เมื่อคืนเงียบสนิทไม่มีลมเลย
เงียบจนตื่น แล้วก็ฟุ้ง
เมื่อวานก็เสียงดังจนตื่น และก็ฟุ้ง เอาเข้าไป

เริ่มปวดหลังจากการนอนพื้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีก
(อะไรๆก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เนอะ)

ตื่นมาตี ๔ ๕๐ นาที
ภาพแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมา (นอนหันหน้าออกประตูกระจก)
คือ ดาวเด่นช่วงระยับฟ้า สวยจนตาสว่าง

เช้านี้พอทำวัตรเช้าเสร็จ
หลวงพ่อปารมีก็พาขึ้นเขาก่อนใส่บาตร
เดินเจริญสติตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

เดินเดิ๊นเดินขึ้นเขา จนเกือบแฮ่ก หลวงพ่อก็ให้หันหลังกลับไปดู

แล้วก็เดินเดินเดินกันต่อไป

เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีจริงๆ
เรื่องเหนื่อยเป็นเรื่องน้อยนิด

แล้วก็กลับลงไปใส่บาตร

แล้วก็มีคนแอบเห็นเรา เขิล…
อยู่กรุงเทพไม่ยักเห็นกันเนอะ
ต้องถ่อไปแอบเห็นเราถึงที่นี่ ^^”

แล้วก็กลับขึ้นมา ผ่านหน้าพระสีวลี ไปทานอาหารเช้า

อาหารเช้า ก็เดิมๆ ทานเพลินๆ

แล้วก็เดินไปที่ศาลาพระหยกเขียว เตรียมตัวเรียนหนังสือ
วิวไกลๆงดงามเหมือนเราอยู่บนสวรรค์จริงๆนะ

วันนี้เรียนเรื่องปฏิจจสมุปบาท

เหมือนเดิม เล่าคร่าวๆว่าสอนอะไร
ที่เหลือจะบันทึกไว้ที่อื่น

– ทั้งจักรวาลมีแต่รูปกับนาม ไม่มีอะไร ไม่มีใคร
แต่จะทิ้งสมมติทั้งหมดแล้วเอาแต่โลกุตตระมันไม่ได้
มันจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง จะใส่เสื้อแดงไปงานศพมันก็ไม่ได้
อันนี้เจอกับตัวเองเลย
คนที่เอะอะก็พูดอะไร หรือแนะนำ หรือถกเถียงมาในเชิงโลกุตตระเนี่ย
มันน่าหงุดหงิดตรงนี้ ก็ใช่ไง โลกุตตระก็คือความจริงไง ก็ไม่ได้พูดผิด
แต่มันผิดกาละเทศะเฟ้ย
ยกตัวอย่างสมมติว่า นายเอ ชอบพูดเพ้อเจ้อให้ขัดหูเรา
พอเราบอกนายเอ แล้วนายเอตอบว่า เป็นเรื่องของเราปรุงแต่งความไม่ชอบขึ้นมาเอง
เขาไม่ได้มีเจตนา ฉะนั้น ควรแก้เหตุที่เรา ไม่ใช่แก้เหตุที่ตัวนายเอ
คือ มันก็ถูกทางด้านโลกุตตระนะ แต่ก็น่าเบิ๊ดกระโหลกนายเอไปด้วยสักสามป้าบ
โทษฐานผิดกาละเทศะและมีนิสัยชอบก่อกรรมกับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวว่าก่อ
อย่างไรก็ดี มันก็จะเอาเธอ เขา เรา ฉัน มัน ไปตลอด
มันก็ทุกข์ที่เราเอง ทั้งๆที่ เธอ เขา เรา ฉัน มัน เป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นทั้งนั้น
สุดท้ายก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

– อาสวะ คือความฝันใฝ่ให้กายและใจเป็นเรา
เรายึดมั่นว่าใจเป็นของเรา กายเป็นของเรา
ทั้งๆที่เราก็เห็นๆแหละ ว่าเราบังคับใจให้ชอบหรือไม่ชอบอะไรไม่ได้
บังคับกายไม่ให้มันเจ็บป่วยไข้ไม่ได้
เราก็ยังยึดว่ามันเป็นของเราอยู่ดี
เป็นของเราภาษาอะไร ไม่อยู่ในการควบคุมของเราได้เลย
โอเค ถ้าจะคิดว่าอย่างไรมันก็เป็นของเรา แม้ว่ามันจะควบคุมไม่ได้
ก็ยังต้องตระหนักอยู่ดีว่า เมื่อก่อนที่มันจะเป็นของเรา เราก็ไม่มี
และอีกหน่อย ของๆเราสิ่งนี้ ก็จะไม่มีอยู่ เสื่อมสลายไป หายไป เช่นเดิม

