Self-retreat, in this case, has nothing to do with superstitious stuffs. It’s about observing ourselves and the ways to see ourselves more.

ไปวัดพระธาตุผาซ่อนแก้วมาอีกแล้ว
คราวนี้ไม่ได้ไปกับกลุ่มบ้านอารีย์ แต่ไปเองเลย
โดยมีพี่คนนึงเขาเป็นคนช่วยจองบ้านให้
และก็ขับรถนั่งกันไปสี่ชีวิต

แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครโทรไปจองก็ได้นะ
เขาต้องเมคชัวร์ว่า เคยไปมาก่อน
หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เคยปฏิบัติภาวนาในทางเดียวกับที่นี่มาแล้ว
เพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้สถานที่
และ optimise พลังงานของหลวงพ่อทั้งสอง ที่ใช้ต้อนรับและสอนพวกเรา

ครั้งนี้ไปช่วงวันมาฆบูชา
จึงไม่ต้องหวังว่า จะได้อยู่แบบเงียบวังเวง
แต่ไม่เป็นไร ก็ไปแบบชิลๆ แต่ก็ตั้งใจเรียนนะ

ในที่สุดก็ไปถึงจนได้
ตอนใกล้ๆถึงมีการแพนิคให้ระทึกว่าน้ำมันจะหมดกันเล็กน้อย
เราตอนแรกๆไม่แพนิค พอพี่หมีพูดมากๆเข้าก็เลยเริ่มกังวลไปด้วย ฮ่วย
(พี่หมีบอกไม่แพนิค แต่พูดตลอดเวลาเลย แปลว่าอะไรเนี่ย)

ก็ไปรายงานตัวที่สำนักงาน
ซึ่งเป็นห้องที่เมื่อก่อนใช้เก็บเครื่องนอน
และเครื่องนอนเดี๋ยวนี้ก็แยกย้ายเก็บแต่ละบ้านแล้ว
เนื่องจากมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคกล่องพลาสติกใหญ่มาเก็บ
เลยไม่ต้องแบกเครื่องนอนขึ้นลงเขา
อนุโมทนาด้วย สาธุ

วันแรกไม่ได้ถ่ายรูปเลย มาถ่ายเอาก็วันรุ่งขึ้นแล้ว
คนเยอะเต็มศาลาทุกวัน
น่าดีใจที่คนเข้าวัดกันมาก ถึงจะยังเป็นส่วนน้อยในโลกอยู่ดี
ข้อเสียคือ ทำให้ต้องนั่งติดกันมาก อึดอัดไปนิดนึง ขยับแข้งขาลำบาก
ขนาดอยู่บ้านก็นั่งพื้นทำคอมตลอดเวลานะเนี่ย

แต่ก็เหมือนคราวที่แล้ว
การไปผาซ่อนแก้ว เริ่มด้วยความเบิกบานใจที่จะได้ไปทุกครั้ง
ถึงแม้จะเหนื่อย จะปวดขา จะนอนพื้นเจ็บสะโพก
แต่มันคุ้มอะ กับสิ่งที่ได้กลับมา

ยามเช้า ณ ดอยใกล้ๆวัด
เช้าวันเสาร์ พระอาจารย์พาเดินขึ้นเขาชมวิวตามเคย

หมีป่ากลางดอย

อาหารเช้า
ผัดฟักแม้ว ต้มกะหล่ำ ไข่ต้ม
อาหารง่ายๆ และมีความสุขกับความง่ายๆ
แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ไม่ง่ายหรอกนะ
ยังมีคนอยู่เบื้องหลังความง่ายๆนี้อีกตั้งเยอะ
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อาสาที่จัดการเรื่องที่พัก แม่ครัว แม่บ้าน
หลายๆต่อหลายคน ที่ทำให้ผู้ภาวนาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
และมีชีวิตอย่างง่ายๆสบายๆได้

ชีวิตในทุกๆช่วงของเราเหมือนกัน
มันไม่ใช่ว่าเรามีชีวิตสบายๆอย่างนี้ได้เพราะตัวเองซะเมื่อไหร่
เราเอาแต่นั่งทำงานหน้าคอมได้ นึกจะกินอะไรก็ไปกินได้ พักผ่อนได้
แม้ว่าจะยังมีเรื่องปวดหัวให้สะสาง หรือให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
ยังมีภาระที่ต้องแบกรับเอาไว้ โยนไปให้ใครไม่ได้
แต่เบื้องหลังชีวิตประจำวันของเรา
ก็มีพ่อแม่ แม่บ้าน ยาม คนงาน พนักงาน พี่ น้อง ใครต่อใคร
ที่ช่วยสนับสนุนเรื่องที่พักอาศัย ความเป็นอยู่ที่ดี เรื่องหยุมหยิมต่างๆ
ทำให้เรามีชีวิตที่ตามใจตนได้ขนาดนี้

ชีวิตคนๆหนึ่ง เป็นหนี้บุญคุณกับคนอีกมากมาย อย่างนี้แหละ

พี่หมีบอกว่า ที่นี่เหมาะกับเรามาก
เพราะประกอบด้วยความติสท์ การท่องเที่ยว และธรรมะ
เราก็ว่า เออ จริงด้วยแฮะ

อิ่มแล้วก็เดินเล่น
เจดีย์คืบหน้าไปไม่ใช่น้อย ยอดเสร็จแล้ว

รอเรียนหนังสือ
ช่วงนี้คนเยอะมากกก
หลวงพ่อเลยไม่ได้สอนเรื่องลึกๆแบบปฏิจจสมุปบาท
แต่ก็เรียนเพลินอยู่ดี หลวงพ่อสอนเก่งมาก
คงเป็นความสามารถ พรสวรรค์ส่วนตัว
บวกกับความที่เราถูกจริตกับคำสอนแบบนี้
ก็เลยฟังได้เรื่อยๆอย่างสนใจ (แม้จะมีง่วงเพราะตื่นเช้าไปบ้าง)

วันนี้มี keyword อันหนึ่งที่น่าสนใจ
คือคำว่านิมิต นิมิตที่หลวงพ่อกล่าวถึง
ไม่ได้หมายความถึงนิมิตที่นั่งสมาธิแล้วเห็นอย่างเดียว
แต่หมายถึงการปรุงแต่งเรื่องราวในหัวตอนที่เราลืมตาอยู่ด้วยนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีต ความคิดเรื่องอนาคต และสิ่งที่ไม่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน
นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง มันปลอม
ดังนั้นจะไปเอาสาระอะไรกับมันได้ล่ะ

แล้วก็ขำที่หลวงพ่อพูดถึงว่าเพลง ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย
สไตล์จะเปลี่ยนไปอย่างไร
มันก็ยังคร่ำครวญพรรณาถึงความรักอยู่นั่นแหละ
เราจำคำพระที่หลวงพ่อบอกไม่ได้
แต่เราก็เห็นด้วยเลย และก็เคยคิดเหมือนกันว่า
ไม่ว่าเพลงมันจะเปลี่ยนไปขนาดไหน
ส่วนใหญ่ มันก็ยังเป็นการคร่ำครวญพรรณาเรื่องรักอยู่ดี
ไปจมไปจองผูกพยาบาทกับเรื่องรักอยู่ดี

เรียนเสร็จเขาประกาศว่าบ่ายโมงจะมีคนมาถวายผ้าป่า และ ฯลฯ
สามารถมาร่วมพิธีและอนุโมทนาได้
ส่วนตัวเราคิดว่าจะหลบฝูงชนเข้าห้องสักหน่อยดีกว่า

แล้วก็กลับห้องมาปลีกวิเวกเล่นๆ
อ่านหนังสือธรรมะเล่นๆ
เล่นไปเล่นมา หลับ – -”

บ่ายก็ออกไปที่เจดีย์
เขาก็กำลังขนพระประธานมาพอดี
พร้อมกับหลวงพ่อสมจิตต์

ช่วยกันขนขึ้นชั้นสองไปประดิษฐาน รอพรุ่งนี้ทำพิธี

แต่วันนี้ก็แอบมีพิธีด้วย เรียกไม่ถูกง่ะ
แต่มีโปรยกลีบดอกเบญจมาศด้วย
ตอนโปรยนี่ สาธุชนลุกขึ้นเก็บกันใหญ่
ทำเราแอบตกใจเล็กน้อย
นึกว่าจะสุขุมๆสำรวมๆกัน
เรื่องของมงคลนี่ ไม่ได้เลยนะ แฮ่ม

คนซาแล้วค่อยได้ถ่ายรูปคู่
สุดท้าย ก็ยังเหลือกลีบดอกเบญจมาศตรงที่คนหยิบไม่ถึงอยู่เต็ม
เจ้าหน้าที่ก็กวาดทิ้งไปกองใหญ่ๆ
เราเหมือนได้อ่านนิทานเซ็นเรื่องหนึ่งจากเหตุการณ์นี้เลย

ออกมาเดินเล่นรอบรอบเจดีย์

แล้วเย็นๆก็ไปนั่งสงบๆที่ลานธรรม
บรรยากาศดีมาก ไร้เสียงผู้คน มีแต่เสียงหมาวิ่งเล่นกันสองตัว
ดูใจไป อ่านหนังสือหลวงพ่อไป ท่ามกลางขุนเขา

อีกเรื่องนึงคือวันนี้มีไฟไหม้บนเขาทั้งวันเลยล่ะ
อาจจะเป็นเพราะหน้าแล้ง
แต่วันนี้ดูจะไหม้นานและกินพื้นที่กว้างเป็นพิเศษ
จนเข้านอนแล้ว มันก็ยังไม่ดับสนิทดี
ตื่นมายังแอบมีไหม้นิดๆตรงเนินไกลๆอยู่เลย

ก่อนทำวัตรเย็น บางคนขึ้นไปเช็ดองค์พระหยกเขียว

กลางคืน ง่วงแล้ว แต่ก็มีแบบฝึกหัดกันเล็กน้อย
เนื่องจากมีรีสอร์ทเล็กๆสองที่แถวๆวัด
จริงๆก็ห่างจากวัดพอประมาณ
แต่เมื่อเป็นพื้นที่เงียบๆ
เสียงคาราโอเกะจากทั้งสองที่มันจึงได้ยินอย่างชัดเจน
จะคิดให้เป็นเรื่องใหญ่ มันก็พอเป็นได้
เพราะมันทำลายคุณสมบัติสัปปายะของวัดไป
กลายเป็นก่อกรรมเบียดเบียนกันโดยไม่จำเป็น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็คงนั่งคิดตามประสาคนอยากให้โลกหมุนรอบตัวว่า
นี่ทำกรรมโดยไม่ตั้งใจกันอย่างนี้ ไม่ดีสำหรับตัวเองนะเนี่ย
อยากจะไปบอกให้เลิกจริงจริ๊ง ฯลฯ ไรงี้
แต่คืนนั้น ใจค่อนข้างอยู่กับตัว
นอนไปสักพัก ก็หลับไปด้วยความง่วงอยู่แล้ว

เช้าๆนี่สดใสนะ ใจจริงก็อยากตื่นให้ได้อย่างนี้ มันสดชื่นดี
แต่ส่วนใหญ่จะยังสู้ความง่วงไม่ค่อยไหว

ถ่ายพระอาทิตย์

ตอนเช้า เนื่องจากเป็นวันพระใหญ่
คนภาวนาก็เยอะแล้ว ก็ยังมีชาวบ้านอีกมากมาสมทบเพื่อทำบุญตักบาตรในวันนี้
วันนี้เลยใส่บาตรกันในศาลาพระหยกเขียวแทนที่จะเป็นหน้าวัด

