บ่ายวันที่ 12 มีนาคม
เราเดินทางกันต่อไปที่ Wadi Rum
ซึ่งเป็นทะเลทรายชื่อดังของจอร์แดน
เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Lawrence of the Arabia ในปี 1962
และได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งในรายชื่อมรดกโลก ขององค์กรยูเนสโก แล้ว

ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย Wadi Rum
ก็คือชนเผ่าเบดูอิน Bedouin เช่นกัน
ซึ่งตามปรกติเขาจะมีวัฒนธรรมที่เคร่งกว่าชาวจอร์แดนทั่วไป
ดังนั้น ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ไม่เปิดไม่เว้าแหว่ง จะดีกว่า

จริงๆการมาประเทศมุสลิม
ก็ไม่ควรใส่เสื้อผ้าประเภทโชว์เนื้อหนังนะ
เพื่อเป็นการเซฟเอาไว้ก่อน
ไม่ใช่เพราะอันตรายหรอก แต่ด้วยความเคารพในวัฒนธรรมของเขา

Wadi Rum ยังมีอีกชื่อว่า The Valley of the Moon
เป็นที่ๆซึ่งเจ้าชาย Faisal Bin Hussein และ T.E.Lawrence
ตั้งฐานแม่อยู่ ระหว่างช่วงปฏิวัติอาหรับ ต่อต้านพวก Ottoman จากตุรกี
ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
และ Lawrence กลายเป็นไอดอลในตำนาน
จากการต่อสู้เพื่ออาหรับในเหตุการณ์นี้

การท่องทะเลทรายสำรวจ Wadi Rum นั้น
ทำได้สองวิธี
วิธีที่นิยม คือ การนั่งรถ 4×4 พร้อมคนขับ
ซึ่งราคากำหนดโดยรัฐ ไม่มีแพงหรือถูกกว่านี้
รถจะพาเราไปแวะที่จุดต่างๆในทะเลทราย
ให้เราเอาทรายเข้ารองเท้าเล่น กลิ้งเกลือก ขี่อูฐ จิบชา ถ่ายรูป
อีกวิธีหนึ่งก็คือ จ้างอูฐและไกด์
ซึ่งทั้งสองอย่าง สามารถติดต่อได้ที่ Visitor Center ด้านหน้าเลย
สำหรับข้อมูลมากกว่านี้ ก็ที่นี่เลย http://www.wadirum.jo

หรือถ้าใครต้องการอารมณ์ Lonely Planet มากๆ
ก็สามารถพักค้างกลางทะเลทราย ในเตนท์ของ Bedouin ได้
ก็อยู่เหมือนชาวเบดูอินอยู่กลางทะเลทรายอย่างนั้นเลย
หาความสะดวกมีไม่ แต่ประสบการณ์แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร แน่นอน

ด้วยความที่ตอนอยู่บนรถบัสยิ่งไม่สบายเข้าไปใหญ่ ปวดท้องด้วย
ตอนลงมาใหม่ๆก็คิดว่า คงไม่ไหวแล้ว
แต่พอได้เข้าห้องน้ำ ได้ออกมาหายใจในที่โล่งกว้างๆ ก็ดีขึ้นนิดหน่อย
อย่างไรก็ดี ก็ขอเขานั่งข้างคนขับ เป็นตุ๊กตาหน้ารถ(แขก)
แทนที่จะนั่งท้ายกระบะเหมือนคนอื่นเขา

พี่คนขับ ขับไปก็เปิดเพลงอาหรับไปด้วย
เข้าบรรยากาศสุดๆไปเลย

ยังเปื่อยอยู่

ทะเลทราย Wadi Rum มีความสวยงามตรงภูเขาก้อนหินนี่แหละ
นักธรณีวิทยาคิดว่า ทะเลทรายนี้ หรือ Wadi (Valley) นี้
เกิดขึ้นจากการแตกของพื้นผิวโลก
โดยผิวหน้าของโลกส่วนหนึ่งได้โผล่แทงขึ้นมา
และทำให้แท่งผาหินเหล่านี้ได้ปรากฏขึ้น
แท่งผาหินเหล่านี้ บ้างก็สูงเป็นพันฟุต แต่มียอดมนด้วยผลจากลมทะเลทราย

นักโบราณคดีแน่ใจว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ที่ Wadi Rum นี้
ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
โดยเฉพาะยุคหินใหม่ ที่อยู่ในช่วง 600-800 ปีก่อนคริสตกาล
และรู้จักในชื่อ Wadi Ream
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากที่นี่
อย่างเช่น หินจุดไฟในยุคหินใหม่ จานชามไหในยุคเหล็ก
และภาพแกะสลักที่ยืนยันการตั้งถิ่นฐานมาก่อนสมัยชาวนาเบเทียนที่รัก
น้ำพุธรรมชาติที่มีอยู่ (แต่ไม่ได้ไปดู) ทำให้ทะเลทรายแห่งนี้
เป็นศูนย์กลางการพบปะของกองคาราวาน ที่เดินทางจากอาหรับไปซีเรียและปาเลสไตน์

ที่แรกที่เราแวะ เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่เลยก็ว่าได้
Seven Pillars of Wisdom ตั้งชื่อนี้โดย T.E.Lawrence นั่นเอง

ลงมาเดินเล่น ถ่ายรูปไปหลายช็อต
เริ่มสบายดีแล้ว สงสัยเมาแดดบวกแพ้อากาศบนรถบัสแหงๆ

อะ ไปกันต่อ
จริงๆมันจะมีจุดแวะอยู่ประมาณ 12 ที่
แต่มาคราวนี้ เอาแค่ไม่กี่ที่ก็หมดเวลาไปหลายแล้ว

แล้วก็หยุดพักที่จุดที่สอง
เนินทรายที่ทำให้เราสนุกสนานในการปีนป่าย
และหลอกให้คุณนายทั้งที่บ้านและในรถบัส ได้ปีนขึ้นกันหอบแฮ่ก

ใครที่เคยเดินทะเลทราย
จะรู้ว่ามันสนุกตรงที่มันเดินแล้วเหนื่อยนี่แหละ 555
เป็นอะไรที่โปรดปรานมาก ตั้งแต่ตอนที่ไปทะเลทรายโกบีนู่น

ขึ้นมาบนเนินประมาณ 1 ใน 3 แล้ว
หันกลับไปมองวิว เป็นทะเลทรายที่วิวดีจริงๆ

จุดแวะที่สาม เป็นเตนท์ให้พักได้
และมีอูฐให้ขี่ด้วย
แต่เราเคยขี่อูฐแล้ว และยังไม่นึกอยากขี่อีก ก็เลยเดินเล่นดีกว่า

ที่ถือในมือคือชาเบดูอิน รสชาติหอมหวานดี
หม่อมมี้จัดการซื้อไปหนึ่งถุงถ้วน

โฉมหน้าคนชงชา

อูฐฐฐฐ

จุดที่ 4
ตรงที่เป็นจุดพักอาศัย ที่สามารถพักค้างได้อย่างที่บอกในตอนต้น
ก็เป็นเตนท์อย่างนี้แหละ
โอบล้อมด้วยภูผาหินแท่งสูงใหญ่ งามดี

ความยิ่งใหญ่ของภูผา

และเมี้ยวววว

เย็นแล้ว กลับดีกว่า

มีคนเขาว่าไว้ว่า
ทะเลทรายจะสวยสุด ก็ช่วงสนธยา ผีตากผ้าอ้อม

สนุกอะ นั่งรถอย่างนี้ โอเพนแอร์
ถ้านั่งรถดีๆ ปิดกระจกเปิดแอร์ ก็ไม่ได้ฟิล

เดินทางต่อ

ค่ำๆ เราก็มาถึงเมือง Aqaba สักที
เข้าโรงแรม Movenpick Aqaba
(Movenpick ไม่ใช่ไอติมน้าาาา)
เป็น Movenpick ที่มีสไตล์ต่างไปกับ Movenpick สองที่แรกอีกแล้ว

ถึงจะรู้สึกดีขึ้นกว่าช่วงบ่ายมากๆแล้ว
แต่ก็ยังรู้สึกอยากพักผ่อน + ทานข้าวไม่ลงอยู่ดี
แต่อย่างไร ท้ายที่สุด ก็ลงไปทานข้าวจนได้
แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย

ค่ำนี้พิเศษ เรามานั่งทานอาหารค่ำที่คอร์ทหน้าโรงแรม
บรรยากาศดีมาก โรงแรมง้ามงามอีกแล้ว เฮ้อ เบื่อจัง ฮ่าๆ

มีคนมาขับกล่อมเพลงเพราะๆเข้าบรรยากาศ
อย่างเช่น Copacabana, Strangers in the Night, Casablanca เป็นต้น
บรรยากาศดีสุดๆ เพลงเข้าสุดๆ

ด้านในก็เดิ้นสวยงามดี ชอบบบ

ไลน์บุฟเฟต์เขาก็น่าทานไปหมดนะ
แต่ด้วยความทานข้าวไม่ลง ก็เลยว่าจะไม่ทานอะไร
ทานบรรยากาศอย่างเดียวพอ
แต่พอแม่แบ่งแซลมอนย่างให้ลองทาน
ปรากฏว่า ซรวบได้ไปหลายชิ้นเลย อร่อย และไม่เลี่ยน ดีๆ

กลับขึ้นห้องไปด้วยความอิ่ม
เตรียมพร้อมพรุ่งนี้วันสุดท้าย กับโปรแกรมสุดท้าย
ล่องทะเลแดง

เช้าวันที่ 13 มีนาคม
เรามีนัดกับที่เที่ยวสุดท้ายในจอร์แดน

ตื่นมาก็ออกมาที่ระเบียงห้องเลย

ทะเลแดงอยู่ตรงนั้นเอง เดินทะลุโรงแรมไปแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว

แต่ก่อนอื่นต้องหาอะไรใส่พุงก่อน

ห้องอาหารเดิมกับเมื่อคืน แต่คนละบรรยากาศ

แซลมอนรมควัน กรี๊ดๆ
ตอนเช้าไม่กล้าทานมาก เผื่อเมาเรือ อิอิ

อะ เริ่มเดินไปลงเรือกันดีกว่า
โรงแรมนี้ปลูกเฟื่องฟ้าไว้สวยดีอะ ได้บรรยากาศโรแมนติก

มาถึงหาดทรายส่วนตัวของโรงแรมแล้ว
ทะเลงามสู้บ้านเราไม่ได้หรอก แต่เราก็อภิเชษฐ์แบบที่มันเป็นนะ
เขาก็จัดไว้ได้น่ารักดี มีรสนิยม

แถวนี้เป็นท่าเรือส่งสินค้าด้วย
วิวที่เห็นเรือใหญ่ เป็นวิวปรกติของที่นี่

Aqaba นับเป็นเมืองตากอากาศของจอร์แดนเลยก็ว่าได้
เป็นเมืองเดียวที่มีทางออกทางทะเล
ถ้าดูจากแผนที่ กรุงอัมมานจะอยู่ด้านบนๆ
ไล่ลงมา Dead Sea, Petra, แล้วจุดสุดท้ายด้านซ้ายล่างสุดที่ติดทะเลแดง
นั่นคือ Aqaba

เคยได้ยินชื่ออคาบา Aqaba อยู่เหมือนกัน
แต่นี่เพิ่งได้มาสัมผัสด้วยตัวกลมๆของตัวเองนี่แหละ

ที่ได้ชื่อว่าทะเลแดง ก็เพราะว่ามีปะการังสีแดงอยู่มาก
ไม่ใช่น้ำทะเลเป็นสีแดง หรือสื่อถึงอะไรอย่างอื่นเลยนะ
เพิ่งรู้เหมือนกัน

จริงแล้ว Aqaba ก็มีประวัติศาสตร์ของเขาเหมือนกัน
เมื่อประมาณห้าพันกว่าปีที่แล้ว
Aqaba ถือได้ว่า เป็นเมืองเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้เลย
เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญระหว่างอียิปต์ ปาเลสไตน์ และซีเรีย
เป็นปากทางเดินเรือจากดินแดนเหล่านี้ไปสู่เอเชีย แอฟริกา และยุโรป
และหน้าที่นี้ของ Aqaba ก็ยังดำเนินมาอยู่จนทุกวันนี้
แต่คนมาเที่ยวไม่ได้มาเที่ยว Aqaba เพราะประวัติศาสตร์เท่าใดนัก
แต่มาเที่ยวทะเล ดำน้ำ กันมากกว่า

เราใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการขึ้นเรือล่องทะเลแดง
เรือที่เราลงเป็นเรือท้องแบนและเป็นท้องกระจก
จึงสามารถเห็นสิ่งที่อยู่ใต้น้ำทะเลได้
เหมาะสำหรับการดูปะการังและปลา โดยที่ตัวไม่ต้องเปียก เป็นอย่างยิ่ง

เรือแล่นขนานชายฝั่งไปเรื่อยๆ
เดี๋ยวก็มีนู่นมีนี่ ไกลออกมาก็เป็นชายฝั่งส่วนพาณิชย์และอุตสาหกรรมแล้ว

อากาศดี แดดดี ลมเย็นนนนนน

แล้วก็มาถึงชายฝั่งส่วนที่มีปะการังน้ำตื้น

เห็นบนบกเป็นอย่างนี้ก็เถอะ แต่น้ำเขียวใสมากๆเลยล่ะ

ข้างล่างดำๆนี่ก็คือปะการังนะเออ

แล้วเราก็เข้ามาในเรือเพื่อดูดู๊ดู ปะการัง
มันสู้ดำลงไปดูไม่ได้อยู่แล้วล่ะ
แต่ทางเลือกนี้เหมาะมากสำหรับคนขี้เกียจจะเปียก และเวลาไม่มาก

แล้วก็กลับท่าเรือ

ได้เอาเท้าจุ่มทะเลแดงให้พอเป็นพิธี
fulfilled แล้ว อิอิ

เดินกลับโรงแรมมาก็อาบน้ำอีกรอบ
เพราะเดี๋ยวต้องตีรถยาว แล้วคืนนี้ก็อยู่บนเครื่องบิน กลับบ้านเฮาแล้ว

บ๊ายบาย อคาบา มุ่งหน้าตีรถขึ้นสู่อัมมาน

เมื่อตอนต้นของการเดินทาง ก็นั่งคิดดู
ในฐานะนักท่องเที่ยว ที่เราบอกว่าชอบเมืองนั้นเมืองนี้ ที่นั่นที่นี่
เอาเข้าจริงแล้ว เราก็ชอบในฐานะที่เราเป็นนักท่องเที่ยวอยู่ดี
ถ้าไปอยู่จริงๆ อาจจะไม่มีความสุขก็ได้

แต่ก็นั่นแหละ ความเป็นนักท่องเที่ยว
มันทำให้มีความสุข และความสบายใจในการชอบสถานที่นั้นๆนะ
คือ มันชอบได้ รักได้ โดยไม่ต้องผูกพันกับมันอะ
ไปละเอียด บางทีก็ one night stand กับสถานที่นั้น
แล้วก็จากมา โดยบอกคนอื่นได้ว่าเราชอบ ไม่ต้องแคร์ dark side ของสถานที่นั้น
จดจำไว้แต่สิ่งที่ดีๆที่เจอในการค้างหนึ่งคืน สองคืน สามคืน
แล้วก็จากมา ไปรักไปชอบสถานที่อื่นต่อ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิด : -P

ดังนั้น
เลยรู้สึกว่า ตัวเองเป็นคาสโนวี่ ในการท่องเที่ยว ยังไงไม่รู้ 555
หลายใจม้ากกก

ถึงอัมมานตอนหัวค่ำ
ทัวร์พามาปล่อยไว้ที่คาร์ฟูร์ โทษฐานเวลาเหลือ
วันนี้เป็นวันศุกร์พอดี จอร์แดนมีวันหยุดงานวันศุกร์และเสาร์
ทำให้วันนี้ ผู้คนดูแน่นห้างไม่ใช่เล่น

เข้าคาร์ฟูร์มาก็ดี เพราะจะได้ซื้อถั่ว และอินทผลัม อร่อยๆ
พนักงานแผนกถั่วขายเก่ง
อ้อ ที่จอร์แดนนี่ ภาษาอังกฤษใช้กันโดยทั่วไปนะ
ถ้าจะสะพายเป้มาไม่ง้อทัวร์ ก็สามารถทำได้ และก็เห็นทำกันเยอะพอตัวเลย

ไปถึงสนามบินสี่ทุ่ม กินยาแก้เมาเครื่องบิน
เช็คอิน อ้อยอิ่ง ขึ้นเครื่อง ยึดหมอนสำรองชั้นบิสสิเนส
วางของไว้บนชั้น นั่งลง เอาหมอนหนุนหลัง
อุดหู ปิดตา

แล้วไม่นาน ก็ถึงสุวรรณภูมิ โดยยังไม่ทันหายง่วงเลย
แล้วก็จบไปอีกหนึ่งทริป