Viva en Espana (3)

Barcelona

(รูปเยอะมากกก)

สูตรของทริปนี้ตลอดทริปคือ 7-8-9
นั่นคือ ตื่น 7 โมง
กินข้าว (หรือบวกวางกระเป๋าหน้าห้อง กรณีเปลี่ยนโรงแรม) 8 โมง
และล้อหมุน 9 โมง
นับเป็นสูตรทัวร์ที่ค่อนข้างสบายแล้ว
ถ้าไม่ประกอบกับการที่ถึงโรงแรม 4-5 ทุ่มทุกวัน

วันนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่สบายกว่าวันที่มีการเปลี่ยนโรงแรม เพราะไม่ต้องเก็บของ
เราลงจากห้องมาแปดโมงกว่า ชิลๆ
เพื่อมาทานอาหารเช้ามื้อแรกในโรงแรมเดิ้นๆแห่งนี้

ที่นั่งตามทาง

มาคนเดียวก็นั่งตรงนี้ดูทีวีแก้เหงาได้นะเนี่ย

ไลน์อาหารบางส่วน

โรงแรมมี station เนตให้ใช้ฟรี ไม่ต้องล็อกอิน
(แต่แทบไม่มีเวลาใช้เลย)
เดินเข้าไปนั่งใช้ได้เลย
ของทุกอย่างในตู้เย็นก็ฟรีหมด
ก็ดีนะ ไม่ต้องคิดอะไรมาก
แต่ปรกติเราก็ไม่ค่อยได้บริโภคของในตู้เย็นอยู่แล้ว
นอกจากน้ำเปล่า

ถนนหน้าโรงแรม
ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองเลยเงียบฉี่อย่างนี้

หน้าโรงแรม

ที่แรกที่เราจะไปวันนี้คือ Sagrada Familia
เป็นโบสถ์ที่ออกแบบโดย Antonio Gaudi
Idol ของเราตั้งแต่สมัยยังเรียนปริญญาตรีอยู่เลย

การที่ได้ไปดูสถาปัตยกรรมที่เคยเห็นแต่ในหนังสือ
มันน่าตื่นเต้นมากเลยนะ
ความรู้สึกหนึ่งก็คือ เฮ้ย มันมีจริงๆนะ ที่นี่
แล้วคนๆนั้นที่สร้างสรรค์ผลงานขึ้น ก็มีจริงๆด้วยง่า

นั่งรถบัสไป กรี๊ดดดด ชั้นเห็นแล้วววว ไฟน่อลลี่ยยย์

La Sagrada Familia ของแท้ ต้องมีเครนตลอดเวลา
เพราะยังสร้างไม่เสร็จตั้งแต่เฮียเขาได้รับงานนี้มาตั้งแต่ปลายปี 1883 แล้ว

จริงๆแล้ว expiatory church of La Sagrada Familia
เป็นงานที่เริ่มมาตั้งแต่ 19 เมษายน 1882
โดยสถาปนิกนามว่า Francisco de Paula del Villar
แต่ในปลายปี 1883 เฮียเราก็ได้รับงานนี้มาสานต่อ
จนเฮียเด๊ดในปี 1926 มันก็ยังสร้างต่อไป
โดยสถาปนิกรุ่นหลังๆก็ทำหน้าที่สืบสานงานเดิมของเฮียต่อไปโดยไม่เปลี่ยนแบบ

ทุกวันนี้ La Sagrada Familia ได้ทุนจากการบริจาค และค่าเข้าชม
ซึ่งอาจจะไม่มากพอมั้ง ก็เลยยังสร้างไม่เสร็จสักที ได้ทีละนิด

สัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์จะพบได้ทั่วไปหมดใน La Sagrada Familia
แต่สิ่งสำคัญคือ รูปปั้นทั้งหลาย ที่แสดงถึงเรื่องราวชีวิตของพระเยซู
และประวัติของความเชื่อในเรื่องต่างๆในคัมภีร์ไบเบิล

La Sagrada Familia แปลเป็นอังกฤษกว่า The Holy Family
นั่นก็หมายถึง พ่อโจเซฟ พระแม่มาเรีย และพระเยซู นั่นเอง

โบสถ์นี้มีความสูงทั้งหมด 170 เมตร แหลมเปี๊ยวน่าดูกันเลยทีเดียว
และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Barcelona ไปแล้ว

