ฮอกไกโดทักทายเราด้วยฝนเม็ดใหญ่ๆตั้งแต่ก่อนตื่นนอน ลากยาวไปถึงสายๆ
แต่ เราไม่ควรให้ฝนมาเป็นอุปสรรคให้เที่ยวไม่สนุก ใช่ไหมพี่น้องงงง

ก่อนออกจากฮาโกะดาเตะ
เราแวะตลาดเช้า เมืองฮาโกะดาเตะ 函館朝市
ซึ่งเป็นที่ท่องเที่ยวอีกที่หนึ่ง
มีร้านรวงต่างๆ รวมไปถึงแผงตลาดมากมาย
ถ้าใครไม่ต้องทานข้าวโรงแรม
มาที่ตลาดเช้านี้ จะได้ทานข้าวกับอาหารทะเลสดเวอร์ๆ
(จริงๆจะเรียกสดก็ไม่เชิง เพราะบางอย่างมันยังเป็นๆอยู่เลย)
รูปอาหารต่างๆที่แปะเอาไว้ ก็น่าทานหลายๆ
คออาหารทะเลแบบญี่ปุ่น
มาเดินที่ตลาดเช้าอย่างนี้ ก็เหมือนสวรรค์ดีๆนี่เอง

เมื่อคืนได้แผนที่เมืองมาจากโรงแรม
ทำให้เห็นว่ามีตลาดเช้า ที่ทำเลไม่ห่างจากโรงแรมเลย
ตั้งใจไว้ว่า จะรีบตื่นเช้าๆ
แล้วหนีแม่ไปตลาดเช้า ก่อนที่ล้อรถบัสจะหมุนไปที่อื่น

ปรากฏว่า ฝนตกจั้กๆตั้งแต่เช้า

ความตั้งใจก็เลยสลายไปกับน้ำฝน แหะแหะ

แต่ไปๆมาๆ ก่อนออกจากเมือง
เขาก็พาไปที่นี่จนได้ นึกขอบคุณที่ฝนตก
เพราะทำให้เราไม่ต้องเดินมาเอง เอิ๊ก

ตลาดเช้าในบริเวณนี้มีหลายส่วน
มีทั้งแบบตึกแถวสองข้างทาง แบบตลาดสดบ้านเรา
(สะอาดประมาณบริเวณสะอาดๆของตลาดบองมาเช่)
แล้วก็ตลาดในตึกแถวที่เปิดไฟสว่างไสว
รวมแล้วก็ขายของคล้ายๆกันแหละ
ก็ดูละลานตาน่ากินไปหมด
มีร้านอาหารด้วยนะ
ถ้าไม่ติดว่าเกรงใจแม่ที่จะเสียดายอาหารเช้าที่โรงแรม
เราคงมีความสุขที่จะกินอาหารทะเลสดๆตามร้านแบบนี้มากกว่า

ตลาดบางส่วนมีเด็กๆมาฝึกงานขายของ เชียร์แขก
ซึ่งเห็นแล้วชื่นใจอะ คือ เด็กๆทำตัวให้เป็นประโยชน์
เราไม่เห็นด้วยนะ กับความคิดว่า เป็นเด็กก็ให้เล่นของเล่น เล่นเกม แฮปปี้ไปวันๆก็พอ
เราว่าพ่อแม่ควรพาไปสร้างเสริมประสบการณ์ในชีวิตจริงด้วยอะ
เราเสียดายมากเลยนะ ที่ตอนเด็กๆเราไม่ได้ทำงานแมคโดนัลด์ หรือพาร์ทไทม์ที่อื่นอย่างที่อยาก
แต่ยังดีที่เราได้ช่วยงานจริงๆที่บ้านบ้าง
แต่ก็นั่นแหละ ก็ยังถือว่าก๊องแก๊งๆ ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก : -P

การท่องเที่ยว เพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ
สายตาเราต้องไม่มุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น
เรายังต้องเงยหน้า ก้มหน้า กวาดตา สังเกต
สิ่งละอันพันละน้อย ที่ประกอบกันเป็นสถานที่แห่งนั้นๆด้วย

ตลาดเมืองริมทะเล
จะมีอะไรพิเศษไปกว่า อาหารทะเล

ซรู้ดดด…
(น้ำลายหยดลงขาปูยักษ์ไปหลายแผง)

ดูจากราคาแล้ว จะเห็นได้ว่า ไม่เห็นจะถูกเลย
เออ ก็ไม่ถูกจริงๆนะ แต่ความสด(และเป็นๆ)นี่ รับรองเลย
ส่วนของแห้งก็ไม่ได้ขาดเสน่ห์ไปกว่ากันเลย

ร้านซาชิมิกลางตลาด ให้ตกปลาหมึกเองเลย

แล้วพ่อครัวก็จัดการชำแหละ สับๆหั่นๆ ไปพร้อมๆกับการเต้นดุ๊กดิ๊กของหนวดมัน
แล้วก็จัดใส่จานอย่างรวดเร็ว
อย่างนี้สดเกินสำหรับเรา ^^”

สายๆ ล้อก็หมุนต่อไป
เราจะไปดูพิพิธภัณฑ์คมบุกัน

Oshamanbe
長万部

เมืองที่สองที่เราจะมาเที่ยวเล่นกันนี้
มีชื่อว่า โอฉะมัมเบะ 長万部
เป็นแหล่งค้าปูที่สำคัญของฮอกไกโดเลย

ที่แรกที่เราจะแวะก็คือ พิพิธภัณฑ์สาร่ายคมบึ
Hokkaido Kombukan
北海道昆布館

ฟังชื่อทีแรกก็ เฮ้ย อะไรง่า
สาหร่ายก็มีพิพิธภัณฑ์กับเขาด้วย
แต่ด้วยความที่เราเชื่อใจในสปิริตคนญี่ปุ่นไง
มันต้องมีอะไรดีๆอยู่แล้ว
คงไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ง่อยๆหรอกน่า

พอถึงที่ เขาก็ต้อนให้ไปฃมวีดีโอเพื่อบิ๊วความชื่นชมต่อสาหร่ายคมบุกันก่อน
ใน theatre ที่จอขนานกับที่นั่งที่ลาดชันตามลำดับขึ้นไป
ทำให้นอนดูได้สบาย แต่ก็ไม่เชิงสบายตานัก
เพราะคนที่มักจะนั่งดูหนังสามแถวหลังสุดอย่างเรา ดูแล้วมันใกล้ไป มึน
แถมภาษาญี่ปุ่นก็อ่อนแอ ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์เลย ไม่รู้จะจับอะไรเอาไปกระเดียดดี
แต่โดยรวมแล้ว ก็เป็น theatre ที่ตั้งใจสร้างได้ดีเลยนะ

คนไทยน่าจะคุ้นหูกับคำว่า สาหร่ายคมบุ หรือ คอมบุ หรือ คมบึ อยู่เหมือนกันนะ
ไม่ว่าจะในรูปแบบแห้ง หรือดอง หรือตากแห้งเป็นเส้นๆฝอยๆ หรือแบบสดไปเลย
มันก็เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ทำการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวมากในฮอกไกโด
เป็นวัตถุดิบที่สำคัญมากในอาหารญี่ปุ่น (รวมไปถึงอาหารจีนและเกาหลีด้วย)
ที่สำคัญคือเป็นส่วนผสมในการทำดาชิ น้ำซุป
ซึ่งให้รสชาติกลมกล่อมมีมิติ ซึ่งรสชาตินี้ ในภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า อุมามิ umami
เป็นรสชาติหนึ่งในห้ารสชาติพื้นฐาน ซึ่งอีกสี่ประกอบไปด้วย เค็ม หวาน เปรี้ยว และขม
สารที่ทำให้คมบึให้รสชาติแบบ umami นั้นก็คือ Glutamic Acid
ซึ่งใช้แทนผงชูรสได้ และยังให้ไอโอดีน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการเจริญเติบโตด้วย

พอดูวีดีโอเสร็จ
ก็เข้าสู่ส่วนให้ความรู้ปรกติ
ซึ่งล้วนแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ
มาเป็นออริจินัลซาวน์แทรกอย่างนี้ ก็คงต้องดูรูปอย่างเดียว ^^”

สาหร่ายนี้ก็กินกันมาตั้งแต่สมัยชนเผ่าไอนุนู่นแล้ว

แล้วก็มีตุ๊กตุ่นกระดาษ แสดงกรรมวิธีในการเก็บคมบึ
รวมไปถึงการใช้งาน (บริโภค ยัมๆ)
(น่ารักดีง่ะ)

ดูไม่นาน ก็ถึงทางออก
ทางออกปั๊บ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ทำขึ้นจากคมบึ ก็อยู่ต่อหน้า
เอ่ งานนี้ไม่รู้ใครเป็นพระเอกกันแน่นะ
ระหว่างร้านขายคมบึ กับพิพิธภัณฑ์คมบึ
รู้แต่ว่า คนไทย ช็อปปิ้งทุกที่

เครื่องดื่มตราหมี น่ารัก น่ารัก
(หมีก็เป็นสัญลักษณ์ของเกาะฮอกไกโดเหมือนกัน)

เราชอบทานสาหร่ายมากๆ
แถมที่ร้านนี่ก็มีให้ชิมหลายรูปแบบ
นึกถึงตัวเองเป็นมิซาเอะ แม่ชินจัง เที่ยวชิมอาหารในซุปเปอร์มาร์เก็ตเลย

นี่เป็นน้ำซุปที่ต้มกับคมบึเท่านั้น
รสชาติน้ำซุปนี่ มาม่า มากๆ
แต่ไม่สังเคราะห์เท่ามาม่า รู้สึกเหมือนเป็นรส umami ชัดๆ
ติดใจ ชอบ (ซื้อด้วย จะอร่อยเหมือนเขาทำไหมเนี่ย)

แล้วยังมีส่วนโรงงานผลิตให้ดูด้วยนะ
แล้วก็เราอีกแหละ ที่เห็นเครื่องจักรไม่ได้เลย
ต้องขอไปดูหน่อยเหอะว่าแต่ละอย่างมันทำอะไรได้บ้าง
น่าจะเรียนวิศวะเครื่องกลอยู่เหมือนกัน

สาหร่ายเป็นฝอยๆ ผ่านเครื่องจักรมาเป็นสายไหมแผ่นๆ แล้วก็เตรียมขยุ้มใส่ซอง
ที่เห็นตะแกรงข้างล่างนี่มีตะกร้ารองรับเศษสาหร่ายด้วย
เพื่อนำกลับไปทำเป็นแผ่นใหม่ ไม่มี waste

ซื้อสาหร่ายคมบึกันสนุกสนานแล้ว
เราก็ออกเดินทางกันต่อท่ามกลางสายหมอก

มาที่สนามค้าปู ตามชื่อ หรือ ตลาดปู นั่นเอง
หวังจะได้เห็นอะไรจากที่นี่ดีล่ะ?

เห็นคนติ๊งต๊อง?

เห็นตู้ไปรษณีย์?

เห็นปูต่างหากล่ะ!
(มุขเบ่อยจริงๆ)

มาทานอาหารกลางวันกันที่นี่เอง
มื้อนี้ก็มีหลายอย่าง
มีปู ปู ปู ปู แล้วก็ปู – -”

กุ้งหวาน สดๆ หวานๆจริงๆด้วย

ข้าวหน้าเนื้อปูสดแบบฝอยๆ กรี๊ดดด

ซุปปูใส่สาหร่ายคมบึ
ให้รสชาติกลมกล่อมบวกความหวานนิดๆของปูสดๆ
อู้ววว ซดเกลี้ยง

kegani เคะงาหนิ ปูขน
รสหวาน ทานง่าย (เพราะมีอุปกรณ์ในการตัด และล้วงควัก)
จริงๆปูขนนี่หวานสุดในสามปูแห่งฮอกไกโดแล้ว

taraba ทาราบะ ปูยักษ์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเล่นแบบไทยๆว่า ปูทานลำบาก
อันนี้มาในเวอร์ชั่นแกะเนื้อมาให้เรียบร้อย นึ่งให้สุกพอดี ไม่เสียน้ำในเนื้อปูไปเลย งั่มมม
เอามาโปะกับข้าวหน้าเนื้อปูลงไปอีก

ปูทานลำบาก อีกสักรูป ขานี้แบบไซส์ปรกติ ไม่ใหญ่มาก ไม่เล็กมาก

ผ่านพิธีกรรมแกะปูเสร็จเรียบร้อย
ก็เอามารวมร่างกับข้าวหน้าเนื้อปู

กินจนสงสารปู หายใจเข้าก็เฮ้อปู หายใจออกก็เฮ้อปู
นิ้วก็มีกลิ่นปู
อิ่มปูจนเดินลงมาเจอร้านขายผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆก็ได้แต่เบือนหน้าหนี
เวลาเราอิ่มจุกมากๆนี่ สังเกตได้เลยว่า
จะไม่สามารถแม้แต่มองอาหารอีกต่อไปได้

จริงๆแล้วมื้อนี้มีสามปู
แต่ปูสีวาอิ zuwai (เรียกเล่นๆว่า ปูซวย) ที่อยู่ด้านซ้ายสุด ไม่ได้ถ่ายไว้บนโต๊ะอาหาร
ตรงกลางก็คือ ปูทานลำบาก และขวาสุดก็คือ ปูขน
เห็นได้เลยว่า ปูขนแพงกว่าแยะ
(แต่ยังไงก็กินหมดเยย งั่มๆ)

โอยี่ซังขี้เล่น จะถ่ายรูปร้านพอดี ยี่ซังก็ยกมือยกไม้โพสต์ให้ทันที

คุณคนขับที่น่ารักเหมือนหมีฮอกไกโดกำลังรอพาลูกเป็ดไปเที่ยวต่อ

ก่อนที่จะถึงทะเลสาบ
ก็มาแวะจุดชมวิวทะเลสาบกันก่อน

แน่นอน ชอปปิ้งด้วย 555

ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า
ญี่ปุ่นนี่ ของขายเขาน่าซื้อจริงๆ
คือวางไว้เฉยๆ ไม่ต้องยัดเยียด มันก็น่ารักน่าซื้อมากๆแล้ว
แล้วทริปนี้ ไปที่ไหน ก็มีของขาย
และทุกคนก็เต็มใจ๊เต็มใจซื้อกันหนุบหนับ

ญี่ปุ่นนี่จะมีคาแรกเตอร์ที่เป็นโลคอล เยอะมากๆเลย
ไม่ว่าจะเป็นคุณหัวตะไคร่ คุณหัวข้าวโพด คุณหัวมัน ฯลฯ
แล้วมันน่ารักอะ มันดูบ้านๆ แต่ก็ลงตัวไปพร้อมๆกัน
เสียดายของคนไทย ไม่ค่อยมีคาแรกเตอร์อย่างนี้เลย
มีก็เลียนแบบลายเส้นชาวบ้านมั่ง สัดส่วนไม่สวยเลยมั่ง ไม่น่ารักเลยมั่ง ขายไม่ได้ง่ะ

คาแรกเตอร์ที่เรารู้จักกันดีก็มีเยอะมากๆ

แล้วก็หลุดมาที่จุดชมวิวทะเลสาบ
หมอกลงพอดี

เกือบไม่ได้ชิมโยเกิร์ตฮอกไกโดแหนะ
อาหย่อยไม่มีผิดหวัง

ทะเลสาบโทยะ
Toyako
洞爺湖

เป็นทะเลสาบ ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ Shikotsu-Toya
เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ
มีลักษณะเกือบจะเป็นวงกลม โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางจากตะวันออกไปตะวันตก 10 กิโลเมตร
และจากเหนือไปใต้ 9 กิโลเมตร
มีเกาะน้อยใหญ่ที่เกิดจากการระเบิดอยู่ตรงกลาง
ทะเลสาบโทยะนี้ ชาวไอนุที่เคยเป็นเจ้าถิ่นบริเวณนั้น เรียกว่า คิมอุนโตะ
คิมอุน キムウン แปลว่า ในภูเขา โตะ ト แปลว่า ทะเลสาบ
แต่ในสมัยเมจิ ก็ได้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Toya ซึ่งแปลว่า lakeland

มาดูดอกไม้ริมทางมั่ง
ชอบจังเลย ทั้งสวย ทั้งน่ารัก ดอกกระจุ๋มกระจิ๋ม
อยากเอามาปลูกที่บ้าน

ถ่ายคู่กะของคู่เกาะฮอกไกโด

ชอปหนุบหนับกันแล้ว
ก็ขึ้นรถ หัวหน้าลูกเป็ดก็ซื้อเมลอนมาแจกลูกเป็ดทั้งรถด้วย
หวาน ฉ่ำ สึโก้ย
ทริปนี้ได้หม่ำเมลอนจนแทบจะหายอยากไปเลย

จุดเด่นของการแวะที่นี่คือ เราจะมาออนเซ็นกัน
และคืนนี้เราจะได้พักที่พักแบบเรียวกัง
คุณนายแม่แอบไม่ชอบ เพราะชินกับเตียงนุ่มๆมากกว่าฟูกนอนบนพื้น

มีตู้ใส่เครื่องนอนเหมือนในหนังในการ์ตูน
แอบคิดว่า มีโนบิตะหรือโดเรมอนแอบนอนอยู่รึเปล่า ^^

มีชุดยูกาตะให้ใส่ไปออนเซ็นด้วย

เออ แต่โรงแรมนี่มันแปลกอยู่อย่าง
อยู่ๆนึกจะมีเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ตรงไหนก็โผล่มาซะงั้น
นี่เรียวกังอยู่ดีๆก็มีโซฟาหลุยกะแชนเดอเลียโผล่มา – -”
แต่ก็เหอะ แสงสวย ให้อภัยๆ

ห้องพักอยู่ริมทะเลสาบเลย
ก็เลยได้มองวิวทะเลสาบอย่างใกล้ชิด

ลงมาเดินเล่นเล็กน้อย อากาศเย็น แต่ก็นับว่ากำลังดี สดชื่นๆ

ล็อบบี้โรงแรม มีดีที่วิวทะเลสาบ 180 องศา

พาไปดูออนเซ็นมั่ง
ออนเซ็นนี้เป็นออนเซ็นเก่าและเล็ก ตอนไปไม่มีคนใช้เลย
ก็เลยอาจจะดูโทรมเกินโรงแรมไปนิดนึง
(จริงๆสะอาดนะ แค่มันเปียกชื้นๆเลยดูเหมือนเกือบจะสกปรก)
ส่วนออนเซ็นหลักที่เราไปใช้ มีคนใช้อยู่หลายคน
ไม่สะดวกที่จะถ่ายรูปมา และไม่ควรถ่ายด้วย
(และไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนะ ยกเว้นจะเจอคนรู้จัก 555)
จริงๆไม่มีใครมองกันหรอก เพราะว่าก็มีอวัยวะเหมือนๆกัน แล้วก็ถือว่าให้เกียรติกัน
แต่คนไทยขี้อาย (แต่ชอบดูของคนอื่นไปพร้อมๆกัน)
ถ้าตื่นเต้นมาก ก็อาจจะยิ่งทำให้ตัวเองเป็นจุดสนใจมากขึ้นก็ได้

เข้ามาก็มีตะกร้าและล็อกเกอร์ไว้ใส่เสื้อผ้า
ปรกติเขาก็ถอดกันตั้งแต่ตรงนี้แหละ

ก่อนลงแช่น้ำแร่ ต้องทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดก่อนนะ
ก็นั่งอาบเรียงกันอย่างนี้แหละ
(ในห้องความชื้นสูงมาก เช็ดกล้องอย่างไร ถ่ายออกมาก็มีฝ้า)

แล้วก็ลงไปแช่ ถ้าไม่ชินก็แช่บ่อที่อุณหภูมิต่ำสุดก่อนก็ได้
แล้วค่อยๆไล่มา

อาบเสร็จเรียบร้อยก็มาเป่าผม แต่งตัวกันได้
ออนเซ็นหลักก็มี facility แบบนี้แหละ
เพียงแต่ใหญ่โตกว่ากันมาก และมีส่วน outdoor ริมทะเลสาบด้วย

พาไปดูทางเข้าออนเซ็นหลักมั่ง
ก็ต้องเดินผ่านสวนน้ำในร่มนี้ไป
ถ่ายมารูปเดียว เพราะเกรงใจคนที่เล่นน้ำอยู่

แล้วก็ถึงเวลาอาหารเย็น
เราก็กะว่าจะไปออนเซ็นหลังอาหารเย็น
เลยเตรียมใส่ยูกาตะไป
ใส่แล้วชักติดใจ อยากซื้อสักชุดกลับเมืองไทย
แต่หาที่ถูกใจและถูกไซส์ไม่มี แง่มๆ

บุฟเฟต์ตามเคย

มานี่ ใครๆเขาก็ชิมเบียร์ซัปโปโรกัน
อร่อยจริงป่าวไม่รู้ ต้องถามคนอื่น

ไม่ทานให้อิ่มมาก เพราะว่าเดี๋ยวจะไปแช่น้ำ บุ๋งๆ
นึกแล้วอยากไปแช่อีกจัง สบาย+สนุกดี

แช่เสร็จ ก็มาดูเขาจุดพลุกลางทะเลสาบกัน
ก็จุดนานเป็นสิบนาทีอะนะ
ไปยืนเย็นๆริมทะเลสาบ อากาศดี
แม่บอกว่า อย่างนี้ดูบนห้องก็ได้
แต่เราว่า ดูพลุ บางทีดูร่วมกะคนอื่น มันได้ฟิลกว่านา

กลับเข้าห้องมา
แม่บ้านก็จัดการปูที่นอนให้เรียบร้อยแล้ว
(ให้ปูเองเราก็ปูไม่เป็น)
แต่เราไม่ถนัดนอนเอาเท้าเข้าฝา
เลยจัดการกลับเอาหมอนไปอยู่อีกด้านซะ

ตื่นเช้ามา ก็หาโอกาสลงมาเดินเล่นริมทะเลสาบ
สูดอากาศดีๆ ก่อนที่จะต้องเดินทางต่อ

มีฝูงเป็ดน้อยลอยน้ำอยู่ริมฝั่งด้วย
ลอยเอื่อยๆมาเป็นกองๆ น่ารักดี
สักพัก ฝูงเป็ดน้อยมันเร่งสปีด ว่ายแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย – -”

แถวๆท่าน้ำ ก็มีปลาตัวยาวเท่าแขนเรา
ว่าย วนไปมา น่าเอ็นดู

มีใยแมงมุม แต่ไม่พบจำเลย

บรรยากาศดีดีตอนเช้า

ผล

เหตุ

ชื่นชมธรรมชาติเสร็จ
ก็ได้เวลาเอาธรรมชาติเข้าท้อง
เริ่มด้วยชิชาโมะ ปลาไข่ กับข้าวสวยคลุกถั่วแดงโรยงาดำ

ไข่ปลาไม่อั้น รักมากกก >___<
เป็นความสุขที่หาไม่ได้าจากการเที่ยวประเทศอื่น 555

ไข่ลวก ลวกได้ดุ๊กดุ๋ยดี เหมือนเจลลี่
ที่สถานะมันกำลังจะกลายไปเป็นของเหลว แค่พลาดอีกนิดเดียวก็เหลวแล้ว

บ๊ายบาย โรงแรม Sun Palace Crystal

ฉบับหน้า ไปขึ้นเขาดูหมีกันดีกว่า