ยวชาญพิธีกันสุดๆ และอุปกรณ์ทั้งหลายในช่วงหลั่งน้ำสังข์ ก็ครบ
พระ ก็มีให้พร้อม วันสต๊อปเซอร์วิสกันเลยทีเดียวในราคาที่ประหยัดหลายๆ
นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ
สำหรับผู้ที่ต้องการทำพิธีไทยสบายกระเป๋าเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกหลาน
และมีทั้งแบบสมรสหมู่ (เอ่อ หมายความว่า ทำพิธีพร้อมกันหลายคู่น่ะนะ)
และสมรสห้องเดี่ยวไม่เกี่ยวกับใคร
เหมาะสำหรับคนญาติไม่เยอะเท่าไหร่ (ไม่เกิน 30 คน)
และต้องการความถูกต้องในแบบพิธีสงฆ์ อุปกรณ์ครบครัน ประหยัด
โดยที่เราก็สามารถประโคมแต่งตัวได้เหมือนเดิม โกยเอาช่างภาพไปถ่ายปรกติ
ข้อเสียหลักๆของที่นี่ก็คือ คิวเต็มเร็วม้ากกก ต้องรีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ
และไม่มีห้องแต่งตัวแต่งหน้า ต้องเรียบร้อยมาจากบ้านแล้ว
ข้อเสียอีกอย่างคือ วิวข้างนอกก็ไม่มีอะไรให้ถ่ายสวยๆเท่าไหร่

ที่นี่ก็เป็นที่แรกๆที่เรานึกถึงตอนหาสถานที่เหมือนกัน
แต่ไปๆมาๆ ไม่เข้าข่ายหลายอย่าง และพฺิธีเราจำเป็นต้องเวิ่นเว้อกว่านั้นเยอะ
ก็เลยไม่ได้ใช้บริการ อดประหยัดงบเลยสินะเรา

.

ที่สาธารณะที่ปรกติไม่ได้มีบริการจัดเลี้ยงเป็นของตัวเอง
เช่น สนามกีฬาโรงเรียน หอประชุมที่ปรกติไม่ได้ใช้จัดงานเลี้ยงเป็นประจำ
ศาลาว่าการจังหวัด สโมสรหมู่บ้าน และอื่นๆ ที่ดูมีพื้นที่เหมาะสม
ข้อดีก็คือ สามารถเช่าพื้นที่ในราคาที่ถูกๆได้ (ตั้งแต่ไม่กี่พันบาท เฉพาะค่าสถานที่นะ)
สถานที่ไม่ค่อยซ้ำใคร และไม่ค่อยมีกฏอะไรมากมาย
ข้อนี้ จะดีกว่าบ้าน ตรงที่มีพื้นที่รองรับมากกว่า ทั้งห้องและที่จอดรถ
(ที่จอดรถนี่สำคัญนะ ไม่จำเป็นคนก็ไม่อยากแต่งตัวสวยๆชะเวิบๆขึ้นรถสาธารณะกันเท่าไหร่
ยิ่งผู้ใหญ่ๆที่เป็นผู้หญิงด้วย ท่านคงไม่นุ่งชุดราตรีนั่งมอไซจากบ้านไปขึ้นบีทีเอสไรงี้)

แต่ข้อเสียจะคล้ายๆบ้าน นั่นก็คือ ทุกอย่างต้องทำเองหาเองหมด
ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ฉาก บริกร และอื่นๆ ซึ่งอาจจะแก้ไขได้ด้วยการจ้างออแกไนเซอร์
แต่ก็นั่นอีก ถึงเขาจะทำให้เราในงบที่เขาว่าประหยัดได้
แต่คอมมอนเซนส์ของคนเรานั่นก็คือ เขามาทำงานหนักเพื่อเรา
และสิ่งที่เขาทำมันผ่านการเตรียมงานหลายวัน เขาคงไม่คิดค่าตัวแค่ไม่กี่พันหรอก ใช่ไหม
และด้วยสถานที่เหล่านี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อจัดเลี้ยง
จึงมักจะต้องทุ่มทุนในการตกแต่งสถานที่มากมายก่ายกอง

ยกเว้นว่าสถานที่นั้นจะสวยอยู่แล้ว (ซึ่งแน่นอน ไม่มีสถานที่สวยที่ราคาถูก นอกจากมีเส้น)
ทางเลือกนี้ จึงดูเหมือนจะประหยัด แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ประหยัดสักหน่อย
แต่ถ้าใครอยากจะได้ที่ๆไม่ค่อยมีคนจัดงาน ก็พิจารณาได้
หรือถ้าไม่อะไรกับการตกแต่งมาก ขอแค่มีที่จัดที่จุคนได้อย่างที่ต้องการ ก็โอเค

.

ที่สาธารณะที่ปรกติรับจัดเลี้ยง และโรงแรมสามดาว
เช่น ร้านอาหาร สโมสร บ้านไทย หอประชุม ศูนย์สัมมนา บ้านเจ้าสาว
เหล่านี้ มักจะราคาอัพขึ้นมา แต่ก็มักถูกกว่าโรงแรมสี่ดาวอัพแบบแทบจะครึ่งต่อครึ่งกันเลย
เช่น ถ้าโรงแรมสี่ดาวอัพคิดหัวละพันบาท สถานที่เหล่านี้ก็จะลดลงมาเหลือหัวละห้าร้อย (รวมอาหารขั้นต้นแล้ว)
สถานที่พวกนี้เขาก็จะมีบริการจัดเลี้ยงอยู่ในตัว อาหารมา บริกรมา
บางทีอาจจะมีเค้ก มีดอกไม้ มีการจัดฉากบริการให้ด้วย แตกต่างกันไป
ถึงไม่มีเป็นของตัวเอง สถานที่เหล่านี้ก็มักจะมี outsource ที่ผูกปิ่นโตกันประจำอยู่แล้ว
บางที่ ก็มีบริการตั้งแต่พิธีไทย แห่ขันหมากกันมาเลย จนกระทั่งจัดเลี้ยงเสร็จสรรพ
เช่น ร้านอาหารสวนทิพย์ ปากเกร็ด, บ้านหม่อมคึกฤทธิ์, บ้านเจ้าสาว, สยามสมาคม
ข้อเสียก็คือ บางที่จะไม่เป็นที่รู้จักของผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ไปไม่สะดวกเหมือนโรงแรมหลายดาว
หลายๆที่แม้จะเอ๊กโซติก แต่มีข้อจำกัดด้านที่จอดรถอีก
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ สถานที่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ จะไม่ได้สวยไปทุกมุมเหมือนโรงแรมดีๆ
อาจจะต้องใช้งบประมาณในการตกแต่งสถานที่มากกว่า ถ้าต้องการให้สวยในแบบเดียวกัน

.

จากประสบการณ์ สถานที่เหล่านี้บางที่เผลอๆเต็มไวกว่าโรงแรมดีๆอีก
ก็เพราะราคาที่จ่ายถูกกว่า ในสิ่งที่ได้พอๆกันนั่นแหละ
โดยเฉพาะวันที่ฤกษ์ดี (ซึ่งมักจะเป็นวันที่ซินแสให้)
ฉะนั้น ประมาทไม่ได้เลย เรื่องสถานที่ ถ้าไม่จำเป็น อย่าชิล เพราะเดี๋ยวจะชวด
อย่างที่เราชวดสโมสรทหารบก ที่วิภาวดีมาแล้ว

ตอนกลางๆปีเราได้ตัดสินใจจองสถานที่ทำพิธีเช้าไว้ที่สวนทิพย์ ปากเกร็ด
แม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่เดินทางไม่สะดวกเอาซะเลย และราคาการจัดสูงพอๆกับโรงแรมสี่ดาวอัพ
แต่ข้อดีของที่นี่อย่างอื่นกลบหมด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ บรรยากาศ การตกแต่ง อาหาร อุปกรณ์ ที่แสนจะเป๊ะ
และความครบครันที่แทบจะเดินตัวเปล่า(แต่ไม่เล่าเปลือย) เข้างานได้เลย
มั่นใจว่า ถ้าจัดงานที่นี่ ผู้ใหญ่ถึงจะบ่นตอนเดินทาง แต่พอเข้ามา ต้องประทับใจทุกคน

.

แล้วความมั่นใจเราก็สูญสลาย เมื่อปลายเดือนตุลาคม ได้ข่าวจากเจ้าของสถานที่ว่า
สวนทิพย์น้ำท่วมเต็มพื้นที่อยู่ ไม่สามารถฟื้นฟูได้ทันวันที่ 25 ธันวาคม อย่างแน่นอน
เมื่อนั้น เราก็เลยต้องหาที่ทำพิธีเช้าที่ใหม่ อย่างค่อนข้างกระทันหัน
(สำหรับการจองสถานที่จัดงานแต่งงาน เราถือว่า สองเดือนก่อนหน้า นี่มันกระชั้นนะ)
แต่ก็โชคดีที่ยังมีที่ว่าง และลงตัว นั่นคือ สถานที่เดียวกับงานเย็นนั่นเอง

.
โรงแรมสี่ดาวอัพ
มาถึงทางเลือกสุดท้ายท้ายสุดซะที
เพราะมันครบครัน มันสร้างมาเพื่อจัดงานเลี้ยงโดยเฉพาะ
ในที่นี่ ขอพูดถึงโรงแรมสี่ดาวอัพก็แล้วกันนะ
เพราะถ้าเป็นโรงแรมสามดาว การพิจารณาก็จะคล้ายๆทางเลือกด้านบน
ส่วนถ้าเป็นสองดาวกับหนึ่งดาว ก็คิดว่า คงไม่มีใครไปจัดอะนะ ^^”

.

