รุ่งเช้าของวันสบายๆที่ Movenpick Dead Sea
อากาศเย็น แต่ไม่หนาวจนเกินไป
ลมเย็นที่ไหลเวียนเข้าร่างกาย ช่างสดชื่นยิ่งนัก

พระอาทิตย์ขึ้นหลังภูเขาฝั่งอิสราเอล

พืชพันธุ์ดอกไม้หลายๆชนิดที่นี่
ไม่ได้ต่างกับที่เมืองไทย

ช่วงเช้าที่น้ำฝั่งจอร์แดนจะสวยและใสกว่าฝั่งอิสราเอล
สีน้ำเงินของน้ำ ทำให้เรานึกไปถึงวิชาวาดเขียนในตอนเด็กๆ
ที่เป็นที่สงสัยของเราว่า ทำไมต้องระบายน้ำเป็นสีฟ้า
ในเมื่อน้ำในชีวิตประจำวัน มันไม่มีสี?

ชายหาดสงบเงียบมาก
พนักงานเพิ่งลงมาทำงานต้อนรับวันใหม่
แต่ไร้ซึ่งแขกที่พักอาศัย
คาดว่าคงเป็นเพราะยังเช้าอยู่ และอากาศยังเย็น

The Promised Land

ชายหาดเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว
ช่วงเช้าเลยจัดการคอร์สตุ๊บป่องไปอีกหนึ่งชุด
มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ
เราลอยตัวอยู่ในทะเลสาบอันกว้างใหญ่อยู่คนเดียว
ด้านหน้ามีเทือกเขาที่โดนแสงอาทิตย์ยามเช้าฉาบโลมเป็นสีส้ม
กับความเงียบไร้เสียงผู้คน กับเสียงคลื่นน้ำทะเลกระทบฝั่ง เสียงตีขาจ๋อมแจ๋มเบาๆ
ให้อยู่อีกสักห้าวันก็ได้
(กลายเป็นหมูเค็มพอดี)

ค่อยๆอาบน้ำ เปลี่ยนชุด แล้วก็ลงมาทานอาหารตอนเก้าโมงกว่า

ไอที่เห็นคล้ายๆอ้วกแมว ข้างๆ Baked Bean คือ Banana Porrige
อาหย่อยเหมือนอาหารเด็กเลย

ทานเสร็จก็เดินย่อย
เก็บภาพต่ออีกสักหน่อย
ก่อนที่จะอ้อยอิ่งลาจากที่นี่ไป
เรามักจะชอบโปรแกรมทัวร์ที่เราไม่ต้องรีบร้อนไปไหน
มีเวลาอิสระอยากทำในสิ่งที่อยากทำ แบบนี้แหละ

อากาศเย็นนิดหน่อย แต่แดดแรง
เป็นลักษณะภูมิอากาศแบบเมดิเตอเรเนียน

บ๊ายบายยย

โปรแกรมเที่ยววันที่ 11 มีนาคม
สถานที่หลักๆที่เราจะไป ก็มีเพียงเมือง Madaba เท่านั้น
ที่เราจะไปแวะเก็บตกโบสถ์ St.George กัน
หลังจากที่แนะนำ Madaba ไปในไดวันก่อนแล้ว
ก็มาแนะนำเมืองนี้กันต่อไป

แต่ก่อนจะถึงเมือง Madaba
คุณนายขอชอปผลิตภัณฑ์ Dead Sea กันก่อนนะเคอะ
มาทัวร์อย่างนี้ดีอยู่อย่าง ซื้อของเยอะก็ไม่ต้องแบกเอง จ่ายเงินอย่างเดียว คุณนายจริงๆ

นอกจากผลิตภัณฑ์ Dead Sea แล้ว
(เท่าที่ลองใช้ดูตั้งแต่กลับมา เออ ใช้ดีเหมือนกันนะนี่)
ก็ยังมีของที่ระลึกเป็นสินค้าพื้นเมืองอีก
สวยๆหลายอย่าง แต่กลัวหนักเกิน และกลัวแตก

อยากซื้อกระเบื้องพวกนี้ไปติดฝาบ้านเหมือนกัน
ชอบจริงๆกระเบื้องโมเสก
เดี๋ยวไปหาแถวบุญถาวรก็แล้วกัน 555

ปรกติเราจะชอบอะไรที่เรียบๆ ไม่ค่อยมีลวดลายนะ
แต่พวกงานลวดลายแบบแขกๆนี่ ถูกจริตเรามากๆ ชอบๆๆ
(แต่ก็ไม่ได้ซื้ออีก เพราะนึกหาที่วางไม่ออก เสียดายนะเนี่ย)
สงสัยชาติที่แล้วจะเป็นแขกขาว
(แต่ชาตินี้ไหงกลายเป็นหมวยได้ไงล่ะฟะ อิอิ)

แล้วก็พักทานอาหารเที่ยง ที่โรงแรม Madaba Inn
หลังจากใช้พลังงานในการชอปปิ้งกันจนเหนื่อย ^^”

ใช่แล้ว เรามาถึงเมือง Madaba กันแล้ว

Madaba ที่อยู่ห่างจากกรุงอัมมานประมาณ 30 กิโลเมตรนั้น
ได้มีผู้คนพำนักอาศัยอยู่ตั้งแต่ไม่ต่ำกว่า 4,500 ปีที่แล้ว
และได้มีการพูดถึงในไบเบิลในชื่อว่า Moabite town of Medeba
(Numbers 21:30, Joshua 13:9 – 16)
ว่าด้วยเรื่องราวตอนที่ชาวอิสราเอลได้เข้ามาครองดินแดงของชาว Amorite
Moabite ก็ที่ไดที่แล้วพูดถึงต้นตระกูลที่มาจากลูกของลูกสาวคนโตของ Lot
ที่หนีการทำลายเมือง Sodom จากพระเจ้ามาที่เมือง Zoar ในคัมภีร์ Genesis นั่นแล

Madaba ได้กลายเป็น Roman province of Arabia ในศตวรรษที่ 4
หลังจากที่ปกครองมาแต่ก่อนด้วยชาว Moabite และ Nabatean
แล้วเมื่อจักรพรรด์คอนสแตนตินได้หันมานับถือคริสต์
จากศตวรรษที่ 5 เป็นต้นมา Madaba ก็มีบิชอปเป็นของคนเอง
และมีการสร้างโบสถ์ไปทั่วเมืองในช่วงศตวรรษที่ 6-7

Madaba เป็นเมืองที่เรียกว่าเป็น เมืองแห่งโมเสก City of Mosaics
เพราะมีโมเสกที่มีลักษณะเฉพาะตัวในแบบ Byzantine และ Umayyad
ที่โบสถ์ St.George นี้ มีภาพโมเสกบนพื้น ที่เรียกว่าสำคัญมากๆ
นั่นก็คือ แผนที่ของเยรูซาเลมและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้รับการขุดขึ้นมาใหม่ในปี 1884
และรักษาไว้ที่โบสถ์แห่งนี้ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี 1897
เสียดายที่แผนที่นี้ คงเหลือให้รักษาไว้อยู่เพียงประมาณ 1 ใน 4 ของของเดิมเท่านั้น

คุณไกด์กำลังเล็กเชอร์อธิบายรูปแผนที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้ฟัง

แล้วก็เข้าไปดูของจริง

ที่นี่เป็นโบสถ์ Greek – Orthodox
ที่สร้างขึ้นมาใหม่ได้ เพราะว่ารัฐผ่อนปรนให้สำหรับโบสถ์เก่าเท่านั้น
ไม่สามารถสร้างโบสถ์ใหม่ในที่ใหม่ขึ้นมาได้

นอกจากนี้ก็ยังมีภาพโมเสกบางชิ้นที่ยังเหลืออยู่กับโบสถ์แห่งนี้

เท่านี้ก็จบทริปวันนี้แล้ว
เหลือแต่เพียงนั่งรถยาวไปที่เพตรา Petra

Middle of Nowhere

มาถึงแล้ว เพตรา
ลักษณะบ้านเมืองแถวนี้ จะสวยงามมากในการวางตัว
เปรียบเหมือนเพตราอยู่ด้านล่างตรงกลางหุบเขา
และบ้านเรือนแถวนี้ก็ปลูกสร้างตามเนินเขาเหมือนทุกบ้านหันหน้าลงไปมองเพตราเป็นตาเดียวกัน

กว่าจะถึงโรงแรม Movenpick Petra ก็เพิ่งหมดแสงอาทิตย์พอดี

ด้านหน้ากับทางเข้าโรงแรม ดูงั้นๆ
แต่คอร์ทภายในโรงแรม สวยงามไม่ใช่น้อย

ห้องโรงแรมที่นี่ ถ่ายรูปออกมาอาจจะดูสไตล์เก่าเชย
แต่ของจริงก็ดูโอเคนะ

ได้ห้องด้านติดคอร์ทของโรงแรม
ก็เลยได้วิวดี แต่ได้ยินเสียงคุยจากคอร์ทด้านล่างจนดึกเลย
(แต่ไม่มีปัญหา เพราะง่วงมากพอจะนอนได้โดยไม่รับรู้อะไรเลย)

พยายามนอนให้เต็มที่
พรุ่งนี้ต้องออกเดินไปที่เพตรากันตั้งแต่แปดโมงเช้า
ไม่ตื่นเต้นนะ แค่อยากไปม้ากกก เท่านั้นเอ๊งงง

เช้าวันที่ 12 มีนาคม
ออกจากห้องลงไปทานอาหารเช้า
เตรียมตัวจะออกเดินเท้าไปนครเพตราตอนแปดโมง

โรงแรม Movenpick สาขา Petra นี้
ความถูกจริตส่วนตัวเรา สู้ Movenpick Dead Sea ไม่ได้
อันนั้นทำให้เรานึกถึงเมืองอย่างดิสนีย์แลนด์ ไม่ว่าจะสาขาไหนในโลก
มันมี theme ที่ทำให้เรารู้สึก real appreciation in unreal world
เรามีความสุขที่จะอยู่ใน environment แบบนั้น
แม้จะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ในความเป็นจริง
แต่สาขานี้ ก็มี element ศิลปะมุสลิม ที่เป็นรายละเอียดอย่างสวยงาม ไม่ใช่น้อย

เมื่อก่อนเราไม่ค่อยสนใจเรื่องของโลกมุสลิม หรือตะวันออกกลาง เลยนะ
แต่ยิ่งได้ท่องเที่ยว ก็ยิ่งเปิดโลกทัศน์
Morocco เป็นที่แรกที่ทำให้เรารู้ว่า โลกของมุสลิมมีอะไรดีๆอยู่แยะ ที่ไม่น่ามองข้ามไปเลย

คอร์ทมุมก้ม

ไปห้องอาหาร

คอร์ทมุมเงย
I do love Islamic Art!

ห้องอาหารอีกห้องหนึ่ง

ทางเข้าห้องอาหารที่เราจะทานอาหารเช้ากัน

อิ่มท้องแล้ว เตรียมพร้อมออกไปเดินย่อย ณ บัดนาว
คุณไกด์โอซามาบอกว่า เช้าจะอากาศเย็นหลายๆ ให้เตรียมตัวดีๆ
แต่สายหน่อย ถ้าเป็นวันที่แดดออก ก็จะร้อน
ไม่รู้จะแต่งตัวไงดี ก็เลยเอาเสื้อหนาวกันลมใส่คลุมไปแหละ
เพราะถ้าเกิดหนาวขึ้นมาจริงๆ มันจะไม่มีมุมให้หลบลมเลย
และต้องไปเดินอยู่กลางแจ้งเป็นชั่วโมงๆ
แต่ถ้าร้อน ก็ม้วนเสื้อหนาวพับเก็บใส่กระเป๋าโดเรมอนของเราได้

ทำเลของโรงแรม Movenpick Petra โดดเด่นกว่าโรงแรมอื่นๆ
ตรงที่มาตั้งอยู่ตรงหน้าทางเข้าอุทยานนครเพตราเลย
ทำให้ไม่ต้องขึ้นรถบัสให้ยุ่งยากสรีระคุณนาย ให้คุณนายเดินเท้าห้านาที ก็ถึงแล้ว

ทางเข้านครเพตรา มีร้านรวงพอหอมปากหอมคอ
(ปากใครดี? คอใครดี? อิอิ)

พอพ้นร้านรวงมา
เราก็จะต้องเดินกลางแจ้งอย่างนี้ไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร
เพื่อเข้าสู่ถนน The Siq ที่จะนำไปสู่หน้าบ้านของนครเพตรา
The Treasury นั่นเอง
แต่มีออปชั่นให้เลือก นั่นคือ เสียเงินเล็กน้อยขี่ม้าเข้าไปตรงทางเข้า The Siq
และแน่นอน เราเลือกขี่ม้าไป 555

มาดูแผนที่นครเพตรากัน
จาก Visitor Center ตรงด้านขวาล่าง
เราเดินหรือขี่ม้าไปถึงหมายเลข 2
ซึ่งมี Obelisk Tomb กับ Bab As-Siq Triclinium ตั้งอยู่
(เป็นอนุสาวรีย์สลักติดหินผา ที่มีรูปแบบของอียิปต์และโรมันผสมผสานกันอยู่
นั่นคือทางเดินเข้าสู่ The Siq (หมายเลข 3) ทางเดินผ่านช่องเขาอันมหัศจรรย์ (เดี๋ยวดูรูป)
และปลายทาง (หมายเลข 4) เป็น The Treasury สัญลักษณ์แห่งนครสีโอโรส เพตรา
และต่อจากนั้นก็ยังมีอะไรให้ดูอีกเต็มไปหมด
จริงๆแล้ว เราสามารถซื้อตั๋วสามวัน เพื่อเที่ยวชมนครเพตราได้ สำหรับผู้ที่อยากเจาะลึก
โดยวันแรก ละเลียดอยู่ใน The Siq
วันที่สอง ละเลียดอยู่แถบๆ The Treasury
วันที่สาม ไปเก็บจุดต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่
ซึ่งถ้าเราได้มีโอกาสมาอีก เราก็ว่าจะมาสักสามวัน เอาให้เจาะลึกเลย
เหมือนกับที่เราคิดเอาไว้ว่า ถ้าเราได้ไปนครวัดนครธมอีก เราก็จะซื้อตั๋วแบบสามวันเหมือนกัน

รอคิวขี่ม้าอยู่
อยู่นี่ต้องใส่แว่นกันแดดแทบตลอดเวลาเลย
เพราะนับวันตายิ่งสู้แดดแรงๆไม่ได้

ทัวร์เขาแจกผ้าคลุมหัวด้วยนะ
เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆที่ทำให้ลูกทัวร์ประทับใจดี
ว่าพ่อทัวร์ใส่ใจรายละเอียดกันเต็มที่
แรกๆก็พยายามคลุมเองอยู่หรอก
จนผู้นำทัวร์คนนึงเห็นว่าทุลักทุเล ก็เลยให้เพื่อนที่เป็นคนจอร์แดนผูกให้
ที่เขาผูกกันมีอยู่สองสามรูปแบบนะ
เราผูกไม่เป็นสักแบบ แฮ่ ให้คนพื้นที่ผูกให้น่ะ ถูกต้องที่สุดแล้ว
(แต่หมวยมาโพกหัวนี่ ไม่เข้ากันยังไงไม่รู้ ^^”)

บนหลังม้า

ระหว่างที่เรากำลังขี่ม้า ยังไปไม่ถึง The Siq ก็เล่าเรื่องเพตราไปพลางๆเนอะ
นครเพตรา ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก ค่อนไปทางใต้ของประเทศจอร์แดน
ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ดินแดนที่เรียกว่า Wadi Musa หรือ Wadi Mousa
เป็นบริเวณที่ท่านโมเสสเสกน้ำขึ้นมาจากก้อนหิน

นครเพตรานี้ ได้ถูกสร้างขึ้นโดยชาวนาเบเทียน Nabatean
ที่เราพูดถึงในทริปตอนที่หนึ่งว่า
มียุคที่รุ่งเรืองอยู่ในจอร์แดนระหว่างปี 400 ก่อนคริสตศักราช ถึงคริสตศักราชที่ 106

ศิลปะของชาวนาเบเทียนได้รับอิทธิพลจากทั้งทางกรีกและอียิปต์
แต่ในขณะเดียวกัน ศิลปะของชาวนาเบเทียนก็ได้แผ่อิทธิพลไปยังเมืองอื่นๆด้วย
เช่น ที่โบสถ์แบบ Coptic ในทางตอนใต้ของอียิปต์
ชาว Anatolia ในเมือง Sardis เป็นต้น
ชาวนาเบเทียนยังมีภาษาเป็นของตนเอง
โดยตัวอักษรจะคล้ายคลึงกับอักษรอรามาอิก Aramaic และฮิบรู Hebrew
และชาวนาเบเทียนยังมีศาสนาความเชื่อที่มาจากแถบอราเบีย
ซึ่งการนับถือเทพเจ้าหลายองค์ คือความเชื่ออย่างกว้างขวางในแถบนี้
(ไม่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามนะ)
ในเทพเจ้าหลายองค์นั้น เทพ Dushara เป็นหนึ่งในเทพที่สำคัญที่สุด
โดยหลักฐานปรากฏอยู่ในเหรียญของชาวนาเบเทียนที่ถูกค้นพบ
และจะเห็นได้จากการมีแท่นบูชาใน Qasr el-Bint (หมายเลข 22) ในแผนที่
เทพ Allat เป็นคู่ของเทพ Dushara
ส่วนเทพ Al-Uzza ก็คล้ายกับเทพวีนัสของกรีก
จะเห็นได้ว่า ความเชื่อเหล่านี้ ได้มาจากฝั่งกรีก
ส่วนความเชื่อฝั่งอียิปต์ก็จะเห็นได้จากปิรามิดหน้าทางเข้า The Siq
และใน Temple of Winged Lion (หมายเลข 20 ในแผนที่)
ก็ได้มีการกลาวถึงเทพ Hayyen bin Nabit ซึ่งคล้ายคลึงกับเทพ Isis ของอียิปต์ด้วย

อะ ขี่ม้ามาถึงหน้า The Siq แล้ว
จริงๆแล้ว The Siq เป็นอะไรที่เราประทับใจสุดๆนะ
โดยส่วนตัว The Siq คือไฮไลท์ The Treasury คือ Finale
และอื่นๆหลังจาก Treasury คือกำไร
เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติจริงๆ

การ์ดเขาเท่ไหม ^^

เอาล่ะ เริ่มเดินกันเลยดีกว่า

ซอกหินแคบบ้าง กว้างบ้าง แดดส่องถึงบ้าง ไม่ถึงบ้าง
บวกกับผนังสีชมพูที่ลวดลายแนวนอนเกิดจากลมธรรมชาติ
ชนะเลิศในใจเรา อยากกลับไปอีกจริงๆ

ระหว่างการเดินภายใน Siq ยังสามารถเขื่อนโบราณของชาวนาเบเทียนให้เห็น
แสดงถึงภูมิปัญญาของชาวนาเบเทียนในการจัดการน้ำ ทั้งๆที่เป็นบริเวณที่แห้งแล้ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกษตร ชลประทาน การระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วม
รวมถึงทางเดินใน The Siq นี้ ที่ชาวนาเบเทียนมีการจัดการเรื่องน้ำท่วมเป็นอย่างดี

คนเยอะเป็นพักๆ
แต่ก็ไม่เบียดเสียดอะไร
อย่างไร ดูด้วยตา ไปยืนอยู่ตรงนั้น ความอลังการสูงเกือบร้อยเมตรของ The Siq
ก็ไม่ถูกบดบังด้วยฝูงคนสักเท่าใดนัก

พื้นทางเดินใน The Siq บางส่วนตอนนี้
จะเป็นพื้นที่เรียกว่า ถนนโรมัน ที่ยังเหลืออยู่
เป็นถนนที่ชาวนาเบเทียนสร้างเอาไว้

เอาล่ะ มาถึงฟินาเล่กันแล้ว
The Treasury ปรากฏตรงหน้า ราวกับเป็นรางวัลชิ้นใหญ่
ให้กับคนที่ลงทุนลงแรงเดินทางข้ามผ่านหุบเขา ผ่าน The Siq มาถึงที่นี่
และรางวัลชิ้นนี้ จะดูอลังการไฮโซมากที่สุด ก็คือช่วง 9-11 นาฬิกา
เมื่อแสงแดดส่องในองศาที่พอเหมาะ

ถ้าเดินมาคนเดียว สองสามคน เงียบๆ
มาเจอซีนแบบนี้ ต้องหยุดหายใจเป็นแน่แท้
คือทุกอย่างถูกวางแผนอย่างดีตั้งแต่สมัยชาวนาเบเทียน
แผนที่จะให้อาคันตุกะ เกิดความตะลึงงัน ความยิ่งใหญ่ ของนครเพตรา
ด้วยการเดินผ่านช่องเขาที่อัศจรรย์ร่วมหนึ่งกิโลเมตรกว่า
แล้วช่องเขาก็ค่อยๆมืดลง
ทันใดนั้น แสงสว่างจากด้านปลายก็ผ่านเข้ามาในตา
แล้วอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ ขนาดกว้าง 30 เมตร สูง 43 เมตร
ที่สร้างขึ้นเมื่อสองพันปีที่แล้ว ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

ฉะนั้น ขอมาใหม่ มาอีก จะได้ม้ายยย
เหมือนยังสูบอารมณ์ดราม่าตรงนี้ไม่เต็มปอด เอิ๊ก

ก่อนหน้าที่เพตราจะกลายเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007
เพตรามักจะได้รับการพูดถึงว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกยุคเก่า
สร้างขึ้นโดยฝีมือของชาวนาเบเทียน ที่อยู่มาก่อนเก่า

นครโอท็อปของจอร์แดนแห่งนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ
และนับวัน ก็ยิ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ที่บรรจุเพตราไว้ในคิวการท่องเที่ยวของพวกเขา

นครเพนตราในบางครั้งก็ได้รับฉายาว่า the Lost City
เพราะหลังจากศตวรรษที่ 14
นครเพตราได้ถูกละเลย ไม่สนใจ
จนกระทั่งค้นพบสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งในปี 1812
โดยนักท่องเที่ยวชาวสวิส นามว่า Johann Ludwig Burckhardt
ที่ใช้ความพยายามนับปี ในการตีซี้ชาวเบดูอินแถบนั้น จนยอมพาไปยังที่ของนครเพตรา
ถามว่าพี่โยฮันรู้เรื่อง Petra ได้ไง ทั้งๆที่มันหายไปเป็นร้อยปีแล้ว
เฉลยก็คือ จากบันทึกโรมัน นั่นเอง
โรมันไปถึงไหน เขาก็จะมีจดบันทึกไว้ตลอด
เราถึงได้มีข้อมูลของโรมันเอาไว้เรียนอย่างชัดเจนเยอะแยะเลยไง
ถ้าโรมันยังอยู่ในสมัยนี้ พี่เขาคงบันทึกลงไดอิส ฮิห้า เฟซบุค หรือทวิตเตอร์ด้วยมั้ง

The Treasury หรือ Al-Khazneh
สร้างขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 1
โดยจุดประสงค์เป็นหลุมศพของกษัตริย์ Aretas ที่ 3
แต่ที่เรียกกันว่า The Treasury
เพิ่งว่า Facade ของ The Treasury มีรูปปั้นไห
ซึ่งคาดว่าจะบรรจุของมีค่าลงไปในนั้น
แต่ถึงไม่มีไห ตัว Al-Khazneh เอง ก็เป็นของมีค่าที่ตีมูลค่าไม่ได้เช่นกัน

เดินกันต่อไป

หลังๆนี่ไม่ได้เดินตามแผนที่เลย
และอยากถ่ายรูปอะไรก็ถ่ายๆๆ
ด้วยเวลาที่ไม่มาก และเริ่มเมาแดด
สำหรับเรา ใช้เวลาที่อยู่ตรงนั้นในการซึมซาบบรรยากาศ
แล้วก็ความประทับใจในเบื้องต้นให้ได้มากที่สุดก่อน
ภาพที่ได้มา ยังไม่ค่อยพอใจนัก
อย่างบางภาพติดคนในฉาก ถ้ารอให้คนไปก่อนได้ก็จะแจ๋วกว่านี้
นี่ไง ต้องไปใหม่ 555 หาข้ออ้างชะมัด

ด้านในก็ยังมีขี่อูฐขี่ลา เพื่อไปตรงส่วนที่ไกลๆของนครเพตราได้
หรือจะเดินไปก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
คนที่ทำมาหากินอยู่ในนครเพตรา จะเป็นชาวเบดูอินทั้งหมด
ชาวเบดูอินเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในนครเพตรามานานแล้ว
แทนที่รัฐจะไล่เขาออก ก็ไปสร้างที่อยู่อาศัยให้ในบริเวณนครเพตรา
แล้วก็เปิดให้เขาเข้ามาทำมาหากินในนี้ เป็นสิทธิพิเศษแทน

มีลูกหมาด้วย แอบประหลาดใจ
ปรกติไปประเทศมุสลิม จะไม่ค่อยเห็นหมา ปรกติจะเห็นแต่แมว

ถึงจะเห็นว่าแดดเปรี้ยงอย่างนี้
แต่จริงๆแล้วลมเย็นนะ
ทำให้เดินได้ทนกว่ากรุงเทพเวลากลางวัน เป็นร้อยเท่า
อยู่กรุงเทพ คนขี้ร้อนอย่างเรา ยืนเฉยๆไม่ถึงนาทีก็เหงื่อซึมแล้ว

มีอีกหลายที่ที่เห็นอยู่ไกลๆ
แต่ไม่มีทรัพยากร และเวลามากพอ เสียดายๆ แปะไว้ก่อน

มีของจุ๊กจิ๊กขาย ที่ดึงความสนใจเหล่าคุณนายได้เป็นอย่างดี

นอกจาก I love my life here แล้ว
ก็ยัง I love this len ด้วย ^^

ยืนกลางแดดมากไป อากาศเริ่มอุ่นขึ้นด้วย
และใกล้ถึงเวลากลับ เลยเดินกลับไปที่ The Treasury เพื่อรอรถม้าดีกว่า
ตอนแรกว่าจะเดินชม The Siq ออกไปนี่แหละ อยากซึบซาบบรรยากาศที่นี่มากๆ
แต่หม่อมมี้จัดการจองรถม้าไว้แล้ว ก็อะ รถม้าก็รถม้า

มาถึง The Treasury แล้ว
แอบร้อน เหงื่อเริ่มตกกีบ

แล้วก็ถ่ายรูปเก็บตก the Treasury รอเวลา

ข้างใน The Treasury ก็เป็นห้องตันๆอย่างนี้

อะ รถม้ามาแล้ว ขึ้นรถม้าดีกว่า
(ยังเสียดายที่ไม่ได้เดินอยู่เลย ซิกๆ
แต่ก็นะ หม่อมแม่ก็คงเป็นห่วงกลัวเดินเยอะไปจะเดินกลับไม่ไหว)

ปรากฏว่า รถม้าวิบากกว่าเดินอีก
ช่างขโยกเขย่าตับไตไส้พุงย้ายที่กันหมด
แต่ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบอะนะ

เดินกลับโรงแรมตอนใกล้เที่ยง พอได้นั่งก็ค่อนข้างจะหมดสภาพ
ปวดหัว มึน ปวดท้อง เพราะเมาแดดและจังหวะร่างกายวันนั้นไม่พร้อมพอดี
แต่วันนี้เป็นวันไฮไลท์ ตอนบ่ายก็ยังมีกิจกรรมนั่งรถลุยทะเลทรายอีกนะ
แล้วนางเอกจะไหวไหมหนอ…