A part of teaching of Arjarn Amnart Opaso, my respected teacher.

ไปนั่งฟังคำสอนของหลวงพ่ออำนาจ โอภาโส ที่บ้านอารีย์มา
ท่านพูดเริ่มหัวข้อในเรื่องเมตตาตัวเอง แล้วก็ go on ไปเรื่องอื่นๆตามมา
(คุ้มค่าทุกครั้งที่ได้ไปฟังท่านเทศน์)

เลยจุดประกายให้เราเขียนไดในหัวข้อนี้มั่ง
เราก็เอามาเล่าในสำนวนเราละกัน
ก็เพิ่มเติม ใส่ไข่ เรียบเรียง ตามแบบของเรานั่นแหละ
ผิดคลาดเคลื่อนสรุปไม่เข้าใจอย่างไร
เราขอรับแต่เพียงผู้เดียว
แต่สำหรับตรงไหนที่ถูก ทำให้คนอ่านเห็นตามจริงได้
ก็เป็นเพราะพระอาจารย์ท่านสอนมาดังนั้น
ตามนี้นะ

เมตตาตัวเอง
บางคนฟังแล้วอาจจะ เอ๊ะ เคยได้ยินแต่เมตตาคนอื่น
เมตตาตัวเองเป็นยังไง
เมตตาคนอื่น เมตตาหมาแมว
ก็หวังจะให้เขาเหล่านั้นมีความสุข
แต่ทั้งนี้ ต้องเอามิจฉาทิฏฐิออกนะ
ไม่ใช่ว่า เห็นเขาไปรักคนมีแฟนแล้ว
ก็ปรารถนาจะให้เขามีความสุขโดยที่รักแบบผิดๆต่อไป
มีคนมาชอบเรา เราเลยเมตตาให้ความหวังลมๆแล้งๆกับเขา อะไรงี้
ไม่นับเป็นเมตตา
เมตตาเป็นคุณสมบัติของจิตใจที่ทุกคนควรมีนะ
คนที่เอาแต่ความต้องการความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้ง
แม้ว่าอาจจะคิดว่า ฉันก็ต้องการของฉัน ไม่เห็นหนักหัวใคร
ถ้ามีเข้าเยอะๆแล้ว ก็อยากจะบอกว่า มันหนักหัวสังคมจริงๆนะ
แล้วมันก็ทำให้สังคมไร้ความน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย
มันแห้งแล้งนะ สังคมที่ไร้ซึ่งความเมตตา
เห็นแต่ความสุขของตน มองไม่เห็นความสุขของคนอื่น
แม้แต่คนที่เป็นอย่างนี้เองก็เถอะ
เราก็ว่า เอาเข้าจริงๆ ก็คงมีสักวัน ที่เขาคิดขึ้นได้ว่า
สังคมมันไม่น่าอยู่ก็เพราะคนไม่นึกถึงความสุขของคนอื่น
ที่เขาอยู่ได้ไม่แคร์สื่ออย่างทุกวันนี้
ก็เพราะสังคมยังพอจะมีเมตตาที่ supply มาจากคนอื่นๆอยู่น่ะสิ

แต่ก็นั่นแหละ ความเมตตา ก็ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นเฉพาะคนอื่นๆ
คนดีๆในสังคม ที่นึกถึงคนอื่นเสมอๆ ก็มักจะมีความเมตตาเป็นอัตโนมัติ
แต่คนดีๆส่วนใหญ่ในสังคม ก็ต้องเป็นทุกข์ด้วยการขาดเมตตาไปส่วนหนึ่ง
นั่นคือ การเมตตาตนเอง
เราขอละพวกไม่แคร์สื่อ กับพวกที่ประกาศตนว่าเลว เอาไว้ก่อนแล้วกัน
จะพูดถึงคนที่อยากเป็นคนดีของสังคม อยากทำดีให้สังคมน่าอยู่ เป็นหลัก

