คนไทย
“ห้ะ? จอร์แดน?”
(คิ้วขมวด หน้าเบ้ๆ สงสัยๆ)

คนฝรั่ง
“โอ้ววว จอร์แดนน”
(คิ้วเลิกขึ้น ตาเป็นประกายวิ้งๆ)

เราเพิ่งกลับมาจากประเทศที่การท่องเที่ยวกำลังเริ่มบูมขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่นครเพตรา Petra ได้ถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในเจ็ดมหัศจรรย์ของโลก
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ที่ผ่านมา

ชื่อเต็มๆของประเทศนี้คือ The Hashemite Kingdom of Jordan
ซึ่งอยู่ห่างจากเราประมาณแปดชั่วโมงครึ่ง โดยเครื่องบินพาณิชย์

จอร์แดนเป็นประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง
ที่แทบไม่มีพื้นที่ติดทะเล (เมื่อก่อนมี แต่จากน้ำมือพวกฝรั่งมังค่าตามเคย
ประเทศก็เลยหดเหลือเท่าในปัจจุบันนี้)
ทางเหนือติดกับ ประเทศซีเรีย Syria
ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับ ประเทศอิรัก Iraq คู่ขาคู่แค้นของอเมริกา
ทางตะวันออกและใต้ติดกับ ประเทศซาอุดิอราเบีย Saudi Arabia
และทางตะวันตกติดกับ ประเทศอิสราเอล – ปาเลสไตน์ Israel – Palestine
มีพื้นที่ราว 92,300 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าเมืองไทยประมาณ 5 เท่า
90% ของพื้นที่เป็นพื้นที่ทะเลทรายและพื้นที่แห้งแล้ง
(แต่ผักผลไม้ กลับลูกโตๆ รสหวานอร่อย ซะงั้น สังเกตมาหลายประเทศแล้ว)
มีแม่น้ำจอร์แดนซึ่งยื่นมาเป็นจงอยเล็กๆอยู่ทางด้านตอนเหนือของประเทศเท่านั้น

ตะวันออกกลางมีอะไร?
คนไทยจำนวนมากอาจจะคิดถึงแต่ทะเลทราย และแขกโหดๆ
แต่นั่นไม่ใช่เลย
ตะวันออกกลางเป็นบ่อเกิดอารยธรรมที่สำคัญ
และนับได้ว่า เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่าง ขัดแย้งกัน เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งเดียวกันนี้

เมื่อหลายล้านปีก่อน
ดินแดนตะวันออกกลาง จมอยู่ใต้ทะเลอันเปียกปอน ชุ่มชื้นไปด้วยน้ำทะเล
ต่อเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรณีวิทยา
จากท้องทะเลที่มีแต่น้ำ ถูกดันขึ้นมา กลายเป็นท้องทะเลเหนือทะเล ที่สุดแสนจะแห้งแล้ง
และนั่น ก็น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมซาอุ ดูไบ อิรัก
ถึงได้มีน้ำมันมหาศาลอยู่ใต้ดินกันมากนัก

ในการเปลี่ยนแปลงทางด้านธรณีวิทยา
จากท้องทะเล กลายเป็นทะเลทรายผืนกว้าง
ท้องทะเลบริเวณที่มีความลึกกว่าส่วนอื่น ก็ได้ถูกดันขึ้นมาเหนือระดับน้ำทะเลปัจจุบัน
กลายเป็นน้ำทะเลขังอยู่ในบริเวณท้องทะเลเดิม หรือหุบเหวนี้
ไม่มีทางออกไปสู่มหาสมุทรดังเดิม
วิวัฒนาการทางด้านธรรมชาติของบริเวณแห่งนี้จึงต่ำมาก
และด้วยขาดการหมุนเวียนของน้ำ ทำให้ความเค็มเข้มข้นและไม่หายไปไหน
กลายเป็นแหล่งแร่ธาตุ และสิ่งมหัศจรรย์แห่งหนึ่งของแผ่นดิน ที่เรียกว่า Dead Sea

และยังคงส่วนที่เป็นทะเลเอาไว้
นั่นคือทะเลแดง Red Sea ที่กั้นกลางระหว่างทวีปเอเชีย และทวีปแอฟริกา
สร้างระยะห่างทางน้ำ ของฝั่งจอร์แดน ซาอุดิอราเบีย เยเมน
ออกจากฝั่งอียิปต์ ซูดาน อริทเรีย เอธิโอเปีย และโซมาเลีย
และเป็นทะเลที่ทำให้โมเสสท่านต้องแหวกเพื่อเดินข้ามมาจากอียิปต์ด้วย

