วันนี้เตรียมใจกับอารมณ์เบื่อ เซ็ง ตามปรกติ
เพราะวันนี้แหละที่จะเกิดอารมณ์งอแงอยากกลับบ้านมากกว่าทุกวัน
ไม่ว่าจะมาภาวนา หรือไปเที่ยว เราเป็นหมด

ทำวัตรเช้า ที่ศาลาพระหยกเขียว
เดินขึ้นเขาแต่เช้า เพราะเรือนพักอยู่ด้านล่างเกือบสุด
เหนื่อยแต่เช้าเลย แต่แหม… เรื่องเล็กน้อยน่า

หนังสือสวดมนต์ใหม่ๆ
เพิ่งพิมพ์เมื่อเดือน 10 นี่เอง ยังร้อนๆอยู่เลย (เวอร์)
สวดมนต์ไปก็รู้ความหมายไป
เออ ชีวิตเราก็เท่านี้นะ ยังไงสิ่งที่เราไม่อยากได้
เราก็ต้อง eat it up เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิตที่เลี่ยงไม่ได้

สวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อปารมีพาไปเดินเจริญสติแล้วไปใส่บาตรเลย
แต่เราไม่ได้เอาของใส่บาตรมาด้วย
เลยต้องกลับไปเอาก่อน แต่ป่านนั้น เขาก็เดินกันไปถึงไหนแล้วไม่รู้
เรือนพักก็ไกล บลาๆ
เลยมารออยู่ที่สะพานทางเข้าวัดเลยก็แล้วกัน

หน้าวัดก็มีรถมาขายกับข้าวใส่บาตร
อ่า ซื้อมะขามกับส้มไปแล้วอะนะ ^^”
ไม่รู้ก่อนนี่นาว่ามี

สักพัก ทั้งคณะก็เดินมาจากทางด้านนี้
แล้วเราก็จะเริ่มใส่บาตรกัน

ปรกติของผู้มาภาวนา ก็จะมารอใส่บาตรตรงทางเข้าวัดนี้
หลังจากที่พระท่านไปบิณฑบาตที่อื่นกลับมา ก็จะมาบิณฑบาตบริเวณนี้อีกหนึ่งรอบ

เพิ่งเกตด้วยใจ ว่าทำไมต้องถอดรองเท้าใส่บาตร
เมื่อก่อนเราว่ามันไม่เมคเซนส์อะ เรื่องยืนสูงกว่าพระ อะไรงี้
ก็พื้นมันสกปรก แล้วเราก็ย่อตัวลงมากแล้ว
เป็นพวกอนามัยจัดอะนะ (ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่มาก)
แต่จริงแล้ว เราว่ามันเป็นการฝึกให้เราถอดอัตตาตัวเองลงอีกด้วย ในเวลาใส่บาตร
คำว่า ฉันถูก ฉันมีเหตุผล ฉันไม่ชอบ นี่ เอาออกไปเสียบ้าง ตัว.ฉัน. จะได้บางๆลงบ้าง
คนทั่วไปอาจจะคิดว่า ต้องให้.ฉัน.ยิ่งชัดเจนสิ ไม่งั้นจะรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่เป็นตัวของตัวเอง

อย่างที่เราพูดบ่อยๆว่า ความเป็นตัวของตัวเองคืออะไรล่ะ
มันคือสิ่งที่ยึดแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนในโลกนี้ใช่ไหม
คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า ความว่างเปล่า การไปไม่เป็น มันเจ็บปวด ความไม่มีตัวตนมันเจ็บปวด
ใช่แล้ว มันเจ็บปวดจริงๆแหละ แต่รู้ไหมว่า
การยิ่งแสวงหาความมีตัวตนให้ชัดเจนขึ้น ก็ทำให้ตัวเองยิ่งเจ็บ
การถูกปฏิเสธ การที่รู้ว่าตนไม่สำคัญกับใครบางคน การกลายเป็นตัวเลือก ทั้งหลายเหล่านี้
เราจะเจ็บปวดเกินจะทน และในหลายๆครั้งเราก็หนี
ปิดตัวอยู่ในโลกเล็กๆที่มีแต่คนที่หล่อเลี้ยงความมีตัวตนของเราได้อยู่รอบตัว
เราต้องเป็นอย่างนั้น ทำอย่างนั้น ก็เพราะความอยากมีตัวตนที่ชัดเจนและสวยงามอย่างที่อยากให้เป็น

สุดท้ายแล้ว ตัวตนมันก็คือเปลือกอย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงได้ เสื่อมได้ และไม่มีอยู่จริง
เป็นแค่การอุปโลกน์ยึดว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราเลยต้องเป็นคนอย่างนั้น ทำอย่างนี้
เราตีกรอบให้ตัวเองเป็นแค่สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็นแค่นั้น แล้วเราก็ยึดมันเป็นสรณะ
เราใช้เวลานานมาก กว่าจะเริ่มเห็นว่า เออ จริงๆเราแบกตัวตนที่เราสร้างขึ้น
แบกเหนื่อยทุกวัน แต่ไม่เคยที่จะสังเกตว่า เออ เราเหนื่อยนะ

แค่ถอดรองเท้า ยืนเท้าเปล่าใส่บาตรพระได้สำหรับเรา
จึงเป็นพัฒนาการทางด้านจิตใจไปอีกระดับหนึ่ง

ใส่บาตรเสร็จแล้ว ก็ไปทานอาหารเช้ากันดีกว่า
ปรกติเราทานอาหารเช้ามากไม่ได้ ท้องยังไม่ตื่น
แต่นี่ตื่นมาเป็นชั่วโมงแล้ว เย็นก็ไม่ได้ทานข้าว ก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร

นั่งทานกับพื้น ซอกนี้จะเป็นที่ทานข้าวประจำตลอดสี่วันในการอยู่ที่นี่
มองออกไปข้างนอกก็เห็นวิว
(จริงๆอยู่ที่นี่ นั่งตรงไหนก็เห็นวิวทั้งนั้นแหละ)
อยู่นี่แทบไม่ได้นั่งแบบนั่งเก้าอี้เลย

ตอนเช้าจะเป็นข้าวต้มทุกวัน
รสชาติกลางๆ ทานเพลินๆนะ ย่อยง่ายดีด้วย
เดี๋ยวนี้อาหารเช้านี่ ขอข้าวต้มเลย อเมริกันเบรคฟาสต์นี่ สู้ไม่ได้

ทานเสร็จก็เดินไปศาลาพระหยกเขียว เรียนหนังสือกัน

ต้นไม้ดอกไม้นานาพันธุ์

มุมบังคับ

เข้าเรียนกันดีกว่า
วันนี้หลวงพ่ออำนาจสอนเรื่องธรรมปฏิบัติ
จดมาเยอะเลย แต่จดสั้นๆในไดอิสไว้บางอันก็แล้วกัน
ที่เหลือไว้ไประเบิดที่อื่น ไม่งั้นจะฮาร์ดคอร์เกิน
(แต่ก็แอบดีใจที่มีคนอ่านตามนะ อย่างน้องลิป งี้
ค่อยรู้สึกมีกำลังใจในการอธิบายมากขึ้น ^_^)

ที่จดมาไม่ใช่คำพูดของหลวงพ่อเป๊ะๆนะ เป็นการสรุปและขยายความของเราเอง

ปฏิบัติธรรม – ธรรมะ ที่อยู่เฉพาะหน้า
ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งเป็นหลักฐานให้เห็นในปัจจุบัน
พระพุทธเจ้าจึงให้พิสูจน์ เมื่อไรก็ได้ เพราะหลักฐานปรากฏตรงหน้าเราตลอดเวลา
แต่ก็ไม่ค่อยยักกะมีคนลงทุนพิสูจน์นะ บางคนก็บอกอ่านเอาก็รู้แล้ว รู้เยอะแล้ว
แต่ก็ไม่เห็นว่าจะเอาตัวรอดในแบบที่อ่านมาได้เลย
ทำไม คนเราชอบคิดว่า อ่านหนังสือศาสนาแล้วแปลว่ารู้จักศาสนานั้นแล้วล่ะ? อืม จริงๆเราก็ไม่รู้จักศาสนาอื่นเท่าไหร่หรอกนะ รู้จักก็เพียงผิวๆ ไม่เคยปฏิบัติ
เราเลยไม่พูดครอบคลุมทุกศาสนาแล้วกัน
แต่ศาสนาพุทธเนี่ย ไม่มีนะ ที่อ่านอย่างเดียวแล้วบรรลุเนี่ย
อ่านไปแล้วไม่เอามาใช้ มันก็เก็บไว้หนักหัวเปล่าๆ
แล้วจริงๆเนี่ย การปฏิบัติ ก็ไม่ได้ต้องทำตัวให้ยุ่งยากอะไรเลย
แค่รู้อยู่กับปัจจุบันขณะ แค่นั้น
แต่บางทีมันดูง่ายไง ง่ายจนอาจจะดูโง่ แต่ไม่ใช่เลย คนเราชอบทำอะไรซับซ้อนไปเอง
ผลก็คือ ชีวิตมันก็อีนุงตุงนังไง
จริงๆคนเราไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยนะ แต่เข้าใจว่าซับซ้อนกันไปเอง
ไม่ว่าจะอารมณ์ไหน คิดซับซ้อนขนาดไหน มันก็ไม่พ้น โลภ โกรธ หลง ไปได้เลย

ชีวิตจะพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นชีวิตใหม่ได้โดยการรับข้อมูลใหม่และเป็นจริง
ถ้าอยู่กับคำโกหกทั้งชีวิต จะพัฒนาไปได้อย่างไร
ชีวิตเรามีการใส่ข้อมูลเข้าไปเรื่อยๆ
ถ้ามีแต่ข้อมูลที่ไม่ดี ชีวิตจะไปดีได้อย่างไร
ข้อนี้เราเชื่อมานานมากๆแล้ว
เราเชื่อว่า มันก็เหมือนอาหารอะ
ถ้าทานของเสียๆ หรือของไม่ดีต่อสุขภาพ สุขภาพก็ไม่ดี ฉันใดฉันนั้น
จิตใจ ถ้ารับแต่ข้อมูลแนวๆว่า ฟุ้งเฟ้อ หลงแต่เปลือก อิจฉา ริษยา ไร้สาระ
มันจะมีวัตถุดิบเอาไปปรุงอาหารให้ใจเจริญเติบโตได้แค่ไหนกัน
ต่อให้อยากดีกว่านี้ หรือคิดว่าดี แต่เนื้อแท้เป็นอย่างไรนั้น มันปิดกันไม่มิดหรอก
ข้อมูลที่เป็นจริง เช่น การมีทำให้เป็นทุกข์ ไม่ใช่ว่ามีเยอะๆแล้วจะยิ่งมีความสุข
ข้อมูลที่เป็นจริงใดๆที่ช่วยให้เรารู้จักชีวิตที่แท้จริง คือสิ่งที่เราควรสะสมเป็นข้อมูลในตัว

จะสละออกได้ต้องทำทาน
ถ้าไม่เคยทำทาน ใจสละออกไม่ได้ หรือยาก เพราะไม่เคยให้
ไม่รวมว่าสละออกได้เพราะเบื่อแล้ว ไม่ชอบแล้ว มีเป้าหมายใหม่ จะได้สิ่งที่ดีกว่า อะไรอย่างนี้นะ
อันนี้ ถ้าสังเกตดูคนที่ตัดใจจากอะไรไม่ค่อยได้ หรือยึดติด ไม่ค่อยปล่อยวาง
ก็ มักจะเป็นคนที่ทำทานน้อยนะ (รวมไปถึงพวกทำทานมากแต่หวังผลมากตาม) คือไม่ได้แปลว่ายิ่งทำยิ่งเยอะ จะได้สร้อยคอส้มตำปู ตุ้มหูไก่ย่าง อะไรงี้
แต่จะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้โอกาสสละบางสิ่งบางอย่างออกจากตัว
คือเรื่องรูปธรรมกับนามธรรม มันก็มีเกี่ยวๆเนื่องกันอยู่
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราออกกำลังกาย หน้าตาก็สดใส สุขภาพดี ก็ช่วยให้ใจดี อะไรอย่างนี้
กริยารูปธรรมก็เช่นเดียวกัน
การทำทาน มันไม่ใช่แค่การควักเงินทองสิ่งของให้
แต่มันเริ่มตั้งแต่เจตนาที่จะให้ ความมั่นคงของใจที่จะให้คนอื่น
เป็นการทำให้ใจเคยชินกับการเอาออก จากปรกติที่มีแต่เอาเข้า
ถ้าเคยแต่เอาเข้า มันก็จะเอาออกไม่เป็น

เวลาพูดธรรมะ ให้ตระหนักว่า เรารู้จริงๆตามที่พูดทุกคำหรือไม่
บางคนพูดให้ตัวเองดูดี มีปัญญา มีคุณธรรม
(แต่กลับน่าหมั่นไส้ แท้หรือเทียม คนอื่นเขาดูออก)
บางทีเรานึกว่าเรารู้แล้วแหละ แต่กลับไม่รู้เนื้อความจริงๆก็มี
อย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า เมื่อมีสติ ก็จะมีศีล
แล้วถ้าแยกเป็นคำๆล่ะ ว่า สติคืออะไร ศีลคืออะไร แล้วทำไมเมื่อมีสติแล้วจะมีศีลล่ะ
เราตอบตัวเองได้หรือไม่ (โดยไม่ใช่การท่องจำหนังสือมา)
ถ้าตอบไม่ได้ ก็ต้องไปทำความกระจ่างก่อนที่จะเอาไปพูด

สิ่งต่างๆมีเปลือกที่แตกต่างกัน และเนื้อในที่เหมือนกัน
ไม่ว่าซาร่า พอลล่า ยายเมี้ยน ปู่เย็น มะหมี จินนี่ มะลิ หมีกรอบ จะมีเปลือกที่แตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ เพศ การศึกษา พื้นฐาน ความงาม นิสัย ญาติพี่น้อง ความฉลาด ฯลฯ
แต่มันก็มีสิ่งที่เหมือนๆกัน คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เหมือนๆกันหมด
ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน จริงๆแล้วมีแต่สมมติ สมมติว่ามะหมี สมมติว่าจินนี่ สมมติว่าเป็นผู้ชนะ
สมมติว่าเป็นผู้ดี สมมติว่าเท่ สมมติว่าเก๋กู๊ด สมมติว่าโตโยต้า สมมติว่าเล็กซัส
สมมติว่าประสบความสำเร็จ สมมติว่าเกียรตินิยม สมมติว่าประเทศชาติ
สมมติว่าเธอ สมมติว่าฉัน สมมติว่าเขา สมมติว่ามัน
แต่เราก็ยังติดกันอยู่กับสมมติเป็นตังเมตราช้าง เพราะในโลกนี้มันมีแต่สมมติๆๆๆ เต็มไปหมด
ก็ย้อนกลับไปที่เรื่องข้อมูลที่เป็นจริง
ในชีวิตเรามีแต่เรื่องสมมติ อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้น จนเราคิดว่านี่แหละ เนื้อแท้ ของจริง

หัวเราะ เบิกบาน แล้วก็หายไป
ไม่มีสิ่งไหนยั่งยืนจีรัง
หัวเราะแล้ว ก็ต้องหยุดหัวเราะ
หายใจเข้าแล้ว ก็ต้องหายใจออก
ไม่มี ก็กลับมี แล้วก็กลับเป็นไม่มีอีก

เรียนเสร็จ ก็ไปด้อมๆมองๆในเจดีย์ว่า มีอะไรให้ทำรึเปล่า
บางกลุ่มก็ทำตั้งแต่วันนี้เลย เราไปยืนเก้อๆแป๊บนึงแล้วก็มีคนมาบอกว่า
กลุ่มบ้านอารีย์ให้เทพื้นตอนบ่ายโมงแทน
ก็เลย เออๆ อย่างน้อยจะได้รู้ไงว่าจะทำอะไรเมื่อไร นิ

วัสดุก่อสร้าง และวัสดุตกแต่งทุกอย่างล้วนมีราคา
และถูกบริจาคมาโดยผู้มีจิตศรัทธาทั้งนั้น
เราซูฮกนะ คนที่สละสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นจะต้องสละเลยเนี่ย
คือเราว่า คนส่วนใหญ่ ส่วนตัวสละน้อยกว่าที่หวังให้คนอื่นสละนะ
ถ้ามีก็ใช้เพื่อตัวเองกันเกือบหมด
แต่ทำบุญ หรือสละทานไม่หวังผลตอบแทนที คิดแล้วคิดอีก

ไหนๆก็มาแล้วก็ถ่ายวิวจากเจดีย์หน่อยดีกว่า

เสาสี่ต้น จะแปะลวดลายคนละสี
เปรียบว่าเป็นธาตุทั้งสี่ ดินน้ำลมไฟ

เดินเล่นๆแล้วก็ ๑๑ โมง ทานอาหารเที่ยงอีก
อาหารเที่ยงก็คืออาหารที่ใส่บาตรกันเมื่อเช้านี่แหละ

อาหารใช้ได้นะเนี่ย ทำเป็นเล่นไป

แล้วก็กลับเข้าห้องมานั่งๆเงียบๆสักพัก
แล้วว่าจะค่อยออกไปนั่งรอเทพื้นที่ศาลาพระหยกเขียวละกัน
ให้เวลาอยู่คนเดียวไม่มีคนอื่นรอบข้างบ้าง

แล้วก็ถ่ายรูปบริเวณห้องมา

แล้วก็มีผีเสื้อเกาะประตูกระจกอยู่สามสี่ตัว
เกาะทำไมง่ะ

แต่ที่น่ารักสุดประจำวันนี้
ก็เจ้าแมลงที่ดูเหมือนหญ้าแห้งนี่แหละ
เกาะรองเท้าเราไม่ยอมปล่อย เลยต้องใช้กำลังยื้อแย่งกันนิดนึง ^^”

วิวหน้าห้อง

แดดดีจริงๆ กลางวันนี่

เดินมาถึงศาลาพระหยกเขียวแล้ว
แวะไหว้อธิษฐานจิตกับพระหยกขาวแทบทุกครั้งที่เข้ามา

แล้วเราก็หาที่นั่งบริเวณด้านนอกศาลา อ่านหนังสือ

เดินออกมาระเบียงนอกศาลา

สุดท้ายก็นั่งหันหลังพิงศาลา
แล้วก็อ่านหนังสือไป ดูวิวไป

ช่วงนี้ใกล้ปีใหม่ คนเลยเยอะกว่าปรกติ
วันนี้แอบหงุดหงิด เพราะไปที่ไหนก็ต้องมีคนอยู่แล้ว
ถึงเขาจะอยู่เงียบๆกันเป็นส่วนใหญ่ก็เถอะ
เพราะตอนแรกมาหวังความสงบจากคลื่นคนอื่นอยู่เหมือนกัน
แต่ก็ นะ ใจแคบโดยไม่รู้ตัวไง บางที
หวังนู่นหวังนี่ หวังว่ามาแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
พวกนี้ มันเกิดแต่ใจเราทั้งนั้น

