งานแต่งงานนี่มันเรื่องเยอะจริงๆนะ
ถ้าเราคิดว่ามันปวดหัว มันก็ปวดหัว
ถ้าเราคิดว่ามันสนุก มันก็ทั้งปวดหัวและสนุก
(ความปวดหัวเป็นดั่งสสารที่ไม่หายไปจากโลกนี้)
ที่สำคัญคือ ให้ยึดมั่นถือมั่นกับธีมของเราเอาไว้ แล้วมันก็จะง่ายขึ้น
(ซึ่ง ง่ายขึ้น ก็ไม่แปลว่า ง่าย อีกอะแหละ)

.

คือไม่สนุกตอนนี้ไม่รู้จะไปสนุกตอนไหนแล้วแหละ
หลายๆอย่างของงานแต่ง มันคือการออกความคิดสร้างสรรค์
ภายใต้โจทย์ข้อจำกัดของแต่ละคน
ถ้าคิดว่า เรากำลังทำโจทย์ออกแบบอะไรสักอย่างอยู่
เล่นเกมเมก้าเคลเวอร์ ใช้สมองซีกขวาฝันฟุ้ง ใช้สมองซีกซ้ายตบมันลงมา
ปวดหัวตอนหาโซลูชั่น ปลื้มใจเวลามันออกมาเป็นรูปเป็นร่างในที่สุด

.

พยายามใส่ความสนุก มองโลกในแง่ดี และปล่อยวาง
จัดการให้ดีที่สุด แล้วหลังงานจะเป็นความทรงจำที่ดี คุยได้จนแก่เฒ่าเลย

.

 .

.

ตอนที่ 9
แหวนน้อยกลอยใจ

.

.

.
ตอนที่เก้าแล้ว มาดูแหวนกันดีกว่า
งานแต่งงาน ยากที่จะไม่พูดถึงเรื่องแหวน
และแหวนส่วนใหญ่ที่ใช้ในงานแต่ง ก็เป็นแหวนที่มีเพชรซะด้วย

.

.

บ่าวสาวที่ไม่จำเป็นต้องอ่านบทนี้ ได้แก่บ่าวสาวคู่ที่

1. มีแหวนเจ้าคุณแม่ แหวนเจ้าคุณย่า อยู่แล้ว
2. มีคนอื่นซื้อให้ อะไรก็ได้แหละ เอามาเหอะ
3. จะซื้อแหวนที่ไม่มีเพชร ชั้นอินดี้พอที่จะไม่ตามกระแส
4. ไม่ซื้อแหวน ไม่เอาแหวน มีอะไรไหม

.

.

.
ทำไมต้องแหวนเพชร

.

ก็เพราะเพชรนั้น ไม่ว่าจะด้วยกลทางตลาดหรืออะไรก็ตามแหละ
มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานงานแต่งงานไปแล้ว
โดยมันมีความหมายที่เลอค่า และคงทน ดั่งความรักที่จะสดใสไปตลอดกาล
ก็ต้องยอมรับอะนะ ว่าแหวนเพชรมันให้อารมณ์โรแมนติกจริงๆ
ก็โดน incept กันมาแบบนี้

.

.

.
ไม่เพชรไม่ได้เหรอ

.

ก็ลองถามตัวเองดูว่า อยากได้ปะล่ะ
มันไม่มีอะไรผิดเลยที่มันจะไม่ใช่เพชร
จะเป็นพลอย คริสตัล หรือแหวนเกลี้ยง หรืออะไรก็ได้
มีข้อควรคำนึงอยู่สองอย่าง คือ
หนึ่ง ตนเองพอใจแหวนแบบไหน
สอง มีความจำเป็นต้องโชว์ชาวบ้านหรือไม่
เพราะแหวนเพชรนั้น บางทีก็เป็นหน้าตาเหมือนกัน สำหรับบ้านที่มีภาษีสังคม
แต่ที่เอาข้อหนึ่งเป็นสำคัญดีกว่า
เพราะสุดท้าย คนสองคนที่ต้องอยู่ด้วยกันคือเราและคนของเรา
สุดท้าย คนที่อยู่บ้านเดียวกัน ก็มีแค่นี้
แคร์คนอื่นได้แต่อย่าให้ชีวิตเราลำบากขึ้นเกินเหตุ
เราไปลงนรกขึ้นสวรรค์ที่ไหนพวกเขาก็ไม่ได้ตามไปด้วย
ถ้าเงินไม่พอจะซื้อเพชรเม็ดโตๆ ก็อย่าฝืนเกินไป
ใครจะวิจารณ์แหวนเรายังไง สุดท้าย มันก็ไม่เกี่ยวกับชีวิตเขาเลย

.

