ตอนที่ 13
สิ่งที่ทำให้มีชีวิต ที่เรียกว่า อาหาร

.

.

.

ตอนนี้ เราจะมาว่าด้วยสิ่งที่แขกจะจำได้มากที่สุดในงาน
นั่นคือ อาหาร นั่นเอง

.

.

สถานที่จัดงานแต่ละที่ ก็มีบริการแตกต่างกันไป

.

.

1. มีบริการอาหาร

.

ถ้าเป็นโรงแรมหรือสถานที่จัดเลี้ยงงานแต่งงานประจำ
ก็มักจะมีบริการอาหารเป็นของตัวเองอยู่แล้ว
และมักจะอยากให้ลูกค้าใช้บริการตรงส่วนนี้ด้วย
เพราะก็ถือว่าเป็นรายได้ของสถานที่เอง
สังเกตว่าที่ไหนอยากขายของตัวเอง เราก็ต้องเสียค่าเอาอาหารเข้าต่างหากแหละ
แต่ สำหรับโรงแรมหรูๆแล้ว การทำให้ลูกค้าเอาอาหารข้างนอกเข้ามายากขึ้น
นอกจากเรื่องรายได้แล้ว ก็ยังเรื่องชื่อเสียงของโรงแรมด้วย
ซึ่งถ้าแขกที่มาโรงแรมไม่สบายจากการทานอาหาร ซึ่งบางทีไม่รู้ว่าของข้างนอกรึเปล่า
ก็จะทำให้ทางโรงแรมควบคุมคุณภาพตรงนี้ยากด้วย
และโรงแรมไม่ต้องการที่จะรับผิดชอบความผิดพลาดจากอาหารเจ้าข้างนอกด้วย

(ซึ่งในทางปฏิบัติ ก็ไม่ใช่ว่า โรงแรมจะทำอาหารเองทุกอย่างนะ
บางทีโรงแรมก็ซื้อเข้ามาเหมือนกันในสิ่งที่เขาไม่มี resource
หรือต้องการให้ต้นทุนต่ำลงไปอีก แต่ก็นั่นแหละ เขาก็รับผิดชอบในขอบเขตของเขา)

.

ฉะนั้น เวลาเลือกสถานที่แนวนี้
ถ้าไม่อยากเรื่องเยอะ ก็ให้เมคชัวร์ก่อนว่าเป็นสถานที่ที่เรารับคุณภาพอาหารของเขาได้
เราจะได้ใช้อาหารเขาอย่างเต็มใจ
เพราะการที่เราเอาเจ้าข้างนอกเข้ามาเอง ก็ใช่ว่ามันจะไม่ยุ่งยากซะเมื่อไหร่

.

อย่างไรก็ตาม เวลาที่นำเข้าอาหารจากที่อื่น
เช็คกับทางโรงแรมหรือสถานที่นั้นๆให้เรียบร้อยด้วยว่า มีค่านำเข้าหรือเปล่า
อย่างเพนินซูล่า ค่านำเข้าแบบยังไม่ได้ต่อ อยู่ที่ 15,000 บาทต่อซุ้ม
ถ้าใครไม่ถามหรือไม่อ่านสัญญาที่เซ็นไปดีๆ ระวังตัวจะซีดเผือกได้

.

.

2. ไม่มีบริการอาหารด้วยครัวตัวเอง แต่มีเจ้าที่ใช้ประจำ กันอยู่

.

คล้ายๆอันข้างบนเหมือนกัน แต่อาจจะมีความยืดหยุ่นกว่ากันมากกว่า
ตรงที่เขาจะโอเคกับการเอามือที่สาม (ร้านข้างนอก) เข้ามาตามใจเรามากกว่า
แต่ก็แล้วแต่สถานที่ด้วยล่ะเน้อ

.

จากประสบการณ์ชิมอาหารงานแต่งงานทั่วราชอาณาจักร (เวอร์)
พบว่า ทางเลือกที่ 1 กับทางเลือกที่ 2 คุณภาพอาหารไม่ต่างกัน
คือ ที่ไหนไม่อร่อย ก็ไม่อร่อยอยู่ดี ที่ไหนอร่อย มันก็อร่อยอยู่ดี
ไม่ว่าจะเป็นแบบ in-house หรือ outsource

แต่ก็ต้องไม่ลืมเมคชัวร์ในการชิมอาหารด้วยนะจ๊ะ
อย่างน้อยไม่อร่อย ก็ยังรู้ว่าไม่อร่อย แฮ่ม…

.

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าจะมีซุ้มอาหารมือที่สามเข้ามา
ก็ต้องทำความเข้าใจตกลงให้ดีๆกับสถานที่ก่อนด้วย
เพราะการที่จะให้เจ้านึงมาเก็บจานชามของอีกเจ้านึง
หรือเอาชามของเจ้านี้ไปใส่อาหารของเจ้านู้น ก็คงไม่ทำกัน

ส่วนตัวเราเห็นว่า ควรจะจ้างเจ้าใดเจ้าหนึ่งไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด
ก็เลือกที่ดีเท่าที่จะเป็นไปได้ไปเจ้าเดียวเลยดีกว่า

.

.

3. ไม่มีบริการอาหารใดๆ

.

แน่นอนว่า อีหรอบนี้ต้องหาเจ้าข้างนอกมาเอง
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเดียวจบ หรือหลายๆเจ้ารวมกัน

.

เป็นว่าที่เจ้าสาวมาก่อน
ก็เข้าใจว่า อาหารอะไรอร่อยๆ ก็อยากเรียกเข้ามาจัดในงานเลี้ยง
ตอนเราวางแผนเราก็ดูไว้หลายๆเจ้าเลยแหละ
ไอนั่นก็อร่อย ไอนี่ก็อร่อย
อยากให้งานแต่งตัวเองเป็นศูนย์รวมแห่งความอร่อย

แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้ว
เราก็คิดว่า ถ้าไม่มีแม่งานดูแล แล้วก็จัดอยู่ในโรงแรมแล้วล่ะก็
ไม่ควรขนมาหลายๆเจ้ามารวมๆกัน เอาซะเลย
ด้วยทั้งเหตุผลด้านความสวยงามและการจัดการ
เราควรจะจ้าง catering มืออาชีพเจ้าเดียวจบไปเลย หามาทุกอย่างจานชามช้อนส้อม
โต๊ะเก้าอี้ คนเสิร์ฟ มาหมด
เราจะได้ไม่มาปวดหัวทีหลัง

.

ซึ่งบริการ Catering เดี๋ยวนี้ก็มีมากมาย
แต่ละเจ้าก็มีเมนูเด็ดไปคนละแบบ
เลือกได้ตามอัธยาศัยและรีวิวก็หาได้ไม่ยาก

.

ทั้งนี้ อย่างที่บอกว่า ก็ต้องขึ้นกับสถานที่ด้วย
บางสถานที่ก็ดูอำนวยให้รวบรวมหลายๆเจ้าเข้ามาได้จริงๆ
แต่เวลาคุยอาจจะต้องเมคชัวร์ว่า แต่ละเจ้าเข้ามา เขามีภาชนะเป็นของตัวเอง
และดูแลเก็บกวาดในส่วนของตัวเองได้
ซึ่งตรงนี้ ลองคุยกับเซลล์สถานที่ถึงเงื่อนไขและสิ่งที่สถานที่จะให้ด้วย

.

.

.

.

.
เรามาดูกันดีกว่าว่า อาหารตามงานแต่งงานนี่ มีประมาณกี่ประเภท
หลักๆของชาวไทยก็มีอยู่ 3 ประเภท ตามด้านล่าง

.

.

1. โต๊ะจีน

.

เครดิตรูป จากโรงแรมเพนินซูล่า

food-chinese

.

คงหาคนอ่านที่ไม่รู้จักโต๊ะจีนได้ยากมากเหลือเกิน
โต๊ะจีนเป็นอะไรที่เราว่า ถ้านับรวมทั้งประเทศ
น่าจะเป็นทางเลือกที่นิยมที่สุดแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามต่างจังหวัด
พูดซื่อๆเลย ก็เพราะว่า
การเลี้ยงโต๊ะจีนมันดูได้หน้ามากกว่าการเลี้ยงแบบอื่น ดูเป็นของแพง มีราคา
และเป็นลักษณะการเลี้ยงที่รับประทานสบายที่สุด สำหรับคนส่วนใหญ่ด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับผู้ใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดง
ซึ่งจริงๆก็เป็นอะไรที่เราอะเมซิ่งเหมือนกันนะว่า
ทั้งๆที่คนไทยทั่วไป อาหารโปรดก็น่าจะเป็นอะไรแซ่บๆ นะ
แล้วกินแล้วอร่อยจริงหรือเปล่า
หรือเป็นทัศนคติว่างานเลี้ยงต้องเลี้ยงอาหารที่ไม่ค่อยได้กินตามปรกติไม่รู้นะ
เอาเป็นว่า ความนิยมนี่ ดูไม่น่าจะเสื่อมลงง่ายๆภายในอนาคตอันใกล้ก็ละกัน
เข้าใจว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทัศนคติในอาหารจีนเป็นอาหารที่ราคาแพงด้วย
(แต่เอาเข้าจริงแล้ว โต๊ะจีนระดับบ้านๆ ต้นทุนก็ไม่ได้สูงกว่าอาหารไทยดีๆนะ
อาหารไทยดีๆเสียอีก ต้นทุนกลับสูงกว่าด้วยซ้ำ ทั้งในแง่วัตถุดิบและความปราณีต)

.

โต๊ะจีนทั่วไปที่เขาบริการรับจัดเลี้ยงกัน
เราสามารถหาได้ตั้งแต่ราคาโต๊ะละประมาณ 1,500 บาท ไปจน 3,000 – 4,000 บาท
ก็ตกอยู่หัวละประมาณ 150 – 400 บาท ต่อคน
และแน่นอน หัวละ 150 กับ 400 เมนูย่อมต่างกันมากกก
รวมไปถึง ฝีมือ คุณภาพ และพร็อพโต๊ะเก้าอี้ภาชนะที่จะมาด้วย

.

ส่วนโต๊ะจีนในโรงแรมสี่ดาวอัพ ราคาโต๊ะละ 10,000 บาทอัพ แน่นอน
ก็เท่ากับว่า หัวละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
อย่างเพนินซูลา ก็โต๊ะละไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท
ก็เท่ากับ หัวละไม่ต่ำกว่า 1,200 บาท นั่นเอง

.

มาดูข้อดีข้อเสียกันคร่าวๆดีกว่า

.

ข้อดี
1. ถ้าตามโรงแรม โต๊ะจีนถือว่าราคาต่อหัวแพงที่สุด และเซ็ทติ้งมันออกมาดูอลังการที่สุด
ฉะนั้น งานใครอยากโชว์อลัง ก็โต๊ะจีนได้
2. งานผู้ใหญ่เยอะ ก็จะต้องการที่นั่งเยอะ การจะให้ผู้ใหญ่ไปตบตีกับคนอื่นตามซุ้มอาหาร
ผู้ใหญ่อาจจะชนะ และผู้น้อยต่างหากที่เป็นคนไม่ได้กิน 555
การใช้โต๊ะจีน จึงตัดปัญหาว่า แต่ละคนมีโอกาสทานอาหารแต่ละอย่างไม่เท่ากัน
3. เพิ่มความสบายให้กับแขกที่มางาน เพราะว่า อาหารเสิร์ฟถึงโต๊ะ ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องแย่ง
4. เวลาพรีเซนต์หรือขึ้นเวที สั่งหยุดเสริ์ฟอาหารได้ ให้แขกสนใจแต่บ่าวสาวเท่าน้าน
5. หอบสมบัติไปได้เยอะ เพราะว่ามีที่วางเยอะหน่อย (ขึ้นกับความหนาแน่นของโต๊ะด้วย)
ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า มือถือ ของชำร่วย กล้อง บ้านพร้อมที่ดิน ฯลฯ
6. แอบตรวจสอบคร่าวๆด้วยการหว่านสายตาได้ง่ายๆว่า
โต๊ะไหนที่รับปากจะมางาน แล้วไม่มา หรือมาน้อย หรือมาครบ

.

ข้อเสีย
1. ก็เพราะว่า โต๊ะจีนมันราคาต่อหัวแพงสุดนี่แหละ ถึงได้เป็นข้อเสียด้วย
(อย่างไรก็ตาม ราคานี้เทียบกับราคาประเภทอื่น โดยที่ยังไม่รวมซุ้มอาหารพิเศษนะ)
2. ใครแต่งตัวสวยๆมา ก็จะไม่ได้เดินโชว์ โดนบังด้วยโต๊ะหมด
อาจจะรู้สึกไม่คุ้มค่าตัวที่อุตส่าห์แต่งองค์มาซะขนาดนี้
แต่จะให้แต่งครึ่งเดียวส่วนที่เลยหน้าโต๊ะขึ้นมาก็กระไรอยู่
3. เพราะว่าโต๊ะจีนมีจำนวนต่อโต๊ะที่ค่อนข้างแน่นอน นั่นคือโต๊ะละประมาณ 8-10 คน
เวลาจะจัดการเรื่องแขก จึงเป็นเรื่องปวดหัวพอประมาณ เมื่อจำนวนแขกแต่ละกลุ่ม
มันไม่ลงกับโต๊ะ ถ้ามีเศษแขก จะเอาไปรวมๆโต๊ะเดียวกัน ก็น่าเกลียดอีก
เพราะคนที่เขาไม่คุ้นกัน ให้ไปแบ่งกันทานข้าวจากจานเดียวกัน มันขัดๆเขินๆ
4. คนที่นั่งหันหลังให้กับเวที ก็จะไม่ถนัด
5. ถ่ายรูปไม่สวย หรือรก ด้วยความเป็นโต๊ะจีน
จึงทำให้มีประเพณีถ่ายรูปทีละโต๊ะให้ครบถ้วน
แต่รูปที่ออกมา มันก็มักจะมีเศษอาหาร อาหารที่เหลือ บนโต๊ะ เข้าเฟรมด้วย
ซึ่งโต๊ะไหนทานเหมือนทำสงครามกลางเมืองกัน ก็จะยิ่งเละ
6. เปลืองทรัพยากรมาก เพราะต้องมีทุกอย่างให้ทุกโต๊ะ
ไม่ว่าเขาในโต๊ะเหล่านั้น จะทานมากหรือน้อย หรือไม่ทานเลยก็ตาม

.

.

2. บุฟเฟต์

.

เครดิตรูป จากโรงแรมเพนินซูล่า

food-buffet

.

งานแบบบุฟเฟต์ แขกที่มางาน เมื่อหาชัยภูมิเหมาะๆในการนั่งสุมหัวกันได้แล้ว
ก็จะออกไล่ล่าหาอาหารทานกัน ส่วนเครื่องดื่มจะเดินเสิร์ฟให้ถึงที่หรือไม่
ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่นั้นๆ

.

อาหารก็จะเป็นอาหารที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง คือที่ทานปรกติกันทุกวันแหละ
อาจจะเป็นข้าว พร้อมกับข้าวในชีวิตปรกติอยู่แล้ว
เช่น แกงจืด ทอดมัน ปลาทอด ลาบหมู น้ำพริกปลาทู พาสต้า ข้าวผัด มันอบ ฯลฯ

ส่วนโต๊ะจะจัดเป็นแบบไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นแค่เอาเก้าอี้มาเรียงๆรอบห้อง
(ในกรณีที่ห้องไม่ใหญ่) หรือเป็นโต๊ะกลมแบบโต๊ะจีน หรือโต๊ะทั่วไปก็ได้
ขอให้มีที่นั่งทานเป็นเรื่องเป็นราวได้พอสมควรก็โอเค

.

ถ้าเป็นบริการรับจัดเลี้ยง แพ็กเกจบุฟเฟต์จะอยู่ที่ 200-400 บาทต่อหัว
นอกจากจะเพิ่มเมนูอะไรขึ้นไปอีก ราคาก็จะอัพขึ้นไปเป็นปรกติ
ส่วนในโรงแรมสี่ดาวอัพ ราคา ณ ปัจจุบันจะเริ่มต้นที่ราวๆ 700-900 บาทต่อหัว

.

เรามาดูข้อดีข้อเสียของบุฟเฟต์กัน

.

ข้อดี
1. ราคาต่อหัวในโรงแรมมักจะถูกที่สุด มักจะคุ้มราคาที่สุด
2. อิ่มได้จริง น่าจะเป็นทางเลือกที่แขกมีสิทธิ์อิ่มที่สุดในสามประเภท
3. จัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากกว่าโต๊ะจีน
อยากทานเมนูนี้เยอะหน่อยก็ได้ น้อยหน่อย ก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นโต๊ะจีน
แต่ละโต๊ะ จะได้รับ portion ที่เท่าๆกัน ถ้าเกิดอะไรอร่อยขึ้นมา ซัดกันเกลี้ยงก็ยังไม่พอ
จะไปขอโต๊ะข้างๆที่อาจจะเหลือมาทานต่อ ก็กระไรอยู่
ในทางตรงกันข้าม ถ้าอะไรไม่ถูกปากคนในโต๊ะ ก็จะเหลือกองทิ้งไว้ให้มันมองตาปริบๆ
โดยที่จะ transfer ไปที่โต๊ะอื่นได้ยาก ถ้าไม่รู้จักกัน
4. ได้เดินโชว์เชพกันบ้าง คนโสดมีโอกาสได้ให้คนอื่นมาปิ๊งตัวเอง หรือไปปิ๊งคนอื่นบ้าง
5. ในบางกรณี โต๊ะเก้าอี้ไม่ใช่โต๊ะกลม ไม่ fix ที่นั่ง
ใครใคร่นั่งจับกลุ่มกันยังไงกี่คนก็ตามสบายเลย
แต่ถ้าเป็นโต๊ะกลม อาจจะต้องมีการจัดการเหมือนโต๊ะจีน เพื่อให้โต๊ะพอสำหรับทุกคน

.

ข้อเสีย
1. ก็เพราะดูเหมือนจะถูก แม้ว่าอาหารจะใช้เป็นของดี แพง
งานเน้นความอลังก็เลยมักไม่เลือกทางเลือกนี้กัน
2. ในกรณีพื้นที่ห้องไม่ใหญ่ แต่แขกค่อนข้างมาก
จะเกิดปัญหาด้านพื้นที่ได้ ถ้าไม่มีโต๊ะทานข้าว เป็น มักจะทานไม่ถนัด
เพราะอาหารบุฟเฟต์ มักจะเป็นอาหารจริงจัง ที่เดินทานยืนทานไม่สะดวก
จานใหญ่ แบน
3. ถ่ายไม่สวยเหมือนกัน แต่น้อยกว่าโต๊ะจีนหน่อย ถ้าจัดที่ได้ดีๆ

.

.

3. ค็อกเทล

.

เครดิตรูป โรงแรมเพนินซูล่า

food-cocktail

.

ค็อกเทลเป็นอาหารประเภทชิ้นเล็ก พอดีคำ มีหลากหลายประเภท
หยิบใส่ปากได้โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือตัด งัด แงะ แซะ อะไรเพิ่มเติม
จะเป็นอาหารสัญชาติไหนก็ได้ ถ้าในเมืองไทย ก็ไม่พ้นต้องเป็นอาหารไทย-ฝรั่งเป็นหลัก
แขกจะเดินไปรอบๆงานได้ และมักกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มของตัวเอง
กระนั้นก็ไม่ค่อยจะนั่งเป็นเรื่องเป็นราวกันสักเท่าไหร่

.

บริการรับจัดเลี้ยงข้างนอก สำหรับค็อกเทลแบบเต็มสตรีม ไม่ใช่แค่อาหารว่าง
ราคาจะอยู่ราวๆ 200 – 600 บาทต่อหัว
สำหรับโรงแรมสี่ดาวอัพ ก็ตีไปเลยว่า ไม่ต่ำกว่า 900 ต่อหัวใกล้เคียงกับโต๊ะจีน

.

ไปดูข้อดีและข้อเสียของค็อกเทลกันเลย

.

ข้อดี
1. รูปสวย เวลาจัดเซ็ทติ้งโดยรวมทั้งหมดในห้อง
เพราะตรงซุ้มค็อกเทลเขาก็จะประดับประดาให้สวยงามด้วย เป็นจุดๆหย่อมๆภายในห้อง
จะไม่ได้หลบไปมุมเหมือนบุฟเฟต์ หรือผ่างผ่างแบบโต๊ะจีน
เวลาถ่ายรูปแขก ก็จะไม่ค่อยจะมีเศษอาหารมาเข้าร่วมเฟรมเท่าไหร่
(นอกจากแขกถือจานอยู่ หรือกำลังบ้วนใส่ตากล้องพอดี)
2. สามารถเดินได้อย่างสวยงาม โชว์ได้เต็มที่ว่าวันนี้แต่งอะไรมา
3. ถ้ามีที่นั่ง (มักจะเป็นเก้าอี้รอบห้อง) อยากนั่งไหนก็นั่ง ไม่ต้องจัดการ
จับกลุ่มน้อยใหญ่ได้ตามอิสระตามใจแขกเอง
จะบินไปหาคนในกลุ่มอื่น ก็ไม่ประดักประเดิดมาก
ไม่เหมือนเข้าไปนั่งโต๊ะกลุ่มอื่นให้คนอื่นในโต๊ะงงๆเล่น
หรืออยากเข้าไปทำความรู้จักกับหนุ่มหรือสาวไหน
ถ้าเป็นโต๊ะจีน จะไม่กล้า เพราะโต๊ะจีนจะให้ความรู้สึกว่าเราต้องบุกรุกโลกของคนทั้งสิบ
แทนที่เราจะสู้บุกรุกพื้นที่ของคนๆเดียว
แต่ถ้าเป็นค็อกเทล…ก็ไม่กล้าอยู่ดีสินะ…ป๊อดดด
4. จุคนได้มากกว่าแบบอื่น ประหยัดพื้นที่ ทำให้อัดแขกเข้าไปได้อีก
เวิร์คมากสำหรับงานที่มีแขกเยอะ แม้จะแกรนด์บอลรูมใหญ่ๆแล้วก็ยังอัดแน่น
(ถ้ายังอัดไม่พอ ขอแนะนำ สนามหลวง หรือ อิมแพคอารีน่า แทน)
5. ทานสวยๆได้ น่าจะสวยสุดในบรรดา 3 ประเภทแล้ว
6. ประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากร ดีพอๆกับแบบบุฟเฟต์

.

ข้อเสีย
1. ไม่อิ่ม เป็นข้อเสียหลักมากๆ ของค็อกเทล
วัฒนธรรมไทย การเลี้ยงอาหารแขกมักถือเป็นเรื่องสำคัญ
โดยทั่วไปจึงต้องเลี้ยงให้อิ่มหมีพีมัน ไม่งั้นอาจจะมีเสียงบ่นตามมา
ยิ่งแขกงานใหญ่ๆที่ไม่ได้สนิทเต็มงานด้วยนะ
พรีเซนเทชั่นจะดีบอกละเอียดตั้งแต่บ่าวสาวเป็นเอ็มบริโอจนโตมาป่านนี้ได้ยังไง
ส่วนใหญ่ก็มักจะจำได้แค่ อาหารไม่ดี ไม่อร่อย กินแล้วไม่อิ่ม
2. เมื่อย
ยืนนานๆ ก็เมื่อย เป็นปรกติ ยิ่งสาวๆใส่ส้นสูงแล้วล่ะก็ โห่ ปวดเมื่อยชิงชิง
บางทีงานเลี้ยงค็อกเทลจึงต้องแอบมีเก้าอี้วางรอบงาน
เพื่อให้ขาเมื่อยทั้งหลายได้พักผ่อนขา และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาเดินสวยอีกครั้ง
3. พะรุงพะรัง
แขกมืออาชีพ เมื่อรู้ว่าจะต้องไปงานค็อกเทล ก็มักจะจัดการให้ตัวเองต้องถือของน้อยที่สุด
แต่บางทีก็ไม่วาย บ่าวสาวลืม เมามันกับการเลือกของชำร่วยชิ้นใหญ่
กลายเป็นต้องเสียแขนข้างหนึ่งไปให้กับการถือของชำร่วย
เป็นอุปสรรคต่อการบริโภคค็อกเทลยิ่งนัก
4. แพง
ราคาค็อกเทล ถ้าไม่รวมซุ้มพิเศษ มักจะมีราคาอยู่ระหว่างแบบบุฟเฟต์กับแบบโต๊ะจีน
แต่จากข้อเสียข้อที่หนึ่ง งานค็อกเทลจึงมักต้องเพิ่มซุ้มอาหารพิเศษ
และซุ้มอาหารเหล่านี้มักจะกลายเป็นพระเอกนางเอกของงานไปเลย
ปล่อยซุ้มค็อกเทลให้สวยๆหงอยๆไปงั้น หรือกลับมาคึกคักอีกทีก็ตอนอาหารซุ้มหมดแล้ว
(เรามักหากินอยู่แถวค็อกเทลเพราะไม่ค่อยชอบไปต่อคิวซุ้มพิเศษ)
และซุ้มอาหารเหล่านั้น ก็จะเป็นตัวอัพราคาต่อหัว
ซึ่งในหลายๆครั้ง พุ่งปรี๊ดยิ่งกว่าเลือกโต๊ะจีนไปเป็นร้อยซะอีก
ใครที่คิดจะเลือกค็อกเทลเพราะราคาถูกกว่าโต๊ะจีน อาจจะต้องคิดอีกรอบนะ

.

ซุ้มพิเศษนี่แหละมักเป็นรายได้ของโรงแรมอีกทางหนึ่ง
การเพิ่มซุ้มพิเศษของโรงแรมเอง มันก็มีดีตรงที่ก็ให้โรงแรมจัดการไปเลย
เราไม่ต้องมายุ่งยากอะไรแล้ว
และมันมักจะเป็นอะไรที่แขกชอบทานมากกว่าค็อกเทล และโดดเด่นกว่าเมนูค็อกเทล
ถ้าถามว่าทำไมเขาไม่ใส่ลงไปในเมนูค็อกเทลไปเลยฟะ จะเอาออกมาชาร์จเพิ่มทำไม
ก็ขอบอกว่า ก็นั่นแหละ จุดประสงค์เด้อ
อีกจุดประสงค์ก็คือ ซุ้มพิเศษพวกนี้มันมักไม่เข้าพวกกับค็อกเทลอื่นๆ
เช่น กระเพาะปลา ข้าวมันไก่ นี่มันไม่ใช่ค็อกเทลชัดๆ
แต่ก็นั่นแหละ ก็กลับมาตรงที่ มันก็เป็นรายได้เพิ่มของโรงแรม anyway

.

.

.

.

.

เกือบลืมเรื่องเค้กไปเลย

.

ประเพณีที่มีเค้กในงานแต่งงาน ก็มาจากฝรั่งมั้ง
นัยว่าให้ชีวิตคู่มันมีความหวานและไม่จืดจางเหมือนขนมเค้ก
แล้วมัน…มาเมืองไทย…ยังไง…เอาเถอะ

.

ปรกติสถานที่ที่รับจัดเลี้ยงงานแต่งเป็นประจำ ก็สามารถจะหาให้เราได้อยู่แล้ว
แต่ถ้าไม่มีให้ ในอินเทอร์เน็ตก็มีบริการรับทำเค้กแต่งงาน เยอะแยะตาแป๊ะไก่อีกแหละ

.

เค้กงานแต่งงาน มักแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้

.

.

1. เค้กปอนด์หลายชั้น

.

เดี๋ยวนี้ในโรงแรมมักจะเป็นเค้กจริงๆแค่ชั้นล่างสุด นอกนั้นของปลอม
นัยว่าบ่าวสาวกินจนแก่ก็ไม่หมด ทำนิดเดียวละกัน
แต่ที่รับสั่งทำเค้กแต่งงานหลายๆที่ ทั้งกระบิยังเป็นเค้กจริงอยู่

เค้กปอนด์มีหน้าที่ตกแต่งห้องจัดเลี้ยงด้วย
ปรกติก็เรียกได้ว่าเป็น Center piece ของงานเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้น จะปลอมหรือจะแท้ ขอสวยไว้ก่อน

.

เค้กปอนด์หลายชั้นที่เหมาะกับห้องบอลรูมขนาด 600 คนขั้นไป มีเพดานสูง
จะเอาให้สวย ก็ต้อง 7 ชั้น เราว่า 5 ชั้นก็ยังน้อยไป ไม่สมดุลกับปริมาตรห้อง
แต่ถ้าห้องเล็ก เค้กดันบะเริ่มเทิ่ม ก็ไม่สมดุลเหมือนกัน
ถ้ายิ่งเป็นงานเล็กๆที่จัดระหว่างเพื่อนสนิท ไม่เกินสัก 80 คน
ก็อาจจะเป็นเค้กไซส์กระทัดรัด เป็นกันเอง ก็เหมาะสมดี

.

เค้กแต่งงานหลายๆที่ โดยเฉพาะในโรงแรมสี่ดาวอัพ มักจะรวมอยู่ในแพ็กเก็จแล้ว
อย่างเพนิน จะมี 5 กับ 7 ชั้น ในแพ็กเกจ
แต่ไม่ได้ให้เลือก แสดงให้เห็นเฉยๆว่าถ้างบนี้ได้ 5 ชั้น ถ้าเกินงบนี้ได้ 7 ชั้น

.

ราคาเค้กแต่งงาน
โดยทั่วไปถ้าสั่ง 5 ชั้นอัพ ราคาก็จะอยู่ที่ 8,000 – 15,000 บาท
ถ้าเช่าเค้กแต่งงานปลอม ราคาก็จะอยู่ที่ 2,000 – 4,000 บาท

food-poundcake

เครดิตรูป
http://ohjoy.blogs.com/my_weblog/2011/02/tiny-bits-of-sweetness.html?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+blogs%2FOtkg+%28Oh+Joy!%29/
http://www.busybeingfabulous.com/index.php/2010/10/maggie-austins-cakes-the-most-beautiful-cakes-in-the-world/

http://www.marthastewartweddings.com/231247/fabric-inspired-wedding-cakes/@center/272453/wedding-cakes#/168523

http://www.marthastewartweddings.com/231247/fabric-inspired-wedding-cakes/@center/272453/wedding-cakes#/100145

http://www.marthastewartweddings.com/231247/fabric-inspired-wedding-cakes/@center/272453/wedding-cakes#/126343

http://www.marthastewartweddings.com/231247/fabric-inspired-wedding-cakes/@center/272453/wedding-cakes#/100250

http://www.marthastewartweddings.com/231267/traditional-wedding-cakes/@center/272453/wedding-cakes#/223883

http://www.bhldn.com/the-shop_decor_art-of-the-table/sweethearts-waltz-cake-topper/

.

.

2. คัพเค้ก

.

กระแสคัพเค้กช่วงปีหลังๆนี้มาแรง ด้วยความสวยน่ารักกระทัดรัดของตัวมัน
ทำให้มันกลายมาเป็นเค้กแต่งงานได้ไม่ยาก
หรือบางทีก็เป็นเค้กตัวประกอบที่เอาไว้ทานจริง และมักจะทานง่าย แจกง่าย

บางโรงแรมอาจจะมีให้เลือกด้วยว่าเค้กแต่งงานจะเลือกเป็นคัพเค้กหรือว่าเค้กปอนด์
แต่ส่วนใหญ่ เราก็สามารถจะสั่งคัพเค้กจากร้านโปรดข้างนอกมาไว้ในงานได้
(แต่ก็นั่นแหละ ต้องเช็คค่านำเข้าก่อนนะ)

.

คัพเค้กมีราคาประมาณชิ้นละ 30 – 80 บาท
ขึ้นอยู่กับขนาด ดีไซน์ และจำนวนสั่ง

food-cupcake

เดรดิตรูป
http://www.richsmithphotography.net/vendor-photos/delicious-gigis-cupcakes/
http://www.weddingo.co.uk/2010/01/29/wedding-cupcakes-from-the-urban-bakery/

http://weddingsinwinnipeg.ca/inspirationroom.php?post_id=1276/

http://cutestfood.com/5284/pretty-vintage-cupcakes/

http://cupcakedlights.blogspot.com/2010/07/rose-cupcake.html

http://cutestfood.com/5183/white-rose-cupcakes/

http://cupcakedlights.blogspot.com/2010/02/pearls-n-roses.html

.

.

3. ไม่เอาเค้ก

.

ไม่เอาเค้กแล้วจะเอาอะไร
บางคู่อาจจะจุดเทียนแล้วจบ บางคู่อาจจะไม่มีอะไรเลย
หรือว่ามี Champagne Tower ก็สวยไปอีกแบบนะ
โรงแรมหลายๆแห่ง ก็จะมีให้เลือกว่า จะเอาเค้ก หรือว่าจะเอาแชมเปญทาวเวอร์
คู่ที่เลี่ยนเค้กแต่งงานแล้ว อยากจะหันมาเลี่ยนแชมเปญแทน ก็น่าจะเยอะอยู่
ไม่งั้นโรงแรมคงไม่ทำตัวเลือกออกมาให้เลือกอย่างนี้เนะ

.

แต่เรายังไม่เคยเห็นที่รับจัดเลี้ยงข้างนอกที่รับทำแชมเปญทาวเวอร์นะ อาจจะมีก็ได้
ใครเคยเจอก็ส่งเบาะแสกันมาบ้างก็ได้ : -)

food-champagne

เครดิตรูป
http://www.marthastewartweddings.com/231357/rebecca-and-todd-bridgehampton-new-york/@center/272446/real-weddings#/102363

.

.

.

.

.

เอาล่ะ ไปดูประสบการณ์ส่วนตัวเรากันเลยดีกว่า

.

.

เราเลือกสถานที่จัดเลี้ยงที่ เพนินซูล่า เจริญนคร
ด้วยความที่แขกพ่อแขกแม่เยอะ จึงต้องใช้ห้องบอลรูม สกุณตลา แน่นอน
และแพ็กเกจเรา ก็สูงพอที่จะได้เค้ก 7 ชั้น
และเราก็เลือกเค้ก 7 ชั้น ไม่เอาแชมเปญ ด้วยความที่เราก็ไม่ใช่คนที่ดื่มแอลกอฮอล์
อีกอย่างก็คือ ให้เค้กเขาได้มีฟังก์ชั่นเสริมห้องให้สวย บรรยากาศเริ่ดๆมากขึ้นไปอีกด้วย
เรื่องเค้กเราก็เลยไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะฝีมือการแต่งเค้กที่นี่เริ่ดอยู่แล้ว
บรีฟเรื่องธีมไป ก็จบละ
ส่วนคัพเค้ก ตอนแรกก็คิดๆอยู่ว่าจะเอามาเสริมดีไหม ก็เปลี่ยนใจ
ปล่อยให้เค้กมีอยู่อย่างเดียวไปแบบนี้ล่ะดีแล้ว เด่นๆ : -)

.

เค้กเอียง

food-mycake2

.

เทียบสเกล

food-mycake1

.

ส่วนเรื่องอาหาร
ส่วนตัว เราเป็นคนที่ไม่ชอบบรรยากาศโต๊ะจีน เราเลยตัดทางเลือกนี้ทิ้งไปไม่คิดเลย
และในที่สุดก็เลือกค็อกเทล เพราะว่า “มันสวย”
และก็ต้องเลือกซุ้มอาหารมาเสริมเพิ่มเติม

.

การกะปริมาณอาหารนี่ มันยากเหมือนกันนะ
เพราะเราไม่รู้อนาคต เราไม่รู้ว่าวันงานจริงๆจะมีมากี่คน
แพ็กเกจค็อกเทล เขาก็มีอาหารค็อกเทลอยู่แล้วแหละ
แต่ที่รู้ๆกันว่า มันไม่ค่อยมีใครอิ่ม เราก็เลยต้องเพิ่มซุ้ม
แต่ที่นี่ จะเพิ่มเท่าไหร่ดีล่ะ

.

คุณแอม เซลที่ดูแลเราที่เพนิน ได้แนะนำสูตรคูณสามซุปเปอร์แกงค์มา
กะแขกไว้ว่าจะมากี่คน ก็คูณเข้าไป 3 กลายเป็นจำนวน portion ทั้งหมดที่จะเสริม
ถ้ากะไว้ว่าแขกมา 600 คน
portion ที่จะเสริมก็ควรจะมีประมาณ 1,800 portion
ก็ประมาณว่า แขกคนนึง นอกจากจะทานค็อกเทลได้แล้ว
ก็ยังทานซุ้มรอบๆได้อีกประมาณคนละ 3 ครั้ง
ตัวเลขนี้ ไม่มีตายตัว จะว่าสูงไปก็ไม่สูงไป แต่จะน้อยไปหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจอีก
เพราะการจัดงานแต่งงานช่วงหลังน้ำท่วมนั้น กะเกณฑ์อะไรไม่ค่อยได้เลย
อีกทั้งดันเป็นวันที่แขกพ่อแม่หลายๆคนมีงานแต่งชนกันตูมตามอีก
ถ้าเหลือเยอะเกินไปก็จะเสียดาย ก็เลยเอาตัวเลขนี้แหละ 1,800 portion
และตอนหลังมาเพิ่มเทมปุระอีก 200 portion รวมเป็น 2,000 portion ถ้วน

.

ทีนี้ เราก็มาดูลิสต์รายการซุ้มอาหารว่า
ต่อหนึ่งหน่วย ซุ้มนั้นๆจะให้ได้กี่ portion และเป็นเงินเท่าไหร่(คร่าวๆ)
เช่น ข้าวมันไก่หนึ่งหน่วยซุ้ม ทำได้ 100 จาน (100 portion) ก็เป็นเงิน 10,000 บาท
เป็ดปักกิ่ง หนึ่งตัวได้ 10 ชิ้น (มั้ง) สั่งไป 20 ตัว ตัวละ 1,250 บาท ก็เป็นเงิน 25,000 บาท
กระเพาะปลา สั่งไป 3 หน่วยซุ้ม ซุ้มนึงได้ 100 portion ซุ้มละ 16,500 บาท ก็เป็นเงิน 49,500 บาท
ซาชิมิ สั่งไป  2 หน่วยซุ้ม ซุ้มนึงได้ 100 portion ซุ้มละ 30,000 บาท ก็เป็นเงิน 60,000 บาท
เป็นต้น

.

จะเห็นได้ว่าอาหารแต่ละชนิด ราคาก็ไม่เท่ากัน อาหารญี่ปุ่นมักแพงที่สุด
(ของเพนินใช้บริการ Nippon Tei ในเรื่องอาหารญี่ปุ่น ไม่ได้ทำเอง)
รองมาก็เป็นพวกอาหารจีน พาสต้า ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง อะไรพวกนี้จะถูกสุด
(ถูกสุดในที่นี้ ก็ตกจานละร้อยบาทอะ)

.

.

สรุปไปๆมาๆ งบประมาณที่ใช้เพิ่มซุ้มในคราวนี้
ราคาที่ต้องจ่ายเพิ่ม ก็เป็นถึงครึ่งหนึ่งของงบแพ็กเกจตอนแรกเลยแหละ
ถึงได้บอกว่า ค็อกเทลถ้าจะจัดเต็มนี่ ไม่ได้ถูกไปกว่าโต๊ะจีนเลยนะแง้ว
แพงกว่ากันพรวดๆเลยด้วยซ้ำ

.

โอ้ยไมถ่ายเอียงไปเอียงมา

food-island

.

สี่ในแปดซุ้มพิเศษ

food-station

.

1 เดือนสุดท้ายก่อนวันงาน
เราเปิดนิตยสาร WE เล่นๆ แล้วก็เจองานที่เขาเอาไอศกรีมไอเบอร์รี่มาเป็นซุ้มพิเศษด้วย
โดยไม่รั้งรอ เรากูเกิลหาเบอร์ติดต่อทันที
แล้วเราก็สั่งซื้อไอศกรีมไป 8 ถัง ก็ราวๆ 300 portion
ตกเป็นเงินเกือบ 15,000 บาท ซึ่งยังเป็นงบประมาณที่เรารับได้
(แต่โดนโรงแรมชาร์จค่านำเข้าไปอีกหลายพัน)
ดีใจมาก เพราะมันช่างเข้ากับตีมงานแต่งของเรา

food-iberry

.

แม้ว่าเราจะไม่อยากจะมีโต๊ะจีนในงาน
แต่ด้วยความจำเป็นเรื่องผู้ใหญ่ ในบอลรูม ก็เลยต้องมี VIP 4 โต๊ะ (รูปออกมาก็โอเค)
และเรายังขอเปิดห้องย่อยข้างๆ เพื่อวางโต๊ะกลมอีก 10 โต๊ะ
ให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆเดินเข้าไปนั่งได้อีก
และทางโรงแรมก็ได้ช่วยจัดเก้าอี้ตามทางเดินระหว่างห้องเล็กกับห้องใหญ่ให้ด้วย

.

พอถึงวันงาน ปรากฏว่า จำนวนที่เรากะไว้ มันผิดไปเยอะ
ด้วยความที่แขกมาเยอะกว่าที่คาด มาเร็วกว่าที่คาด และอยู่นานกว่าที่คาด
ทำให้อาหารที่ว่าสั่งหนักแล้ว ก็ยังหมดเร็วกว่าที่คาดไว้มากกกกกก
ทำให้ต้องเลื่อนเวลาขึ้นเวทีให้เร็วขึ้นอีกครึ่งชั่วโมง
แต่ก็นับว่า เป็นปัญหาเล็กๆน้อยๆ ที่เราก็ยังรู้สึกว่าดีกว่าเหลือ และอาหารมันก็คงโอเคจริงๆ

.

.

.

.

.

โอเค คราวหน้าเรามาดูข้อมูลเล็กน้อย(?) เกี่ยวกับเครื่องขันหมากกันบ้าง