Tower ทั้งหมดที่แหลมเปี๊ยวขึ้นมา เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนหลายๆคน
ไม่ว่าจะเป็น 12 Apostles, Virgin Mary และ Tower ที่สูงที่สุดก็คือ พระเยซู

ไม่อธิบายแล้ว ดูรูปเอาเลยดีกว่า

ชื่นชมโบสถ์เป็นที่เรียบร้อย
เราก็ออกไปที่อื่นกันต่อ
ระหว่างทางก็ดูบ้านเมืองไปด้วยอย่างเพลินๆ

แล้วเราก็มาถึงหมู่บ้านสเปน
เป็นที่ๆเขาจำลองบ้านเมืองของสเปนในแต่ละภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน
แต่ละรัฐ แต่ละจังหวัด ก็มีรูปแบบแตกต่างกันไป
แทนที่จะต้องตระเวนไปดูของแต่ละที่
ไม่ต้องเลย เรามีให้ที่นี่
(แต่เราก็ยังอยากไปดูของจริงอยู่ดี แฮ่ม)

สวยๆงามๆ ลมเย็นๆ เดินกันเพลินเลย

เห็นบ้านสไตล์นี้แล้วอยากไป Santorini ซะจริงๆ

ที่เก๋ก็คือ ตกกลางคืน
บ้านๆพวกนี้ จะกลายเป็นผับ
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนไปซะอีก
ดีนะ ใช้ประโยชน์คุ้มดีอ้ะ

มีมุมให้ถ่ายรูป อย่างเพียบ

ร้านนี้มีหมาด้วยอะ น่ารักดี เชื่องมากๆ

หมาเจอแมว เห่าใหญ่เลย
(ตัวเท่ากันเลยด้วย)

แล้วก็ไปสนามกีฬาที่ใช้แข่งโอลิมปิกในปี 1992
แต่เราไม่ค่อยอินเรื่องกีฬาเท่าไหร่
ก็ได้แต่ไปชะโงกๆเหรอๆ อยู่สักพัก

ถ้าเป็นสนามรังนกอาจจะตื่นเต้นกว่านี้

ก็อะ…ไหนๆก็มาแล้ว ก็ขอพอเป็นพิธี

แล้วก็ออกเดินทางไปตามล่าหาอาหารกลางวันกัน

แล้วเราก็มาถึงตรงท่าเรือ
จริงๆแล้ว เมื่อคืนมาทีหนึ่งแล้ว
แต่ไม่เห็นอะไร ได้แต่ลงเครื่องเหนื่อยๆ ดึกๆ
รีบๆกิน แล้วก็รีบๆเข้าโรงแรม ปาเข้าไปห้าทุ่มได้มั้งนั่น
เมื่อคืนอาหารจีนไม่ประทับใจอีกต่างหาก
ทั้งมีแก๊งเด็กแว้นจีนเสียงดัง ทั้งสูบบุหรี่
ไม่ประทับใจๆ

มื้อนี้เรามาทานซีฟู้ดกัน ที่ใกล้ๆกัน
แต่ดีกว่าร้อยเท่า

ร้านนี้เลย Marino Moncho’s

ไวน์ขาว สากลนิยมเขาเอาไว้ดื่มคู่กับอาหารทะเล

สลัดผักมาเรียกน้ำย่อย
ผักสดกรอบดีแต๊

มันบดผสมผักสลัดแล้วเอาไปทอด
อร่อย กรอบนอกนุ่มใน

Calamari ทอดกรอบ
สด เด้ง กรอบ บีบเลมอน กลมกล่อม กรุบกรับ

ปลานานาพันธุ์ทอด
สดกรี๊ด เนื้อขาวจั๊วะ ไม่คาวเลย อร่อยมากกกกก

ทาโกะกับมันบด และปาปริก้า
งั่มๆ หนุบเด้งกรอบ อีกแล้ว

เมนคอร์ส กุ้งอบและหอยแมลงภู่ตัวเบิ้มอีกหนึ่งกระบุง
อร่อยๆๆๆ >______<

ของหวานตบท้าย
บิสกิต และช็อกโกแลตสด
บิสกิตไม่ได้ทาน ส่วนช็อกโกแลตสดนี่
ขมนิดๆ หวานหน่อยๆ เข้มข้น รสชาติไฮโซววว

