อุทัยธานี unseen (๑)

พักจากเรื่องยามศึกเรารบ ยามสงบเราตบกันเองไว้ก่อนแล้วกันนะ
มาว่ากันด้วยเรื่องทริปดีกว่า

ทริปนี้เป็นทริปที่ตื่นเต้นล่วงหน้าหลายสัปดาห์อยู่
อยากไปมากๆเพราะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ unseen ไม่เคยนึกถึงว่าจะน่าเที่ยว
พอแม่เราไปเบิกทางมาก่อนแล้วเอารูปวัดท่าซุงมาให้ดู
ก็ตั้งเป้าไว้เลยว่า จะไปบ้างงงงงงงง

แปลกไหม อุทัยธานี นะเนี่ย
ไม่ใช่เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน อะไรงี้
แล้วแบบว่า เอ้ย มีที่น่าไปหลายที่เลยอ้ะ
ไม่พลาดๆๆๆ

จะว่าไปแล้ว เวลาก่อนไปเที่ยวต่างจังหวัดในปีนี้
ก็จะมีความรู้สึกใจจดจ่อ ตื่นเต้นที่จะได้ไปเสมอๆ
(ครั้งนี้มากกว่าปรกติเพราะรู้สึกเป็นประสบการณ์แปลกใหม่
ไปยุโรป โมรอคโค ไรงี้ ยังไม่ตื่นเต้นเท่านี้เลย – -”)
ก็ไม่ใช่ว่าเบื่องานมากๆ อะไรงี้นะ งานก็ปรกติของมันดี
ก็ไม่รู้มันเหมือนกันว่า ทำไมปีนี้ตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยวอะไรมากมาย
ว่าแต่ ปีนี้ยังไม่มีโอกาส export ส่งตัวเองออกนอกประเทศ
เหมือนปีที่ผ่านๆมาเลยนะเนี่ย เสียสถิติหมด ^^”
(ได้ยินเสียงแว่วๆมาว่า แล้วปีที่แล้วแกไปมากี่ประเทศยะ)

น้องมิดหมีเดี้ยง งวดนี้เลยแบกไปหนักเปล่า
เลยต้องอาศัยรูปจากน้องมะเมื่อม P5100 สัญชาติ Nikon
และจากกล้องชาวบ้านอีกสองกล้อง
Fuji S6500 และ โอริโอ D80
ก็ดูรูปจากสามกล้องปนๆกันก็แล้วกันนะ
ส่วนน้องมิดหมี D70 ที่รัก ก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป
ขั้นต้นพบว่า พอเสียง CF Card กับคอมก็เป็นอาการเดียวกัน
ก็เลยว่าอาจจะเป็นที่ CF Card
เลยจะลองซื้อใหม่มาใช้ดู ถ้ายังเป็นอีก ก็คงต้องเปลี่ยนกล้องกันสักที
จะว่าไปเจ้ามิดหมีก็อยู่กับเรามาสามปีกว่าแล้วนะ
ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ Montreal ยัน Lhasa สมบุกสมบันขนาด

แต่ถึงจะแค่ลองซื้อ CF Card ก่อน ก็จะไม่ใช่เร็วๆนี้แน่นอน
ปล่อยน้องมิดหมีพักผ่อนไปก่อน
ทรัพยากรมีจำกัด มีภาระหนักแล้วซื้ออะไรให้ตัวเองได้ยากขึ้นมากทีเดียว

ก็อย่างนี้ล่ะนะ
รักจะพึ่งตัวเองให้ได้ ๑๐๐%
ก็ต้องแบกรับอะไรหลายๆอย่างด้วยตัวเองเป็นธรรมดา
อยากเก่งกว่านี้ และมั่นใจตัวเองกว่านี้อยู่เหมือนกัน
จะได้ Boost พลัง(และเงิน)ได้มากกว่านี้ และกังวลคิดมากอะไรน้อยลง : )

แต่ยังไงตอนนี้ก็เลือกจะคิดอยู่กับปัจจุบันและไปข้างหน้าอยู่แล้ว
เราไม่ชอบคิดซ้ำซาก ไม่ linger กับอดีต ถ้ามันไม่มีอะไรดีขึ้นมา
เปลืองพลังงานด้วย เปลืองใจด้วย เปลืองเวลาด้วย
บางทีก็ฟังดูเหมือนจะใจร้าย ไม่ค่อยมีจิตใจเหมือนคนอื่น
แต่ใจเรามันมีที่จำกัด อดีต หรือความคิดอะไรที่วนๆกวนๆเนี่ย
ถ้าเคลียร์ออกซะบ้าง ใจมันก็จะมีที่ว่าง ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว
ให้โอกาสสิ่งดีๆที่มีอยู่ได้มีพื้นที่หายใจ เติบโต
และให้โอกาสสิ่งดีๆที่กำลังจะมาได้มีที่ยืน

และทั้งนี้ ก็ตั้งอยู่บนความจริงที่ว่า
ไม่ว่าสิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีๆ เกิดขึ้น มันก็จะตั้งอยู่
แล้วสุดท้าย มันก็จะดับไป เสมอกัน

เอ้าๆ ออกทะเลไปไกล
มาเข้าเรื่องทริปกันดีกว่า

เรา น้องเรา และกิ๊ก ล้อหมุนออกจากบ้านราวๆสิบโมง
ไปถึงโลตัสเลียบทางด่วนรามอินทรา
เพื่อที่เราจะได้ซื้อของทำสังฆทานและนัดพี่หมีเจอที่นั่น
คราวนี้ เราเลือกซื้อเครื่องเขียนเป็นหลัก
ส่วนมิ้งช่วยเลือกแชมพู
ทั้งสองอย่างเป็นของที่หลายๆคนมองข้ามเวลาทำสังฆทาน
เอาเป็นว่า ก็ซื้ออย่างที่คิดว่าได้ประโยชน์ที่สุดล่ะนะ
และก็ทำสังฆทานแบบที่ไม่เลือกวัด ปักวัดไหนก็วัดนั้น
ไม่ต้องดูว่ามีพระขี้เกียจหรือเปล่า เจ้าอาวาสน่าเลื่อมใสหรือไม่
ขอแต่ว่าให้ก็พอ ซึ่งเป็นคอนเซปท์ที่แท้จริงของการทำสังฆทานอยู่แล้ว

ทริปนี้พาหนะคู่ใจคือน้องอิปป้งของกิ๊ก
ปรกติเราจะใช้รถที่บ้านเรามากกว่า
แต่ด้วยความที่หมู่นี้ไม่สะดวกจะใช้งานเท่าไหร่
ก็เลยเป็นโอกาสที่ได้น้องอิปป้งไปสูดอากาศบ้านนอกแทน

ด้วยความที่เริ่มทริปกันค่อนข้างสาย
แต่ก็วางแผนไว้แล้วว่า เราจะไปแวะทานอาหารกลางวันกันที่ไหน
(เรื่องกินเรื่องใหญ่เสมอ)
คืนก่อนหน้า ก็ได้ฟันธงกันว่า แวะสิงห์บุรี ทานที่ร้านกุ้งเผาทองชุบ กันดีกว่า

เราวิ่งบนเส้น 32 ไปเรื่อยๆ
พอผ่านแยกที่เส้น 3027 มาจบด้านขวา
สักพักก็ลองดูโรงพยาบาลพรหมบุรีที่อยู่ด้านขวา
เลยมาหน่อยเดียวก็จะถึงทางเข้าวัดตราชู
ก็เลี้ยวซ้ายตรงเข้าไปเลย ตามนั้น

ทางเข้าข้างวัดตราชู

ที่จอดรถหลังวัดตราชู มีป้ายร้านกุ้งเผาทองชุบ
รู้เลยว่าไม่หลงหรอก มาง่ายมากๆ
ท่านเจ้าอาวาสแอบบอกว่า พระองค์โสม กับพระองค์ภา แวะมาหลายครั้ง

หน้าร้าน

ภายในร้าน

เมนู

น้ำจิ้มสารพัด

ต้มยำปลาคัง
ชอบๆ ปลาคังๆๆ เหมาคนเดียวไปครึ่งหม้อได้

ปลาเนื้ออ่อนทอดกรอบ
กรอบมากกกกก กรอบจนไม่รู้เนื้ออยู่ไหน 555
จิ้มกับน้ำจิ้มพิเศษที่เขาให้มาก็อร่อยแปลกๆดี

ทอดมันปลากราย เนื้อหนุบดี ใช้ได้เลย

กุ้งเผามาแล้วว

เทียบสเกล ๑

เทียบสเกล ๒

เทียบสเกล ๓

แหวกกุ้งปล้นมัน

ไม่เฉพาะหัวที่ใหญ่ ตัวก็ใหญ่และแน่น ตัวเดียวจุกเลย
ปรากฏว่า เหมือนว่ากุ้งแต่ละตัวมาตรฐานไม่เท่ากัน
กลายเป็นว่ากุ้งเรา (ตัวสุดท้าย) มันอร่อยสุด
และดูท่าทางเนื้อก็อาจจะอร่อยสุดด้วยมั้ง
แต่อย่างไรก็ดี
ปรกติเราก็ไม่ค่อยหวังความอร่อยจากกุ้งใหญ่อยู่แล้ว
กินเอาสะใจมากกว่า
กุ้งขนาดกลางเนี่ย อร่อยสุดแล้ว

ค่าอาหารออกมาดังนี้
พอถ่ายรูปเสร็จ จ่ายตัง เขาก็ให้บิลกลับมา
ทำไมที่อื่นไม่ให้มั่งหว่า

วิวจากแพอาหาร ได้โค้งแม่น้ำพอดี

ทานข้าวแล้ว ไปทานบุญด้วยการทำสังฆทานที่วัดตราชูกันต่อ
เจ้าอาวาสผู้มากกิจกรรมสังคมท่านอยู่พอดี
เลยได้ฟังท่านคุยไปซะครึ่งชั่วโมง

ขับไปสักพักก็ชัยนาทแล้ว

ถึงชัยนาทด้วยทางหมายเลข 32 เหมือนเดิม
พอเจอ 3212 ก็เลี้ยวซ้ายตรงไปเรื่อยๆสู่อำเภอมโนรมย์ได้เลย
ตรงไปจนชนแม่น้ำแหละ แล้วข้ามแม่น้ำขับต่อไปบนเส้น 3265

วิวเขียวๆ น่าลงไปกลางทุ่งถ่ายรูปเล่น
ถ้าไม่ติดว่าร้อนตับแตกกันซะก่อน

วิ่งถึงแม่น้ำแล้ว ลงแพขนานยนต์ไปเฉยๆเลย
ค่าผ่านทาง 30 บาท (หรือ 20 บาทหว่า?)

กรี๊ด กร๊าด เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิต

ลงตุ๊บมาก็ถึงอุทัยธานีแล้ว
อะเมซิ่ง(อยู่คนเดียวมั้ง)

ขับไปตามป้ายวัดท่าซุงเรื่อยๆเลย ไม่มีหลง
ในแผนที่ก็ตรง รร.ชุมชนวัดท่าซุงนี่แหละ

มาถึงแล้วเราเลือกเข้าฝั่งขวาก่อน
ก็มาเจอป้าย information ที่นี่

ตอนนี้อยู่ที่มณฑปแก้ว เดี๋ยวจะไปที่วังมัจฉาที่อยู่ด้านล่าง
แล้วกลับขึ้นไปที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร และตามด้วยปราสาททองคำ

มาดูมณฑปแก้วกันก่อนก็แล้วกัน

เริ่มๆเห็นเค้าอลังการของที่นี่แล้ว
ตรงหน้าคือพระประธาน
และรูปปั้นของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ที่ก่อนหน้านี้คิดมาตลอดว่า เป็นฤาษีผมขาวๆยาวๆน่ะ – -”

แทงก์น้ำมนต์ ใหญ่ขนาด
(ดีนะไม่แปะกระจกให้มันระยิบระยับกลายเป็นแทงก์แก้วไปด้วย)

เอ้า รวย รวย รวย

แล้วก็ลองเสี่ยงเซียมซีดู

ได้หนึ่งในสองใบนี้ ชีวิตก็ระกำได้อีก เอ้า นี่แหละชีวิต

แล้วก็ไปเปลี่ยนบรรยากาศกันที่วังมัจฉา

ปลาตัวใหญ่ๆอวบๆทั้งนั้นและเยอะมากๆ
และทำตัวเหมือนหิวอดอยากอยู่ตลอดเวลา

ปีนป่ายก่ายกันเข้าไป

แกล้งปลาและแกล้งคนจนเป็นที่พอใจแล้ว
เราก็ย้ายมาอีกฝั่งเพื่อไปที่วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร

ตอนเห็นป้าย วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร ๒๐๐ เมตร
ก็งงว่ามันเหลืออีกกี่เมตรถึงจะถึงกันแน่
อะโถ่ ชื่อเต็มเขาชื่อวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตรน่อ

เนื่องจากวัดท่าซุงมีบริเวณกว้างขวางและมีทางเข้าออกหลายทาง
ก็เข้าทางนั้นที ทางนี้ที ผิดๆถูกๆ แต่ก็มีอะไรให้ดูตลอด

หลังคายาวๆนู่นแหละ วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร
ข้างหน้าเป็นรูปปั้นรัชกาลต่างๆ

ซุ้มประตูเข้าวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร
(ชื่อยาวจัง แฮ่กๆ)

เข้ามาในวิหารแล้ว ชั้นนอกทาสีเหลืองอินเทรนด์

พอเข้าไปด้านในจริงๆ อะจ๋าย
เห็นรูปมาก็เยอะแล้ว แต่ของจริงก็ยังสวยกว่ารูปแฮะ
เพราะเราไปยืนอยู่ท่ามกลางความระยิบระยับเองล่ะมั้ง

องค์พระประธาน

ชื่นชมพองาม (เพราะเขาจะปิดประตูแล้วตอนสี่โมงเย็น)

ก็ได้เวลาเดินทางไปที่ปราสาททองต่อ

ระหว่างทางก็มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆวางเรียงรายอยู่รอบอาณาเขตนับร้อยๆ
(ตอนหลังถามป้าที่อยู่ที่นั่นเขาบอกว่ามีทั้งหมด ๑,๒๕๐ องค์)
และมีพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูง ๓๐ ศอก ให้ดูอีก

มาถึงแล้วปราสาททองที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี

ดีเทลเพียบ

ตอนดู คือเราไม่เห็นว่าพวกอาคารที่วัดท่าซุงทั้งหลาย
จะเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสนมหัศจรรย์สวยงามหยดย้อยนะ
ถ้าเอาตามเซนส์การออกแบบมันก็ยังมีอะไรขาดๆเกินๆอยู่เยอะ
(แต่ยังยกเว้นพระพุทธรูป ที่งามจริงๆจ้า)
แต่มันก็บ่งบอกได้ถึงศรัทธาที่มหาศาลที่ชาวบ้านมีต่อวัดนั้นจริงๆนะ
แล้วเราก็ไม่ค่อยมายด์ว่า เป็นวัดจะต้องเป็นที่เงียบ เรียบง่าย เท่านั้น
วัดจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือว่ากระชากศรัทธาคนแบบคุณแม่เราก็ได้
แค่ขอว่า อย่าสอนธรรมะผิดๆถูกๆให้กับคนก็พอ

ยังไงวัดท่าซุงก็เป็นวัดที่น่าเที่ยวมากๆวัดหนึ่งเลยล่ะ

สี่โมงเย็นกว่าๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อ
โดยไปที่วัดสังกัสรัตนคีรีเป็นที่ต่อไป
ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเมืองอุทัยธานีมากๆ

ถึงแล้วจ้า

นั่นไง บันไดในตำนาน
ตอนตักบาตรเทโว คนจะเยอะกันขนาดไหนน้อ

ยืนคิดอยู่ว่าจะเดินขึ้นไปหรือไม่ดีสักพัก
ก็มีพระรูปหนึ่งบอกว่า ขับรถขึ้นไปข้างบนก็ได้นะโยม
อ้อมสนามกีฬาไป
พระท่านแนะนำ เราจัดให้
ถึงยอดเขาสะแกกรัง ก็จะได้ชมวิวอย่างนี้

แล้วก็วนกลับมาในตัวเมืองอีกครั้งเพื่อผ่านไปที่วัดอุโบสถาราม
โดยจอดรถแถวตลาดริมแม่น้ำสะแกกรัง
แล้วเดินข้ามสะพานไป

ระหว่างเดินบนสะพาน
แมงกะไซก็แล่นสวนไปสวนมาเยอะมาก
จนรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่
แต่ก็โอเคล่ะ นานๆมาที

มาถึงแล้วก็เริ่มมืดแล้วง่ะ
ฟ้าตั้งเค้าฝนแล้ว

เทียบสเกล

มองกลับไปที่สะพานที่ข้ามมา

ภาพเขียนหนังโบสถ์แสนสวย

พระพุทธรูป และรอยพระพุทธบาท
unseen มากๆ และตั้งวางอยู่เหมือนหม้อไหทั่วไป
เป็นวัดอื่นคงจับล้อมกรอบ ปิดทอง บูชา ชาบูกันยกใหญ่

ด้านในผนังก็สวยไม่เบา

เดินวนๆดมๆสักพักก็ออกมา
ตอนแรกว่าจะหาอะไรทานที่ตลาด
แต่เห็นว่าห้าโมงเย็นกว่าแล้ว
ควรจะไปถึงรีสอร์ทให้เร็วที่สุดดีกว่า
เพราะว่ามืดด้วย ไม่รู้จักทางด้วย ฝนก็จะตกอีก

ข้ามสะพานกันอีกรอบ

มะแมวนั่งชมวิวเป็นคู่กัน

ภาพสุดท้ายที่แม่น้ำสะแกกรัง

ขึ้นรถมา ตรงไปยังรีสอร์ทที่อ.บ้านไร่เลย ด้วยเส้น 333
เปิดน้องหมาดำ(ลูกคนใหม่ล่าสุด)ไปตลอดทางเลย
ช่วยได้มากจริงๆ โดยเฉพาะเวลากลางคืน

ฝนกำลังจะตกแล้ว

แล้วสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาก็เกิดขึ้น
นั่นคือ ฝนตกหนัก(ถึงหนักมาก) เวลากำลังจะมืดค่ำ ในที่ๆไม่คุ้นเคย
ทำให้ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้เวลานานกว่าปรกติ

แต่ก็ดั้นด้นกันมาถึงรีสอร์ทจนได้
หลังจากท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีดำไปไม่นาน
ฝนก็ยังไม่หยุดตก แม้ว่าจะซาลงมากแล้ว
อนิจจา รีสอร์ทดันไม่มีที่ให้ไป drop off ของหน้า lobby อีก
ทั้งแขกทั้งพนักงานก็เลยต้องเดินฝ่าฝนเข้าไปใน lobby เอง
แต่ก็ได้รับการต้อนรับด้วยน้ำใบเตยเย็นๆแสนอร่อย ก็โอเคลา

กุญแจในห่อขนม แอบผิดหวังที่ไม่ใช่ขนม อิอิ

มีมะม่วงเป็น Welcome Fruit ด้วย มะม่วงและพริกเกลือรสชาติใช้ได้เลย

ที่นี่ออกแบบมีคอนเซปท์ถ้ำ และธรรมชาติ
เลยทำให้การออกแบบไฟในห้องก็มืดไปด้วย
ส่วนห้องน้ำเป็น open air ไม่มีหลังคาและไม่มีไฟ
และข้างนอกฝนยังไม่หยุดตก
แปลว่า ถ้าจะอาบน้ำตอนนี้ ก็ต้องอาบไปตากฝนไป และอาบแบบมืดๆ
จะไม่อาบก็ไม่ได้ เพราะเที่ยวเหนียวตัวมาทั้งวันแล้ว
ทำไมอย่างงั้นง่าาา
(บ่นในใจแล้วก็ยอมรับสภาพ ก็รีสอร์ทมันมีคอนเซปท์อ้ะ)

พอตั้งตัวได้แล้วก็สั่งอาหารทันที
แต่ก็ไม่อยากเดินไปที่ส่วนทานอาหารอีกเพราะว่าฝนยังตกอยู่
เลยให้เขายกมาเสิร์ฟตรงผับที่อยู่ในล็อบบี้แทน
กินกันไปมืดๆ(มาก) แต่ก็โอเคอะนา รสชาติใช้ได้

ตอนกลางคืนเซ็ตแอร์ผิด เลยไม่ค่อยเย็นเลย
แถมตอนสี่ทุ่มกว่าไฟดับอีกครึ่งชั่วโมง
เพราะว่ากิ่งไม้มันไปพาดสายไฟที่ชุมทางโน่น
ก็ยังนับว่าไม่นานอะนะ
แต่กระนั้น มันก็ทำให้เราต้องเปิดประตูห้องน้ำที่เป็น open air เอาไว้
ผลก็คือ ยุงเข้าห้อง
ทำให้มนุษย์ดูดแมลงอย่างเรา แขนขวาขึ้นตุ่มไปแถบนึง ฮือ
แถมนอนไม่ค่อยหลับเพราะแอร์มันร้อน ระบายอากาศไม่ดีอีก ฮือ ฮือ

คืนแรกเลยนอนไม่ค่อยสบายเลย
ทั้งๆที่ตัวรีสอร์ทดูน่าจะพักสบายๆแท้ๆเชียว
ฮือ ฮือ ฮือ