พักโลกไปพักใจ ผาซ่อนแก้ว (๑)

ก่อนหน้านี้สักพัก ชักไม่อยากไปแล้ว
มันงอแงๆ งานเยอะด้วย
เยอะจนไม่อยากไปไหน เพราะไม่อยากกลับมาเคลียร์งาน
รู้สึกโหมงานหนักเกิน

แต่จุดสำคัญที่สุดคือ ใจมันงอแงไปเอง
อย่างไรก็ตาม ตามนิสัยเราคือ
ถ้าตกลงจะไปไหนแบบวางแผนไว้แล้ว
เราจะไม่ให้ความงอแง ลังเล มาทำให้เราเบี้ยวสิ่งที่ตั้งใจไว้
อย่างไรก็ต้องไป
ถึงเราจะเป็นคนที่ค่อนข้างตามใจตัวเอง
แต่บางเรื่อง อย่างเรื่องสัจจะ เรื่องตัดสินใจเด็ดขาด คำไหนคำนั้น
ไม่เอาความโลเลมาทำให้เสียความตั้งใจ

ตรงนี้ผู้หญิงเป็นกันมากนะ เรียกว่าปรกติได้เลยด้วยซ้ำ
ความโลเล ตัดสินใจเอาวินาทีสุดท้าย
แล้วเปลี่ยนได้อีกหลังจากตัดสินใจวินาทีสุดท้ายไปแล้ว
นิสัยประจำเพศอย่างนี้
ใครจะยังยืนยันว่าจะเป็นต่อไป เพราะภูมิใจที่เป็นผู้หญิงก็ได้
แล้วผู้ชายก็เกาหัวแกรกๆกับการต้องทนที่ชีจะเป็นอย่างนี้ต่อไป
แต่ต้องยอมรับด้วยว่า การที่ไม่ฝึกจิตใจให้มั่นคงนั้น แม้แต่เรื่องเล็กน้อย
ธรรมชาติของใจผู้หญิงที่ต้องการที่พึ่งอยู่แล้ว
มันก็จะทำให้หาที่พึ่งภายนอกตัวเองต่อไป
ใจประดุจไม้เลื้อย ไม่มีแกนเป็นของตัวเอง
เมื่อเลื้อยไปถึงไหน เจออะไร ก็จะเลื้อยไปตามสิ่งนั้น

ใครมีต้นไม้ให้เลื้อยเกาะ ก็ดีไป
ถึงจะเป็นต้นไม้ผุพัง ก็ต้องเลื้อยไปบ่นไป
แต่วันไหนที่ไม่มีต้นไม้หรือสิ่งใดให้เกาะต่อ
ใจไม้เลื้อยนั่นก็จะโงนเงนไร้ทิศทาง
ไม่สามารถจะเติบโต ตะหง่านขึ้นไปเองได้
ก็เลื้อยได้สูงสุดก็เพียงระดับเท่าเดิมและต่ำลงไป
เลื้อยได้แค่ทับทางเลื้อยเดิม และทับช่องว่างที่พอจะเหลืออยู่ ก็เท่านั้น

วันสองวันก่อนไป
โดยเฉพาะคืนวันก่อนไป
ใจมันกลับดี๊ด๊าที่จะได้ไปขึ้นมาซะอย่างนั้น
ตอนจัดกระเป๋าก็รู้สึกดีใจที่จะได้ไป
ส่วนนึงคงเพราะตะลุยงานจนเสร็จ
ส่วนสองก็คือ เหมือนพาใจกลับบ้าน
จริงๆการดูจิตดูใจตัวเองควรทำให้ได้ตลอดแหละ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไร
แต่การไปแบบนี้ ก็เหมือนได้ให้เวลาเต็มที่ ได้โอกาสกับมัน
โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆเลย

วันนี้ตื่นตีห้าห้าสิบ
ค่อนข้างแอคทีฟ ทั้งที่นอนไม่เต็มอิ่มมาหลายสัปดาห์
มาโยนของที่เหลือใส่กระเป๋า
ไปๆมาๆ กระเป๋าหนักกว่าตอนไปเที่ยวอีก – -”
เพราะขนอุปกรณ์ยังชีพไปเพิ่ม
เช่น ผ้าขนหนูทั้งหลาย ยากันยุง เทียน ฯลฯ
แบกกระเป๋าขึ้นแท็กซี่ไปที่บ้านอารีย์
พอถึงที่นัด เอ๊ะ ตอนแรกนึกว่าจะมีแค่รถตู้คันเดียว
ปรากฏว่า มีไปถึงสามคันด้วยกัน