ส่วนตัวเราจึงเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า ‘ดินแดงแห่งสามทะเล’ ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากเป็นดินแดนแห่งสามทะเลแล้ว
ก็ยังเป็นดินแดงแห่งสองศาสนา
ทั้งศาสนาคริสต์ (อดีต) และศาสนาอิสลาม (ปัจจุบัน)
หลักฐานที่สำคัญหลายแห่งในศาสนาคริสต์ ก็ยังคงมีอยู่
และในประเทศที่ศาสนาอิสลามนับถือโดยประชากรส่วนใหญ่
โดยประมาณ 92% เป็นมุสลิมนิกายสุนหนี่ Sunni
ศาสนาคริสต์ก็ยังมีที่ยืนอยู่ได้บ้างเช่นเดียวกัน
ด้วยจำนวนประชากรรวม 6%
มีสถานที่ที่สำคัญอย่าง Mount Nebo
ซึ่งว่ากันว่า เป็นสถานที่สุดท้ายที่ท่านโมเสสได้มาถึง และเสียชีวิต ณ ที่นั้น
รวมถึงเป็นดินแดนที่ถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์เก่าด้วย

อย่างที่อาจจะทราบกันว่า
เมโสโปเตเมีย หนึ่งในอารยธรรมที่จัดว่าเป็นอารยธรรมแรกๆของโลก
ได้ถูกสันนิษฐานว่า อยู่แถวนี้แหละ ไม่ใกล้ไม่ไกล
แต่ตั้งแต่ยุคพาลิโอลิธิค Paleolithic
หรือเมื่อ 1,500,000 – 17,500 ปีก่อนคริสตศักราช
ก็ว่ากันว่า โฮโมซาเปียน หรือมนุษย์แบบที่พัฒนาเป็นเรานี่ล่ะ
รวมถึงแฟมิลี่พวก Homo Erectus, Neanherthal
ก็มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในหุบเขาและทางใต้ของจอร์แดนแล้ว

ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยุคหิน ยุคถ่าน ยุคทองแดงเก่า ทองแดงกลาง ทองแดงใหม่ เหล็ก
มาจนยุค Hellenistic เมื่อ 332 – 63 ก่อนคริสตศักราช
คุณ Alexander the Great ได้ครอบครองดินแดงเอเชียตะวันตก
หรือที่ชาวบ้านอาหรับเขาเรียกคุณเขากันว่า Dhu Al Qarnain (คนที่มีสองเขา)
ในยุคนี้ ทำให้อารยธรรมกรีกได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวอาหรับ
ทำให้แถวนี้มีศิลปะแบบกรีกในบางส่วน

มาจนยุคนาเบเชี่ยน Nabataean
เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตศักราช จนถึงคริสตศักราชที่ 106
เป็นชนเผ่าโอท็อป อยู่แถวนั้นมาก่อนเก่า
ช่วงดังกล่าวเป็นยุคที่ Nabataean รุ่งเรืองสุดขีด
และได้สร้างโอท็อปชิ้นโบแดงเอาไว้มีนามว่า นครเพตรา Petra

แต่แล้ว เมื่อกองทัพโรมันเข้ามายึดครองจอร์แดน
แล้วครองตนอยู่ในจอร์แดนตั้งแต่ 63 ปีก่อนคริสตศักราช ไปจนคริสตศักราชที่ 323
ก็ทำให้จอร์แดนกลายเป็นประเทศที่มีศิลปะโรมันอยู่มิใช่น้อยเลยทีเดียว
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการครอบครองประเทศจากโรมันก็คือ
ความรู้ในการสร้างถนนแบบโรมัน นั่นเอง

จากการที่โรมันยังยึดครองต่อไป
ในคริสตศักราชที่ 324 – 634 ซึ่งเรียกว่าเป็นยุคไบแซนไทน์ Byzantine
ยุคนี้นี่เอง ที่คุณจักรพรรดิคอนสแตนติน Constantine ได้มานับถือศาสนาคริสต์
ส่งผลให้โบสถ์คริสต์ผุดขึ้นทั่วจอร์แดน
และเป็นยุคที่ทำให้มีศิลปะแบบโมเสคเกิดขึ้นด้วย

และแล้ว ก็มาถึงคราวของศาสนาอิสลามบ้าง
Arab Empire ได้เรืองอำนาจ ในช่วงคริสตศักราช 634 – 1171
แต่ในสงครามครูเสดช่วงคริสตศักราช 1099 – 1268
ศาสนาคริสต์ก็ได้กลับเข้ามาจากอำนาจของกองทัพครูเสด
แต่แล้ว Saladin ก็เอาชนะกองทัพครูเสด
แล้วศาสนาอิสลามก็กลับมาเป็นเมนอีกในยุค Ayyubid ของ Saladin
แล้วก็ยังมียุค Mamluk จากกองกำลังจากอียิปต์
จนมาถึงยุค Ottoman ในช่วงปีคริสตศักราช 1516 – 1916
กองทัพทรงอำนาจจากตุรกี มีอำนาจอยู่ในตะวันออกกลาง
จนกระทั่งในสงครามโลกครั้งที่ 1

สิ่งที่เหมือนเมืองไทยอีกอย่างก็คือ
จอร์แดนก็มีกษัตริย์ของเขานะ
และไปมาหาสู่เมืองไทยหลายครั้งหลายคราแล้วด้วย
จอร์แดนที่เป็นอยู่นี่ เป็นฝีมือการพัฒนาของกษัตริย์ Abdullah ที่ 1
ซึ่งเป็นพระราชบิดาของกษัตริย์ Hussein ที่ครองราชย์อยู่ในปัจจุบัน
นับเป็นทายาทสายตรงจากศาสดามูฮัมหมัด generation ที่ 43
แต่เนื่องจากกษัตริย์ Abdullah ที่ 1 ทรงทำคุณประโยชน์หลายประการกับประเทศ
ชาวจอร์แดนก็ยังเคารพรักนึกถึงอยู่เนืองๆ
และในหลายๆครั้ง ภาพกษัตรย์ก็จะมีสองกษัตริย์คือ
กษัตริย์ Abdullah ที่ 1 และกษัตริย์ Hussein วางอยู่คู่กัน

ถึงในวันนี้ ภาพจอร์แดนจะมีแต่ทะเลทราย
แต่จริงๆแล้ว มันก็เป็นทะเลทรายที่เต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาตร์สำคัญของโลก
อย่างเข้มข้น น่าสนใจ และน่าทึ่ง
อย่างที่ไม่น่าพลาด ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวตัวจริงเสียงจริง เลยทีเดียว

(พิมพ์เสร็จแล้วสูดหายใจเต็มปอด 1 ครั้ง)

คืนวันที่ 9 มีนาคม
เรามายังที่เก่า ที่ๆเคยคุ้นตา
สนามบินสุวรรณภูมินั่นเอง
เพื่อขึ้นเครื่องบินของสายการบิน Royal Jordanian
เที่ยวบินที่ RJ181 จากกรุงเทพ ไปสู่อัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน

เดี๋ยวนี้เวลาขึ้นเครื่องบินแบบข้ามคืน
อุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับเราก็คือ
ยาแก้เมาเครื่องหรือยาแก้แพ้ (เพื่อให้หลับคร่อกตลอดการเดินทาง)
ที่ปิดตา ที่อุดหู และหมอนสำรองจากที่เขามีเหลืออยู่อีก 1-2 ใบ
แค่นั้น 8 ชั่วโมงครึ่ง ก็ไม่นานเกินอีกต่อไป

เช้ามืด ถึงสนามบิน Queen Alia International Airport
กล่องที่เห็นทั้งหมดในรูป คือน้ำพริก หมูแผ่น น้ำปลา พริก มะนาว
มาม่า กะหล่ำดอง ปลากรอบ ขนมขบเคี้ยว น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง ฯลฯ
ซึ่งเป็นของจำเป็นสำหรับทัวร์คุณนายหลายสิบชีวิต
ที่จะเหงาปาก และเบื่ออาหารแขกเมื่อใดก็ได้

สภาพสนามบิน Queen Alia
ซึ่งเป็นสนามบินที่เล็ก และไม่ได้ไฮเทคอะไร
ก็เข้าใจได้ เพราะจอร์แดนเพิ่งบูมเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว
และกำลังพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
ที่เพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยร้อยร้อยเปอร์เซนต์
บางคนก็รังเกียจสนามบินไม่ศิวิไลซ์
เราก็คิดว่า ไม่เห็นต้องไปว่าเขา เราก็เคยเป็นมาก่อน

มาทัวร์คราวนี้
ส่วนมากจะทานอาหารในโรงแรม
เพื่อจะการันตีว่า สะอาด เรียบร้อย
ส่วนตัวแล้ว เจริญอาหารแขกมาก ในส่วนที่เป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร
อร่อยถูกจริตจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นพิต้า ฮัมมัด ข้าวบาสมาติ ข้าวแซฟฟรอน ผลไม้ต่างๆ

อาหารเช้ามื้อแรกของทริป
ก่อนที่จะออกเดินทางไปดูนู่นดูนั่นในเมืองอัมมานกัน

จอร์แดนมีประชากรประมาณ 6 ล้านคน
ถ้าเทียบกับเมืองไทยที่ใหญ่กว่าห้าเท่าแต่มีประชากรมากกว่า 10 เท่า
ก็เห็นได้ว่า ประเทศไทยเราแออัดกว่ากันแน่นอน
เฉพาะในกรุงอัมมานมีประชากรประมาณ 1-2 ล้านคน
แต่เห็นประชากรน้อยกว่าเมืองไทยเยอะๆอย่างนี้เนี่ย
บ้านนึงเฉลี่ยแล้วมีลูกกันถึง 3-4 คนเลยนะ
จึงเป็นเรื่องปรกติมากมากที่เวลาเราอยู่ในอัมมานแล้วจะเห็นลูกเด็กเล็กแดง
(ที่หน้าตาน่ารักมากๆเหมือนตุ๊กตา ตามสไตล์แขกขาว) เต็มไปหมด

ในเมืองอัมมานมีเขตกรุงเก่าอยู่
ชื่อว่า Citadel หรือแปลว่า เมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ
ในเขตนี้ ตั้งอยู่บนเนินเขา
และเป็นพื้นที่ประวัติศาตร์ตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ กรีก โรมัน บาเซนไทน์ จนมุสลิม
ในครั้งหนึ่งกรุงอัมมนาเคยเป็นเมืองหลวงของอารยธรรม Ammonites
หรือในพระคัมภีร์เก่าก็คือ Rabbath-Ammon
ซึ่งในสมัย Henneistic กับ สมัย Roman
ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ฟิลาเดลเฟีย Philadelphia
(พอได้ยินชื่อนี้ คิดถึงชีวิตที่ฟิลลี่ขึ้นมาทันทีเลย)
โดยผู้ปกครองในยุค Hellenistic ชื่อว่า ปโตเลมีที่ 2 Ptolemy II
แล้วในราวคริสตศตวรรษที่ 7
ก็เปลี่ยนชื่อกลับเป็น Amman ซึ่งมาจากชื่อ Ammon ในพระคัมภีร์นั่นเอง

ด้วยความที่เป็นเมืองเก่า อารยธรรมทับกันไปทับกันมา
เวลาที่ขุดลงไปในดิน จึงมักจะเจอของเก่าอยู่เรื่อยๆ
จนบางทีต้องเลิกขุด เพราะไม่งั้นคงได้เวนคืนพื้นที่กันทั้งเมือง
ที่เห็นกลางๆรูปนี้เป็น Amphitheatre ในสมัยโรมัน
หรือที่เรียกกันว่า Roman Theatre นั่นเอง

จริงๆมีเมืองเก่าอีกเมืองที่น่าไปแต่เวลาไม่พอ
นั่นก็คือ Jerash ถ้าชอบเที่ยวเมืองแบบ อยุธยา สุโขทัย
ก็เป็นอีกเมืองที่ไม่น่าพลาดกันทีเดียว
(แต่ชั้นพลาดดดด)

มาดูอะไรบางอย่างใน Citadel ละกัน
นี่ก็คือ Temple of Hercules
ของต่างหน้าของอารยธรรมโรมันเขาล่ะ

อัมมานต้อนรับทริปวันแรกเราด้วยฝนปรอยปราย
บวกกับอากาศที่เย็นอยู่แล้ว
และบวกกับยังไม่ทันได้ปรับอุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่
ก็เลยขอใส่หนาเอาไว้ก่อน แม่สอนไว้

ใน Citadel นี้ ยังเป็นที่ตั้งของ Jordan Archedological Museum
หรือ พิพิธภัณฑ์โบราณคดีแห่งจอร์แดน ด้วย

มีของตั้งแต่ยุคที่ไม่ใช่คนกันเลยทีเดียว
แต่ถ่ายมาไม่เท่าไหร่ เน้นตาดูมากกว่า

พอออกจากพิพิธภัณฑ์มาแล้ว
ฝนก็หยุดตก
เราก็เดินต่อไปกันที่ The Omayyad Palace, Jabal al-Qal’aa
ซึ่งเป็นวังในสมัย Ummayyad ก็คือยุคที่ศาสนาอิสลามเข้ามาเป็นยุคแรก
หรือเมื่อช่วงคริสตศักราชที่ 634 – 1171 นั่นเอง

เมื่อก่อนไม่มีหรอกนะ หลังคาโดมไม้เนี่ย
แต่ใส่เข้าไปแล้ว ก็ดูดีทีเดียวเชียว

สักพักแดดก็เปรี้ยง
เป็นธรรมดาของสภาพอากาศแถบทะเลทราย
ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเหมือนหญิงสาว
เราเข้าไปเดินเล่นกันในเมืองอัมมาน

เราเข้าไปเดินในแถบที่เรียกว่า ซุก Souk หรือ ตลาด นั่นเอง
คำว่า Souk นี่ น่าจะใช้กันทั่วไปในเมืองเก่าแถบๆนี้นะ
ได้ยินครั้งแรกก็ทริปโมรอคโค Morocco แหละ
ถ่ายเรื่อยเปื่อย ไม่ได้เล็งอะไรมาก

แอบอยากอ่านภาษาอาหรับได้เหมือนกันนะ
มีแต่คนบอกง่าย จริงปะ?

กะหล่ำยักษ์

แป้งนาน ขายถูกมาก อร่อยด้วย สดจากเตา

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ชอบประเทศมุสลิม

อะ ลงมาดู Roman Theatre ใกล้ๆ
จะเข้าไปเดินเล่นก็ได้ ก็เสียตังกันไป
แต่เพิ่งแลกเงินมา(นิดเดียว) และไม่มีเศษ ก็เลยไม่เข้าดีกว่า

เอาแค่นี้แหละ อิอิ
ไม่หนาวแล้วนะเนี่ย
แต่ไม่รู้จะเอาเสื้อไปเก็บไว้ไหน

แล้วเราก็ออกจากเมืองอัมมาน ที่เป็นออเดิร์ฟของทริปนี้
ไปสู่เมือง Madaba ซึ่งห่างจากกรุงอัมมานไปทางใต้ 86 กิโลเมตร
เป็นเมืองระหว่างทางที่จะไปยังทะเลสาบเดดซี Dead Sea

ใครที่มาจอร์แดนแบบทัวร์แสวงบุญ
จะพลาดเมือง Madaba ไม่ได้เลย
เพราะเป็นเมืองที่เรียกได้ว่า เป็นเมืองคริสต์แห่งดินแดนอาหรับเลยทีเดียว
Madaba เป็นเมืองที่มีผู้คนอยู่อาศัยกันมาไม่ต่ำกว่า 4,500 ปี
และได้ถูกพูดถึงในพระคัมภีร์(21:30) ในนามของ
Moabite town of Medeba
แต่สำหรับทัวร์คนไทยทั่วไป
Madaba ไม่ได้มีอะไรให้ชอปปิ้งเลยล่ะ

วันนี้เราจะแวะ Madaba ณ ที่แห่งเดียวคือ Mount Nebo
หรือเขา Siyagha (Pisga, Pisgah, Siagha, Syagha)
ที่ๆใน chapter สุดท้ายของ Deuteronomy
Mount Nebo คือที่ๆโมเสสได้มองไปยัง the Promised Land
ที่พระเจ้าให้แก่ชาวฮิบรู ในตอนที่ว่า
“And Moses went up from the plains of Moab to Mount Nebo,
the top of Pisgah, which is opposite Jericho.”
(Deuteronomy 34:1)
ซึ่งนักวิชาการก็ยังถกกันอยู่ว่า เขา Nebo นี้
คือภูเขาเดียวกับที่อ้างอิงในคัมภีร์ Torah ในศาสนายิวหรือไม่

โดยความเชื่อของชาวยิวและชาวคริสต์
โมเสสได้รับการฝังศพไว้ที่ภูเขานี้โดยพระเจ้า
แต่ไม่สามารถหาหลักฐานหลุมศพของโมเสสเจอได้
แต่ความเชื่อของชาวมุสลิม
Musa หรือ Moses ไม่ได้ถูกฝังบนภูเขา
แต่ถูกฝังไกลออกไปสามสี่กิโลเมตรทางตะวันตก ไปทางด้านแม่น้ำจอร์แดนนู่น

ภูเขาแห้งๆอย่างนี้
ถ้าไม่มีเรื่องราว จะยังน่ามาเที่ยวอยู่หรือเปล่า?

ไดแหวกกก จนได้

สัญลักษณ์ของ Mount Nebo เรียกว่า the Brazen Serpent Monument
ซึ่งสร้างโดยศิลปินชาวอิตาเลียนตามว่า Giovanni Fantoni
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของไม้เท้าทองแดงของโมเสส (21:4-9)
และไม้กางเขนของพระเยซู (John 3:14)

จากตรงนี้มองไป ก็เห็นที่ต่างๆ รวมถึง The Promised Land ด้วย
มันก็บอกความรู้สึกไม่ถูกนะ
คือถ้าลองเดินในไซต์ แล้วจินตนาการว่าเราเป็นผู้ติดตามโมเสสมา
จากการเดินทางที่ลำบากยากแสนเข็ญ
คิดตามเรื่องราวในพระคัมภีร์
แล้วมันรู้สึกขึ้นมาเลยถึงคำว่า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์

แต่อันนี้คือ Promised Land ของเราในทริปนี้ แหะแหะ

โอเค ต่อจากเรื่องพระเรื่องเจ้า
เราก็เดินทางต่อไปที่เดดซีกันนะ

ระหว่างทาง มีแค่นี้จริงๆนะ แห้งแล้งมากๆ
แต่ถ้าเป็นคนอภิเชษฐ์กับการท่องเที่ยวและธรรมชาติใดๆ
แผ่นดินทะเลทรายมันก็มีความงามของมันนะ
และจะงามที่สุดก็ช่วงเย็น มีสเน่ห์อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ

การมาจอร์แดน ขอย้ำอีกครั้งว่า
ถ้าพกเรื่องราวมาด้วย หรือเปิดใจรับเรื่องราวประวัติศาสตร์ต่างๆ
ก็จะพบว่า การมาเยือนจอร์แดนนั้น
มันสนุกและตื่นเต้นกว่าการมาหาที่ถ่ายรูปเพียงอย่างเดียวหลายเท่าตัว

เอาล่ะ ใกล้เวลาลอยตุ๊บป่องแล้ววว

ณ เวลาเที่ยง ลำเอียงไปทางบ่าย วันที่ 10 มีนาคม
เราก็เดินทางมาถึง hilight ที่ 1 ของทริป

ทะเลสาบ เดดซี Dead Sea

ทะเลสาบเดดซีเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่กินพื้นที่ไม่ใช่น้อย
ปาเข้าไปถึง 920 ตารางกิโลเมตร
บริเวณโดยรอบมีระดับต่ำกว่าน้ำทะเลที่สุดอยู่ที่ 400 เมตร
เข้าได้จากทั้งทางจอร์แดน และอิสราเอล-ปาเลสไตน์
ถ้าเข้าจากฝั่งจอร์แดน น้ำทะเลสาบตอนเช้าจะใส่น่าเล่นกว่าในตอนบ่าย
อีกฝั่งนึงก็ตรงกันข้าม

และคงไม่ต้องบอกว่าเดดซีดังเรื่องอะไร
อะ บอกหน่อยก็ได้ (เล่นตัวพอเป็นพิธี)
เดดซีดังเรื่องการรักษาโรคผิวหนังและการบำรุงความงาม

Dead Sea มีความเข้มข้นของเกลือมากกว่าน้ำทะเลปรกติประมาณ 10 เท่า
หรือมีความเข้มข้นของเกลือ(sodium chloride)ประมาณ 32%
เลยทำให้ Dead Sea ไม่ใช่ที่ๆสัตว์หรือพืชจะมีชีวิตอยู่ได้
(เขาถึงเรียกว่า Dead Sea ไงล่ะ)
อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น เกลือ แมกนีเซียม โปแตสเซียม โบรไมนท์ และอื่นๆ
ว่ากันว่า ทะเลสาบเดดซีเป็นแหล่งความงามสำหรับคนดังของโลกหลายคน
ตั้งแต่ในยุคอดีต เช่น คลีโอพัตรา กันเลยทีเดียว

ถ้าตามไบเบิลแล้ว
Dead Sea ถูกอ้างอิงในนามทะเลแห่งอราบา Sea of the Arabah
หรือ the Salt Sea, หรือ the Eastern Sea
(Deuteronomy 3:17, Joshua 3:16, Number 34:12, Ezekiel 47:18)

ในบท 2 Samuel 8:13
ก็ยังมีการอ้างอิงถึง Dead Sea ว่าเป็นหุบเขาแห่งเกลือ
ซึ่งเป็นสถานที่ที่ David ได้เอาชนะชาว Edom 18,000 คนที่นี่
ซึ่งหุบเขาแห่งเกลือนี้คือส่วนของ Dead Sea
ที่คราบเกลือเกาะเป็นรูปเป็นร่างตามขอบน้ำที่ซัดสาด

และส่วนเรื่องราวของเมืองคนบาป Sodom กับ Gomorrah
ซึ่งในพระคัมภีร์เก่าได้มีบันทึกเอาไว้
(Genesis 13:1 – 13, Genesis 19)
เกี่ยวกับการทำลายล้างสองเมืองนี้โดยพระเจ้า
ซึ่งตำแหน่งของเมืองอยู่ทางด้านใต้ ชายฝั่งตะวันออก ของเดดซี
หลังจากที่ Abraham กับ Lot ออกจากอียิปต์แล้ว
Abraham กับ Lot ก็ได้แยกและนำผู้คนและฝูงสัตว์ของตนไปตามทาง
เนื่องจากแต่ละคนทั้งของทั้งคนก็เยอะเหลือเกิน
คนของทั้งคู่ก็เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน

Abraham มีเป้าหมายย้ายสำมะโนครัวออกจากอียิปต์ไปที่ Negev
ส่วน Lot มีเป้าหมายอยู่ที่เมือง Zoar

เมื่อ Lot เดินทางมาที่ Sodom เพื่อพำนักสักระยะ
และคงรู้ว่าเป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัยมั้ง
มาวันหนึ่ง Lot ได้เจอกับเทวดาสององค์(ที่คงปลอมตัวเป็นสามัญชน) ที่หน้าทางเข้าเมือง
Lot ได้พยายามพาเขาให้เข้าไปในบ้านเพื่อพักผ่อน
แทนที่จะให้เทวดาสององค์นี้อยู่ข้างถนน
แต่ได้มีชาวเมืองจากทั่วสารทิศ มาเคาะประตู
จะให้ Lot นำเทวดาสององค์นี้ ออกมาทำมิดีมิร้ายให้ได้
ไม่ว่า Lot จะขอร้อง หรือจะแลกความปลอดภัยของสองหนุ่มนี้
กับลูกสาวสองคนของตนแทน ชาวเมืองผู้หน้ามืดก็ไม่ยอม
ดังนั้นเทวดาปลอมตัวมา ซึ่งแท้จริงมีภารกิจที่ต้องทำลายเมืองเจ้าปัญหานี้
แต่มาเจอคนใจบุญในเมืองคนบาปดังนี้
เลยช่วยให้ Lot ภรรยา และลูกสาวสองคน ได้หนีออกจากเมืองนี้ไปที่เมือง Zoar
ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจาก Sodom
โดยที่ห้ามมองกลับหลังมาที่เมือง Sodom โดยเด็ดขาด
ระหว่างนั้น ภรรยาของ Lot เกิดฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า
โดยหันหลังกลับไปมองเมือง Sodom ที่ไฟพระเจ้ากำลังเผาผลาญอยู่
เป็นเหตุให้เธอกลายเป็นแท่งเสาเกลือไปในบัดดล

หลังจากนั้น Lot ก็ออกจากเมือง Zoar
แล้วก็พาลูกสาวไปอาศัยอยู่ในถ้ำ
ลูกสาวก็เกิดวิตกว่า แถวนี้ไม่มีผู้ชายอยู่เลย
แล้วพ่อก็แก่แล้ว จะสืบสกุลอย่างไร
ทั้งสองก็เลยวางแผนที่จะมอมไวน์คุณพ่อ
แล้วก็ จุด จุด จุด (- -”)
ต่อมา ลูกสาวคนโตได้ตั้งครรภ์ แล้วก็ได้ลูกชาย ชื่อ Moab
ซึ่งกลายเป็นต้นตระกูลของชาว Moab หรือ Moabite
ลูกสาวคนที่สอง ก็ตั้งครรภ์ แล้วก็ได้ลูกชาย ชื่อ Ben Ammi
ซึ่งกลายเป็นคนต้นตระกูลของชาว Ammon หรือ Ammonite
และทั้งชาว Moabite และชาว Ammonite นั้น
จากที่เล่าไปแล้วในหน้าที่แล้วว่า จอร์แดนผ่านยุคอะไรมาบ้าง
ชื่อของสองเผ่านี้ ก็ได้ถูกบันทึกในพระคัมภีร์เก่าเช่นกันว่า
มีความรุ่งเรืองเจริญเกิดขึ้นในช่วงยุคเหล็ก
หรือ 1,200 – 332 ปีก่อนคริสตศักราช นั่นเอง

เอาแค่นี้ก่อนละกันสำหรับเรื่องในพระคัมภีร์ใหม่และเก่า
ไม่งั้นเดี๋ยวเล่ากันเพลินไปอีกถึงไหนไม่รู้ ^^”

มาเข้ารูปกันเลยดีกว่า

ทริปนี้ เราพักที่โรงแรมเครือ Movenpick ซึ่งมีบ.แม่อยู่ที่สวิส
ซึ่งเป็นโรงแรมที่เรียกว่า เราพอใจกับทุกสาขาที่ไปเลยล่ะ
สำหรับคืนแรกคืนเต็มๆในจอร์แดน
เราพักที่นี่ Movenpick Dead Sea

เดินเข้ามาแรกๆมันก็งั้นๆนะ
อยู่ๆไป เอ๊อะ มันงามอะ งาม ง้าม งาม (ในแบบที่เราชอบ)

ห้องพักจะเป็นอาคารสีฟ้าๆ (แต่ของจริงไม่ใช่สีฟ้านะ)
ด้านล่างสุดคือชายหาดทะเลสาบ

จริงๆแล้วการมาตุ๊บป่องเล่นที่ทะเลสาบเดดซี
ไม่จำเป็นต้องมาพักที่โรงแรมเดดซีก็ได้นะ
สำหรับทัวร์งบประมาณพอเพียง
สามารถที่จะพักโรงแรมที่ถูกกว่าที่กรุงอัมมาน
แล้วตีรถจับทัวร์มาตุ๊บป่อง แล้วก็กลับไปนอนโรงแรมที่อัมมานได้
(เหมือนที่เราบ้านอยู่กรุงเทพ ไปเล่นน้ำบางแสน แล้วก็กลับกรุงเทพ งั้นแหละ)

มาทาน late lunch กันก่อน
ที่ห้องอาหารนี้ เราจะฝากกระเพาะไว้ถึงสามมื้อด้วยกัน

มีอะไรหน้าตาแปลกๆหลายอย่าง

จานเราเองๆ

สะตอ ใหญ่ๆ

อิ่มหนำแล้วเราก็ไปห้องพักกันดีกว่า
อยากกลิ้งเกลือกเต็มทน

ตึกเค้าๆๆๆ
ตึกนึงจะมีห้องพักอยู่แค่สิบกว่าห้อง
และจะมีตัวอักษรนำหน้าที่ไม่ซ้ำกัน
เราอยู่ตึกชื่อ Jerash (มั้ง)

ห้องกว้างขวางพอใช้
มีการเข้าใจผิดเล็กน้อยว่าห้องเรานอนสามคน แต่ก็ไม่เป็นไร

ชอบดีเทลของที่นี่
อย่างหน้าต่างห้องน้ำ
จะมีสีสลับกันในแต่ละห้อง
เวลาเปิดไฟห้องน้ำ เมื่อมองมาที่ตึก ก็จะเห็นสีฟ้าบ้าง เขียวบ้าง อะไรงี้ น่ารัก

หน้าต่างลูกกรงไม้ก็น่ารักกกส์
เราเป็นมนุษย์เกลียดหน้าต่างเหล็กดัดนะ
แต่หน้าต่างลูกกรงไม้นี่ มันสวยอะ แล้วก็ไม่ได้ติดตาย

เตียงนอน นอนสบายได้มาตรฐาน

แล้วก็โชคดีได้ห้องหัวมุม ระเบียงกว้างเท่าห้องนอนได้
เห็นวิวทะเลสาบด้วยยย

มีนกน่ารักๆหลายแบบด้วย

สิ่งที่เลิฟๆที่สุดของที่นี่คือ
ทางเดินที่เชื่อมระหว่างอาคารที่พัก เดินไปสู่ทะเล
เลิฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

คนดูแล beach towel ที่ต้องใช้บริการกันสองสามครั้งได้

ลงมาที่ทะเลแล้ววว

แดดร่ม ลมตก

มองจากหาดขึ้นไป

น้ำใส + เย็น + ไม่เห็นตัวปลา (แหง!)

น้ำเย็นง่ะ อิอิ อากาศยังเย็นอยู่เลย
ตรงนี้มีทั้งหินก้อน หินกรวด

หลักการเล่นน้ำทะเลสาบเดดซี มีสองข้อง่ายๆ ก็คือ
1. อย่าว่ายน้ำใน Dead Sea
เพราะการที่น้ำเกลือเข้มข้นขนาดเค็มมากจนขมมากเข้าสู่ตาจมูกปากของท่าน
แม้แต่หยดเดียว ก็ทำให้เสียศูนย์ ทรมาน และอาจจะเผลอกินน้ำขมเข้าไปอึกใหญ่
คงไม่จมเดดซีตายหรอก แต่จะสำลักความขม จะตะกาย เป็นอันตรายได้

2. อย่าเล่นน้ำใน Dead Sea
เพราะเหตุผลเดียวกับข้อหนึ่ง
มันไม่มีความโรแมนติกใดๆทั้งสิ้น ขอบอก
มีแต่ความทรมานจากความแสบ

จากรูปเมื่อกี๊ นั่งย่อๆลงไป
พอเริ่มยกเท้าปุ๊บเท่านั้นแหละ
ลอยเท้งเต้งงี้เลย
ลอยง่ายมากกกกกกกกกกกกกกกก
ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
ไอตอนที่ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเนี่ย
คือตอนที่พยายามกลับมายืน
โอ๊ย ยากกกก
มีคลื่นด้วยนะ ยิ่งทำให้ยืนยากใหญ่เลย
ตอนพยายามยืน น้ำทะเลกระเด็นเข้าตาไปนิดนึง
อู้ยย แสบไม่ใช่น้อย

วิถีความงามของเดดซี คือ
1 ลงไปตุ๊บป่องสัก 15 นาที แล้วขึ้นมา เดินไปเดินมาสักพัก
2 พอกโคลนให้ทั่ว เดินไปเดินมา ตากลมให้เริ่มแห้ง
(แต่อากาศมันเย็น เลยไม่ได้รอเท่าไหร่)
3 แล้วก็ลงไปล้างตัวในทะเลสาบอีกครั้ง หน้าไม่ต้องล้างนะ เดี๋ยวแสบตา
4 ล้างน้ำจืดให้สะอาด
5 สัมผัสได้กับผิวหนังที่เรียบลื่น

แหม ไม่พลาดหรอก
ถึงจะไม่ได้ทำให้งามขึ้น แต่มาถึงนี่แล้วอะนะ
หนาวแต่สนุกง่ะ เอิ๊ก
ล้างตัวเสร็จก็เดินห่มผ้าหนาๆขึ้นห้อง
ไม่งั้นหนาวเกิน

อะ กำลังจะมืดแล้ว

แสงสายัณห์ของที่นี่ ก็สวยใช่ย่อย

เลิฟฟฟฟ

มุมถ่ายรูปเยอะจริงๆ
ใครชอบพอร์ทเทรต มานี่จะสะใจมาก
แต่เราสนอาคารบ้านเรือนมากกว่า แฮ่

จะบอกว่ามีความสุขออกนอกหน้ามากๆ
ตลอดเวลาที่พักอยู่ที่นี่
ที่พักมันถูกใจเราซะจริงๆ
I love my life!

ทางเดินหน้าห้อง

แล้วก็ดินเนอร์

ก่อนจะขึ้นห้อง นอนสลบไสลตั้งแต่สามทุ่ม
(ที่นี่ช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง)

ส่วนคนที่ยังไม่ง่วง
ก็ไปดูระบำหน้าท้องกันต่อได้ที่ร้านอาหารอีกที่นึงในโรงแรม
เราเคยดูที่ตุรกีแล้ว ก็เลยขอผ่าน

มีหน้าท้องอย่างนี้แหละ
ระบำมันส์นักแล

พรุ่งนี้เช้ามีเวลาอ้อยอิ่งที่โรงแรมนี้จนสายๆ
แล้วค่อยนั่งรถไปสู่ Madaba อีกครั้ง