เรายังจำภาพได้ในเวลานั้น
ขณะที่กำลังเดินบนถนนเส้นเล็กๆในเมืองเล็กๆน่ารักอย่างนาริตะ
แม้ว่าจะไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว และต้องใส่เสื้อกันหนาว
ก็ยังรู้สึกสงบ อบอุ่น แทนที่จะเป็นวังเวง อันตราย
โลกที่ไหนก็คงไม่ปราศจากอันตรายไปได้
แต่ญี่ปุ่นในความทรงจำของเรา
ก็เป็นแบบนั้นเป็นต้นมา

ก่อนหน้านั้นหลายปี
เราเพียงจำได้เลาๆว่า เราเคยมาเที่ยวโตเกียวและเกียวโตกับแม่
แม้ว่าทริปนั้น จะเป็นทริปที่นานหลายวัน
แต่อาจจะเป็นเพราะกาลเวลา หรืออะไรก็ตาม
ทำให้ความรู้สึกที่ไปเดินนาริตะคืนเดียวเพื่อรอต่อเครื่องบิน
มันกลายเป็นความทรงจำเกี่ยวกับญี่ปุ่น ที่ถูกหยิบออกมาทบทวนง่ายกว่า

หลายปีผ่านไป เราก็ได้ไปเยือนญี่ปุ่นอีกครั้ง
คราวนี้ เรากับฮอกไกโด ได้มาเจอกัน

Bangkok – Hakodate
กรุงเทพ – ฮาโกะดาเตะ

Red-eye flight เป็นอะไรที่เราอยากหลีกเลี่ยงมากที่สุด
ไม่แพ้เที่ยวบินที่ต้องตื่นไปสนามบินตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่

เที่ยวบินเช้าตรู่ ไม่ชอบตรงที่ต้องตื่นเช้ามืด
แล้วต้องมาโบกแท็กซี่ตอนมืดๆ
หรือต้องไปปลุกชาวบ้าน(พ่อ, พี่) ให้ตื่นเช้าด้วยเพื่อมาส่ง
แต่สำหรับเที่ยวบินข้ามคืน
ถึงจะดีตรงที่พอได้ลงเครื่องไปก็เที่ยวได้เต็มๆวันมากกว่า
แต่มันก็ทำให้วันแรกในการเที่ยว จะเที่ยวแบบเพลียๆ แฮงก์ๆ
เพราะการนอนหลับที่ไม่สบาย และอากาศในเครื่องที่ไม่สดชื่นเอาซะเลย

ครั้งนี้เราใช้บริการของแอร์เกาหลี โคเรียนแอร์ไลน์
เที่ยวบินที่ KE654 ไปลงสนามบินอินชอน
แล้วต่อด้วยเที่ยวบินที่ KE773
เพื่อไปลงที่เมืองฮาโกะดาเตะ เกาะฮอกไกโด เจแปน

สิ่งที่ทำให้ยิ่งเพลียเข้าไปใหญ่นั่นคือ
ผ้าปิดจมูก ที่คุณพ่อและคุณแม่ผู้ห่วงใย
นำมาให้(และบังคับ)ให้ใส่ตลอดที่อยู่บนเครื่องบิน
ลำพังคนที่แค่นอนคลุมโปงก็อึดอัดมากแล้ว
นี่ต้องใส่ผ้าปิดจมูกหายใจรดตัวเองตลอดเวลา
หวัดก็ไม่ได้เป็น อากาศบนเครื่องก็ไม่ดีพอสำหรับคนเซนสิทีฟแบบเรา
เราเรียกผ้านี้โดยการส่วนตัวว่า ผ้าสบายใจ
เพราะปิดแล้วแม่สบายใจ
ทั้งๆที่ส่วนตัวเราคิดว่า มันก็ไม่ได้ช่วยเท่าไหร่นี่แหละ
ผ้าปิดปากส่วนใหญ่ มันก็ไม่ได้มีช่องว่างระหว่างโมเลกุลที่เล็กกว่าไวรัสนะ
(โอเค บางคนอาจจะคิดว่ามันช่วยได้เยอะก็ได้นะ ก็แล้วแต่บุคคลไป)

มีคนที่ใช้ผ้าปิดปากอยู่หลายคนเหมือนกัน แต่ก็นับหัวได้
และคนที่เรารู้จักก็ล้วนแล้วแต่ไม่ได้เป็นหวัดทั้งนั้น
เอาว่า ใครใคร่ปิดก็ปิดก็แล้วกัน
(แต่ก็เปิดเวลาไปห้องน้ำ ทานข้าวนะเออ ^^)

บนเครื่องคราวนี้ อุปกรณ์การนอนของเรา
นอกจากผ้าปิดตา ปลั๊กหู แล้ว ก็ยังมีผ้าปิดจมูกอีก
ดูแล้วคงเหมือนคนป่วยหนัก ไม่กล้าเข้าใกล้ ยังไงพิกล

คนไม่เต็มลำ แต่ก็ไม่ถึงกับโหรงเหรง
ก็แค่พอที่จะหาสองที่นั่งติดกันที่ว่างๆได้
คุณแม่ คุณพี่ คุณน้อง สามคนแม่ลูก
ก็เลยตกลงนั่งกันกระจัดกระจาย เพื่อความสบายส่วนตัว

ห้าชั่วโมงต่อมา เราก็มาถึงสนามบินอินชอนในเวลาเช้าตรู่
เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่สนามบินนี้
และต้องรออีกสองชั่วโมง เพื่อจะเปลี่ยนเครื่อง
ดีที่ได้นอนพอสมควร ไม่งั้นคงเกิดอาการเหวี่ยง ตาบวม และหัวฟู

และก็ยังไม่มีแปลนที่จะมาสนามบินนี้อีกเมื่อไหร่
เพราะบังเอิญว่า ถึงแม้เราอยากจะท่องโลกเสียให้ทั่ว
แต่เกาหลี ก็ไม่ได้มีรายชื่ออยู่ในคิวกันยาวเหยียดของเราเลย ^^”

สองชั่วโมงบนเที่ยวบิน KE773
ในที่สุดเราก็ได้เอาเท้ามาสัมผัสดินแดนแฮปปี้ฟาร์มนามว่าฮอกไกโดแล้ว
เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอความเป็นญี่ปุ่นกันเลยทันทีที่ออกมาจากสนามบิน

ลงมาเที่ยงพอดี ก็กินพอดี
ตอนแรกไกด์บอกว่า จะพามาทานอาหารที่ร้านอาหารห้าดาว
ไม่นึกว่า ร้านมันจะชื่อว่า ห้าดาว จริงๆ – -”

ร้านใหญ่โตพอตัว
ข้อเสียอย่างหนึ่งของทริปนี้คือ
ด้วยความที่คนไปกันเยอะมาก (รถบัสสองคันแหนะ)
ทำให้ต้องไปที่ร้านที่รองรับคนได้เยอะๆอย่างเดียว
ไม่สามารถพาไปร้านโลคอลเล็กๆได้
แต่ก็เหอะ ถ้ามันอร่อยใช้ได้ เราก็ไม่ว่าอะไร

อาหารบุฟเฟ่ อยากทานอะไรก็เชิญ
ชิมข้าวแกง+++ไปหน่อย
รู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่างแกง+++ที่นั่นกับที่เมืองไทยทันที

แซลมอน ของโปรดตลอดกาล ทั้งดิบ รมควัน และสุก

อ้อ เป็นเพราะว่าคนเกาหลีกับญี่ปุ่นไปๆมาๆหาสู่กันมากเพราะมันใกล้กัน
ทำให้ร้านที่รองรับนักท่องเที่ยว ก็มีอะไรที่เกาหลีๆด้วย
เช่น ร้านอาหารบุฟเฟ่รองรับคนเยอะๆอย่างนี้ ก็มีเมนูเกาหลีนะ

ฮอกไกโดเป็นดินแดนแห่งซอฟท์ครีม สวรรค์ของคนรักขนมนมเนย
ไม่ทานซอฟท์ครีม เราคงไม่พิจารณาตัวเองว่ามาถึงฮอกไกโดแล้ว
เอิ๊ก

ในรูปคือซอฟท์ครีมกลิ่นลาเวนเดอร์ หอมใช่ย่อย
แต่วันหลังๆเราจะไปหม่ำจากฟาร์มกันเลย

ชูครีม ที่แป้งบ๊างบาง ไส้ตูมมมมหอมสุดๆ
จนอิ่มจุกแล้วก็ยังต้องเบิ้ลสอง

ถล่มร้านเขาเสร็จ
คุณผู้จัดการร้านก็ออกมายืนส่งตามธรรมเนียมมารยาทอันดี

อิ่มแล้วเราก็ค่อยมาสนใจกันว่าที่นี่ที่ไหน 555

จุดหมายแรกของทริปนี้ ก็คือที่นี่ คือเมืองฮาโกดาเตะ นั่นเอง

ประเทศญี่ปุ่นมีสัณฐานเหมือนม้าน้ำหันหน้าออกสู่มหาสมุทร
มีเกาะเล็กย่อยมากมาย แต่เกาะใหญ่สำคัญสี่เกาะ ก็คือ
ฮอนชิว หรือ ฮอนชู Honshu 本州 ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด
และเป็นเกาะหลักของประเทศ คือที่ๆเมืองส่วนใหญ่อยู่
รวมไปถึงโตเกียว เกียวโต โอซาก้า และอื่นๆอีกมากมาย
ลักษณะเกาะที่คุ้นเคยกันดีก็คือเป็นเกาะยาวๆโค้งแอ่นออกไปทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก
คิวชิว หรือ คิวชู Kyushu 九州 เป็นเกาะที่ใหญ่อันดับสาม
อยู่ทางปลายใต้สุดของเกาะฮอนชู
ชิโกกุ Shikoku 四国 เป็นเกาะหลักที่เล็กที่สุด
มีสี่จังหวัดตามชื่อเรียกเกาะ
อยู่ระหว่างด้านใต้ของเกาะฮอนชู กับด้านตะวันออกของเกาะคิวชู

ส่วนฮอกไกโด Hokkaido 北海道
เป็นเกาะหลักที่อยู่ด้านเหนือของเกาะฮอนชู
เป็นหัวม้าน้ำที่เชิดใส่ทวีปเอเชีย หันหน้าออกสู่มหาสมุทรนั่นเอง
(แต่ส่วนใหญ่อธิบายรูปลักษณ์ของเกาะฮอกไกโดว่าเป็นหัวช้างนะ
แต่เราว่าโดยรวมประเทศเหมือนม้าน้ำ ก็เลยเรียกสัณฐานเกาะนี้เป็นหัวม้าน้ำ)

เมืองฮะโกะดะเตะ Hakodate 函館
เป็นเมืองหลวงของเขต Oshima ของเกาะฮอกไกโด
อยู่ใต้สุดของเกาะฮอกไกโด
เป็นอดีตเมืองท่าที่สำคัญ ทำเปิดทำการค้ากับต่างประเทศตั้งแต่ปี 1854
เหมือนประตูเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกสำหรับญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้
และมีคนต่างชาติจากรัสเซีย จีน และประเทศตะวันตก
เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองฮาโกะดาเตะอยู่พอสมควร
รูปแบบอาคาร จึงมีทั้งแบบญี่ปุ่น และแบบตะวันตก ให้ดูให้ชมกัน
ซึ่งอาคารเก่าๆหลายๆแห่งก็ยังมีการอนุรักษ์เอาไว้ให้ดูด้วย

ที่แรกที่ไปก็คือ ไปเดินดูบรรยากาศเขตเมืองเก่าแถว Motomachi 元町
ที่อยู่เชิงเขาฮาโกะดาเตะกัน ซึ่งมีไฮไลท์อยู่ที่ศาลาว่าการเก่า 旧公会堂
ทำเป็นสไตล์ตะวันตก ใช้งานในต้นศตวรรษที่ 20 (19xx)
มีสถานกงสุลและโบสถ์อยู่ในบริเวณนี้ด้วย

ในบริเวณนี้ มีอากาศ วิว และบรรยากาศดี
เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจด้วย
บ้างก็มาฝึกเล่นดนตรี ทำให้บรรยากาศยิ่งดีขึ้นไปอีก
แม้ว่าฟ้าจะหม่นหมองก็เถอะ

ข้างในก็ยังมีการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ดู
อาจจะดูตะวันตกมากๆ แต่ในบางห้อง
หรือ element บางอย่าง ก็ยังคงความเป็นญี่ปุ่นได้ดี

เช่น บอลรูมใหญ่นี้
แทนที่จะตกแต่งอย่างอลังการงานสร้าง เหมือนอาคารในยุโรป
กลับมีความเรียบง่ายกว่ากันแยะ

ขึ้นชั้นสองมาชมวิวได้

เห็นสีของผนังแล้ว ต้องขอถ่ายรูปคู่ด้วยหน่อย

เสร็จแล้วเราก็มาเดินชมเมืองเก่ากันเถอะ

ที่เมือง Hakodate นี้ จะดังในเรื่องปลาหมึก
มีของอร่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปลาหมึกสดย่าง
เขาจะเอาปลาหมึกสดๆมาย่าง แล้วก็ตัดเดี๋ยวนั้นเลย
ปลาหมึกเส้นที่ได้ จึงไม่ได้ปลาหมึกแห้งๆแบนๆเหมือนบ้านเรา
แต่เป็นเส้นปลาหมึกที่ยังมีความอวบ หนึบ ชุ่ม สด หวาน แต่ไม่เหนียว
และไม่แคล้วที่จะสอยมาหอบหิ้วกลับประเทศกันถ้วนหน้า

ตรงที่เริ่มเดินเป็นร้านขายไอศกรีม
ที่คนขายเขาว่าเดอะเบสต์
(โดยที่คนขายอีกร้านใกล้ๆกัน เขาบอกว่าของเรา อิจิบัง (ที่ 1))
แต่เราว่า ก็คงอร่อยพอกัน

ไอศกรีมงาดำ รสชาติไม่เหมือนที่เมืองไทยเลย
เราว่าที่เมืองไทยก็โอเค
แต่ที่นี่ โออิชี่~~~

เราชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่งก็ตรงความถ่อมตัว
แม้ว่าเราจะโอเคกับการที่มีดีก็บอกว่ามีดี(เท่าที่มี)
รำคาญกับการถล่มตัวแบบที่แฝงเจตนาให้คนอื่นยกยอ
แต่กับวัฒนธรรมแบบนี้ และวัฒนธรรมที่บ้านที่เราคลุกคลีมา
เราว่า ความถ่อมตัวมันเป็นความงามอย่างหนึ่ง
มันเป็นความงามที่ไม่ต้องพยายามโชว์ให้คนอื่นเห็น
แต่คนอื่นเห็นได้เองอย่างชัดเจน และชื่นใจ
ไม่มีอีโก้ของผู้ที่เป็นเจ้าของความงามนั้น
ไม่ต้องบีบคอ หรือบังคับจิตใจคนดูให้เห็นงามตาม
อย่างความงามที่มาพร้อมอีโก้ตัวโตแข็งกร้าวในแบบของโลกตะวันตก

ความงามที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ แม้แต่ธรรมชาติตัวเล็กๆ
ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่
(อืม…คนละแบบกับการที่ปล่อยให้บ้านเมืองสกปรก เป็นมิตรกับหนูแมลงสาบ
เหมือนในบางประเทศนะ – -”)

ร้านฟ้าๆนี่เป็นอีกร้านที่มีชื่อเสียงที่ใครมาก็ต้องแวะ

เดินจนเป็นที่พอใจ จากนี้เราก็จะเข้าที่พัก
แล้วก็จะไปเดินเล่นที่ริมท่าเรือต่อ
ก่อนที่จะขึ้นเขาฮาโกะดะเตะไปดูความงามของอ่าว ยามพระอาทิตย์ตกดิน

มาญี่ปุ่น เราไม่หวังที่จะเจอห้องพักอลังการอะไรนัก
แค่อยู่ได้สบาย ไม่เดินเตะอะไรก็โอเคแล้ว
มาครั้งนี้จึงไม่ขอรีวิวอะไรห้องพักมากนัก

สิ่งที่ชอบที่สุดที่ญี่ปุ่นอีกอย่างหนึ่ง
ก็คงไม่พ้นเรื่อง “ห้องน้ำ”

ห้องน้ำทั้งสะอาด ทั้งไฮเทค
ตั้งแต่สนามบินแล้ว
แถมมีแอลกอฮอล์ให้ปื้ดๆเพื่อเช็ดฝารองนั่งอีกต่างหาก
ถูกใจคุณนายอนามัยอย่างเรายิ่งนัก

เข้าห้องพักมาดมๆสักพักหนึ่ง
เราก็ออกไปเที่ยวกันต่อ
ไปชอปปิ้ง และเดินเล่นแถวๆท่าเรือฮาโกะดาเตะ กันดีกว่า

เราเริ่มเดินเข้าอาคารที่มีป้ายสีเขียวเป็นที่แรก แล้วก็เดินออกทางซ้าย แล้วก็เดินขึ้นไปเจอท่าเรือ

แถวนี้จะบรรยากาศดี มีแต่โกดังเก่าๆที่นำมา renovate ใหม่
เห็นแล้วอยากเอาโกดังมาทำออฟฟิศบ้าง
(ที่เขาเรียกกันว่าสไตล์ลอฟท์ ใช่มะ ^^)

ชอปปิ้งของสดกันได้ตั้งแต่วันแรกเลย

เพราะว่าปลาหมึกขึ้นชื่อ
จึงมีปลาหมึกให้เลือกซื้อมากมายหลายรูปแบบ

แต่ปูก็ยังไม่ไปไหนนะ

มีมุมน่ารักให้ถ่ายเยอะแยะ

เก่าปนใหม่ ญี่ปุ่นปนตะวันตกได้อย่างมีเสน่ห์ คลาสสิค

ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างน่ารัก
แม้แต่บนพื้น

มาถึงตึกแดงแล้ว

ท่าเรือ

แม้แต่แท็กซี่ก็ยังน่ารัก

รูปนี้ไม่ชัด แต่ชอบเป็นการส่วนตัว

ญีปุ่นก็ยังเป็นสวรรค์ของคนรักแมวด้วย

เดินข้างนอกสลับกับข้างในไปมา
ของล่อใจเต็มไปหมด
มีตั้งแต่ของสดไปจนของแฮนด์เมดทั้งหลาย
แล้วแต่ว่าเราเข้าโกดังไหน

พอพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน
หัวหน้าทัวร์ก็ไล่ต้อนเป็ดขึ้นรถบัส
เพื่อเราจะไปดูวิวเมืองจากบนเขาฮาโกะดาเตะ ??? กัน
เราเห็นด้วยว่า เวลาดูเมืองที่สวยที่สุดเวลาหนึ่ง
ก็คือช่วงพระอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้านี่เอง
โชคดีที่วันนี้ฟ้าเปิด

เขาฮาโกะดาเตะนี้มีความสูง 334 เมตร
อยู่ใกล้ใจกลางเมืองฮาโกะดาเตะมาก
อยู่ตรงปลายติ่งใต้สุดของเมือง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมใครๆก็ต้องขึ้นไปชมเมืองฮาโกะดาเตะจากที่นี่
สามารถขึ้นไปได้ทั้งจากทางเคเบิ้ล และรถประจำทาง

มีกล้องส่องทางไกลด้วย

มืดแล้วๆๆ

แล้วทั้งหมดก็งดงามอยู่ตรงหน้าเช่นนี้

อากาศเย็นๆ มองไฟเมืองเรืองรอง
โรแมนติกใช่ย่อยนะเนี่ย

อะ โอเค กินบรรยากาศกันแล้ว
มากินมื้อค่ำมื้อแรกของทริปกันดีกว่า

ข้าวอบหอยโฮตาเตะอวบๆ

ไข่ตุ๋นนิ่มๆ หวานนิดๆ

เทมปุระ มาแบบสดๆร้อนๆกรอบๆ

แซลมอนบนกะทะร้อน

ปลาอะไรน้อ ย่างมาอย่างงาม

ปลาโอ แซลมอน ปลาหมึก
สงสัยมือสั่นด้วยความตะกละอยู่ รูปจึงได้เบลอเยี่ยงนี้

พรุ่งนี้เช้า
เราจะเที่ยวในเมืองอีกที่หนึ่ง แล้วก็เดินทางเปลี่ยนเมืองกันแล้ว