รอร้อรอ (ไม่นานหรอก)
แล้วก็ออกเดินทางกันประมาณเจ็ดโมงหน่อยๆ

ขับไปแวะปั๊มบ้างทุกๆ 1.5-2 ชั่วโมง
จน 11 โมง ก็แวะแถววิเชียรบุรี
เพื่อทานอาหารเที่ยงที่ร้านไก่ย่างบัวตอง ซึ่งอยู่หน้าถนนเลย
เลยแยกที่มีป้ายแยกไปอ.วิเชียรบุรีนิดนึง

ห้องน้ำที่ร้านไก่ย่างบัวตอง
(เกือบได้เข้าห้องนี้แหนะ)

ถึงจะนั่งหลังสุด แทบมองไม่เห็นอะไร
แต่ก็แอบเห็นแว้บๆว่า วิวที่จะมาผาซ่อนแก้ว
สวยงามซับซ้อนไปด้วยเทือกเขาดีจัง
สักบ่ายโมงกว่าก็มาถึงผาซ่อนแก้ว
ที่อยู่บนยอดเขาหนึ่งท่ามกลางเทือกเขานั้น

แดดเปรี้ยงเปรี้ยง เป็นสิ่งที่ประทับใจอย่างแรก – -”
และเพิ่งตระหนักว่า พุทธธรรมสถานผาซ่อนแก้วนี้
เป็นที่ลาดชันเป็นส่วนใหญ่ เอ่อม…
ก็แบบกระเป๋า มะขาม ส้ม จากที่จอดรถขึ้นทางลาดชัน
ที่ยังทำถนนไม่เสร็จขึ้นไปที่ห้อง
เขาก็พาเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ถึงห้องไหนก็ถามว่าใครจะอยู่ห้องนี้บ้าง
ไม่นาน เราก็เลือกว่า เอาห้องนี้แหละ ไม่แบกกระเป๋าขึ้นเขาไปไหนแล้ว

หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเรือนหนึ่งที่เดินไกลที่สุดเลย T-T

มีแต่ขุนเขาล้อมรอบ

วิวนี้เป็นอีกหนึ่งวิวที่เราจะมองเห็นบ่อยที่สุด
เนื่องจากเป็นวิวที่เดินผ่านไปเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้ว ที่กำลังสร้างอยู่
และศาลาพระหยกเขียว ที่ซึ่งทำกิจกรรมส่วนมาก
(ที่เห็นไกลๆด้านขวา ใกล้ๆเจดีย์เช่นกัน)

ก่อนจะเดินลงไปเข้าศาลาพระหยกเขียว
จะเจอกับพระหยกขาวก่อน
งดงามมาก รู้เลยว่า สร้างขึ้นจากความตั้งใจอย่างปราณีตบรรจง และอ่อนโยน

เดินลงมา และเดินไปที่ศาลาพระหยกเขียว

ภายในศาลาพระหยกเขียว
ไปอาราธนาศีล ๘ ก่อนเข้าที่พักกันสักหน่อย
ต้อนรับโดยหลวงพ่อปารมี เจ้าอาวาสที่นี่

เดินออกมา หลวงพ่อปารมีได้ introduction เจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วกันเล็กน้อย

ลวดลายที่เกิดจากจานชามเบญจรงค์ ลูกปัด หินสีต่างๆ แก้วสีต่างๆ
นึกว่าเกาดี้มาเอง 555
ถ้าไม่รู้ว่าหลวงพ่ออำนาจท่านเป็นศิลปินใหญ่มาก่อนบวชนี่ คงจะงงว่าคิดได้ไง

การแปะลวดลายทั้งหลาย นอกจากจะทำด้วยแรงงานที่จ้างมาจากหมู่บ้านรอบๆ
ก็ยังทำด้วยกลุ่มผู้มาภาวนาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นด้วย

