อุทัยธานี unseen (๒)

เมื่อเช้ามาทำงานฝนตก
ก็เลยเดินไปซื้ออาหารเช้าที่โอปองแปงใต้ตึกแทน
พอซื้อเสร็จ ฝนหยุด เง้อ…

รู้สึกเหมือนว่าตอนเช้าร่างกายไม่ค่อยอยากได้อาหารฝรั่งแล้ว
รู้สึกว่าหนักท้องเกินไป
จะสบายท้องกับอาหารอย่างข้าวต้ม เกาเหลาเลือดหมู มากกว่า
เมื่อเด็กๆชอบมากเลยอาหารฝรั่งเนี่ย
จะให้ทานกี่มื้อก็ได้ ตรงข้ามกับพวกข้าว ข้าวต้ม
ที่ไม่ค่อยอยากทานเท่าไหร่
ร่างกายมันเปลี่ยนแปลงกันได้จริงๆอะเน้อ
เริ่มเข้าใจพฤติกรรมการกินของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เรามากขึ้นแล้ว

กลับมาที่ทริปกันต่อ
สรุปว่าเมื่อคืนเปิดพัดลมแทนที่จะเป็นแอร์
ตื่นมาแดดแยงตาแล้ว แต่อากาศก็ยังเย็นกว่าตอนกลางคืน
ทำให้ตอนเช้าหลับต่อได้สบายอีกยาว
อาจจะเป็นข้อดีของการทำห้องให้เหมือนถ้ำล่ะมั้ง
ไปกินข้าวกลับมา ห้องก็ยังเย็นอยู่เลย

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาวันใหม่

พวกเราแจ่มใสเหมือนนกที่ออกจากรัง (ไปหาอะไรกิน)

วันนี้โปรแกรมหลวมมาก
เพราะกะจะอยู่รีสอร์ทเล่นน้ำและหมกสปาเกลือ
เลยว่าจะไปแค่เขาปลาร้า หรือหุบป่าตาดก็พอ

เนื่องจากอู้บวกอืด (พี่หมีเป็นหลัก) ในตอนเช้า
กว่าจะออกจากรีสอร์ทก็ปาเข้าไปจะเที่ยง
ก็เลยว่าจะไปหาอะไรทานแถวๆหุบป่าตาด

เราออกเดินทางจากเส้น 4008 ที่ไม่มีระบุในแผนที่อันนี้
แต่มันคือเส้นสักเส้นหนึ่งที่อยู่มุมซ้ายล่างนี่แหละ
ขึ้นไปเส้น 3011 สู่ตัวเมืองบ้านไร่
แล้วใช้เส้น 3282 ขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆ

จนไปเจอแยกเส้น 3438
ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปลานสัก ไปห้วยขาแข้ง
ถ้าเลี้ยวขวาไปสักพัก ประมาณแยกที่สองมั้ง
(ถ้าดูภาพแบบ satellite จะเห็นว่าเป็นภูเขาโผล่ขึ้นมาชัดเจน
ที่ตรงระหว่างทุ่งนางามและเขากวางทอง)
ไปตามป้าย ก็จะไปเจอทางเข้าหุบป่าตาด และเขาปลาร้า
โดยที่ต้องผ่านบริเวณวัดถ้ำทองเข้าไป

มาถึงแล้วเจอป้ายขึ้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
ก็ว่าใช่แล้วแหละ
แต่จริงๆแล้ว ไม่ช่าย ไม่ช่าย
เป็นถ้ำของวัดถ้ำทองนี่ต่างหาก
ตอนปลายมีทางเข้าถ้ำไปมืดตื๋อ
ด้วยความที่เราไม่มีไฟฉาย แต่เราคิดเองเออเองว่าน่าจะใช่
พี่หมีก็ไม่เห็นด้วยว่าควรจะเข้าไป
แล้วอีกอย่างก็ไม่มีคนเลยด้วย เจ้าหน้าที่ก็ไม่มี
เราเลยจะเปลี่ยนเป็นไปหาอะไรกินแล้วก็ไปหาซื้อไฟฉายเข้าถ้ำดีกว่า

เราใช้น้องหมาดำหาที่กินที่ใกล้ๆ
ก็มาลงเอยกับที่นี่ ครัวบ้านคุณ ในปั๊มบางจาก
บนเส้น 3438 ทางที่จะไปห้วยขาแข้ง

เป็นอาหารตามสั่งที่รสชาติใช้ได้เลยอะ
ชอบๆๆ โดยเฉพาะไข่ดาวที่ทอดได้กรอบแต่ไม่ไหม้
พอทานเสร็จแล้วก็ถามเจ้าของร้านเกี่ยวกับหุบป่าตาดและเขาปลาร้า
ก็เลยได้ความว่า ถ้ำที่คิดเองเออเองว่าเป็นทางเข้าหุบป่าตาดน่ะ ไม่ใช่
มันต้องเลยไปอีกน่อ
แหม่ แล้วก็ดันติดป้ายว่าทางเดินศึกษาธรรมชาตินี่นา

สรุปก็ไม่ได้ซื้อไฟฉาย
แต่พอถึงที่จริงแล้ว ก็ไม่ต้องใช้
เพราะเขาให้ยืมมาตอนที่จ่ายค่าเข้าชม (คนละ ๓๐ บาท)

รู้สึกว่าตั้งแต่เล่นโยคะเป็นประจำนี่ ล่ำขึ้นเยอะเลยตู ^^”
แต่ก็เอาน่ะ สุขภาพดีขึ้น รู้สึกคล่องตัวขึ้นเยอะเลย
นั่นไง ไฟฉายที่เขาให้ยืมมา

ทางเข้าถ้ำ
ในถ้ำลื่นได้ใจ เพราะฝนเพิ่งตกมาหมาดๆ
(และกำลังจะตกอีก)

เข้าไปแป๊บเดียวก็ออกมาแล้ว

หุบป่าตาดคืออะไร ตามนี้เลย

เข้ามาแล้วเราจะเจอต้นตาดและพืชพันธุ์อื่นๆ
ที่มีวิวัฒนการช้ามากๆ เพราะไม่มีปัจจัยภายนอกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

พี่หมี ภูมิใจเสนอ ต้นดีหมี

อย่างที่เขาบอกว่า มันเป็นส่วนที่ถ้ำยุบตัว
แล้วการยุบแบ่งเป็นสองห้อง
ที่คั่นด้วยส่วนของถ้ำที่ยังไม่ยุบตัวตามลงไป อย่างนี้แหละ

พี่หมีเดินไปสำรวจให้ก่อนว่า
มันน่าลงแรงเดินข้ามไปหรือเปล่า
วันนี้ที่ทางในหุบป่าตาดชื้นแฉะและลื่นมาก
และร้อนอบอ้าวมากเนื่องจากฝนกำลังจะตก
ไม่มีลมด้วยเพราะเป็นส่วนที่ยุบตัวลงมา อับลม
พี่เจ้าหน้าที่บอกว่าจริงๆแล้วที่นี่ปรกติจะเย็นสบายมาก

ผนังถ้ำที่นี่เย็น และมีลักษณะเหมือนหินอ่อนสีขาว สวยดี

เหงื่อไหลเป็นสายๆๆๆเหมือนก๊อกรั่ว

ถามเจ้าหน้าที่เรื่องเขาปลาร้า
เจ้าหน้าที่บอกว่า เดินยากกว่านี้เยอะ
และปรกติใช้เวลาเดินไปกลับขึ้นลงเขา ๓ ชั่วโมง
และควรมาหน้าแล้ง เพราะหน้านี้ทางจะลื่น อันตราย
ก็เลย โอเค เอาไว้ก่อนก็ได้
เสียดายนิดๆ แต่ความขี้เกียจและขี้ร้อนเยอะกว่า
อีกอย่าง จะกลับไปตีโป่งที่รีสอร์ทด้วยล่ะ

ขากลับฝนก็ตกอีกละ
แต่ไม่เท่าเมื่อวาน
ตกไม่นานก็หยุด
สองข้างทางก็เขียวขจี
ที่นี่เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่ดีทีเดียวล่ะ

ก่อนถึงที่พัก มีป้าย “ต้นไม้ยักษ์”
ชาวเราก็ใจง่าย ไปดูกันดีกว่า

ปรากฏว่าต้องเดินลุยโคลนเข้าไปประมาณ ๒๐๐ เมตร
กว่าจะถึงต้นไม้ยักษ์ที่ว่า แต่มันก็ใหญ่จริงๆนะ
เสียดาย จริงๆน่าจะมีเป็นดงๆเลย นี่มีแค่สองต้นเอง

ซู้งสูง

ให้หมีไปยืนเทียบสเกล

ให้แมวไปยืนเทียบสเกล

รู้สึกเหมือนมันไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวไงไม่รู้
มันเหมือนเข้ามาในดงหมู่บ้านชาวบ้าน
แล้วก็อะเนี่ย ต้นไม้ ^^”
ได้ตุ่มยุงกัด แมลงสารพัด กลับมาเป็นของฝาก
(ตามเคย ชาวบ้านเขาไม่โดนกันสักคน)

จากนั้นก็ไม่แวะอะไรแล้ว
จะตีโป่งๆๆ

แอบเห็นว่าใครพักห้องข้างหน้านี้แล้วอาบน้ำ
เราจะมองเห็นด้วยล่ะ

ไข่อะไรไม่รู้ ชมพูๆ

ถ่ายรูปห้องน้ำในห้องซะหน่อย ตอนเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ

แล้วก็รองน้ำร้อนเอาไว้
ไปว่ายน้ำ สปากันเสร็จ คงได้แช่พอดี

Facility มันก็ครบดีอะนะ

เตียงๆๆๆ
แอบแพ้หมอนขนสีแดงนั่นล่ะ
เวลานอนต้องเอามันไปไกลๆเตียง

มองกลับไปที่ห้องน้ำและทางเข้า

มองระเบียงห้องชาวบ้านมั่ง

มาที่ระเบียงตัวเองอีกที

ไร้สาระพอแล้วก็ออกมารอทีมงานให้ครบแล้วไปว่ายน้ำด้วยกัน

คิงคองเห็นหนังสือไม่ได้เลย

ลงมาด้านล่าง
(เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ถ่ายรูปอีก)

เสาตรงกลางที่เขามีคอนเซปท์เป็นหินงอกหินย้อย
(ดูให้เหมือนหน่อยละกัน)

ส่วนผับที่แขกได้ทิ้งลายเซ็นเอาไว้เต็มผนัง

กลอนที่อ่านแล้วก็ไม่ค่อยเข้ากับรีสอร์ทเท่าไหร่
แต่ก็โอล่ะน่า เขาอุตส่าห์แต่ง

ฝูงปลาที่พรุ่งนี้จะมาแกล้งก่อนกลับ

ด้านทางเข้าล็อบบี้

ห้องชาวบ้าน

ทางที่แยกไปห้องอาหาร
(เมื่อไหร่จะเดินถึงสระว่ายน้ำ?)

เดินทะลุอาคารสปามา
ก็ถึงสระว่ายน้ำท่ามกลางขุนเขาแล้ว

ถึงแล้วๆๆ

ก็ว่ายน้ำตีโป่งกันไป
สระว่ายน้ำวันนี้ไม่ค่อยสะอาด
มีแมลงลงไปตาย และมีลูกกบตัวเล็กๆลงไปนอนหงายลอยอยู่ในสระน้ำเกลือ
แต่เราก็ลงไปเล่น เพราะมันอุ่นแล้วรู้สึก organic ดี 555
ส่วนสระคลอรีน ก็ไม่ค่อยชอบ
เพราะสระมันสีขาวแล้วเห็นมีตะกรันเกาะตามผนังสระแล้วรู้สึกไม่สะอาดเลย
โซฟาคอนกรีตกลางน้ำนั่นก็มีคราบสนิมแล้ว นอนได้ไม่สนิทใจ
(แต่ลงไปว่ายสระที่มีลูกกบเพิ่งตายได้ – -”)
อาม่าตรงสระอีกฟากก็ไม่ค่อยปลื้มกับสระว่ายน้ำเท่าไหร่
เพราะแมลงเยอะ มดเยอะ
แต่ยังไงเราก็ว่าการออกแบบมันดีนะ
มีทั้งสระคลอรีน และสระเกลือ แถมมีที่ให้นั่งเล่นกลางน้ำ
แล้วยังมีส่วนที่ให้เดินลุยน้ำแบบออกกำลังขาสำหรับคนสูงอายุด้วย
เพียงแต่ว่า เขาต้องใส่ใจกับความสะอาดของสระว่ายน้ำมากกว่านี้แหละ
ถึงคนพักจะไม่เยอะก็เถอะ

ว่ายพอหายอยากแล้วเราก็ไปลงสปาเกลือต่อ
มันก็เป็นบ่อเกลือเกล็ดๆงี้แหละ
ลงไปนอนบนเกลือ แล้วพนักงานเขาก็จะช่วยกันโกยเกลือกลบให้
ในห้องปรับอุณหภูมิ
ถึงจะรู้สึกหนักๆเกลือบนตัว แล้วอุณหภูมิก็ค่อนข้างอุ่นและชื้น
แต่เกือบครึ่งชั่วโมงที่หมักอยู่ ก็หลับสนิทอย่างสบายเลย

อาบน้ำเอาเกลือออกเป็นพิธีแล้วก็กลับห้อง
อาบน้ำต่อแล้วค่อยเดินมาหาอะไรทานกัน

กลับมา น้ำยังไม่เต็มอ่างเลยง่า – -”
เปิดไว้เบาๆด้วยมั้ง
ก็เลยต้องรอต่ออีกนิดนึง
แล้วก็เตรียมตัวออกไปหม่ำๆกัน

ด้วยความที่บริเวณแถวนี้มืด และไม่มีร้านอาหารที่ดูเข้าท่าเป็นพิเศษ
ก็เลยตัดสินใจทานที่รีสอร์ทเหมือนเดิม
เพราะอาหารรสชาติก็ใช้ได้

ช้อนส้อมพร้อม

นั่งๆอยู่ก็รู้สึกถึงพลังดูดแมลงของตัวเองอีกแล้ว
เลยเรียกให้เขาเอายากันยุงให้หน่อย
แต่ก็ดูพนักงานมึนๆ เลยต้องเรียกสองรอบ
ในที่สุดเขาก็เอายากันยุงมาจุดที่โต๊ะข้างๆสองโต๊ะ
(ทำไมไม่ไว้ที่โต๊ะเราไปเลยหว่า)

ข้าวสวยอุ่นๆ

พริกน้ำปลา

คะน้าหมูกรอบ

ลาบหมูทอด ชนะเลิศ

ปลาทับทิมนึ่งซีอิ๊ว
ปลาทับทิมเป็นปลาที่เนื้ออร่อยนะ แต่ก้างเยอะชะมัด
ปลาสดดี เหมาไปครึ่งตัว

พล่ากุ้ง รสชาติโอเค กุ้งก็ของโปรดอยู่แล้ว

อาหารรสชาติใช้ได้หมด พอใจ
แต่ที่ไม่พอใจอย่างแรงคือ
แมลงดำๆตัวป้อมๆขนาดประมาณ 3-4 มิลลิเมตร
ขยันบินมาตกที่ตัวเราและจานอาหารมาก
พนักงานบอกว่า มันเป็น open air เลยห้ามแมลงไม่ได้
แต่เราก็ไม่เคยเห็นที่ไหนแมลงเยอะจนกวนการกินข้าวอย่างนี้จริงๆนะ : (
รู้งี้สั่งไปกินที่เดิมดีกว่า
ไม่มีแมลงกวน
และถึงมี ก็ไม่เห็น เพราะมันมืด อาจจะกินเข้าไปไม่รู้ตัวก็ได้ 555

คืนนี้ไม่เสียท่าเหมือนคืนที่แล้ว
ตั้งแอร์เอาไว้เย็นๆ มันเลยเย็นสมใจ
บวกกับกินยาแก้แพ้จากบรรดาแมลง และพาราเซตตามอล
เลยทำให้ยิ่งหลับสบายยย และยาววววว ตั้งแต่ยังไม่สี่ทุ่มดีเลย

แหม่ มันต้องอย่างนี้สิ