– ก่อนจะมีความคิดที่แตกต่าง จิตว่างเป็นหนึ่ง
ความคิดที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มีอยู่แล้วหรอก
เมื่อก่อนมันไม่มี มันก็ว่างจากความคิดนั้น
พอความคิดนั้นเกิดขึ้น มันก็ไม่ว่าง

– คนหลายคนมีความรู้ แต่ไม่มีผู้รู้ ไม่ตั้งมั่น ไม่เป็นกลาง

– คนเราเมื่อรับรู้แล้วมักเข้าไปขาดสติ เกิดความชอบ – ไม่ชอบขึ้น
ทุกข์ก็เกิดตรงนี้เป็นต้นไปอะนะ

– คนส่วนใหญ่พอมีปัญหา ก็โทษสิ่งภายนอกเสมอ
คิดว่าโทษเกิดจากสิ่งภายนอก หากเกิดแต่ความไม่รู้
ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วไม่มีใคร มีแต่รูปนามที่เกิดตามแต่เหตุปัจจัย

– ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ทุกข์ แต่เมื่อมีอุปาทานเข้าไปยึด จะเป็นทุกข์

พรสวรรค์ในการสอนคนอย่างที่หลวงพ่อมี หายากนะ
เป็นบุญจริงๆที่ได้มาเรียนกับท่าน

แล้วก็ทานอาหารเที่ยง ๑๑ โมง
อาหารที่นี่อร่อย
จนได้เห็นตัณหาในการทาน
แรงดูดที่จะตักอาหารเข้าปาก

แล้วก็กลับไปนั่งวิเวกในห้องสักพัก
เป็นความจริงที่เราก็เห็นด้วยตามนี้กับหลวงพี่โอ๋ว่า
คนเราอยู่กับตัวเองได้ยากนะ
(ไม่ใช่การอยู่คนเดียวแบบเดี๋ยวเล่นเนต ดูหนัง ฟังเพลง
ปล่อยใจเพลินไปกับอย่างอื่นโดยไม่ได้ดูจิตใจตัวเองนะ)
วันเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเองทั้งวัน
มันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า ใจจะแวบไปเกาะสิ่งที่เคยชินตลอดเวลา

ก็รู้อยู่แหละว่าการหัดดูจิตของเรามันช่างอ่อนหัดยิ่งนัก

แล้วก็ค่อยกลับขึ้นไปที่เจดีย์ ไปดูงานเทพื้นชั้น ๕
ตอนแรกๆไปยืนเก้ๆกังๆก่อน เพราะไม่มีถุงมือจะใช้
เลยได้แต่ไปยืนเกะกะ ถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย
จนได้ถุงมือเยินๆมา ก็เริ่มงาน
แปบเดียวก็เสร็จทั้งชั้น
ได้ของแถมเป็นรอยปูนสีชมพูบนกางเกงและเสื้อ แฮ่

ช่วยกันผสมปูน เทพื้น ยกหาม โรยกรวด เกลี่ยระดับ

แล้วก็กลับไปห้อง ไปทำโยคะให้อุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย
แล้วก็เดินจงกรมได้นานอยู่
ก่อนที่จะเข้าไปอาบน้ำอย่างทรมานเหมือนเดิม

ยังไม่เข็ด
เอาไดร์เป่าผมไปเสียบปลั๊กบ้านอื่น
ใช้ได้ปลอดภัย แห้งทั้งหัว เอ้อ…
ดีที่ไม่ทำบ้านอื่นไฟดับไปด้วย
และคงเป็นชะตาส่วนตัวจริงๆที่ต้องอยู่ห้องแบบมืดๆ – -”

เย็นก็ไปนั่งฟังสนทนาธรรมที่ลานธรรมจักร เหมือนเดิม
วันนี้คนน้อยแล้ว ทยอยกลับบ้านกัน เลยไม่แน่นเหมือนสองวันที่ผ่านมา
วันนี้วันสุดท้ายในการสนทนาธรรมที่ลานธรรมจักรแล้ว
เราก็ยังไม่ถามอะไรเหมือนเดิม อิอิ
คือมีข้อสงสัยไง แต่สงสัย ก็รู้ว่าสงสัย แล้วก็คิดว่า ไปหาอ่านเอาเองก่อน ดีกว่า
อย่าถามเพื่อการประกาศอัตตาเลย
(ต้องระวังเรื่องประกาศอัตตาให้ดี
ความมุ่งมั่นตั้งใจ กับการประกาศอัตตา ให้โลกรู้ว่า cogito ergo sum ไม่เหมือนกัน)

เสร็จแล้วก็ไปดื่มน้ำปานะแบบเมื่อวาน
ก่อนจะเตรียมตัวรอทำวัตรเย็น
ก่อนทำวัตรเย็นมีเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงได้
เราเลือกที่จะไปอยู่ที่ศาลาพระหยกเขียว
แล้วนั่งมั่ง เดินจงกรมมั่ง ไปเรื่อยๆ
เป็นการเดินจงกรมครั้งที่ให้อะไรกับเรามากทีเดียว : )
บวกกับวิวที่สวยงาม ขนาดตอนกลางคืนแทบมองอะไรไม่เห็นยังสวยเลย
แต่รู้สึกว่ามันสวย ก็ต้องรู้ว่ารู้สึกเนอะ

ตอนนั่งรอ รู้สึกปวดขาอย่างแรง
เพราะตั้งแต่มาที่นี่ ใช้งานมันหนักกว่าปรกติหลายเท่าตัว
คุณหมุยเลยบอกให้ทำท่าโยคะท่านึงที่เราไม่ค่อยได้ทำ
เพราะเราตัวไม่อ่อนพอ
แต่คราวนี้ก็ลองทำดู ทำได้ประมาณครึ่งนึงแหละ ตัวอ่อนสุดได้แค่นี้
แล้วมันก็ได้ผลจริงๆแฮะ
แต่ได้ผลครึ่งเดียวเหมือนกัน – -” เฉพาะขาท่อนบน ขาท่อนล่างยังปวดอยู่
เลยว่ากลับไปจะไปแปะกอเอี๊ยะ

ตอนเย็นก็ทำวัตรเย็น
วันนี้ตั้งใจสวดให้เพราะสุดชีวิต (เท่าที่ทำได้)
หลวงพ่อปารมีนำสวดมนต์เหมือนปกติ
วันนี้มีแจกของ ๒ อย่าง คือ
ล็อกเก็ต ซึ่งทำให้ความอยากได้พุ่งปรี๊ด
(กลับมาแล้วก็เห่อ อยากใส่
พอดันทุรังใส่ ก็เห็นความอยากอวดพุ่งปรี๊ด เลยถอดก่อนเลย ละอายเกิน)

จากนั้นหลวงพ่อก็ชวนคุยเฮฮาจนสี่ทุ่ม
แล้วค่อยแยกย้ายกันไป

สามวันแล้วที่อยู่ที่นี่
รู้สึกศรัทธาหลวงพ่อทั้งสองมากๆ
ไม่ใช่เพราะท่านเป็นพระ
แต่เป็นจากการสอนของหลวงพ่ออำนาจ
การดูแลของหลวงพ่อปารมี
ซึ่งทั้งสองมีจริยวัตรและออร่าอันเรียบง่ายและงดงาม
ท่านได้แสดงออกโดยที่ไม่ต้องพูดว่า
ท่านใช้ชีวิตธรรมดาๆได้อย่างเหนือธรรมดา
ไม่ใช่เหาะเหินเดินอากาศ
ท่านทั้งสองเป็น Born to be และ Two of a kind จริงๆ

ฉะนั้น เวลากราบท่านทั้งสอง
เราที่หัวดื้อ อีโก้สูง ขี้สงสัย ขี้ระแวง
จึงได้ยอมกราบอย่างหมดใจ

คืนนี้ก็คืนสุดท้ายที่จะอยู่ที่นี่แล้วสินะ
รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วแล้วล่ะ แฮ่ม…