Cairns – The Great Barrier Reef

หลังจากที่พักที่โรงแรม Star City Sydney ในคืนแรก
ซึ่งห้องพักก็โอเค ไม่ได้มีอะไรประทับใจเป็นพิเศษ
และตื่นเช้ามาไปที่ Bondi Beach อย่างที่แปะไว้ในไดก่อนหน้า
ช่วงบ่าย เราก็ได้ฤกษ์ใช้บริการสายการบินจิงโจ้แดง Qantas
บินตรงสู่ Cairns เมืองซึ่งอยู่ในรัฐ North Queensland
ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย
บินจากซิดนีย์ขึ้นไปที่แคนส์ใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงถึงจะถึง
โอ้ว ช่างเป็นทวีปที่ใหญ่โตอะไรเช่นนี้

Cairns เป็นเมืองเล็กๆที่มีประชากรไม่ถึงหนึ่งล้าน
เป็นเมืองสำหรับการตากอากาศ ของชาวญี่ปุ่นและยุโรป
ที่หนีหนาวมาพึ่งอุ่นชื้น
มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่สุด
ไม่ว่าจะทั้งบนบก หรือทั้งทางทะเล
เขาว่ากันว่าคนไทยยังไม่ค่อยได้มานัก
แต่เราก็เห็นกรุ๊ปคนไทยอยู่บ้างแหละ
เราว่าคนไทยนี่ก็ไปทุกที่ล่ะนะ

Cairns ต้อนรับเราทั้งแต่บนเครื่องบิน
ด้วยภูมิประเทศที่เขียวชะอุ่มสุดตา
ภูเขาเขียวไปตลอดทาง
ป่าชายเลนที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

สะท้อนใจเมืองไทยอีกแล้ว…^^”

กว่าจะมาถึงที่ Cairns ก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว
วันแรกใน Cairns จึงทำได้แต่เดินในเมือง
และพักผ่อน (ซึ่งเป็นสิ่งทีต้องการมาก)

เราพักค้างคืนที่เมือง Cairns เป็นเวลาสองคืน
ที่โรงแรม Pullman the Reef Resort & Casino
คราวนี้ ห้องหับใช้ได้ พอที่จะเชียร์

มื้อเย็น ไปหม่ำๆเป๋าฮื้อหม้อไฟ
ลวกในน้ำซุปเดือด 7 วิ แล้วก็หม่ำ กรุบๆ

บรรยากาศค่ำคืนก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองตากอากาศเล็กๆทั่วไป

เช้าแล้ว หม่ำๆดีกว่า
แต่เช้านี้ เราหม่ำเพียงนิดเดียว
เพราะเดี๋ยวต้องขึ้นเรือ
กฏเหล็กในการทานอาหารขณะหรือก่อนขึ้นยานพาหนะก็คือ
ทานน้อยๆไม่เน้นแป้งและไขมัน จะได้ไม่คลื่นไส้มากนักถ้าเกิดเมา

ถึงจะมีแดดออกในตอนเช้าสักครู่หนึ่ง
แต่สักพักก็ฝนตกเป็นฝอยไปจนถึงตกจั้กๆ
ก็ตรงกับพยากรณ์อากาศ
แต่ยังไงก็ยังหวังว่า
พอไปถึงตรงนั้นแล้ว
จะไม่ครึ้มฝนตกเหมือนบนแผ่นดินใหญ่
เหมือนตอนที่เราไปเกาะสีชัง

เราใช้บริการของ Sunlover Reef Cruise
ออกจากฝั่งไปยังที่หมาย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง
คลื่นทะเลระหว่างทางสูงแรงไม่ใช่เบา
ขนาดที่เรือใหญ่ๆที่เรานั่ง
โคลงขึ้นลงจนมีคนให้อาหารปลากลางทางไปค่อนลำ
ส่วนเรา หลับโลด เป็นวิธีสู้กับอาการเมาเรือได้ชะงัดที่สุดแล้ว

ในตอนแรกๆของการล่องเรือ
ก็ยังไม่มีวี่แววที่เมฆฝนจะจางหายไป
ถึงแม้จะรู้ล่วงหน้าแล้ว
แต่อย่างไรก็ยังอยากให้ปาฏิหาริย์มีจริง

พนักงานของ Sunlover เทคแคร์ลูกค้าดี
และกระฉับกระเฉงตลอดเวลาจนเข้าขั้นไฮเปอร์

เห็นแดดลอดระหว่างก้อนเมฆเป็นช่วงๆ
ก็ยังดี อย่างน้อยยังมีช่วงที่แดดลงให้เห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำชัดๆ

พอลืมตาตื่นขึ้นมา
ก็พบว่า สมหวัง สมหวัง
ฟ้าใส แดดออกจ้า สมกับการมาทะเลที่สุดในโลก
ถ่ายรูปสนุกโดยไม่ต้องกลับมาปรับสีแม้แต่น้อย

The Great Barrier Reef
คือแนวหินปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันเลื่องชื่อของทวีปออสเตรเลีย
เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถมองเห็นได้จากนอกโลก
เป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ตามธรรมชาติในปี 1981
และเป็นมรดกโลกในทะเบียนของ UNESCO อย่างไม่ต้องสงสัย
ประกอบด้วยกว่า 2,800 เกาะปะการัง เกาะกว่า 900 เกาะ
วางตัวขนานตามแนวทวีปออสเตรเลียเป็นระยะทาง 2,600 กิโลเมตร
ห่างจากฝั่งระหว่าง 15-150 กิโลเมตรแล้วแต่ช่วง
และมีความกว้างสูงสุด 65 กิโลเมตรสำหรับช่วงแนวหินบางช่วง
มีปะการังกว่า 400 ชนิด ปลากว่า 1,500 ชนิด
สัตว์ประเภท Reptile อย่างเต่าทะเล หอยยักษ์อายุเป็นร้อยปี กว่า 20 ชนิด

เห็นก้อนยาวๆดำๆ ที่ขนานไปกับทวีปออสเตรเลีย ด้านขวาบนไหม?
นั่นแหละ ที่เราจะไปในวันนี้
และสิ่งนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้เราตกลงมาทริปนี้
(ไปอยู่ที่นั่นแล้วนึกถึงคนแถวนี้ที่ชอบไปดำน้ำกันขึ้นมาเลยล่ะ ^_^)

เรือมาจอดผูกกับแพตรงบริเวณเกาะปะการังส่วนที่มีชื่อว่า Moore Reef
เป็นเกาะหินปะการังรูปตัว U สามารถดำน้ำทั้งแบบ ดำผิวน้ำ Snorkelling
หรือ ดำน้ำลึก Scube Diving ได้ด้วย ในพื้นที่ๆเขากำหนด

ลงมาที่แพแล้วโยกเยกน้อยกว่าบนเรือจมหู
ตอนแรกนึกไม่ออกว่าจะเป็นแพอย่างไร
ปรากฏว่า เป็นแพอย่างดี
มีส่วนที่ให้เตรียมลงน้ำ ส่วนให้เด็กเล็กลงเล่นน้ำ
ชุดดำน้ำ ตู้เปลี่ยนเสื้อผ้า

กิจกรรมที่นี่มีทั้งส่วนที่รวมในค่าใช้จ่ายครั้งแรก
ได้แก่การดำน้ำตรงผิวน้ำ ที่เรียกว่า Snorkelling
สำหรับคนที่ไม่นิยมเปียกให้ผมเสียทรง หรือเมคอัพหลุด
การลงเรือท้องกระจก และลงเรือกึ่งดำน้ำ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน

แดดแรงขนาดนี้
เราเลยรีบ “โบก” ครีมกันแดดทั้งตัว
เพราะเห็นตัวอย่างน้องเรา ที่แค่ยืนข้างนอกเรือเฉยๆตอนขามา
แขนเธอก็ดำเกรียมอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องสังเกตเลย

เห็นแล้วอยากจะกระโจนลงไป ณ บัดนาว

โบกเสร็จ ก็ลงน้ำทันที แฮ่ม
เราเลือก Snorkelling ก่อนทำอย่างอื่น
ตอนแรกก็ว่าจะ Scuba (แบบมีคนจูง แหะแหะ) แต่คิวเต็ม และดูวุ่นวายไปหน่อย

แล้วก็ บุ๋งๆๆ

กลัวเตะโดนปะการังไปหลายรอบ
เพราะว่าบางช่วงมันอยู่ห่างจากพุงไปไม่มากเลย
ก้มลงไปดูก็เห็นปะการังแหลมๆมั่ง พริ้วๆโบกสะบัดมั่ง อยู่ใต้พุง
แล้วน้ำทะเลมันเข้าหน้ากาก ยืนก็ไม่ได้ เพราะโดนแหงๆ

ใจจริงแอบกลัวปะการังนะ
เพราะเราว่ามันหยึยๆ ไม่ค่อยอยากเข้าใกล้ แต่ก็ชอบดูอะ

สิ่งที่เราชอบที่สุดเวลาดำน้ำอย่างนี้
กลับไม่ใช่การดูปะการังนะ
เราชอบเวลาที่มีปลามาว่ายรอบๆตัวง่ะ ^^”
แล้วเวลาลงไปดำ มันเงียบมาก
รู้สึกว่ามีโลกส่วนตัว ได้ยินความคิดตัวเอง
และมีฝูงปลารอบๆตัว สวรรค์มากๆ

ลงไป Snorkelling 3 รอบได้
(ทุกครั้งก่อนลงก็โบกครีมกันแดดใหม่ แทบเกลี้ยง)
จนเป็นที่พอใจแล้ว
ก็ขึ้นแพมาเปลี่ยนชุด เช็ดหัว
แล้วไปเล่นอย่างอื่นบ้าง

เห็นผิวน้ำทะเลแล้ว
เห็นใต้ผิวน้ำทะเลแล้ว
เลยลงเรือกึ่งดำน้ำ ไปดูใต้ทะเล แบบตัวแห้งๆกันบ้าง

เต่าทะเลที่นี่มีมากมาย น่าร้ากกก

อย่างที่เห็นว่าเกาะปะการังพวกนี้
ห่างจากผิวน้ำเพียงไม่เท่าไหร่เอง
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าปะการังมีเพียงผิวน้ำ แนวกว้างxยาวเท่านั้น
มันเป็น 3D ที่มีแนวลึกลงไปอีกมากด้วย

มันเยอะไปหมดจนไม่รู้ว่าไง
แล้วที่เราลงไปเห็นนั้น
เป็นเพียงแค่เกาะปะการังไม่ถึง 5 เกาะ
ยังไม่ถึงเสี้ยวของความอลังการที่ The Great Barrier Reef เป็นเลย
ที่น่าทึ่งก็คือ ความอลังการนั้น ไม่ใช่ฝีมือพระเจ้าที่เพียงเสกอะไรมหึมาได้ในหนึ่งวัน
แต่หากสร้างขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
ใช้เวลาในการสร้างเป็นล้านๆปี

ส่วนนี่คือเรือท้องกระจก

ก็เห็นเช่นกัน ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

เห็นผิวน้ำทะเลแล้ว
เห็นใต้ผิวน้ำทะเลแล้ว
เห็นใต้ทะเลแล้ว
เหลืออีกมุมมองหนึ่งที่เราจะสามารถเห็น
The Great Barrier Reef นี่ได้

ลงเรือกันไปเลย

Let’s go high!

For the bird’s eye view!

เรือ และแพ และคนที่กำลังดำน้ำกันอยู่

Spectacular!
(ขออภัยที่ไม่สามารถถ่ายทอดความ “spectacular” ที่เห็นได้อย่างใจ)

บางเกาะก็ไม่ต่างอะไรกับพื้นหาดที่มีคลื่นซัดฝั่ง
หากแต่เป็นหาดที่เป็นหินปะการังล้วนๆ
บางครั้งก็เห็นเต่าทะเลว่ายอยู่เหนือหินปะการังเหล่านั้น
โดยที่ไม่มีคนสามารถไปรบกวนความสงบได้

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ฉันรักทะเล

สี่โมงเย็น ก็ได้เวลาขึ้นเรือกลับฝั่ง

จบทริป ลูกเรือออกมาตั้งแถวบ๊ายบาย

แอบถ่ายเด็ก น้องชมพูนี่ เหมือนตุ๊กตาใส่ถ่านมากๆ

จบทริปวันนี้ซะที ^____^
เป็นวันที่ทำให้รู้สึกว่า I love my life อีกหนึ่งวัน

พรุ่งนี้จะอยู่เมือง Cairns อีกแค่ช่วงเช้า
แล้วก็จะเดินทางต่ออีกแล้ว