ช่วยกันแกะอาหารใส่บาตร
คุณน้าสองคนนี้แบ่งอาหารใส่บาตรให้เรากับพี่หมีแชร์ด้วย
ต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาผ่านทางหน้าไดประกาศให้ชาวบ้านรู้สักหน่อย

เสร็จแล้วก็มานั่งยืดขาสบายๆข้างนอก
สมาทานศีล รับพร ฟังเทศน์

แล้วก็กลับเข้าห้องพักไปงุ่มง่ามเก็บของนู่นนี่
ยังไม่เสร็จก็ต้องกลับเจดีย์ไปร่วมงานพิธีพระประธานก่อน
คนเยอะอย่างที่คิด แต่ด้วยพื้นที่กว้าง ทำให้ไม่อึดอัดนัก
พิธีก็ไม่มีอะไรมาก สวดมนต์ แล้วพระเจ็ดรูปก็นั่งสมาธิอัญเชิญปวงเทวดา
ท่านนั่งกันอยู่นานร่วมชั่วโมง จนลิงอย่างเราต้องลุกไปห้องน้ำบ้าง อะไรบ้าง
พอท่านนั่งสมาธิกันเสร็จ ก็มีพิธีต่ออีกเพียงนิดเดียวก็เสร็จแล้ว
ต่อไปก็เป็นพิธีชาวบ้านถวายนู่นนี่นี่นั่น
เราเลยปลีกตัวมาเก็บของเก็บห้องดีกว่า

ออกมาจากวัดราวๆสิบเอ็ดโมงกว่า
มุ่งหน้าเดินทางไปที่พิษณุโลกต่อด้วยใจเย็นๆ

ถึงคราวนี้จะไม่ได้ภาวนามากนัก เพราะที่วัดมีกิจกรรมแยะ
ปฏิสันถารกับคนมากมาย
แต่ก็ได้ร่วมงานบุญไปอีกแบบ
ถ้าจะมาอีก จะมาช่วง low season ดีกว่า
จะได้สัปปายะกว่านี้ ได้อยู่กับตัวเองมากกว่านี้

เคยมีคนถามหลวงพ่อว่า ทำไมต้องสร้างวัดในที่สวยงามขนาดนี้ด้วย
ท่านตอบประมาณว่า ที่ที่สวยงาม ทำให้ความสุขเกิด
ความสุขเป็นต้นทางแห่งสมาธิ
ฉะนั้น ที่ๆสวยงาม สงบ คนเห็นแล้วมีความสุขนั้น
จึงเป็นที่ๆเหมาะกับการปฏิบัติภาวนา
แต่ว่าจะได้มาซึ่งที่แห่งนี้ ก็มีอุปสรรคมากมาย
เมื่อได้มาแล้ว ก็ยังมีอุปสรรคมากมายอยู่ดี
ทำให้เราเห็นได้ว่า เกิดเป็นคน ไม่ว่าจะอยู่สถานะไหน
ห่างไกลจากกิเลสอะไรขนาดไหน
อุปสรรค ปัญหา ก็ตามไปหาได้ทุกที่
การไม่มีอุปสรรค ไม่มีปัญหา จึงไม่ใช่ทางออก เพราะมันไม่จริง
การจัดการกับอุปสรรค ปัญหา อย่างไรนี่สิ เรื่องสำคัญจริง

อีกหน่อยวัดนี้คนคงเยอะกว่านี้อีกหลายเท่า
เพราะความสวยงามที่มีและที่สร้างไว้
เราก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเราจะมาที่นี่อีกหรือไม่
เพราะเราเป็นโรคไม่ชอบคนเยอะ
แต่เราก็เชื่อว่าตราบใดที่หลวงพ่อยังอยู่
ไม่ว่าเปลือกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่แก่นก็จะยังอยู่คงเดิม