ปรากฏว่าตอนบ่ายมีเปลี่ยนแผน
หลวงพ่อปารมีจะพาเดินเจริญสติ (ที่ไม่ค่อยจะมี แฮ่ๆ)
ส่วนเทพื้น ก็ยกไปพรุ่งนี้แทน

เออ…พอกลับมาเขียนได คิดดูแล้ว
หลวงพ่องานหนัก และเมตตาเรากันมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตลอดสี่วันที่อยู่ และท่านเมตตานำสวดมนต์ พาเดินเจริญสติจนโยมหอบแฮ่ก
ท่านอุทิศเวลาให้เรามากจริงๆ เริ่มสำนึกมากขึ้น – -”

บ่ายนี้ หลวงพ่อพาไปเดินแถวป่าด้านล่าง
ตลอดทาง หลวงพ่อก็เล่าเรื่องไปด้วย อธิบายต้นไม้ไปด้วย
ต้นไม้ทั้งหมดในบริเวณวัดนี้ มาจากแรงงานหลวงพ่อแทบทั้งนั้น
ซูฮกๆ กว่าจะงามขนาดนี้ ต้องใช้แรงงานหยาดเหงื่อไปตั้งเท่าไร
ไม่ใช่เรื่องที่คนใจเล็กจะทำได้

หลวงพ่อเล่าว่าได้ไปสร้างวัดทีไร ก็ได้วัดที่อยู่สูงๆทุกที
และที่ผาซ่อนแก้วแห่งนี้ เปรียบเหมือนสวรรค์เลย
เพราะพาเดินลงตั้งนาน ก็ยังรู้สึกว่าอยู่ที่สูงอยู่ดี
อยู่ๆไปก็รู้สึกว่าที่นี่ก็สวรรค์จริงๆนะ

พาเดินไป หลวงพ่อก็ปล่อยมุขไป ชี้วิวถ่ายรูป (แล้วคณะก็ถ่ายกันเพลิน)
พลวงพ่อท่านน่ารักมากๆ ตลกมากด้วย แต่ไม่ไร้สาระนะเอ้อ

ท่านไม่สบายอยู่ ก็ยังดูกระฉับกระเฉงกว่าคนสุขภาพปรกติอีก
โยมๆสู้ไม่ได้เลย

ดอกหญ้าขึ้นเต็มเขา

วิวงามมากๆ ระดับหกดาว
ไม่แปลกใจที่ทำไมเคยมีเรื่องแย่งชิงที่ดินนี้ไปทำรีสอร์ท

กว่าจะกลับถึงวัดก็สี่โมงเย็นแล้ว
สี่โมงครึ่งต้องไปที่ลานธรรมจักรเพื่อฟังสนทนาธรรม
ด้วยความที่ไม่มีเวลากลับห้อง (ซึ่งอยู่ไกลลลล)
และคิดว่าอากาศคงเย็นพอทนได้ ถ้าได้นั่งแบบเมื่อวาน
พอดื่มน้ำปานะเสร็จก็ตรงไปที่ลานธรรมจักรเลย
โอ้ว มาย…คนแน่นแล้ว แต่เรายังอุตส่าห์แทรกตัวนั่งบนเก้าอี้ได้หนึ่งที่
แต่พอดีมีคุณป้ามาอีกคน เราเลยเด้งที่นั่งให้เป็นปรกติ
ให้เรานั่งสบายโดยที่คุณป้านั่งพื้น เราก็ไม่สบายใจง่ะ – -”
ให้เรานั่งไม่สบายกายไม่สบายใจที่พื้นเองดีกว่า

แล้วก็ได้ผลเลย ทั้งแพ้ ทั้งชื้น ทั้งปวดก้นกบ ทั้งหนาว เล็บเท้าม่วงปี๋
หงุดหงิด แล้วไม่รู้ว่าหงุดหงิด อิอิ

พอห้าโมงครึ่ง สนทนาเสร็จปุ๊บ
รีบปีนเขา (เหนื่อยแทบตาย เวลารีบขึ้นเนี่ย)
กลับห้องไปอาบน้ำ ก็หงุดหงิดปรี๊ดอีก
เพราะว่าน้ำหนาวมากกกกกกกกกกกก
แต่ก็กัดฟันอาบน้ำสระผมจนเสร็จได้
เดินตัวสบาย ใจดี๊ด๊า ออกมาเป่าผม
เพราะหนาวแล้ว ไม่อยากออกจากห้องหัวเปียกๆ
เดี๋ยวไม่สบาย

เป่าไปได้ครึ่งหัว ไฟดับ ฮ่วยยยย…

เลยต้องเดินไปหา staff แจ้งว่าห้องไฟดับ
(มีปัญหาติดกันสองวันเลย ห้องนี้)

สวดมนต์ทุ่มครึ่ง มาจองที่กันตั้งแต่หกครึ่ง
ใส่เสื้อหนาว ผ้าพันคอ ถุงเท้ามาเต็มยศ
ประชดเมื่อเย็นไม่มีโอกาสใส่แล้วต้องทนหนาว ฮ่าๆ

วันนี้ทำวัตรเย็นอย่างย่อเสร็จ ก็มีต่อด้วยวีดีโอรายการเจาะใจ
ที่หลวงพ่ออำนาจไปออก ตั้งแต่สมัยยังไม่บวช
เอ้อ ไม่สามารถเป็นอย่างท่านได้จริงๆเลยตอนนี้
ต่อไปหลวงพ่อปารมีจะเปิดคลิปปลงสังขารให้ดู
แต่เราห่วงไฟที่บ้าน เลยออกมาก่อน
ปรากฏว่า ก็ยังไม่มีใครมาดูอยู่ดี
แล้วพี่ยามที่เป็นเวรวันนี้ พยายามทุกวิถีทางแล้ว มันก็ไม่ได้
พี่เขาเลยบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มาดูให้ใหม่ละกัน

แต่เราก็สังหรณ์ใจว่า พรุ่งนี้ก็คงไม่มา

เจอแมลงสาบวัยแรกรุ่นอีกแล้ว
เมื่อวานมันแฝงตัวอยู่ในลังน้ำ
ที่ช่วยกันเอาออกไปอยู่ข้างนอกแล้ว
ยังอุตส่าห์มีเหลืออีก ขนาดห้องไม่มีอะไรเลยนะนี่
น้องรูมเมทบอกว่า พี่เก่งจัง มืดขนาดนี้ยังอุตส่าห์เห็นอีก
อยากจะบอกว่าเป็น survival skill อะนะ – -”

ยังดีนะที่เป็นวัยแรกรุ่น
ยังเอาไม้กวาดกวาดออกไปได้อย่างไม่อะไรนัก
แล้วเราเนี่ยแหละเป็นคนทำ – -”
ได้ข่าวว่าอีกคนก็เกลียดแมลงสาบมากเหมือนกัน

ดีนะที่เอาเทียนมาเยอะ
และน้องรูมเมทก็โอเคกับแสงเทียน ออกจะชอบด้วยซ้ำ
ก็โล่งใจไป รู้สึกผิดน้อยลงที่ทำไฟดับ แฮ่…

แล้วก็สังหรณ์ใจว่า
สงสัยพรุ่งนี้ก็ต้องใช้เทียนเหมือนเดิม

เข้าห้องมาไม่เท่าไหร่ก็หลับป๊อกอีกแล้วล่ะ