คนอยากเป็นคนดี มักมุ่งแต่เมตตาคนอื่น ตัวอื่น
แล้วลืมให้เมตตาตัวเอง ให้อภัยตัวเอง
เพราะเราปุถุชนมักแยกตัวเองไว้ต่างหากจากสิ่งอื่นใดในโลกนี้
เราไม่มองว่าตัวเองก็เหมือนคนอื่นๆ
ที่ก็ต้องการความสุข ต้องการการให้อภัย
เรามองตัวเองไปมากกว่านั้น เรามองว่าตัวเองพิเศษกว่าคนอื่น
นั่นคือความรู้สึกที่ทำให้เรารู้สึกมีตัวตน
และตัวตนนั่นแหละ คือต้นเหตุเรื่องราว
เราว่าทุกคนลึกๆแล้ว ไม่ว่าจะประกาศตัวว่าเป็นคนดี หรือคนนิสัยไม่ดี อย่างไร
ก็อยากให้คนอื่นๆมองว่าตัวเองดี ชื่นชมว่าตัวเองดี
แม้แต่คนเลว ก็อยากให้คนอื่นมองอย่างชื่นชมว่าเลวดี ไม่ใช่เหยียดหยามว่าเลวไร้ค่า
ในขณะที่เราอาจจะให้อภัยใครง่ายๆ
แต่กับตัวเอง ด้วยความต้องการที่จะให้คนอื่นเห็นตนเป็นคนดี
เรากลัวอยู่ลึกๆว่า ถ้าเราให้อภัย ให้ความเมตตากับตนเอง
เราจะถูกมองว่าดีไม่พอ
เราเลยต้องการจะลงโทษตัวเอง
ขังตัวเองให้จมจ่อมอยู่กับความทุกข์ที่เกิดจากสิ่งที่ทำมา
บางกรณีที่สุดโต่ง ก็พยายามเรียกร้องให้คนอื่นมาเห็น
ว่าเรายอมพร้อมทนทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ได้ทำไป
ถ้ามันทำให้เรทติ้งภาพลักษณ์คนดีกลับคืนมา หรือมากกว่าเดิม

ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว
การขังตัวเองอย่างนั้น ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย
นอกจากสนองตัณหาความอยากดีของตัวเอง
ซึ่งนั่นก็ไม่ได้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือดีขึ้น กับตัวเองเลย

แล้วเราส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่ไหน
ที่ยอมแบกโลกเพื่อประชาชนคนอื่นด้วยใจที่กว้างขวาง หนักแน่น บริสุทธิ์
เราแทบทั้งหลายก็ยังเป็นคนธรรมดาๆ
ที่เจอทุกข์แล้วฟูมฟาย เกิดอกุศลจิตเป็นระลอกคลื่นที่แทบไม่มีวันจบ
ถึงเราจะเมตตากับคนทั้งโลก สัตว์ทั้งโลก
แต่เราไม่เมตตากับตนเอง
ดูเผินๆทั่วไป ก็ดูเป็นคนที่มีจิตใจดี ดูน่าสรรเสริญ
อาจจะสนองความต้องการอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราดีได้
แต่นั่นก็อาจจะทำให้เราไม่รู้ว่าเรายังยึดอยู่ในตัวตน
ถ้าเราปรารถนาเพียงอยากเป็นคนดี อยากให้สังคมมีความสุข
ก็หยุดอยู่แค่นี้ ไม่เป็นไร
แต่ถ้าต้องการจะหลุดจากทุกข์ หรือให้ทุกข์ในใจเบาบางลง
ต้องเมตตาตัวเองให้เป็นด้วย

แต่จริงๆท้ายที่สุด ทุกคนก็อยากมีความสุข ไร้ทุกข์กันทั้งนั้น
แม้ต้องการเป็นคนดีมีเมตตา ก็เพื่อความสุข
แต่ถ้าไม่เมตตาให้ตัวเองได้มองเห็นตามความจริง แล้วปล่อยวางมันเสีย
ท้ายที่สุดแล้วมันจะสุขไปได้อย่างไร
ก็ใจมันทุกข์ขนาดนี้
อยากบันทึกไว้ให้หลายๆคนได้อ่าน
เพราะว่าเห็นหลายๆคนเป็นคนที่มีพื้นฐานจิตใจดีงาม
แต่ยังต้องเป็นทุกข์เป็นร้อนมากๆ
เพราะว่าลืมเมตตาตัวเอง