ยิ่งสังเกตตัวเองมากเท่าไหร่
ยิ่งคอยดูตัวเองมากเท่าไหร่
ก็เหมือนยิ่งค้นพบคำตอบที่หาไม่เจอในอดีตที่ผ่านมา
แล้วก็ยิ้มให้กับตัวเอง…^___^
บางอย่างเรื่องมันเส้นผมบังภูเขามากๆ
แต่มันก็ใช้เวลานับสิบปี กว่าเราจะมองเห็นมัน
แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้ใช้เวลาเป็นตัวทำให้มองเห็นอย่างเดียว
เราต้องมีความตั้งใจที่จะสังเกตสังกา เพื่อมองมันให้เห็นด้วย


สิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น กับสิ่งที่เราเป็นจริงๆ
คนทั่วไปก็มักจะมองไม่เห็นอย่างที่สองของตัวเอง
และเราก็ว่า มันไม่ใช่ง่ายๆที่จะมองเห็น
เพราะเราถูกความคิดปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
คิดว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
หรือชอบอย่างนี้ก็เลยคิดว่าเราเป็นแบบนี้แหละ กันไป

ทำไมเราต้องคิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้?
ก็เพราะว่าการมีตัวตน เป็นสิ่งที่เรียกว่า จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนทั่วไป
เราพยายามนิยามตัวตนของเรา ด้วยการให้มันเป็นแบบนั้นแบบนี้
เรากลัวที่จะสูญเสียความมีตัวตนของเราไป
เราไม่กลัวว่าตัวตนเราจะใหญ่โตชัดเจนขนาดไหน ยิ่งใหญ่ยิ่งชัดยิ่งดี
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ตัวตนของเรา คืออะไร ใครรู้บ้าง?
ตัวตนของเราคือการชอบไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือเปล่า?
ตัวตนของเราคือการเป็นคนชอบใส่เสื้อสีชมพู?
ตัวตนของเราคือการเป็นคนฟังเพลงแจส?
ตัวตนของเราคือการเป็นคนที่ไม่ขึ้นกับใครทั้งสิ้น?
ตัวตนของเราคือรถ บ้าน หนังสือ ที่เราซื้อมา?
ตัวตนเราคือ ความอ่อนไหว ความเข้มแข็ง ที่ใจเราเป็น?
แล้วเมื่อเราพบว่า สิ่งที่เราคิดว่ามันคือตัวตนของเรา แท้จริงมันกลับไม่ใช่
เราก็เกิดอาการเคว้งคว้าง ต้องรีบไปหาคำตอบมาเติมเต็มช่องว่างนั้น
ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ
พอหามาเติมได้ ก็คิดว่า นั่นแหละ คือตัวตนของฉัน
แล้ววันหนึ่งก็อาจจะกลับเข้าลูปเคว้งคว้างเหมือนเดิม
แล้วก็ทำเหมือนเดิม
โดยที่ลืมคิดไปว่า ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะอะไร?
ทำไมมันเข้าลูปเดิม? ทำไมมันไม่เปลี่ยนแปลงสักที?

พอได้มองทะลุผ่านความต้องการ ความคิด พฤติกรรม ที่เกิดจากตัวเอง
จากเดือนละครั้ง
เป็นสัปดาห์ละครั้ง
เป็นวันละครั้ง
เป็นวันละหลายๆครั้ง

ได้ฉุกคิดไปไกลกว่าความคิดความต้องการ
ได้ดึงตัวออกมามองดูความคิดความต้องการอยู่ห่างๆ
มันกลับค่อยๆส่งคำตอบกลับมาให้ตัวเองในเรื่องต่างๆ
สิ่งที่กังขาในอดีต ทำไมเราถึงเป็นแบบนั้น ทำไมรอบข้างเราปฏิบัติต่อเราอย่างนี้
ทำไมเราถึงเจอชะตากรรมแบบเดิมๆวนเวียนซ้ำซาก
มันค่อยๆส่งความ “อ๋อ” กลับมาให้ชีวิต เมื่อเฝ้าสังเกตดูมัน

ถ้าเรามัวมองแต่ปัจจัยภายนอก เอาแต่เปลี่ยนปัจจัยภายนอก
เปลี่ยนเสื้อผ้า เปลี่ยนที่อยู่อาศัย เปลี่ยนคนรอบข้าง เปลี่ยนฐานะทางสังคม
ความจริงก็คือ ถ้าเราไม่เปลี่ยนข้างในตัวเรา
สิ่งที่เราจะพบเจอ มันก็จะยังวนเวียนมาหาเรา เราจะติดในลูปเดิมๆ
แม้ว่าเราจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวอย่างไรก็ตาม
ที่เราเขียนไปเมื่อวันก่อน ว่าเราจะได้พบเจอคนที่เราสมควรจะพบเจอ
และเราจะจากคนๆนั้นไปเมื่อเราและเขาไม่มีเหตุให้ควรคู่กันแล้ว
ไม่ว่าจะหมายถึงเพื่อน คนรู้จัก หรือคนรัก

จริงๆแล้ว มันไม่ใช่เฉพาะคนอย่างเดียว
สิ่งต่างๆก็เช่นกัน มันจะมาในเวลาที่เราสมควรจะเจอมัน
บางอย่างเหมือนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรา
แต่เมื่อไม่มีเหตุให้ได้ครอง มันก็ไม่มีเหตุให้ได้มาใกล้เราไปมากกว่านี้
และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน
คนแสวงหารักแท้ จะเจอก็ต่อเมื่อทำตัวให้เหมาะสมในการได้รักแท้
คนแสวงหาความสงบ ก็เจอความสงบต่อเมื่อทำตัวเหมาะกับความสงบ
คนแสวงหากัลยาณมิตร ก็จะเจอเมื่อเราก็เป็นกัลยาณมิตรสำหรับคนอื่น

เมื่อเราเห็นดังนี้ เราก็สามารถตรวจสอบสังเกตตัวเอง
และจะพบได้ว่า
เรามองโลกเป็นอย่างไร เราพบเจออย่างไร
ก็เป็นเพราะเราเป็นอย่างนั้น
บางเรื่องมันไม่น่าจะเกี่ยวกันได้ แต่ถ้าเราใช้เวลาสังเกต
เราก็กลับพบว่า มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างไม่น่าเชื่อ!
ไม่มีใครได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่สมควรจะได้หรอก
เราแค่”ยังไม่รู้”ว่าเพราะอะไรเราถึงได้แบบนั้นแบบนี้

ความลับมันอยู่ตรงเข้าใจเหตุที่เหมาะสมนี่แหละ