อิ่มมากกกก อิ่มจนถ้าเรอแล้วกลัวปลาวาฬจะว่ายมาเรียกกลับทะเล
ไปเดินย่อยที่ท่าเรือกันสักเล็กน้อยดีกว่า

แดดดีจริงจริ๊ง

แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ

เย็นนี้ไม่ได้ออกเดินทางไปไหนต่อหรอก
ไปชอปปิ้งกระจายกันน่ะ
หลุยกับซาร่า ก็เป็นเป้าหมายหลักของสาวๆและเจ๊ๆกันอีกตามเคย
ส่วนเราก็มีหน้าที่ติดตามหม่อมแม่ ตามเดิม

ชอบบรรยากาศบ้านเมืองที่มีเสียงดนตรีเพราะ
มีคนรักดนตรี มีรสนิยม มีศิลปินมากๆ

ศิลปินรสนิยมดีๆนี่ ขาดไม่ได้ในบ้านเมืองไหนเลยนะ
ถ้าต้องการเป็นบ้านเมืองที่สวยงาม ละเอียดอ่อน

ที่วันนี้เราทานอาหารกลางวันกันสาย
เพราะว่าอาหารค่ำเราก็จะสายไปด้วย
วันนี้มีฟลามิงโกโชว์ตอนสี่ทุ่ม
กว่าจะได้ทานอาหารก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม
ทริปนี้เป็นอย่างนี้ตลอด
อาหารค่ำนี่ สามทุ่มถึงห้าทุ่ม
ไม่ต้องแปลกใจตัวเองเลยว่า
ทำไมกลับมาแล้วเสื้อผ้ามันคับติ้วอย่างไรไม่รู้

อาหารพื้นเมืองแต๊ๆ
ที่คนอย่างเรากรี๊ด คนไทยอีกหลายๆคนอี๋

มาถึงสเปน ยังรู้สึกได้ทาน Paella ไม่หนำใจเลย
ซึ่งจริงๆแล้ว Paella หาทานได้ง่ายเหมือนกะเพราไก่ไข่ดาวเลยล่ะ

พอสามทุ่ม แบตก็เริ่มอ่อน
ไม่ใช่เราคนเดียว แต่แทบทุกคนในทริปเป็นเหมือนกันหมด
คล้ายๆว่า ไม่ได้พักผ่อนให้บรรเทา jet lag เพียงพอสักที
มันเลยไม่ยอมปรับเวลาร่างกายเท่าไหร่
4 ทุ่มตอนนั้น เลยยังเหมือนตี 4 ที่เมืองไทย
กว่าจะได้ดูโชว์ ก็สลบเหมือดกันไปหลายแล้ว
ดูไปได้สักพักเดียว ก็เลยต้องพร้อมใจกันออก
ก่อนที่จะสลบคาโรงโชว์กันกว่าครึ่ง

Flamingo หรือ Flamenco ที่เราเห็นเต้นตะลอบก๊อบแก๊บกันนี่
จริงๆไม่ได้เป็นของคนสเปนแท้ๆ
แต่เป็นของพวกชนชาติเร่ร่อนใน เช่น ยิปซี
ซึ่งชีวิตปรกติของพวกเขาไม่ได้มีความสุข และถูกเหยียดหยามเป็นชนกลุ่มด้อย
ดังนั้น การแสดงออกในการเต้นของ Flamenco รวมถึงเพลงที่ใช้
ส่วนใหญ่เลยจึงเป็นเพลงที่มีความหมายเศร้าโศก และกดดันอย่างรุนแรง
การเต้นฟลาเมงโก จึงเต็มไปด้วยท่วงท่าที่รวดเร็ว รุนแรง กดดัน และเหงื่อแตก

กลับถึงโรงแรมห้าทุ่มกว่า
ได้เวลาสลบเหมือดอีกแล้วสิเรา
หลับสัปหงกในห้องน้ำอีกคืนแล้ว แฮ่

พรุ่งนี้เย็น ต้องบินย้อนกลับไปที่ตุรกีแล้ว
และพรุ่งนี้เช้า จะได้ไปเยือนงานอีกที่หนึ่งของเฮีย Gaudi ที่รัก
ดีใจๆๆๆ