.

.

ต้องรีบดูแหวนเพชรไหม

.

อย่างที่เคยบอกตอนต้นๆว่า สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ
เก็บไว้หลังๆเลยก็ได้ ถ้ามันจะเป็นประโยชน์ว่า เราจะต้องใช้เงินกับอย่างอื่นก่อน
เก็บไว้หลังได้ขนาดไม่กี่สัปดาห์ก่อนแต่ง
แต่ถ้ามีการสั่งทำเป็นพิเศษ ก็แน่นอน ต้องเผื่อเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน

แต่ถ้าคู่ไหนที่ฝ่ายชายอยากทำโมแรนติก ซื้อไปเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานแต่เนิ่นๆ
ก็แอบเนียนส่งหน้านี้ให้ฝ่ายชายอ่านวิธีเลือกเพชรก่อน
แล้วก็หวังไปว่าสักวันเขาจะแอบไปซื้อแหวนเพื่อมาเซอร์ไพรส์เรา
หลังจากได้แหวนขอแต่งงานจริงๆ ฝ่ายหญิงก็ค่อยมาอ่านเพื่อเลือกซื้อให้ฝ่ายชายมั่ง

.

.

.

.

ก่อนออกไปดูแหวนเพชร

.

นอกจากข้อคำนึงสองข้อด้านบนแล้ว
ก่อนก้าวเท้าขวาออกจากบ้านตามคำทักทายของจิ้งจก
เราก็ควรทราบก่อนว่า เราจะใช้เงินไปกับการซื้อแหวนมากน้อยขนาดไหน
ถ้าไม่จำกัดตัวเองว่าต้องเป็นแหวนเพชร
แหวนหมั้นดีๆอาจจะอยู่ที่ไม่กี่พันบาทก็ได้
แต่ถ้าตั้งโจทย์มาแล้วแหละว่าเป็นแหวนเพชร
ก็อยากให้เตรียมไว้อย่างน้อยที่สุดเลยก็ 50,000 ต่อ 2 วง
(แต่ปีหน้าอาจจะต้องเป็น 60,000 – 70,000 ไปเรื่อยๆก็ได้
เพราะหลังๆมานี่ เพชรราคาขึ้นแบบเขย่งก้าวกระโดดเลย)
พอมีงบในใจแล้ว ก็ไปเลย

.

.

  .
สถานที่ที่จะซื้อแหวนเพชร

.

เพชรนี่ เราเป็นคนซื้อธรรมดา เราดูไม่ออกหรอก เพชรจริงเพชรปลอม
ขนาดคนขายเขายังต้องใช้เครื่องมือดู
การไปดูเพชรที่ร้านเพชรที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเด้อ
ลองหาเพื่อนหรือญาติที่เขาทำร้านเพชรดู หลายๆคนน่าจะมีเพื่อนทำธุรกิจนี้อยู่บ้าง
ถ้าไม่มีก็ลองไปตามสถานที่ที่น่าเชื่อถือหน่อย เช่น ห้างใหญ่ๆ หรือดูรีวิวในเน็ตเอา

.

ส่วนตัว เราไปดูเพชรอยู่ 2 ที่
ที่แรกคือที่ๆรู้จักกัน ได้แก่ ร้าน Proud Gems ชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์
เจ้าของคือ คุณสา ผู้แต่งหนังสือเรื่อง ซื้อเพชรให้ได้เพชร พิมพ์ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้
(แนะนำว่าถ้าอยากรู้รายละเอียดเรื่องเพชรมากกว่านี้ ให้ซื้อไว้เลย อ่านง่าย)
ร้านนี้เขาเชี่ยวชาญด้านแหวนหมั้น แหวนแต่งงานอยู่ละ
แล้วแบบที่ร้านก็จะออกไปในแนวคนหนุ่มสาว วัยรุ่น ด้วย
จึงมีแบบที่ราคาย่อมเยาให้เลือกพอสมควร หรือจะสั่งทำก็ได้
ที่ที่สองเป็นที่รู้จักของคุณน้า คือร้าน Vogue ชั้นหนึ่ง อัมรินทร์พลาซ่า
ที่นี่แนวจะออกไปทางผู้ใหญ่ๆหน่อย ส่วนเจ้าของร้านก็มนุษยสัมพันธ์ดีสุดติ่ง
ถ้าพาผู้ใหญ่ไปดูด้วยอาจจะเสียตังเพิ่มได้ง่ายๆ

.

.

.

คุณภาพ และราคาของเพชร

.

เพชรจะมีราคาเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 อย่าง 4 C
(เรียบเรียงอีกทีมาจากหนังสือ ซื้อเพชรให้ได้เพชร นี่แหละ
ในหนังสือภาษาจะดูเป็นผู้เป็นคนกว่านี้หน่อย)

.
Carat กะรัต

.

เอากะรัตขึ้นก่อนเลยเพราะว่า
เวลาเราได้ยินเรื่องเพชร ก็มักจะได้ยินการเม้าเรื่อง กะรัต ตามมา
กะรัต เอาภาษาชาวบ้านก็คือ ความเบิ้มทิ่มตาของเพชรเม็ดนั้นนั่นเอง
แต่ภาษาเพชร มันหมายถึง น้ำหนัก
ซึ่งก็แน่นอน เพชรก้อนใหญ่ก็ต้องหนักกว่าเพชรเม็ดเล็ก
เพชร 1 กะรัตมี 100 สตางค์ ครึ่งกะรัตก็ 50 สตางค์ หรือ 0.50 กะรัต (คล้ายๆทอง)
ที่เขาใช้กะรัตเพราะว่า เพชรแต่ละเม็ดมีรูปร่างไม่เท่ากัน
จึงบอกไม่ได้ว่า เพชรขนาดนี้ๆ น้ำหนักเท่าไหร่กันแน่ แค่พอกะๆได้
และบางที การออกแบบตัวเรือนเพชร จะทำให้เพชรดูใหญ่หรือเล็กลงกว่ากะรัตจริงได้ด้วย

.

เรื่องราคา
เพชรเม็ดใหญ่ ก็มีแนวโน้มที่จะแพงกว่าเม็ดเล็กๆ อยู่แล้ว
เพราะเพชรเม็ดใหญ่ หายากกว่าเพชรเม็ดเล็ก
บางทีก็เป็นเท่าตัวๆกันเลยทีเดียว
บางทีเพชรเม็ดเล็กๆหลายๆเม็ด รวมกันจึงราคาเท่ากับเพชรเม็ดใหญ่เม็ดเดียว

.

.

.

Color สี

.

สีของเพชร หรือที่เรียกกันว่า น้ำเพชร
ใครว่าเพชรมีสีเดียว (นั่นคือไม่มีสี)
แต่ด้วยความที่เพชรเป็นผลิตผลของธรรมชาติ
ความไร้สีของมันจึงมักมีสีอื่นปะปนอยู่
เปรียบได้กับสีฟันของคน บางคนค้าวขาว บางคนเหลืองอ๋อย
แน่นอน เพชรที่ยิ่งดูไร้สี ก็ยิ่งแพงกว่า
เพชรที่ไร้สีสุดติ่ง เราเรียกว่า เพชรน้ำ 100
(งี้คนที่ชื่อเพชรน้ำ 1 ก็คงตัวเหลืองอ๋อยเลยสินะ)
เพชรน้ำ 100 ถ้าจะเรียกเป็นเกรด ก็เทียบเท่าเกรด D (ไม่มี A B C อะ)
ถ้าเป็นเพชรน้ำ 97 94 ไล่ๆลงมา ก็เป็นเกรด G J อะไรไล่ๆลงไป
แต่เพชรที่เหลืองไม่มาก อย่างน้ำ 97 94
ถ้าเราไม่ใช่ผู้ชำนาญ ดูเพชรบ่อยๆ บางทีเราก็ดูไม่ออกหรอก
เว้นแต่ว่าจะเอาเพชรน้ำ 100 หรือเพชรน้ำเท่ากันที่ชัวร์ๆแล้ว มาเทียบกันดู
(ซึ่งถ้ามีนี่ ได้เปรียบมากจ้ะ)
เพชรน้ำเกือบ 100 จึงไม่เป็นปัญหาอะไรเลยในการใช้งานจริง
และน้ำ 97 หรือเกรด G เป็นน้ำเพชรที่ common ที่สุดในร้านเพชรทั่วไป
ซึ่งถือว่าเป็นน้ำเพชรที่ถ้าข้ามเส้นยาแดงผ่าไปก็เรียกได้เต็มปากว่า ไม่มีสี แล้ว

.

เรื่องราคา
คอมมอนเซนส์มาก เพชรที่ยิ่งไร้สี เหลืองน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งหายาก
มันก็จึงยิ่งแพง ตามนั้นเลย
และนี่ ก็เป็นสาเหตุว่า
ทำไมเพชรเม็ดใหญ่ที่เหลืองมาก บางทีถูกกว่าเพชรเม็ดเล็กที่ใสกิ๊งไร้สี ได้

.

.

.

Clarity ความสะอาด หรือความบริสุทธิ์

.

เพชรเป็นของเกิดจากธรรมชาติ
จึงหาเพชรที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ที่ติได้ยาก ยิ่งกว่าหาโคอาล่ามาร์ชที่มีคิ้ว
เพชรปรกติเกือบทุกเม็ด
จึงได้มีตำหนิเป็นปานดำปานแดงรอยถากในเนื้อเพชรไปตามเรื่องตามราว
การจัดระดับความบริสุทธิ์ของเพชร บางคนอาจจะได้ผ่านตามาบ้าง

.

FL: Flawless
คือสุดติ่งของความบริสุทธิ์ของเพชร ฟลุคมากๆที่เกิดมาไม่มีตำหนิเนี่ย

.

IF: Internally Flawless
ข้างนอกอาจจะมีตำหนิเล็กน้อย แต่ข้างในบริสุทธิ์ผุดผ่องหฤทัย

.

VVS1-VVS2: Very Very Slightly Included 1-2
ภาษาชาวบ้านก็เรียกว่า ตำหนิเล็กโพดๆ เล็กมากถึงเล็กมากที่สุด
ต้องใช้กล้องส่องเพชรและผู้เชี่ยวชาญมาหาเรื่องให้จงได้
ซุปเปอร์แมนก็อาจจะมองไม่เห็นด้วยซ้ำ

.

VS1 – VS2
ตำหนิเล็กมากเช่นกัน มองตาเปล่าก็ไม่เห็น ไม่บอกก็ไม่รู้
ต้องใช้กล้องส่องเพชรและต้องหาเรื่องโดยผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน

.

ถ้าเป็นเพชรที่มีความบริสุทธิ์ใน 4 ระดับนี้
ถึงราคาของ FL จะสูงที่สุด เพราะหายากเวอร์ๆ
เมื่อว่าด้วยเรื่องการใช้งานแล้ว เรียกว่า ไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลยในระดับตาเปล่า
แต่ถ้าเริ่มไปที่ SI1-SI2: Slightly Included 1-2
ซึ่งในบางทีอาจจะพอเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หรือลงไปถึง I1-I2-I3: Imperfect 1-2-3
ซึ่งมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ง่าย
(แต่แน่นอนล่ะ ยังไงก็ต้องยกแหวนขึ้นมาสังเกตกันเลยล่ะ
ไม่ใช่ว่าเห็นในระยะ 5 เมตร 10 เมตร อะไรงี้
ถ่ายรูปแหวนในพิธีออกมาอาจจะไม่เห็นตำหนิด้วยซ้ำ)
ราคาก็จะยิ่งดรอปลงไปอีก

.

.

.

Cut การเจียระไน

.

เป็นปัจจัยเดียวที่ไม่ได้เกิดจากเนื้อนาบุญของเพชรเอง
นั่นคือ ฝีมือของการเจียระไน
เพชรก็เหมือนคนเรา ถ้าได้รับการขัดเกลาที่ไม่ดี ก็อาจจะทอประกายไม่เต็มที่
เพชรที่มีเนื้องาม แต่ถ้าเกิดซวยไปโดนเจียรผิดพลาด ก็ทำให้ราคาตกได้
ในขณะที่เพชรเนื้องามน้อยกว่า ไปเจอเทพเจียร ก็ทำให้กากลายเป็นหงส์ได้เช่นกัน

.

การเจียระไนที่ดีนั้น
แน่นอน ต้องทำให้เพชรเม็ดนั้นสะท้อนแสงเปล่งประกายเจิดจรัสวิบวับไปทุกมุม
ถ้ายิ่งเจิด (ระดับ Excellent) ก็ยิ่งแพง
ถ้ากลิ้งไปมุมไหนก็ไม่ค่อยจะวิบวับ อย่างกับเอาลูกปัดของหลานมาใช้ ก็ไม่ควรจะราคาแพง
การการันตีฝีมือการเจียร จะหาได้ในใบเซอร์
ที่เพชรแต่ละเม็ดได้ใบประกาศรับรองจากสถาบันตรวจสอบคุณภาพเพชร
แต่ถ้าไม่มีใบเซอร์ ซึ่งเป็นไปได้สำหรับหลายร้าน ก็ดูเอาละกันนะ ^^”

.

.

.

.

ราคาของเพชร

.

คนไม่เคยซื้อเพชร จะนึกไม่ค่อยออกหรอกว่าราคามันประมาณไหน
ถ้าเคยซื้อบ้างแล้ว จะค่อยมีความชำนาญบ้าง

.

ลองดูตัวอย่างราคาที่แอบไปจิ๊กมาจากในหนังสือนี้แหละ
จะได้พอๆเดาได้ว่าคุณภาพขนาดไหนเอื้อมพอไว้บ้าง
ราคา ณ เดือนธันวาคม 2553 คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 US = 30 บาท
ฉะนั้น ตอนนี้ต้องไม่ใช่ราคานี้แน่นอน เพราะต้นปี 2554 เพิ่งพุ่งขึ้นไปเอง

.

สมมติว่าเพชร 4 เม็ดนี้ (ห้ามถามว่า 4 เม็ดไหนนะ 4 เม็ดในจินตนาการนั่นแหละ)
มีน้ำหนัก 1 กะรัต เท่ากัน มีน้ำเพชร 97(G) รูปทรงกลม(Round Brilliant Cut)
โดยรูปทรงนี้ เพชร 1 กะรัตจะมีเส้นผ่านฯอยู่ประมาณ 0.6 cm
ถ้าค่า Clarity หรือตำหนิ ต่างกัน ราคาก็จะต่างกัน ดังเช่นตัวอย่าง
IF จะมีราคาประมาณ 357,500 บาท (ใช่ เพชรเม็ดเท่าลูกเดือยน่ะแหละ)
VVS1 จะมีราคาประมาณ 338,000 บาท
VS1 จะมีราคาประมาณ 266,500 บาท
SI1 จะมีราคาประมาณ 198,250 บาท

.

หรือถ้ามีเพชร 2 เมก เอ้ย เม็ด ที่มีน้ำ 97 เท่ากัน
แต่น้ำหนักต่างกัน ความสะอาด(บริสุทธิ์)ต่างกันล่ะ
เพชรเม็ดแรก 1 กะรัต แต่ความสะอาดระดับ IF เม็ดนี้จะราคา 357,500 บาทแหนะ
อีกเม็ดหนัก 3 กะรัตแหนะ แต่ความสะอาดระดับ I3 เม็ดนี้จะราคา(แค่) 175,500 บาท

.

บางคนอาจจะเริ่มเหงื่อตก พี่บอกว่าเตรียมงบไว้ห้าหกหมื่นพอ
แล้วนี่ยกตัวอย่างมีแต่แสนอัพ แล้วผม/หนู/ข้อย/ข้าจะซื้อได้จริงๆเหรอเนี่ย

.

อะมาดูตัวอย่างเพชร 0.3 กะรัต หรือ 30 สตางค์ กันบ้าง
ถ้าน้ำ 100 ความสะอาด IF จะอยู่ที่ 40,500 บาท (ของหายากสุดอะนะ ต้องเข้าใจ)
ถ้าน้ำ 100 ความสะอาด VS1 จะอยู่ที่ 25,200 บาท
ถ้าน้ำ 97 ความสะอาด IF จะอยู่ที่ 29,700 บาท
ถ้าน้ำ 97 ความสะอาด VS1 จะอยู่ที่ 19,800 บาท
ทั้งนี้ทั้งนั้น ในทางปฏิบัติแล้ว
สวมใส่นิ้วแกว่งแขนไปมา หรือต่อให้นั่งคุยยกมืออยู่บนโต๊ะเดียวกัน เอามือไปดู
ก็จะไม่เห็นมีความต่างกันเลยสำหรับคนส่วนมากจริงๆที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญมานั่งจ้อง
(ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็จะสังเกตได้แค่น้ำเท่านั้น)
แต่จะเห็นได้ว่า ราคามันต่างกันเป็นหมื่นเลยทีเดียว

.

คงพอจะเห็นแล้วล่ะ ว่า งบเริ่มต้นที่ห้าหกหมื่น ก็ยังพอถูไถไปไหวอยู่นะ
ใส่ได้ไม่อายใครด้วย

แต่ถ้าคิดว่า งบมันรัดจนหน้าเขียวไปหน่อย อยากปลดออกสักนิด
ลองขยับงบขึ้นเป็นสัก 100,000-120,000 ต่อ 2 วง
ก็จะเลือกแบบได้มากขึ้นอีกเยอะ
แม้ว่าจะไม่ใช่แบบที่มีเพชรเม็ดเบ้งกระแทกตาแม่ยาย ก็ตาม

.

.

.

แล้วจะเลือกแบบแหวนเพชรยังไงดีล่ะเนี่ย

.

ให้ยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งใน 4C นี้ เป็นตัวสำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง(และเจ้าของเงิน)ก่อน
ในที่นี้คงไม่ต้องพูดถึง ถ้ามีงบไม่จำกัด
อยากจะซื้อให้ขาว ให้ใหญ่ ให้ไร้ตำหนิ ให้วิบวับขนาดไหน ก็เอาโลด
แต่ถ้างบประมาณยังตึงๆ ก็ขอให้ยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นหลัก
แล้วลดสเป็กอีก 3C ที่เหลือตามสมควร

.

ถ้าเรายอมเลือกเพชรเม็ดจิ๋วหน่อยแต่หลายเม็ดเรียงกัน
เช่น 0.2, 0.1 กะรัต ล้อมวงหรือทำเป็นลาย
แทนที่จะเป็นเม็ดเป้งเม็ดเดียวหงอยเหงาเปล่าเปลี่ยว
น้ำไม่ต้อง 100 และในเนื้อเพชรมีตำหนิบ้างแต่ก็ไม่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่ดี
ในการใช้งานจริง ก็เชิดหน้าชูตาได้ไม่แตกต่างกันในราคาที่แตกต่างกันมากได้
(ราคาแตกต่างกันได้เป็นแสนในหลายๆกรณี)

.

การออกแบบแหวนที่ดี ก็ทำให้แหวนดูดีได้ ไม่ว่าเพชรจะเม็ดเล็กหรือใหญ่
บางแบบ ใหญ่จริง เบ้งจริง เพชรสวยจริง แต่ไม่เหมาะกับเราเลย
ไปเหมาะกับเจ้ากอกล้วย กอไผ่ กอไก่กุ๊กๆ ซะมากกว่า
ถ้าเรายังเป็นบ่าวสาวที่ยังเอ๊าะอยู่ ข่าวดีก็คือ เราใช้เพชรเม็ดเล็กก็ได้ ไม่น่าเกลียด
แถมการไม่ประโคมเพชร มีเพชรพองาม ก็ยังเหมาะกับวัยอีกด้วย
ขอให้ดีไซน์มันดีๆ โดนๆ ไม่ใช่ออกมาเป็นจิ๋วหลิวเดียวดาย (ยกเว้นว่าชอบ)
และเข้ากับนิ้วเรา บุคลิกเรา ฐานะเรา เป็นหลัก

.

บางคนใช้แหวนสองชุด ในพิธีหนึ่งชุด และใส่ประจำอีกหนึ่งชุด
บางคนมีแหวนที่ฝ่ายชายขอแต่งงานต่างหากอีกหนึ่งวงด้วย
แต่ถ้าไม่ได้มีงบมากมายอะไร จะใช้ชุดเดียวไปเลยก็ได้
หรือถ้ายังอยากมีสองชุด ไม่อยากใส่เพชรไปไหนมาไหน
ก็ซื้อแหวนเกลี้ยงไว้ใส่ประจำชุดนึงก็ยังได้

.

ในที่นี้ เราพูดถึงเรื่องการใช้งาน เอาไปเป็นแหวนหมั้นที่อาจจะเอาไว้ใส่
แต่ถ้าซื้อเพื่อการลงทุนก็ต้องคิดไปอีกแบบนะจ๊ะ

.

.

.

.

ขนาดของแหวน

.

การลองแหวน แน่นอน ถ้าไม่ได้สั่งทำ อาจจะไม่พอดีตั้งแต่แรก
การแก้ขนาดวงแหวนจึงเป็นเรื่องปรกติ
แต่ก็ให้คำนึงถึงรูปร่างของนิ้วด้วย
ถ้าเป็นคนข้อนิ้วใหญ่ ถ้าแก้ขนาดแหวนไม่ดูข้อนิ้ว
อาจจะทำให้เวลาถึงพิธีสวมแหวน มันจะติดๆขัดๆใส่ไม่เข้า เขินม้านกันไปได้
อาจจะต้องใช้ตัวช่วย เช่นวาสลีน อะไรกันไป
หรือจะแก้แหวนให้ขนาดพอดีลอดข้อนิ้วไปได้เกือบสบายๆ ฝืดนิดๆยังโอเค
และถ้าอีกหน่อยรู้สึกมันหลวมโพรกจริงๆก็ค่อยแก้วงอีกที

.

ยังไง การลองนิ้ว ก็ควรจะลองในตอนที่นิ้วขยายมากที่สุด
ซึ่งมักจะเป็นตอนเย็น และอย่าไปจับอะไรเย็นๆมา เพราะจะทำให้นิ้วหด

.

.

.

เข้าร้านเพชรแล้วเกรงใจถ้าไม่ซื้อ

.

ไม่ต้องเกรงใจ ถ้ารู้สึกไม่แน่ใจในคุณภาพของเพชร
ยังไม่ปิ๊งแบบของแหวน ก็ไม่ต้องรีบซื้อ เพราะของไม่ใช่สิบยี่สิบบาท
เอาเข้าจริงๆของสิบยี่สิบบาทนี่น่ะ
เรายังดูแล้วดูอีก พลิกไปพลิกมา แล้วก็คืน ไม่ซื้อซะงั้น
แต่ของราคาสูงเราอาจมีลูกเกรงใจมากกว่า
แต่จะบอกว่า ยิ่งราคาสูง ยิ่งต้องพิจารณานะ
เงินเรา ถ้ามันยังอยู่กับเรา เราก็ยังตัดสินใจได้อยู่

.

.

.

ต่อราคาได้ไหม

.

มักจะต่อได้ ราคาเพชรส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของกลไกราคาของตลาด
ส่วนหนึ่งที่ยังต่อรองได้ก็เป็นเรื่องของ margin ที่ผู้ขายจะกันเอาไว้
แทบทุกอย่างที่ใช้ในงานแต่ง ต่อรองได้ ไม่เว้นแม้แต่โรงแรม
ถ้าไม่ใช่การลดราคา ก็เป็นการเพิ่มแถมอะไรสักอย่างให้

.

.

.
ขอให้ได้แหวนอย่างที่ตอบโจทย์ทั้งใจบ่าวสาวและงบประมาณนะคะ : -)

.

.
คราวหน้า มาคุยเรื่องของใหญ่ๆ อย่าง ฉาก พร็อพ กันบ้างดีกว่า

3 Responses to “มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (9) – แหวนเพชร”

  1. Alan C.

    ถ้าใครต้องการ รับฟรี! หนังสือ “ซื้อเพชรให้ได้เพชร” 20 เคล็ดลับต้องรู้ก่อนซื้อเพชรด้วยตนเอง พร้อมลายเซ็น Doctor Diamond สามารถร่วม กิจกรรม Diamonds are Forever ตาม link นี้นะคะ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151917800479661&set=a.389274879660.166842.375734249660&type=1&theater

    Reply

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Basic HTML is allowed. Your email address will not be published.

Subscribe to this comment feed via RSS

%d bloggers like this: