.

หลายๆคนถ้ายังไม่มีแผนจะแต่งงาน อาจจะถอดใจไปตั้งแต่ตอนที่แล้ว 555
อย่าเพิ่งๆถอดใจไป

อย่างที่บอกนะ งบประมาณงานแต่งงานน่ะ มันหลากหลายมาก
ไม่สามารถจะเอามาตรฐานอะไรเป็นตัววัดได้
มันขึ้นอยู่กับการรวม requirement ทั้งหมดของเรา
ถ้าเราต้องการอะไรแพงๆ มันก็ต้องแพง ธรรมดาโลก

.
สิ่งที่อยากพูดอีกรอบก็คือ
ไม่ว่าเราอยากให้งานแต่งงานออกมาสวยงามสมบูรณ์แบบยังไง
คนที่จำงานเราได้ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง แขกส่วนใหญ่ก็จะจำได้มากสุดแค่อร่อยรึเปล่า
และมันไม่ใช่การการันตีได้เลยว่า ชีวิตหลังจากนั้นของเราจะเป็นอย่างไร
เราอาจจะเลิกกันภายในหนึ่งเดือน หรืออยู่ยาวอย่างมีความสุขไปจนตายจากกันก็ได้
แต่รับรองว่า ถ้าเราตั้งใจกับงานแต่งเรา เราจะได้ความประทับใจจากมันเยอะเลย
แม้ว่าหนทางมันอาจจะเคล้าน้ำตาเป็นระยะบ้าง สำหรับหลายๆกรณี

.

.

อะ เรามาดูเรื่องการ์ดกันต่อเลยนะ

.

.

.

ตอนที่ 7
การ์ดเชิญ

.

.

แปบเดียวก็มาถึงการ์ดซะแล้ว
หลังจากที่เราได้ธีมงานแล้ว
เราก็จะพอรู้แล้วว่า การ์ดของเราจะออกไปในแนวไหน
เรื่องการ์ดนี่เป็นอะไรที่มีความสนุกสนานไม่เบาเลยล่ะ
(ยกเว้นว่า ได้รับสเป็กมาจากผู้ใหญ่ ^^”)

ยกตัวอย่างเช่น ธีมงานเราเป็น Golden Christmas
เพราะฉะนั้น เราก็จะนึกถึงองค์ประกอบในช่วงคริสต์มาส
และสีที่ใช้ ก็จะมี แดง ขาว ทอง เป็นหลัก

.
เมื่อเราได้ตีมขององค์ประกอบ และสีที่จะใช้แล้ว
เราก็มาดูปัจจัยต่อไปที่ต้องพิจารณากัน

.

.

.

จำนวนแขก

.

เมื่อเรามีรายชื่อแขกอยู่ในมือแล้ว ทีนี้ เราก็มาประมาณจำนวนการ์ดกัน
จำนวนการ์ด ไม่มีทางที่จะเกินจำนวนแขกที่จะเชิญได้
แขกที่มาด้วยกันได้ ซึ่งมักจะเป็นครอบครัวเดียวกัน หรือแฟนกัน ก็รวมกันเป็น 1 ใบได้
จึงจะได้จำนวนที่ต้องพิมพ์การ์ดจริง
(ซึ่งมักจะเป็นตัวเลขกลมๆ ปัดเศษขึ้นเพื่อเหลือแจกแขกที่เรานึกไม่ถึง
เช่น 150 ใบ 200 ใบ 500 ใบ 800 ใบ)

เมื่อได้จำนวนการ์ดแล้ว ก็จะได้คำตอบ สำหรับบ่าวสาวที่คันมืออยากทำการ์ดเองเลยว่า
สมควรที่จะลงมือทำการ์ดเองหรือไม่ ทำได้แค่ไหน

จริงๆถ้าการ์ดเกิน 50 ใบ จะเริ่มเหนื่อยแล้วล่ะ
ถ้าเกิน 100 ใบ อาจจะเริ่มไม่สนุก
และถ้าเกิน 200 ใบ ถ้าไม่ว่างจริงๆก็แนะนำว่าอย่าทำมือเลยจะดีกว่า

.