โรงแรมสี่ดาวอัพมักจะอยู่ในทำเลที่ใครๆก็มาถึงได้สะดวก
และสถานที่สวยงามมากพอที่เอาเข้าจริงไม่ต้องแต่งอะไรมากก็ได้รูปถ่ายสวยๆได้
โรงแรมแบบนี้มักจะมีหลายห้องให้เลือกตามแต่จะชอบ บางที่รวมไปถึง outdoor ด้วย
อย่างที่โรงแรมไฮแอทเอราวัณ จะมีห้องจัดเลี้ยงอยู่สามห้อง
นั่นคือ เดอะเรสซิเดนท์ ซึ่งมีหลายๆห้องย่อยอารมณ์คล้ายๆบ้าน จุได้ 400 คน
เดอะแคมปัส จัดเหมือนเป็นแคมปัสเมืองนอก ลุคโมเดิร์นๆ จุได้ 200-300 คน
แกรนด์บอลรูม ห้องโถงใหญ่ หะรูหะราพอสมควร จุได้ราวๆ 800 คน
พวกโรงแรมเหล่านี้เขาจะมีห้องที่รองรับคนหลายขนาดอยู่แล้ว
และมีแพ็กเกจจัดเลี้ยงที่แตกต่างกันไปตามจำนวนคน และสไตล์การจัดเลี้ยง
เราต้องคำนึงด้วยว่า เราจะจัดเลี้ยงแบบไหน
สมมติว่าเป็นโต๊ะจีน ห้องก็จะจุคนได้น้อยลงอยู่แล้ว
จะยึดเอาว่าจุได้เท่าจำนวน capacity สูงสุดไม่ได้
และแพ็กเกจพวกนี้ แม้ว่าจะให้ครบ แต่คนมากจ่ายมาก ก็ได้มากกว่า
เช่น คนน้อยจ่ายน้อย ได้เค้ก 5 ชั้น คนมากจ่ายมาก ได้เค้กเป็น 7 ชั้น เป็นต้น
พวกข้อมูลโรงแรม จำนวนคนที่จุได้ และอารมณ์ของห้อง
สามารถดูในอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้วในรีวิวของเจ้าสาวที่ผ่านๆมา
รวมไปถึงในเว็บของโรงแรมเองด้วย

.

งบประมาณคร่าวๆในการจัดเลี้ยงที่โรงแรมสี่ดาว
เริ่มต้นงานเล็กๆไม่เกินร้อยคนก็น่าจะอยู่ที่ราวๆประมาณแสนห้า
200-300 คนขึ้นไป ก็เอา 1000 คูณจำนวนหัว ก็จะได้ตัวเลขเริ่มต้นคร่าวๆออกมา
ถ้าเป็นห้าดาว ให้เอา 1300-1500 คูณไปเลยโลด
ทั้งนี้ แต่ละโรงแรมก็มีจำนวนขั้นต่ำของแขกไม่เท่ากันอีกล่ะ ก็ลองเช็คกันดูนะ

.

แม้ว่าจะมีมาเป็นแพ็กเกจ แต่บางอย่างเราก็อาจจะเอาเข้ามาเสริมได้
แต่นั่นก็คือข้อเสียของโรงแรมเหล่านี้เช่นกัน (นอกเหนือไปจากความแพง)
เนื่องจากโรงแรมก็มักอยากให้ใช้บริการของโรงแรม ของๆโรงแรม
เราจึงอาจจะต้องเผชิญกับค่าเปิดขวด หรือค่าน้ำเข้า ซึ่งหนักหน่วงไม่เบาเลย

.

เราเลือกสถานที่จัดงานเลี้ยงที่แรก ก็คือ เดอะ เรสซิเดนท์ ไฮแอทเอราวัณ
เพราะไปหลายหนแล้วก็รู้สึกดี ทั้งสถานที่ ทำเล และอาหาร บรรยากาศเป็นกันเอง
โดยตัดสินใจจะทำพิธีเช้าแล้วเลี้ยงกลางวัน แล้วก็จบ
แต่พอต่อมา ทั้งฤกษ์เปลี่ยนแปลงไป
ฤกษ์เลื่อน ก็ไปชนกับคนที่เขาจองมาสองปีแล้ว โอ้วว กร้อด
เราว่า คนที่จองโรงแรมเพื่อจัดงานแต่งมากกว่าหนึ่งปีนี่ ต้องมั่นใจมากๆเลยว่าไม่เลิกกันแน่
เพราะการจอง ก็ต้องเอาเงินจำนวนหนึ่งมาวางด้วย
ก็ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาจองกันเนิ่นนานขนาดนี้
แต่ยังยึดติดกับห้องเรสซิเดนท์อยู่ ก็เลยจะเลื่อนเป็นงานเย็น
และพิธีเช้า ก็ตัดสินใจไปจัดที่สวนทิพย์แทน

.

.

.

ต่อมา จำนวนแขกระเบิด ทำให้เรสซิเดนท์ไม่สามารถจะเป็นห้องของเราไปได้อีก
จึงต้องเปลี่ยนเป็นแกรนด์บอลรูม แต่แกรนด์บอลรูมก็มีคนจองไว้ก่อนหน้าอีก
ก็เลยกลายเป็นเจ้า(บ่าวสาว)ไม่มีศาลชั่วคราว สะเปะสะปะไปแป๊บนึง
จึงได้ไปเจอกับโรงแรมเพนินซูลา ที่ยังว่างอยู่ ณ ขณะนั้น (6 เดือนก่อนแต่งงาน)
ซึ่งโรงแรมนี้ เราก็มีประสบการณ์ว่า อาหารดี สถานที่ดี ไม่แพ้กัน
และมี Foyer ห้องแกรนด์บอลรูมที่ไม่ใหญ่มาก ซึ่งบางคนบอกเป็นข้อเสีย
แต่เราเห็นว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เราไม่ต้องไปตกแต่งอะไรมาก ประหยัดงบลงอีก
และเราก็ตัดสินใจแทบจะทันที่ในวันแรกที่ไปคุยเรื่องงานว่า เอาตรงนี้ล่ะเว้ย

.

.

และแล้วท้ายสุด พิธีเช้า เราก็ต้องมาซบเพนินซูลาอีกเช่นกัน
และกลายเป็นข้อดีมากๆ นั่นคือ มีเวลาเตรียมตัวที่โรงแรมเยอะระหว่างวัน
ไม่ต้องรีบเก็บของไปไหน ทุกอย่างกองไว้ที่โรงแรมเดียวไปเลย
เสร็จพิธีเช้าแล้วก็นอนแผ่ตีพุงโลด

.

.

.
นอกจากปัจจัย 4 ข้างต้นแล้ว
มาดูแนวทางคร่าวๆในการเลือกโรงแรมสไตล์มะลิมะลิด้วยละกัน

.

อ่าน อ่าน อ่าน

.
ถ้าเป็นสถานที่ที่ปรกติจัดงานเลี้ยงอยู่แล้ว ก็ไม่ยากที่จะเจอข้อมูลในเน็ต
ให้อ่านเพื่อมีข้อมูลคลุมๆคร่าวๆไว้ว่าที่ไหนเป็นยังไง ทั้งหน้าตา และประสิทธิภาพ
แต่ถ้าผ่าอยากจัดตรงที่ไม่เคยมีใครไปจัด หรือนานๆทีมีจัด ก็ต้องทำการบ้านเยอะหน่อย
และควรจะเป็นคนที่รักเพื่อนนิดนึง แบบ เวลาเพื่อนแต่งงานก็ไปแสดงความยินดีซะหน่อย
ทำตัวให้คุ้นเคยกับงานแต่ง จะช่วยในการตัดสินใจเวลาเลือกสถานที่ได้มากอยู่
แต่ถ้าแต่งเป็นคนแรกของรุ่น ของห้อง อะไรงี้ ก็ให้อภัย
ถือว่าให้เพื่อนใช้งานแต่งเราเป็นสถานที่ดูงานในอนาคตของพวกเขาไป

.

ตัด ตัด ตัด

.
อย่างไรก็ตาม เวลาคนเรามีจำกัด ชีวิตไม่ได้มีแต่งานแต่งงาน (นอกจากว่างงาน)
การเตรียมงานแต่ง จะว่ามันทำให้ยุ่งมากๆเป็นเดือนๆๆๆ ก็ใช่
แต่มันก็มีหลายๆจุดที่เราจะประหยัดเวลาและแรงงานได้เช่นกัน
อันไหนที่ดูไม่น่าจะเข้าพวก ไม่เข้ากับปัจจัย 4 ของเรา ก็ไม่ต้องเสียเวลาดูมันมาก
อันไหนที่รู้สึกปิ๊งๆ ก็เออ อ่านมันเยอะหน่อย
ตัดอันที่ไม่ใช่ออกไป เพราะเอาจริงๆสถานที่มันมีเยอะเต็มไปหมดจนเลือกไม่ถูกหรอก
ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ปัจจัย 4 อย่างที่ว่า แต่ละอันมันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
ตัดตัวเลือกให้มากที่สุดให้เหลือสักไม่เกิน 5 ที่
ก็ไม่มากไม่มายเกินที่จะถ่อไปสำรวจของจริงด้วยตัวเองโดยที่ไม่เสียเวลาอะไรมากนัก

.

ประสบการณ์ส่วนตัว เราเป็นพวกไม่ค่อยมีเวลานัก
เราอ่านนู่นอ่านนี่คร่าวๆให้พอเป็นฐานข้อมูลแผนสอง ถ้าแผนหนึ่งล่ม
ที่แรกที่เราเลือกก็คือแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง
และยืนยันด้วยประสบการณ์ว่าที่นี่เป็นอีกที่ที่ดี ก็เลือกทันทีทันใด
พอมีเหตุให้แห้ว เราก็งัดแผนสองมาใช้ว่า สถานที่ไหนที่อ่านแล้วเข้าตาบ้าง
สมองก็ประมวลผล match สวนทิพย์ให้กับงานเช้า เพนินให้กับงานเย็น
เพนินนี่ก็เลือกจากประสบการณ์การใช้งานเช่นกัน
ส่วนสวนทิพย์นี่ แม้จะไม่เคยไป แต่ก็รู้สึกเข้าตามากๆ จึงได้ถ่อไปดู

.

เอาเข้าจริงๆ เราก็เอากายหยาบเดินทางไปสถานที่จริงแค่ 3 ที่เอง
นั่นก็คือ ไฮแอท เพนิน และสวนทิพย์
ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราตกลงใจว่าจะจัดงานที่นี่แหละ ทั้งสามที่
บางคนอาจจะต้องการทำการบ้านเยอะ ไปสำรวจหลายๆที่ด้วยความเต็มใจ
อันนั้นก็จะเป็นกระบวนการการเลือกสถานที่อีกแบบ
แต่ถ้าเอาแนวเรา ก็นี่ เลือกจากประสบการณ์เป็นหลัก ตัดตัวเลือกให้เหลือน้อย
เลือกอันเน้นๆ ที่คิดว่าเจ๋งจริง เข้ากับปัจจัย 4 จริง
ที่ไหนว่าดี ก็เอาเลย ไม่ต้องอะไรมาก ก็มันดีอยู่แล้วนี่

.
การจ่ายเงิน

.
แต่ละที่มีกฏในการชำระเงินไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปเขาก็เก็บล่วงหน้าส่วนหนึ่งอยู่แล้ว
เวลามีความเสียหายจะได้รับผิดชอบร่วมกันทั้งคนจองและเจ้าของสถานที่
แต่ระยะเวลาการจ่ายเงินและจำนวนที่จ่ายนั้น อาจจะพอยืดหยุ่นได้
ให้ลองเจรจาต้าอ่วยดู และด้วยความที่เงินที่ใช้ในการจ่ายค่าสถานที่มักจะมากที่สุด
มันจึงเป็นงบพื้นฐานที่จะทำให้เราจัดการงบด้านอื่นๆต่อจากนั้นได้

.
เลือกแล้วจบ

.
เลือก จบ จะได้ไปทำอย่างอื่น มีอะไรต้องทำอีกเยอะเลย
เมื่อเลือกแล้วก็ไม่ต้องมาเวิ่นว่า เอ๊ คิดถูกไหมน้าาา อะไรงี้
เพราะให้โอกาสตัวเองคิดทบทวนมาเยอะก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองแล้วนี่

.

.

เช่นเดิม ลองทำตัวช่วยตัดสินใจคร่าวๆมาให้ ในการเลือกประเภทสถานที่

.

เริ่มจาก พิธีเช้า (เน้นว่าเป็นของไทย ไม่ก็จีน ละกันนะ)

.

ต่อด้วย สถานที่จัดงานเลี้ยง

.

.

5 Responses to “มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (2) – สถานที่”

  1. pj

    ไม่รู้จะอ่านไปทะไม
    ไงก็ไม่ได้ใช้
    แต่ก็…อ่านจบแล้ว
    เอิ๊กๆ

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Basic HTML is allowed. Your email address will not be published.

Subscribe to this comment feed via RSS

%d bloggers like this: