วันสุดท้ายแล้ว
ปรกติเราจะอยู่ที่โรงแรมถึงเวลาเช็คเอาท์เลย
เพื่อจะได้กลิ้งเกลือกในห้องให้ได้คุ้มที่สุด แฮ่มๆ
คราวนี้ก็อีกเช่นกัน
นอนกลิ้ง ดูทีวี อืด จนเวลาเช็คเอาท์ แล้วค่อยลงมาเช็คเอาท์และนั่งเล่นที่ล็อบบี้

เมื่อคืนนอนหลับสบายและยาววมาก
นอนสี่ทุ่ม ตื่นเก้าโมงเช้า 555
ได้นอนเยอะๆแบบที่ตื่นมาสดชื่นๆนี่ แฮปปี้ที่ซู้ด
แล้วก็อืดๆถืดๆ กว่าจะแซะตัวเองลงไปทานข้าวเช้าได้

ตอนเช้าน้องอี้เขาเดินไปขอพนักงานให้เปิดดูทุกห้องเลย
แล้วก็ถ่ายรูปมาฝากกัน
ลงให้บางอันละกันเพราะว่ารูปเยอะมากกก

ทั้งสองเช้าที่นี่ ฟ้าใส แดดดี

ห้องอาหาร Skylight ที่เราฝากท้องไว้ทั้งหมด ๔ มื้อถ้วน

สามารถขึ้นไปทางข้างบนดาดฟ้าห้องอาหารได้ด้วย
แต่ตอนนี้แดดร้อนเกิ๊น
น่าจะมีร่มสักหน่อยก็ยังดีอะน้อ

บันได และแสงเงา

โต๊ะทานข้าว

เมนู มีสามเซ็ตให้เลือก
โดยส่วนตัวบริการยังบกพร่อง
ตรงที่ถ้าไม่บอกว่าจะเอาชาหรือกาแฟ ก็จะไม่ถาม แล้วก็ไม่ยกอะไรมาให้เลย
ผลไม้วันที่สองก็ต้องทวง

แต่น้ำส้มกับนมสดนี่ไม่เคยพลาดไม่แจก
เราทำหน้าที่เหมานมสดจากทั้งของกิ๊กและน้องอี้
เพราะไม่ยอมดื่มด้วยกันทั้งคู่

วันสุดท้าย เราขอเป็น ABF

เราไม่เอาเบคอนแบบนี้ เขาเลยแถมแฮมมาในจานเราอีกหนึ่งชิ้น อิ่มม

ยำไข่เค็มสำหรับคนสั่งเซ็ตข้าวต้มขาว

และหมูผัดซีอิ๊ว

เราลองไปดูห้องแบบอื่นๆกันบ้างนะ
ห้องที่เราอยู่ ชื่อว่า Deluxe
ส่วนห้องนี้เป็นบังกาโล เรียกว่า Eve Cottage
ซึ่งเป็นห้องที่มีราคาถูกกว่า แต่เราดูในเว็บแล้วไม่ชอบ

มีแต่เตียงคู่ ไม่มีเตียงใหญ่ๆ
เราไม่ชอบเตียงแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วด้วย

ห้องน้ำก็ไม่ถูกจริตอย่างแรง

ถ้าฝนตกหรืออากาศหนาวมากๆแล้วอิฉานจะทำยังไง

ส่วนอันนี้ ห้อง Presidential Suite ที่พนักงานเขาบอกว่า
พานทองแท้ เคยมาพัก (บางคนได้ยินอาจเปลี่ยนรีสอร์ททันที อิอิ)

ที่ทานข้าว
เราว่าเฟอร์นิเจอร์ห้องนี้ไม่เข้ากะคอนเซปท์ถ้ำเลยง่ะ

ห้องนอน เตียงเหมือนห้องเรา
แต่หน้าต่างกว้างกว่า

มาดูที่ห้อง Honeymoon Suite บ้าง

ก็โอเคนะ

ผ้าห่มคลุมเตียงนี่ ก็อาจจะมีคนชอบ
แต่สำหรับเรา แมนรับบ่ได้ ไม่ถูกจริตอย่างแรง

พอละ กินเสร็จก็มาผึ่งพุงที่ล็อบบี้ก่อนดีกว่า

ดีไซน์แนวแนว

แล้วก็เดินมาชั้นสอง เตรียมเก็บของ
และกลิ้งเกลือกจนถึงเวลาเช็คเอาท์

ก่อนกลับก็ฝากงานศิลเปรอะไว้เป็นที่ระลึกบ้าง
(รีสอร์ทเปิดมาสองปี ลายเซ็นเต็มผนังแย้ว แทบหาที่เซ็นไม่ได้)

รู้สึกนับถือมิเคแลงเจโลมากขึ้นทันที
นี่ขนาดยังไม่ได้เขียนบนเพดานนะเนี่ยยย

แล้วก็ไปแกล้งปลา

ปลามันแย่งกันน้ำกระจายเหมือนที่วังมัจฉาเลยง่ะ – -”

น้องพนักงานเขาก็ร้อรอ
เมื่อไหร่จะมาเช็คเอาท์จ่ายค่าข้าวเย็นซะที อิอิ

อวตาร บ๊ายบาย

ความรู้สึกกับรีสอร์ทนี้
มันเดิ้น มันไม่เหมือนใครดีนะ แล้วมันก็แน้วแนว
แถมใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ วิวก็สวย นอนก็สบาย(ถ้าชอบฟูกแข็งนิดนึง)
เราว่าหลายๆคนก็น่าจะชอบที่นี่ เห็นในรีวิวบางคนก็มาซ้ำ
แต่สำหรับเรา มันไม่สะดวกอะไรเราหลายๆอย่าง
เช่น เราเป็นคนแพ้แมลง ไม่ชอบแมลง และค่อนข้างละเอียด
จะไปว่าเขาก็ไม่ได้เพราะมันก็คงจะเป็นคอนเซปท์ในการออกแบบของเขา
ส่วนตัวเราขออยู่สบายกว่านี้อีกหน่อยละกัน

พอออกจากรีสอร์ท ก็เลี้ยวซ้ายไปตามเส้น 4008 เหมือนเดิม
ไปอีกนิดเดียว แล้วก็จะเจอกับวัดถ้ำเขาวงศ์เอง
ก็เลยเก็บไว้วันสุดท้ายนี่แหละ เพราะใกล้ที่พักดี

พอถึงก็มีศาลา + ถ้ำจำลอง (ไม่ใช่จำลองที่เป็นชื่อคนนะ)

ในถ้ำจำลองนี้ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
ถวายสังฆทานเอย ติดต่อสอบถาม ซื้อของที่ระลึก ฯลฯ

ไฮไลท์คือ สิ่งนี้ นี่คือวัดจริงๆนะจ๊ะ
unseen สุดสุด

สะพานข้ามน้ำ

น้ำตกๆ

มีอะไรให้ดูมากมาย
แต่ท้ายที่สุดแล้ว…

ชอบอะไรบางอย่างในรูปนี้

เราวิ่งกลับไปตัวเมืองบ้านไร่ แล้ววิ่งขึ้นด้วยเส้นเดิม
พักหนึ่งก็จะเจอกับทางเข้าวัดผาทั่ง
จำไม่ได้แล้วว่าไปเจอข้อมูลเกี่ยวกับวัดผาทั่งที่ไหน
ไม่เคยเห็นรูปด้วยซ้ำ รู้แต่ว่ามีหลวงพ่อโต
ก็แค่มีความรู้สึกว่าน่าแวะ อยากแวะ

ตอนขับเข้ามาผ่านซุ้มประตูวัด
พี่หมีถาม ไหนอะ หลวงพ่อโต
พอมองไปทางขวาเห็นไหล่และเศียรพระพุทธรูปโผล่จากยอดต้นไม้ใหญ่
ก็เห็นตรงกันว่า โตจริงๆด้วย ^^”

ใหญ่มาก และงามมาก
และได้รับการรักษาดูแลอย่างสะอาดและสภาพดีมาก

ข้างใต้สามารถเข้าไปไหว้พระพุทธรูปได้ด้วยนะ

ทริปนี้เกือบไม่มีรูปบัวซะแล้ว

เป็นอันว่าจบทริปอุทัยธานีแต่เพียงเท่านี้
รู้สึกประทับใจกับที่เที่ยวที่จังหวัดมากๆ
อย่างนี้สิถึงเรียกว่า unseen จริงๆ
วัดแต่ละที่ดูแลกันดีมากๆ สะอาด และนักท่องเที่ยวไม่เยอะมาก
บางที่เรียกว่าแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวเลย
ทั้งๆที่มีอะไรให้ดูเยอะมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นบันไดที่สะแกกรัง วิหารแก้วปราสาททองที่วัดท่าซุง
รอยพระพุทธบาทและศิลปะบนผนังที่วัดอุโบสถาราม
กุฏิรีสอร์ทที่วัดถ้ำเขาวงศ์ หลวงพ่อโตที่ใหญ่และงดงามที่วัดผาทั่ง
และยังมีภาพเขียนผนังถ้ำที่เขาปลาร้า
และพืชพรรณล้านปีที่หุบป่าตาดอีก
นี่ยังไม่รวมพวกถ้ำและห้วยขาแข้งนะ
unseen จนไม่คิดว่านักท่องเที่ยวจะไม่ค่อยมีอย่างนี้

มาเที่ยวอุทัยธานีกันเถอะๆๆๆ

แล้วเราก็ออกจากอุทัยธานีด้วยเส้น 333 วิ่งลงมาที่สุพรรณบุรี

วิวสองข้างทางสวยงาม ฟ้าใส ทุ่งเขียวขจี
เป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่คนชอบขับรถกินลมควรจะมาเยือน

บ่ายสามกว่าเกือบบ่ายสี่เข้าไปแล้ว
เราก็ถึงตัวเมืองสุพรรณบุรี
แต่ด้วยความไม่เคยมา
และไม่ได้ค้นข้อมูลไว้ก่อน
ก็เลยไม่รู้จะไปแวะทานที่ไหนดี
จนทะลุมาบางปลาม้า
ก็ยังตัดสินใจไม่ได้
ชักโมโหหิว สงสารพี่หมีด้วย ขับรถวนตั้งนาน
ก็เลยเอ้า เอาตรงร้านขายของฝากนี่แหละ

ร้านแม่บ๊วย ปรากฏว่าเป็นร้านที่ทำขนมสาลี่สุพรรณต้นตำรับขายเอง
ขายดีมากด้วย แล้วอาหารจะอร่อยไหมนะ
เพราะจากประสบการณ์บอกว่า
ส่วนใหญ่ร้านอาหารที่ขายของฝาก รสชาติมันจะไม่ค่อยประทับใจนัก

หน้าร้านมีกาแฟสดขาย
และมีไอติมกะทิโบราณขายด้วย
ยี่ห้อเจ๊เบี้ยว และนี่คงเป็นเจ๊เบี้ยวขายเองมั้ง
ทานข้าวเสร็จแล้วน้องซื้อมาให้ชิม
ปรากฏว่า เอ้ยย อร่อย >_<

วกกลับมาที่หน้าร้าน

เข้าไปนั่ง ร้านดูสะอาด และโปร่งโล่งดี
ห้องน้ำก็สะอาดด้วย
อาหารอาจจะอร่อยก็ได้ (สรุปได้ประหลาดแมะ? อิอิ)

ข้าวสวยร้อนๆ

ปลาม้านึ่งมะนาว ชนะเลิศศศศ
รสมันไม่จี๊ด แต่มันจัดจ้านแบบนุ่มๆ
เหมาคนเดียวครึ่งกะทะ ซดน้ำจนหมด

กุ้งแม่น้ำอบเกลือ
ในเนื้อกุ้งก็เค็ม แถมเนื้อในก้ามกุ้งยังแกะมาให้ด้วย
เค็มๆมันๆอย่างนี้ คลุกข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเหาะ

ผัดคะน้า คะน้าเล็กแต่รสชาติไม่ด้อยตามขนาดผัก

แกงป่าลูกชิ้นปลากราย
ถึงจะเผ็ดไปหน่อยเพราะใส่เครื่องไม่อั้น
แต่ลูกชิ้นมันหนุบเด้งดีจริงๆ

หม่ำๆ หนุบหนับ

เช็คบิลมา จำราคาไม่ได้
น่าจะประมาณพันสองมั้ง
งวดหน้าผ่านมาแถวนี้อีก
ก็จะแวะที่นี่อีก ติดใจๆ อาหารทั้งเร็วทั้งอร่อย
ขออภัยที่สบประมาทจากหน้าร้าน แฮ่ๆ

อิ่มหนำเสร็จก็ไปรอคิวซื้อขนมสาลี่ที่ขายดีชะมัด หอมชะมัดด้วย
แล้วก็ย้ายตัวเองกับพี่หมีไปนั่งข้างหลังบ้าง
แล้วก็รวมหัวกันหลับ…ตลอดทาง

ระหว่างทางแอบซื้อเตาขนมครกด้วย
อันละ ๘๐ บาท กรี๊ด ถูก
หรือว่าเราโดนสปอยล์จากของแพงๆในเมืองกรุงไปแล้วเนี่ย

สรุปค่าเสียหายในทริป
ไป ๔ คน เอาเป็นค่าเฉลี่ยแล้วกัน
เพราะเราใช้วิธีไถตังมาเป็นกองกลางก่อนแล้วเหลือค่อยคืน
(แล้วเราก็ถือเงินตลอดทริป ฮ่าๆ ห้ามทิ้งเด็ดขาด)
ค่าโรงแรมสองคืน จ่ายไปคนละ 3,3xx บาท (จำตัวเลขแน่นอนไม่ได้)
ค่าน้ำมัน จ่ายคนละไม่เกิน 400 บาท
ค่ากิน (สั่งแบบไม่อั้นจริงๆ อยากกินอะไรก็สั่งๆๆ) ทั้งหมด 4 มื้อ
ตกคนละประมาณ 1,2xx บาท
ค่าหมกเกลือ คนละ 500 บาท
สะระตะ สามวันสองคืน กินดีอยู่ดี ใช้ไปคนละ 5,500 บาท
โดยส่วนตัว คุ้มค่า ราคารับได้นะ

ก็เป็นทริปดีๆอีกครั้ง : )