.

.
งบประมาณ

.

งบประมาณที่เราจะกันไว้ให้การทำการ์ด เป็นตัวเลขกลมๆ
เช่น เราตั้งใจจะทำการ์ดทั้งหมด งบไม่เกิน 5,000 บาท
ถ้าเราต้องทำการ์ด 200 ใบ ก็เท่ากับว่า เรามีงบให้ใบละ 25 บาท
ถ้าเราต้องทำการ์ด 500 ใบ ก็เท่ากับว่า เรามีงบให้ใบละ 10 บาท

งบประมาณต่อใบ จะเป็นตัวตัดสินว่า เราจะใช้เทคนิคการทำการ์ดอย่างไรดีที่สุด

.

.

จากนั้น เราก็หาแรงบันดาลใจเรื่องการ์ดตามอินเทอร์เน็ต และหนังสือทั่วไป
นี่คือส่วนหนึ่งของไอเดียการ์ดที่เราดูๆไว้ (ขออภัย จำไม่ได้ว่ามาจากไหนบ้าง)
ปิ๊งอันไหนก็เก็บไว้ก่อนเลย แล้วค่อยมาตบเข้าความน่าจะเป็นทีหลัง

.

.

รูปแบบในการทำการ์ด

.

.
1. ทำมือ

.

งบประมาณเริ่มต้น 2 บาทเป็นต้นไป (ไม่รวมซอง)

การ์ดทำมือ แน่นอนว่ามักจะต้องออกแบบเองด้วย
ซึ่งบ่าวสาวสามารถใช้งบประมาณได้หลากหลาย ตั้งแต่ 5 บาท ไปจนหลายสิบหลายร้อยบาท
ฉะนั้น ไม่ใช่ว่า การ์ดทำมือจะประหยัดกว่านะ
และในหลายกรณี มันแพงกว่าด้วยซ้ำ ถ้ายิ่งใส่ค่าเสียเวลาเราเข้าไปอีกก็ยิ่งแพง

การ์ดทำมือ แน่นอน น้ำหนักความมันส์ในการทำ ชนะขาด
แต่มันก็มีข้อจำกัดในรูปแบบเหมือนกันนะ บางอย่างก็ต้องจ้างพิมพ์เท่านั้น

.

.
การ์ดทำมือที่หมายถึงจะมีคร่าวๆอยู่สามแบบ

.

– การ์ดที่ใช้การอัดรูปเอา
อันนี้เป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาและเงินที่สุด
ข้อดีของการอัดรูปมาทำการ์ดก็คือ ต้นทุนไม่แพง (2-4 บาทต่อแผ่นเท่านั้น)
แถมทำได้หลากหลายลายด้วยนะเอ้อ เพราะไม่มีข้อจำกัดทางด้านเพลท
และยังไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวน จะทำกี่ร้อยใบก็ตามสบายได้เลย
ข้อเสียคือ ทำได้อยู่ไม่กี่ขนาด และทำการ์ดได้ด้านเดียว และไม่ละเอียดด้วย

.

– การ์ดปรินท์เองจบ
ควรจะเป็นปรินเตอร์สี ข้อดีคือ ก็ประหยัดดีเหมือนกัน ทำได้สองหน้าด้วย
ต้นทุนประมาณ 5 บาทขึ้นไป แล้วแต่เนื้อกระดาษ
ข้อจำกัดก็คือ ไม่สามารถทำได้ปริมาณมาก เพราะมันเปลืองหมึก และเสียเวลา
แค่ 100-150 ใบก็มากพอแล้ว (นอกจากการ์ดเล็ก พิมพ์แล้วสามารถตัดครึ่งให้ได้สองใบ)
และความละเอียดก็สู้แบบเครื่องปรินท์มืออาชีพไม่ได้
(ยกเว้นว่าเรามีปรินเตอร์สีด้วย)

.

– การ์ดประดิษฐ์ประดอย
คือการ์ดที่มีการตกแต่งเพิ่มเติม ไม่ใช่แค่ปรินท์ออกมาแล้วพับใส่ซอง หรืออัดรูปมาแล้วใส่ซอง
เช่น อาจจะนำเอารูปที่อัดมาแปะลงบนกระดาษอาร์ตอีกที และตกแต่งด้วยกากเพชร ตรายาง
และอื่นๆ ข้อดีคือ มันมีคุณค่ามาก และอาจจะแพงมากตามไปด้วย ถ้าย่ิงโปะยิ่งมัน
ข้อเสียก็คือ ก็จะเสียดายนะ ถ้าเห็นว่ามันถูกทิ้ง
เพราะหลายๆคนก็ไม่ได้เก็บการ์ดเชิญแต่งงานไว้ และเสียเวลาทำม้ากมากด้วย
จำนวนที่พอทำได้ก็ไม่น่าจะเกิน 100 ใบเพราะเราจะล้าแทน
แต่กระนั้นก็แล้วแต่เทคนิคในการทำด้วย
บางเทคนิคอาจจะไม่ต้องใช้เวลาและฝีมือมากนักก็อาจจะทำได้ถึง 200 ใบ
(แต่ก็รับรองเหอะว่ามันก็ต้องเหนื่อยมากอยู่ดี ยกเว้นมีแรงงานช่วยเยอะ)

.
แนะนำ
บ่าวสาวที่มีเวลา และมีฝีมือทางด้านการฝีมือ
และจำนวนการ์ดที่ต้องทำไม่เกิน 200 ใบ
(หรืออีกกรณีคือทำการ์ดมาก แต่ตัดส่วนเล็กๆให้เป็นการ์ดสำหรับคนพิเศษ)
.
ไม่แนะนำ
บ่าวสาวที่ไม่มีงานยุ่ง หรือไม่มีทักษะด้านงานฝีมือ
และถ้าจำนวนการ์ดเกิน 200 ใบนี่ แทบจะเลิกคิดได้เลย

.

.

2. จ้างเขาทำ

.

จ้างเขาทำ ก็คือ จ้างร้านที่เขารับทำการ์ดแต่งงานนี่แหละ กับจ้างโรงพิมพ์โดยตรง
การจ้างโรงพิมพ์โดยตรงมักจะถูกกว่าอยู่แล้ว
แต่ต้องเป๊ะเรื่องแบบของตัวเองมากๆนะ ถึงจะไม่ค่อยพลาด
ส่วนร้านที่รับออกแบบการ์ดแต่งงานด้วย เขาก็ย่อมชาร์จค่าออกแบบด้วยเป็นปรกติ

ส่วนตัวแล้วเราแนะนำร้านที่มีประสบการณ์การทำการ์ดแต่งงานอยู่แล้ว
และเขามีแท่นพิมพ์เป็นของตัวเอง เพราะเขาจะควบคุมเวลาได้มากกว่า

.
ตอนที่เราหาร้านทำการ์ดอยู่ เพื่อนได้แนะนำร้านที่เขาพิมพ์การ์ดแต่งงานให้
แต่พอมาถึงตอนติดต่อ ก็พบว่า ติดต่อยากมาก และเขาไม่ตอบอีเมล
เราจึงไม่อยากเสียเวลากับร้านนี้ไปกว่านี้ เพราะร้านทำการ์ดก็ไม่ได้มีร้านเดียว
เมื่อได้ร้านใหม่อีกคนหนึ่ง ก็จึงรีบเปลี่ยนทันที

เราเลยขอแนะนำเสริมตรงนี้นิดนึงว่า
เวลาติดต่อใคร เรื่องอะไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่ร้านหรือคนที่เราอยากจ้างจริงๆ
อย่าไปทนกับการที่เขาไม่ค่อยติดต่อ ไม่ค่อยตอบอีเมล
เพราะมันจะทำให้การเตรียมงานของเราล่าช้าไปอีกโดยไม่จำเป็น
เรามีทางเลือก เราไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่ทำให้เรารู้สึกเป็นกังวลว่างานจะเสร็จรืเปล่า

.

.

การ์ดแต่งงาน มีตั้งแต่แผ่นละไม่ถึงสิบบาท ไปจนถึงแผ่นละเป็นร้อยบาท
แบ่งประเภทคร่าวๆได้ดังนี้

.

การ์ดสำเร็จรูป
คือ การ์ดที่สำเร็จรูปมาแล้วนั่นแหละ ทั้งรูปแบบ สี
เราสามารถเปลี่ยนได้แค่ข้อความที่เป็นตัวหนังสือ และโลโก้ เท่านั้น
ประมาณว่า เปิดฝาแล้วกินได้เลย
การ์ดอย่างนี้จะถูกสุด

.

การ์ดกึ่งสำเร็จรูป
คือ การ์ดที่สำเร็จรูปนั้นแหละ แต่เรายังเลือกสี ปรับลายได้บ้าง
ประมาณว่า เปิดฝาแล้วต้องเติมน้ำร้อน ทิ้งไว้สามนาที ถึงจะค่อยกินได้
การ์ดแบบนี้ ราคาจะสูงขึ้นอีกหน่อย

.

การ์ดออกแบบเอง
คือ การ์ดที่ออกแบบเอง ก็นั่นแหละ โดยโปรแกรม AI หรือ PS
(ถ้าไม่มีไฟล์ดิจิตอลพร้อมปรินท์ มีเพียงไอเดียคร่าวๆ หรือแต่บางส่วนของการ์ด
ก็อาจจะต้องเสียค่าออกแบบเพิ่มให้เขาหน่อยอะนะ)

.

.

ร้านทำการ์ดที่เราใช้บริการในที่สุดก็คือร้าน Cardactually (www.cardactually.com)
ซึ่งเขาก็มีการ์ดสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูปให้เลือกด้วยนะ สวยเลยแหละ
ถ้าออกแบบเองไม่แน่จริง เราว่า ใช้ของสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปก็ดีนะ
เดี๋ยวนี้แต่ละเจ้าก็ขนเอาลายสวยๆออกมาเสนอเยอะมากอะ

ผลงานของ Cardactually บางส่วน (การ์ดสำเร็จรูป/กึ่งสำเร็จรูป)

.

.

บริการดี คุณภาพออกมาดีนะ ถ้าใครไม่มีเจ้าในดวงใจก็ลองติดต่อร้านนี้ดูก็ได้
เราติดต่อและส่งไฟล์ทางอีเมล โอนเงินทางธนาคาร และมาส่งถึงบ้าน
ไม่ได้เจอหน้ากันสักนิด ก็ยังวางใจคุณภาพได้
(แต่ก็ไม่ได้จะบอกว่าเป็นเจ้าที่ราคาถูกที่สุดนะเอ้อ)

.

.

.
ตอนแรกเราเดินๆดูร้านที่มาออกงานเวดดิ้งแฟร์ที่เพนิน
เขาก็ทำสวยน่ารักสะดุดตามากเลยแหละ
แต่พอถามราคา แล้วก็พบว่า ใบละ 80 บาทอัพๆขึ้นไป
เราก็ผงะถอยกรูดๆเลย
พอไปตลาดนัดจตุจักร เซ็นทรัลเวิลด์ เจอร้านที่มีอาร์ตเวิร์คถูกใจ
เมื่อดูแบบที่สวยๆชอบใจแล้วอย่างต่ำก็ใบละ 40 อัพอยู่ดี

.

ส่วนตัวเรา เราคิดว่า การ์ดมันสำคัญตรงที่มันเป็นหน้าตาของเรา
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่อยากให้งานแต่งเราเป็นเรื่องเปลืองทรัพยากรเกินไป
เพราะทรัพยากรที่ผลิตเพื่องานแต่งหนึ่งๆ มักจะไม่ได้ใช้ประโยชน์มันอย่างคุ้มค่าก่อนลงถัง
ประกอบกับว่า ถึงแม้จะชอบอยู่หลายแบบ
แบบที่ตรงใจสุดก็ไม่มี (เป็นคนเรื่องมาก ชีวิตก็ลำบากงี้)
ก็เลยเลือกการออกแบบเอง แล้วก็เอาไปจ้างทำก็แล้วกัน

.
ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบ
นอกจากธีมและสีที่เลือกแล้ว ก็ยังมีปัจจัยเหล่านี้อีก

.

ไซส์
ยิ่งใหญ่ก็แน่นอน ยิ่งแพง

.

สี
ยิ่งสีเยอะ ยิ่งแพง สีน้อย ยิ่งถูก

.

สีพื้นการ์ด
ถ้าพื้นสีเข้มเป็นบริเวณกว้าง ก็อาจจะมีราคาสูงขึ้น
แต่ถ้าเป็นสีของกระดาษที่ร้านมีอยู่แล้วก็อีกเรื่อง
แต่การ์ดสีเข้ม จึงทำให้ไม่สามารถปรินท์ตัวหนังสือลงไปได้
แต่สามารถที่จะปั๊มฟอยล์ลงไปได้

.

การปั๊มฟอยล์
การปั๊มฟอยล์ก็คือตัวหนังสือหรือกราฟฟิกที่เป็นสีทอง หรือเงิน ม่วง เหลือง แดง
หลายๆคนใช้ฟอยล์สีทองสีเงินแทนตัวหนังสือไปเลย ทำให้การ์ดดูมีราคาขึ้นด้วย
ถ้ามี ก็แน่นอนว่า ราคาต้องอัพมากกว่าการปรินท์ลายเส้นหรือตัวหนังสือธรรมดา

.

การเคลือบการ์ด
การ์ดบางแบบไม่ต้องเคลือบก็ได้ ถ้าเคลือบเงา เคลือบด้าน ราคาก็อัพไปอีก

.

เทคนิคตกแต่งการ์ด
ถ้าเป็นการ์ดที่มีรายละเอียดที่ต้องทำมือ ก็ยิ่งแพง
เช่น ผูก หรือมีส่วนประกอบที่ต้องมาประกอบกันอีกทีหลัง
ทำให้การ์ดมีพื้นผิว หรือทำให้นูน ต่ำ ก็รับรองว่า ยิ่งแพงไปใหญ่

.

สรุปง่ายๆกว่า ยิ่งเยอะ ก็ยิ่งแพง นั่นเอง

.

.

ตอนแรกที่ว่าจะใช้ครบสี จึงต้องมาทบทวนใหม่ว่า
จะเอาสีอะไรเป็นเมนหลัก ซึ่งไม่ควรเลือกเกิน 4 สี ไม่รวมสีเดิมของกระดาษ
เราเลยตัดสินใจใช้ สีแดง และ ขาว เป็นหลัก และแซมด้วยสีทอง(ปั๊มฟอยล์) เอา
มีองค์ประกอบคริสต์มาสหรือฤดูหนาวนิดๆหน่อยๆ ให้พอเป็นบรรยากาศ
แต่ไม่ใช่กลายเป็นการ์ดคริสต์มาสเต็มที่
และแน่นอน ไม่มีรูปตัวเองอยู่ในนั้น เพราะหลายๆคน การ์ดก็ทิ้งลงถังขยะ
ส่วนตัวเราว่า อะไรที่คนอื่นทิ้งได้ อย่าเอาหน้าตัวเองเข้าไปใส่เลยเหอะ
แต่ถ้าใครชอบการ์ดที่มีหน้าตัวเองจริงๆแล้วล่ะก็ ก็ต้องลืมๆไปละกันนะว่ามันถูกทิ้งได้

.

แม้จะมีเวลาค่อนข้างจำกัดเพราะอ้อยอิ่งกันมานาน
เราก็นั่งดาวน์โหลดฟอนต์คริสต์มาสฟรีสนุกสนาน
ถึงแม้จะเป็นงานส่วนตัว ก็ขอใช้แต่ของถูกลิขสิทธิ์ และใช้ฟรีได้อย่างถูกต้องที่สุดละกัน
ฟอนต์ที่เราชอบ และคิดว่ามันเข้ากับคริสต์มาส
ก็คือฟอนต์ที่มีอารมณ์วินเทจนิดๆ แต่ยังเรียบง่ายพอที่จะอ่านได้ง่าย

.

ตอนแรกก็นึกไม่ออกหรอกว่า จะออกแบบเป็นยังไง
แต่ดูไอเดียไปเรื่อยๆ และลองเอาหลายๆอย่างมาสุมๆ มาลองใส่ในการ์ดดู
แล้วก็ค่อยๆตัดออกจนเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง
และปิ๊งไอเดียว่า น่าจะเอาสโนว์แมนกับสโนว์เกิร์ลมาเป็นตัวแทนเรากับพี่หมี
และก็เลยจะใช้เป็นโลโก้แทนตัวเรากับพี่หมีในส่วนอื่นๆไปด้วยเลย

และไม่ลืมที่จะใส่มะหมี ลูกชายตัวแรก ใส่ลงไปในการ์ดด้วย
อยากให้มันมีส่วนร่วมอะ ไหนๆก็เอามันมาออกงานไม่ได้
ก็อยากแสดงออกว่า มันยังอยู่ในชีวิตเราเสมอนะ จุ๊บๆ

.

ส่วนตัวเราไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องออกแบบให้เป็นแนวโรแมนติก
เส้นสายพันโค้งไปมา มวลเขาพันธุ์ป่าใบเขียว อะไรงั้นนะ ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่พรีเซนต์ตัวเองจริงๆ
งานแต่งงานมันสนุกก็ตรงนี้แหละ
ถ้าคุณรู้จักตัวเองมาก สิ่งที่คุณเลือก มันก็จะสะท้อนถึงความเป็นคุณได้อย่างชัดเจนเอง
(ยกเว้นคุณไม่ได้เลือก หรือจำเป็นต้องเลือกในสิ่งที่ไม่ใช่คุณ)

.

.

Card ที่ออกแบบตอนแรก
ลายเทาๆบนพื้นสีขาวจริงๆคือลายที่จะให้เคลือบยูวีด้านบน
เพราะฉะนั้นเวลากระทบกับแสง ก็จะเห็นเป็น Texture ลายเกล็ดหิมะ
แต่ตอนหลังก็ต้องตัดออก เพราะราคามันกระฉูดสะใจ ไปถึงใบละ 50 บาท

.

เราให้สโนว์แมนถือลูกโป่งด้วย เพราะว่าเราชอบลูกโป่งเป็นการส่วนตัว
เราเป็นคนชอบสังเกตการณ์ งานรื่นเริง สิ่งที่มีความสุขนะ
ลูกโป่ง มันเป็นตัวแทนของความสุข เป็นรอยยิ้ม และมีความเป็นเด็ก ซึ่งเราว่าเรามีความเป็นเด็กอยู่เต็มเปี่ยม
เราใช้เกล็ดหิมะเป็นตัวสันธาน หรือตัวเชื่อมโยง  และเป็นตัวแอบเติมเต็มที่ว่างในการ์ด
เหมือนเกล็ดหิมะที่ล่องลอยเติมเต็มอยู่ในอากาศ
ใช้หัวใจคู่เล็กๆ ให้พอมีความแอบหวานในความเยาว์วัยของใจ (ที่สวนทางกับสังขาร)
ใช้เรนเดียร์และรถลากเลื่อน สื่อถึงของขวัญที่จะให้กับทุกคนที่มางาน
(ก็คือเราจะพยายามทำให้งานเป็นงานของทุกคน ไม่ใช่งานบ่าวสาวเท่านั้น)
ต้นสนสี่ต้น ก็หมายถึงคุณพ่อคุณแม่ ฝั่งละสอง
แถบที่บอกเดรสโค้ด ก็ทำเป็นริบบิ้น เหมือนการ์ดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกล่องของขวัญ
และสุดท้าย ถึงแม้จะแสดงถึงความรื่นเริง ไม่ติดกรอบมาตรฐานงานแต่งนัก
แต่ก็ยังคงความจริงจังไว้กับความเรียบง่าย และการจัดวาง

.


