เช้าวันรองสุดท้าย
เราไปที่เมืองเก่า โอตารุ กัน

มาชมข้าวเช้ากัน
แค่ข้าวต้มกับสาหร่าย ปูฝอย ก็ทำให้เป็นเช้าที่วิเศษได้ กรี๊ดกร๊าด


เช้านี้ทานไส้กรอกเพิ่ม
เพราะเห็น Dijon Mustard แล้วนึกถึงที่ My Porch
อยากทานไส้กรอกจิ้มมัสตาร์ดขึ้นมาทันที

แล้วก็ออกเดินทางกัน

มาถึงแล้ว

โอตารุเป็นเมืองท่าอีกเมืองนึงในฮอกไกโด
ห่างจากเมืองซัปโปโรไม่เกินหนึ่งชั่วโมง
ทำให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสุดสัปดาห์อีกเมืองหนึ่ง
ถ้าเป็นบ้านเราก็คงอารมณ์ไปเที่ยวอัมพวา อยุธยา ไรงี้มั้ง
มีโอท็อปเป็นเครื่องแก้วสวยๆงามๆ
ซึ่งเป็นอะไรที่เราไม่อยากจะซื้อกลับบ้านเลย กลัวแตกซะก่อน
มาโอตารุ เลยได้แต่ขนมแทน (ตามแบบฉบับตัวเองจริงๆ)

โกดังร้านขนม
ร้านด้านซ้ายมือของผู้อ่านคือ Rokkatei
ร้านขนมที่เราซื้อขนมหอบหิ้วมาฝากเพื่อนๆ แล้วก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว

ไฮไลท์ของการมาเมืองนี้ คือ การชอปปิ้ง (เอ่อ ได้ข่าวว่าก็ชอปทั้งทริป)
พามาชอปปิ้งของสำคัญของเมืองนี้ คือ กล่องดนตรี
และนี่คือหน้าร้านกล่องดนตรีที่เรามานั่นเอง
มีนาฬิกาที่พอเข็มยาวชี้เลข 12 มันก็จะมีไอน้ำพ่นๆออกมา
ซึ่งเลียนแบบมาจากนาฬิกาอันนึงแถวยุโรป (จำชื่อและประเทศไม่ได้)

แต่ที่ชอบกว่ากลับเป็นเสียงเพลงจากนาฬิกาฝั่งตรงข้าม

อะ เข้ามาดูกล่องดนตรีกันดีกว่า
จะบอกว่า ละลานตามากกกก มีเป็นพันๆแบบเลยมั้ง
เสียงดนตรีก็กุ๊งกิ๊งเพราะมาก มีให้เลือกทั้งคลาสสิค ป๊อบ เกาหลี ฝรั่ง

เราเป็นคนที่มีความสุขมากกกกกกกกก เมื่อได้ยินเสียงกล่องดนตรี
กล่องดนตรีเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่เรามั่นใจว่ามันเป็นอิทธิพลมาจากตอนเด็กๆ
เมื่อสมัยเราเด็กๆ ตั้งแต่ตอนยังพูดไม่ได้ ยืนไม่ได้
ที่ห้องนอนแม่จะมีตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ฐานมันหมุนได้
แล้วเสียงดนตรีมันก็จะออกไปพร้อมๆกับตุ๊กตาที่หมุนรอบๆตัวมันเอง
เวลาได้ยินเสียงกล่องดนตรี (ของจริงนะ ไม่ใช่จากพวกซีดีเพลง)
มันจะนึกย้อนไปฉากในห้องนอน ตอนที่เรานอนมองตุ๊กตาตัวนั้นอยู่ ทันทีเลย
ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่ามันเป็นโมเมนท์ที่มีความสุข
แต่ความสุขมันอยู่ตรงที่มันทำให้เราย้อนอดีตได้มากกว่า
เหมือนอย่างเช่นสิ่งต่างๆที่พาเรานึกไปได้ถึงตอนเด็กๆ
เวลาเจอกล่องดนตรี มันจึงค่อนข้างดึงดูดเรามาก
(แต่แปลก ที่เราไม่เคยเสียเงินซื้อเลยสักอัน ^^”)

สักพัก ก็ข้ามมาฝั่งตรงข้าม
ข้ามมาเพราะแมวตัวนั้นแท้ๆ

เป็นร้านขายของที่ระลึก
จะว่าไปญี่ปุ่นก็เป็นสวรรค์ของแมวและคนรักแมวนะ

แล้วเราก็แวะร้านตุ๊กตาสัตว์น่ารัก
ที่คอยเย้ายวนให้เราจ่าย และจ่าย จ่าย จ่าย

แถวนี้ก็ยังมีอาคารแบบเก่าๆให้เดินเล่นดูชมอยู่

สลับกันไปกับการตกแต่งแบบโมเดิร์น

และขนมเริ่ดๆที่ในที่สุดก็หาโอกาสชิมได้บ้าง

ขนมดั้งเดิมแบบเซมเบ้ ก็ไม่ได้หายไปไหน

ร้านขายเครื่องแก้ว ก็มีของสวยๆมากมาย
แต่บางคนเดิน(ช็อป)แค่กล่องดนตรี ก็หมดเวลาแล้วมั้ง

หรือใครอยากจะชอปของกวนประสาท ก็มีให้เลือกด้วย

และแน่นอน การสอดแทรกของดอกไม้ต้นเล็กต้นน้อย
ก็ยังมีอยู่ในทุกที่ที่เราไป

ดอกเล็กดอกน้อยอย่างนี้เนี่ย ชอบที่สุดเลยย >___<

แวะหม่ำไอติมขบวนการห้าสีเรนเจอร์กันก่อน
(แอบบอกว่าทานไม่หมด เยอะมากกกก แต่ก็อยากชิมนี่นา)

มาถึงคลองโอตารุ ที่ๆใครก็ต้องมาถ่ายรูปแล้ว
ที่นี่เป็นจุดขายของโอตารุก็ว่าได้
นอกจากบริเวณเมืองที่อนุรักษ์เอาไว้ ซึ่งอาคารเป็นแบบตะวันตกผสมกับญี่ปุ่น สร้างในสมัยเมจิ
ทำให้บรรยากาศของโอตารุค่อนข้างคลาสสิกและโรแมนติกนิดๆ

คลองโอตารุ ก็ยังมีสามล้อแบบโบราณให้ลองนั่ง
คุณไกด์บอกว่า คนญี่ปุ่นก็เห่อสถานที่ย้อนอดีตไม่แพ้กับบ้านเราเหมือนกัน
ยิ่งคนในเมืองได้มาที่แบบนี้ ก็จะยิ่งชอบกันใหญ่เลย

มีนางนวลเชื่องๆเดินเล่นแถวนั้นอยู่หนึ่งตัวถ้วน
ผู้คนเดินไปมาก็เข้าไปถ่ายรูปใกล้ๆได้

เป็นอันว่าจบทริปโอตารุ
พักทานกลางวันกันดีกว่า
วันนี้ไม่ค่อยเน้นยั่วน้ำลาย : -)

ได้ทานกุ้งหวานในทริปนี้บ่อยๆ ชอบนะ
แต่กลับไปเมืองไทยคงไม่ค่อยได้ทาน
เพราะราคามันเวอร์ซะไม่มี

แล้วก็หม้อไฟทานขำๆ (แต่ก็อิ่มล่ะนะ)

ถึงจะอิ่มอย่างไร เราก็มีมิชชั่น จะต้องทานขนมให้ได้ อุตส่าห์ซื้อมาแล้ว

ซื้อมาสองอย่าง ชูครีม กับ โรล(จำชื่อไม่ได้)
ครีมพวกนี้นี่ ถ้ามาฮอกไกโดแล้วไม่ได้ทาน จะเหมือนขาดๆอะไรไปอย่างไรไม่รู้

เทียบขนาดกับฝ่ามือ ตุ๊มๆต่อมๆ จะอร่อยไหมว้า
แต่ดูสิ ผิวหน้าของชูสีน้ำตาล กับครีมที่ดูอ่อนนุ่มใส่วานิลลาแท้ๆ

ชิมไปหนึ่งคำ อยากจะกรี๊ด อร่อยว้อยยยย
ชูแป้งบาง ไม่กรอบเกิน ไม่เหนียว ยอมให้ฟันบนผ่านแทรกเข้าไปในเนื้ออย่างว่าง่าย
พอถึงผิวสัมผัสกันนุ่มหยุ่นของครีม จมูกกะกระทบกับความหอมของครีมสดและวานิลลาแท้
อร่อยจนลืมว่าอิ่ม และมันอ้วนนนน
(ส่วนโรลก็อร่อยไม่แพ้กันเลย คุณนายแม่ที่ไม่ชอบทานครีม ยังชมว่าอร่อย)

ตอนบ่ายเราจะไปเดินชอปปิ้งกัน (อีกแล้ว)

ระหว่างทางจากโอตารุกลับมาที่ซัปโปโร
เมืองแถวนี้เกาะอยู่ตามแนวชายฝั่ง
เวลาเดินทางไปไหน ก็เลยมักจะเห็นทะเลแทบตลอดเวลา

กลับมาในเมืองซัปโปโรแล้ว

บ่ายนี้เราจะเดินชอปปิ้งกันที่ถนนที่มีชื่อว่า ทานุกิโกจิ Tanukikoji
เป็นทางเดินในร่มที่สองข้างทางมีร้านรวงกว่า 200 ร้าน เป็นทางเดินยาว 7 บล็อกถนน
ขายของมากมายหลากหลายสุดสุด

ถึงจะเป็นบริเวณ open air แต่ก็เดินสบายๆสะอาดๆ

มีร้านอาหารหลายๆร้านนี่น่าเข้าไปลองชิม

แต่คุณนายแม่สะดุดกับร้านขายคาซึเทร่า ร้านนี้ อยากลองชิมดู
เรามองเข้าไปในร้าน อ้าวว พบเจอกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบแปดปี
ขนมเค้กอันเล็กๆอย่างนี้ ที่เราเคยทานที่นิวยอร์ก แล้วก็ไม่เคยเจอที่ไหนที่ย่างกรายไปอีกเลย

ได้รำลึกความหลังอีกแล้ว มีความสุขจัง
อ้อ… รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นพูดเกาหลีกับจีนกลางกันได้มากขึ้นนะ
โดยเฉพาะพวกสถานที่ท่องเที่ยวอย่างนี้แหละ
เผลอๆหาได้ง่ายกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ซะอีก – -”

มีดโกนหนวดที่จับกลุ่มผู้ชายคนละแบบ เห็นแล้วขำดี ^^

ร้านเกม

แต่ที่กรี๊ดมากสุดก็ต้องร้านแบบนี้เลย ร้านขายสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์
สุนัขน่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ร้านแทบไม่มีกลิ่นสุนัขเลย จัดการได้ดีจริงๆ

น้องหมาแต่ละตัวมีคอนโดเป็นของตัวเอง ระบายอากาศอย่างดี

หลับคร่อกๆ

อ๊ะ ใครมา

อยากได้ๆๆๆ >____<

จาอาววววววว >_________<

ตัดมาที่ข้าวเย็นเลยดีกว่า 555
มื้อเย็นสั่งลา จะน้อยกว่านี้ได้ยังไง

แก้วคลาสสิคๆ

จัดไป ทั้งปูทั้งเนื้อย่าง

ไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้ ทานเนื้อเยอะที่สุดในชีวิตแล้ว
โปรตีนจะจุกอกตาย

กินปูแบบสั่งลาครั้งสุดท้าย

มาให้หมด ปูซวย ปูทานลำบาก ปูขน

ข้าวหน้าเนื้อปู ไข่ปู

อีกชาม ข้าวนิดเดียว ปูท่วมๆ

แกะปูหมดกองแล้ว ถึงเวลารับรางวัล

อะอ้ามมมมม

สะใจที่สุดในสามโลก โฮกกก

ขอบคุณคุณปูทั้งหลายมากๆที่ทำให้มื้อนี้วิเศษจริงๆเด้อออ

พรุ่งนี้ไปเที่ยวอีกหนึ่งที่ แล้วก็ได้ฤกษ์กลับบ้านเฮาแล้ววว