จากเจดีย์มองลงมาที่พัก

สี่โมงครึ่ง ไปที่ลานธรรมจักร เพื่อสนทนาธรรมกับหลวงพี่โอ๋
ยังไม่มีใครถามอะไรมาก

ห้าโมงกว่า กลับห้องพักมา setup ชีวิตกันเล็กน้อย
ปัดกวาดเช็ดถู เอาของมาวางเรียง
เลยถ่ายรูปมาให้ดูกันว่าห้องเป็นยังไง

ห้องเป็นสี่เหลี่ยมธรรมดานี่แหละ
มีห้องน้ำอยู่มุมนึง ทำให้พื้นที่ห้องนอนเป็นรูปตัวแอล
เรามีน้องรูมเมทหนึ่งคน
ก็แยกที่กันไปเลยคนละมุม

ตอนเย็นมีฝนแอบตกด้วยอะ
นี่มันเดือนธันวาแล้วนะ

พอใกล้ๆเวลาที่จะต้องไปทำวัตรเย็น
น้องรูมเมทเขาล็อกประตูห้องน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
เลยต้องเที่ยวไปบอกเจ้าหน้าที่ไว้ก่อน
กว่าจะไปทำวัตรได้ ปรากฏว่าคนเยอะมากวันนี้
ในศาลาเต็ม เลยต้องออกมานั่งด้านนอก

แล้วค่ำนี้เป็นวันที่ลมแรงมาก
อากาศเย็นไม่เท่าไหร่ แต่พอเจอลมแรงเข้าไป หนาวเลย
ตอนหลวงพ่ออำนาจให้นั่งสมาธิ เลยไม่ค่อยได้สมาธิอะไร ^^” บทสวดมนต์ก็ดีนะ บทปลงสังขารก็สะเทือนจริง
คนเราจริงๆมันก็เท่านั้น เมื่อไหร่จะเห็นตามนั้นจริงๆสักทีไม่รู้
เรามักจะนึกทึกทักกันเอาเองว่า เราเข้าใจ รู้จักชีวิตดีแล้ว
ถ้ารู้จักจริง ไฉนยังมีเรื่องให้สับสน วุ่นวายใจอยู่ล่ะ ใช่ไหม?

หลวงพ่ออำนาจเทศน์เรื่องการเรียนวิชาตัวเบา
ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากการไม่คว้าอะไรให้มาหนักใจ
พอคว้าปั๊บ ใจมันจะหนักทันที
ลองสังเกตกันได้
เวลาแฟนทำอะไรไม่ถูกใจ ก็จะเอ๊ะ ทำไมถึงทำ อย่างนั้นอย่างนี้
นั่นก็เผลอคว้าเอาแล้ว
แต่ถ้าเห็นแฟนตัวเองแบบแฟนคนอื่น หรือไม่เห็นเลย
ก็จะไม่เกิดการคว้าขึ้น แล้วอย่างนั้น ก็จะไม่มีอะไรมาทำให้ใจหนัก

พละ ๕ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
พละ ๕ กำลังจะพอดีได้ ต้องมีครบ ๕ ขาดไม่ได้เลยสักอย่าง
ศรัทธามากไปก็ไม่ได้ สมาธิมากไปก็ไม่ดี

พอหลวงพ่อท่านเทศน์เสร็จ ก็ปาเข้าไปสามทุ่มกว่าจะสี่ทุ่ม
มีแอบหิวด้วย เลยหม่ำ Dark Chocolate ไปหนึ่งเสี้ยว

ตอนแรกนึกว่าจะได้ปฏิบัติอิสระทั้งวัน
เอาเข้าจริงมาถึงนี่ถึงเห็นตารางเวลาให้ ก็ดีไปอีกแบบนะ
แถมทานข้าว ๒ มื้อ ไม่เหมือนที่บุญญาวาสด้วย
ของบุญญาวาสจะทาน ๑ มื้อ และปล่อยอิสระให้ภาวนากันตามวิธีของตัวเองทั้งวัน
ไม่มีเวลากำหนดให้เลย

คืนแรก ตามคาด แอบงอแงถึงสถาพแวดล้อมเดิมๆ
เป็นอาการปรกตินะ ความเคยชินเนี่ย

อยากภาวนาต่อ แต่ตาจะปิดให้ได้
นอนก่อนดีกว่า