.

(เราเซ็นเซอร์นามสกุลออกเน่อ)
.

พอทำ mockup ไปให้แม่ดู แม่ก็แนะนำมาว่า ไม่ควรใช้สีเทา สีดำ ในการ์ดแต่งงาน
ตาม…อะไรดีล่ะ ของคนจีนในเมืองไทย
เราว่ามันเป็นความเชื่อที่กลายเป็นรสนิยมไปละมั้งที่ไม่ชอบสีดำ
ส่วนตัวเราไม่ค่อยถือเรื่องสี สีไหนที่ไม่ใช้ก็คือสีที่ไม่ชอบ ก็แค่นั้น
และแม่ก็พิสูจน์ให้ดูว่า การ์ดแต่งงานที่แม่ได้เร็วๆนี้ไม่มีการใช้สีดำสีเทาเลย
เราก็เลยไม่มีทางเถียงว่า นี่ไง คนนี้ก็ใช้

อ้ะ เปลี่ยนก็ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่นา
อย่ามาให้ใช้สีชมพูก็แล้วกัน ไม่ยอมเด็ดขาดดดดดด

.

.
เราก็เลยจัดการเปลี่ยนสีเทาในการ์ดให้เป็นสีอื่นซะ
แล้วก็คิด tag ที่จะใช้ติดของชำร่วยไปเลยรวดเดียว

.

.

Card ตัวจริงที่ออกมา เป็นที่น่าพอใจ
เราเลือกปั๊มฟอยล์แค่ตรงตัวเกล็ดหิมะระหว่างชื่อเรากับชื่อพี่หมีเท่านั้น
นอกนั้นใช้สีน้ำตาลที่ออกไปทางทอง รวมไปถึงตัวหนังสือด้วย
เปลี่ยนสีพื้นหน้าการ์ดหลังการ์ดให้เป็นสีแดงเหมือนกัน
เพื่อความประหยัด แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศที่ไม่เปลี่ยน
และความสดใสสวยงามที่ไม่ได้ลดลง (คิดว่านะ อิอิ)

.

.

.
ถึงกระนั้น ราคาต่อใบก็ยังพุ่งไปที่ สามสิบกว่าบาทอยู่ดี
ด้วยความที่ทะลึ่งใช้สีการ์ดไม่มาตรฐานเป็นหลักนี่แหละ และยังมากกว่า 2 สี
แถมการ์ดก็ใบใหญ่ใช้ย่อยอีก

ความทะลึ่ง หลายๆทีก็มีราคาแพงนะเอ้อ

.

.
ตอนต่อไป มาคุยกันเรื่องของชำร่วย ของรับไหว้กันดีกว่า

.

.

4 Responses to “มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (7) – การ์ดเชิญ”

  1. Barley*

    เปลี่ยนเป็นสีทองแล้วสวยกว่าเยอะเลย🙂

    Reply
  2. เปฬม

    สวยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    ทุกๆ อันเลยครับพี่

    ขอให้มีความสุขด้วยกันไป ตลอดเวลานะครับผม ^ ^
    ผมเคยได้ฟังเรื่องเล่า ของคำกล่าวในงานแต่งท่านหนึ่งพูดว่า..

    ” ถ้าฝ่ายหนึ่งร้อนดั่งไฟ จงให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหมือนดั่ง น้ำ ที่จะมาปลอบประโลม ซึ่งกันและกัน “

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Basic HTML is allowed. Your email address will not be published.

Subscribe to this comment feed via RSS

%d bloggers like this: