To Sydney

สนามบินสุวรรณภูมิในวันนี้
หนาแน่นคึกคักกว่าทุกวัน
แม้ว่าจะเป็นวันที่สองในการปิดถนน
อย่างไรก็มีประชาชนจำนวนมาก ไปเที่ยวต่างประเทศในช่วงสงกรานต์อยู่ดี

และวันนี้ ก็สงสัยว่า
เราคงไปด้วยความรู้สึกไม่ค่อยอยากออกประเทศไทยนัก
เวลามองที่ Departure Schedule
จึงอ่านชื่อกรุง เตหะราน เป็น เคหะราม ซะงั้น ^^”
แล้วตอนอ่านว่าเป็นเคหะราม
ก็ยังเบลอไปหลายวินาที นึกว่ามีเครื่องบินบินไปเคหะรามจริงๆนะเนี่ย – -”

เที่ยวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่บินด้วยสายการบิน “คุณคะ”
เครื่องบินของ “คุณคะ” วันนี้ ค่อนข้างใหม่
เพราะว่ามีจอทุกที่นั่ง
ต่างกับส่วนใหญ่ที่ได้เครื่องบินจอรวม แถมสีเพี้ยนๆอีกต่างหาก
(จะบ่นทำไมเนี่ย ขึ้นเครื่องก็หลับตลอด เอิ๊ก)

คุณคะ ใช้เวลาบิน 8 ชั่วโมงค่อน 9 ชั่วโมง
ในการเดินทางจากกรุงเทพจนถึงปลายทางในวันนี้

เมื่อฟ้าสาง เราก็มาถึงกรุงซิดนีย์ Sydney
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้มาเยือนประเทศออสเตรเลีย
แต่เป็นครั้งแรกที่เราได้มาเยือนกรุงซิดนีย์
คราวก่อนที่มา จำไม่ได้เลยว่า immigration ที่นี่เข้มงวดขนาดไหน
แต่ก็น่าจะพอจะได้ว่าไม่มีปัญหาอะไร
คราวนี้ ก็ไม่ได้มีปัญหา เว้นแต่ยุ่งยากขึ้นอีกนิด
ตอนที่ต้องโชว์ยาพาราและยาแก้เมาเครื่องให้เจ้าหน้าที่เขาดู

ตามที่คาดการณ์เอาไว้
อากาศไม่หนาวเย็น และฟ้าก็ไม่สดใส

มาทัวร์คราวนี้ อาหารหลักคืออาหารจีน
ซึ่ง เราไม่มายด์เท่าไหร่
จากประสบการณ์นั้น พบว่า อาหารจีนที่ออสเตรเลีย ใช้ได้ทีเดียว

monorail ในซิดนีย์
ที่เราก็สงสัยว่า
ทำไมกรุงเทพไม่ทำอย่างนี้บ้าง
ดูรกสายตาน้อยกว่ากันไม่รู้ตั้งกี่เท่า

วันนี้เราจะไปดูมรดกโลกอีกที่หนึ่ง
ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการจากยูเนสโกเมื่อสองปีที่ผ่านมา
นั่นคือ Opera House นั่นเอง
วันนี้ทั้งวัน ไม่ได้ไปไหนไกล Opera House เลย
จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมมีเจ้านี่อยู่ในแทบทุกรูป

ซิดนีย์ต้อนรับเราด้วยฟ้าครึ้ม และฝนฝอย
สำหรับการถ่ายรูป จึงนับว่าไม่ใช่วันที่ดีมากนัก
แต่กระนั้นก็ยังได้รูปมาเป็นกระตั้ก

ซิดนีย์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีการอนุรักษ์ต้นไม้อย่างดี
มองไปไหนก็มีสีเขียว มีต้นไม้อายุมากกว่าร้อยปีเต็มไปหมด
นึกสะท้อนใจวิสัยทัศน์คนไทย
จะสร้างจะปรับปรุงอะไรขึ้นใหม่ก็ตัดต้นไม้เดิมออกหมด
แล้วเอาต้นกระโหลกกะลาอะไรไม่รู้มาใส่แทนเป็นการโรยผักชี
จะเอาต้นไม้ใหญ่ก็ต้องไปซื้อมาจากที่อื่นมาลง

เราว่าคนไทยไม่มีวัฒนธรรมการรอคอย
ไม่มีวัฒนธรรมจิตสาธารณะ
จึงไม่ค่อยเห็นค่าอะไรที่ต้องใช้เวลา
เกี่ยวข้องกับสังคมโดยรวม
อาจจะเป็นเพราะเมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์เกินไปด้วยมั้ง
เลยไม่ค่อยเห็นค่าสิ่งที่มี คิดว่ายังไงวันนี้ก็ยังมีอยู่
ไม่มีจิตสาธารณะ อยากทำอะไรก็จะทำ อยากได้อะไรก็จะเอา
อาจจะต้องรอวันที่ไม่เหลืออะไรในแผ่นดินเท่าไหร่แล้ว
ถึงจะเพิ่งคิดได้กัน

มาดูกองทัพรูปสำหรับวันนี้เลย
ที่แรกที่เราแวะ ก็คือ Macquerie’s Point
ที่ที่ไกด์บอกมาว่า เป็นที่ๆมุมถ่ายรูปโอเปร่าเฮาส์ดีที่สุด
เป็นที่ๆต้นไม้ใหญ่เยอะมาก เราประทับใจกับต้นไม้มากกว่าวิวเสียอีก

แล้วก็เข้าสู่ตัวจริงของ Opera House
ในที่สุดเราก็เจอกัน
เราว่า คือสมัยนี้ หลายๆที่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยว
มี Landmark ที่บ่งชี้วัฒนธรรมพื้นถิ่นใช่มะ
อย่างเช่น กรุงเทพ ก็มีวัดพระแก้ว พระราชวัง
ปักกิ่ง ก็มีพระราชวังต้องห้าม
ปารีสก็มีแวร์ซายล์
แต่เมื่อ Globalization บังเกิด
สิ่งที่จะเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่นั้นๆ
อาจจะไม่ได้เกิดจากรากเหง้าวัฒนธรรมโดยตรงแล้ว
หากแต่กลั่นกรองมาจากความคิดสร้างสรรค์
ที่จะสรรสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ไม่เหมือนใคร
และสร้างความต้องการให้คนต้องมายลสักครั้งในชีวิตให้ได้

บ่ายเราก็นั่งรถไปลงเรือล่องอ่าวซิดนีย์กัน

ลงเรือมาแล้ว
จะบอกว่าวันนี้ทั้งวันเจอคนไทยทุกที่ เยอะมากๆ
แล้วเราเป็นอารมณ์แบบว่า
อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งไกล
ทำไมคนไทยรอบตัวยังเยอะขนาดนี้ – -”

อะ ไปดูความงามของอ่าวซิดนีย์กัน
ฟ้าครึ้มก็ช่างมัน

แล้วก็ เตรียมตัวไปเจี๊ยะ

รอเวลาทานอาหารเย็น

รุ่งขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเมือง
เราไปแวะกันที่ Bondi Beach กันก่อนจะขึ้นเครื่องบิน
Bondi Beach เป็นชายหาดสะอาดๆธรรมดา
ที่มีทั้งคนอาบแดด เด็กเล็ก และสุนัข

มื่อสุดท้ายในซิดนีย์ ชามใหญ่สุดๆ
ส่วนหมูแดงนี่ก็ให้มาเป็นกิโลเลยมั้ง -_-”
เยอะม้ากกกกมากกกก

แล้วเราก็เดินทางไปขึ้นเครื่องของสายการบิน Qantas ในตอนบ่ายนี้นี่เอง