บินจาสเปนไปตุรกีด้วยตุรกีแอร์ไลน์
ตรงที่นั่งเหมือนมีแต่ชายตุรกีล้วน และล้วนแต่ตัวคูณสามคูณสี่ของตัวเรา
พอเครื่องขึ้นได้ที่ปั๊บ พวกฮีก็ออกมาเกะกะ เอะอะ คุยกันขโมงตามทางเดิน กันใหญ่

ถึง Istanbul แล้ววว ดีนะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง

สนามบิน Ataturk Istanbul นี้ ดีอยู่อย่าง
คือจะมีคนขนกระเป๋าใหญ่ให้ แทบไม่ต้องยกเองเลย
เดินทางได้ภายในสนามบิน ค่อนข้างจะฮิโซ

รถบัสมารับตรงเวลา และคันเบ้อเริ่มเหมือนเดิม

ความประทับใจแรกที่มีกับตุรกี
ไม่ค่อยดีนัก จากแถวตม.ที่มีการแซง+++่างด้านๆ
แต่พี่มะม่วงก็อธิบายว่า อิสตันบูลจะวุ่นวายคล้ายๆกรุงเทพ
และมีหลายๆคนประทับใจทีนี่

มาถึงโรงแรมด้วยอาการถ่านอ่อนสุดๆ แถมปวดหัว มึนอีกต่างหาก
ทัวร์ยังจะพาไปทานอาหารค่ำอีกตอนสี่ทุ่มครึ่ง
เราเลย ไม่เอาดีกว่า ขอขึ้นห้องเลย
พอถึงห้องแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปในห้องและวิวหน้าโรงแรม
ซึ่งโรงแรมอยู่ในใจกลางเมือง Istanbul ที่เรียกว่า Taksim Square เลย

โรงแรม Marmara
ตกแต่งใช้ได้ สบายพอตัว

ตื่นเช้ามา อาการป่วยก็ยังไม่หายดีนัก แต่ก็โอเคขึ้นบ้างแล้ว
ที่ประหลาดใจอยู่อีกอย่างในทริปนี้คือ
ขึ้นรถบัสทีไร ก็มีเหตุให้เมารถระดับเบาๆทุกที
เลยคิดเอาเองว่า น่าจะมาจากการที่ตัวเองแพ้อากาศ
ในที่นี้ เจออากาศไม่ค่อยหมุนเวียน
และสองคือ แดดเยอะ โดนแดดมากแล้วเกิดอาการ
ซึ่งเมื่อวานเดินสวน Parque Guell ไปก็โดนแดดเต็มๆอยู่นานเลย

ทริปนี้แว่นกันแดดช่วยชีวิตไว้ได้มาก

อะ มาต่อกันดีกว่า
ในที่สุดตอนเช้า เราก็ได้เห็นทิวทัศน์ของอิสตันบุลเป็นครั้งแรก
จากหน้าต่างห้องชั้น 14 ที่เราอยู่นี่เอง

ดู skyline แล้ว เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ทีเดียว

แล้วก็ลงมาทานอาหารเช้ากันในโรงแรม

เห็ดผัด กับซาโมซ่าผัก อร่อยเป็นพิเศษ

แล้วเราก็เริ่มทริปวันนี้กัน

โชคดีมากๆๆที่วันนี้มีถ่ายรูป Blue Mosque และ Hagia Sofia เอาไว้บ้าง
เพราะวันรุ่งขึ้นที่ไป ฝนตกทั้งวันเลย ไม่ได้รูปสวยๆด้านนอกเลย
สองแห่งนี้ คืออะไร เดี๋ยวอธิบายวันรุ่งขึ้นนะ

ไกด์ซาเล็ม และพี่มะม่วง
ซาเล็มพูดภาษาอังกฤษแบบสำเนียงตุรกีได้ดี
ดีกว่าไกด์สเปนสองคนที่ผ่านมาเสียอีก
แล้วก็จะออกแนวบุคลิกลุงตัวใหญ่ ใจดี

เรามาที่อ่างเก็บน้ำโบราณกันก่อน
อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เป็นหนึ่งในอีกสิบๆแห่งที่เป็นที่เก็บน้ำใต้ดินสมัยโบราณ
แต่ส่วนใหญ่จะชำรุดทรุดโทรมกันไปมากแล้ว
ก็เหลือที่นี่ยังสมบูรณ์ใช้ได้อยู่

ไม่รู้มาก่อนว่ามันเป็นยังไง
ก่อนมาไม่มีเวลาค้นคว้าถึงสถานที่ต่างๆเหมือนเมื่อก่อน
พอลงมาถึงก็อ้าว สวยนี่ – -”

ในสมัยก่อนเขาไม่ได้เก็บน้ำกันแค่นี้หรอกนะ
เขาเก็บจนเต็มเพดานเลย

แอบมีปลาด้วย

หัวเมดูซ่า ที่เป็นสิ่งเลื่องลือที่นี่
บางคนอาจจะคิดว่า เอ๊ะ เพื่อไสยศาสตร์อะไรหรือเปล่า
เพราะเมดูซาเป็นสัญลักษณ์การคุ้มครองให้ปลอดภัย

แต่จริงๆแล้ว เป็นเพราะว่า
คนสร้างเขาต้องการหาอะไรก็ได้มาค้ำเป็นเสาต่างหาก
ถึงได้วางหัวเมดูซาตะแคงมั่ง กลับด้านมั่ง
แล้วแต่ว่า ความสูงของเสาจะพอดีไหม

แล้วก็ออกมา ไปวังทอปกะปึ (Topkapi แต่อ่านว่า ทอปกะปึ สระอึ)

เดินไปพักนึง เจอแมวก็ดีใจ
เย้ ได้มีภาพแมวที่ตุรกีแล้ว
(ใครสังเกตจะรู้ว่า เราไปเที่ยวที่ไหน
เราก็จะพยายามถ่ายรูปแมวของที่นั้นๆมาทุกครั้ง)

แต่พอเดินไปอีกสองก้าว…

มีอีกเป็นสิบตัว
แต่ละตัวดูดีมีชาติตระกูลทั้งนั้น

แล้วเราก็เดินฝ่าดงแมวกันต่อไป

ถึงแย้วว เย้
เดินประมาณสิบนาทีแหละ
อากาศเย็นๆ สบายๆ

พระราชวัง Topkapi แห่งนี้
เคยเป็นสถานที่พักอาศัยของกษัตริย์และขุนนางทั้งหลาย
เมื่อต้นศตวรรษที่ 15-19
ในยุคที่อาณาจักร Ottoman เรืองอำนาจ

แล้วเราก็เจอ…

เดินผ่านสวนสวยๆเสร็จ เราก็เข้ามาที่ตัวพระราชวังจริงๆแล้ว

ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเดียวไปแล้ว
มีของที่ประดับด้วยเพชรนิลจินดาอย่างที่ดูแล้วเสียดายทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากมาย
ตกแต่งกันแบบไม่กลัวเพชรจะหมดโลกกันเลย
มีของสองอย่างที่เป็นที่โด่งดัง
คือกริชประดับเพชรระยิบระยับ
และโคตะระเพชรเม็ดเบ้งสุดๆอย่างกับของปลอม 555

งืม…จริงๆด้วยนะ คือ ตอนอยู่มีมากขนาดไหน
ตอนตายก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

เราก็ถึงไม่ค่อยเข้าใจพวกแก่ๆแล้วยังหิวเงิน หิวอำนาจ หิวตัวตนกันอยู่เนี่ย

แล้วก็แวะดูส่วนของวังที่เปิดไปดูช่องแคบบอสฟอรัสได้

แล้วก็ไปละ ไปหาอะไรกินกลางวัน

ดูๆไปแล้ว เมืองตุรกี มีสภาพภูมิทัศน์สวยงามกว่ากรุงเทพเยอะเลย
น้ำใส บ้านเมืองสะอาด จัดระเบียบดี
กรุงเทพเหมือนคนไม่แคร์เรื่องความสวยงาม
หรือมีรสนิยมไม่พอ หรือถูกทุกข้อก็ไม่รู้
เราเคยมีแต่ตึกแถวทื่อๆ บ้านทื่อๆ เสาทางด่วนทื่อๆทีมๆ เสารถไฟฟ้าทื่อๆทึมๆ

บ่ายๆหลังทานข้าว
เราก็ไปล่องเรือในช่องแคบบอสฟอรัสกันดีกว่า
ตามมามะ

โชคดีมากกกกก วันนี้ฝนไม่ตก
เห็นวิวแบบเต็มๆ

ที่นั่งกัปตันเรือ

ช่องแคบบอสฟอรัส
เป็นทางน้ำที่ผ่ากลางตัวเมืองอิสตันบุล
และเป็นตัวกำหนดทวีปด้วย
เวลาเราล่องเรืออยู่ เราก็จะได้เห็นอิสตันบุล
ทั้งที่เป็นฝั่งยุโรป และเอเชีย
นึกถึงภาพเมืองอิสตันบุลเป็นแผ่นดินสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ด้านบนสี่เหลี่ยมเป็นทะเลดำ ส่วนด้านล่างเป็นทะเลมาร์มารา
เจ้าช่องแคบนี่ เป็นเส้นแนวตั้ง ตัดสี่เหลี่ยมจากบนลงล่างเลย
พอสี่เหลี่ยมโดนตัดตามแนวตั้งแล้ว
ซีกซ้ายของสี่เหลี่ยม คือส่วนที่อยู่ในทวีปยุโรป
ส่วนซีกขวา คือส่วนที่อยู่ในทวีปเอเชีย ตามนั้น

ถ่ายรูปมาเยอะมาก
ตรงนั้นก็สวย ตรงนี้ก็สวย สวยๆไปหมดเลย

ขึ้นเรือมา ก็ไม่สบายกันพอดี
เพราะเล่นดื้อนั่งสะสมความเย็นจากลมหนาวเข้าตัวตลอด
แล้วเสื้อผ้าก็แค่สองชั้นไม่หนามาก
เพราะเมื่อคืนมันไม่เย็นมาก เลยคิดว่าไม่เป็นไร
ปรามาสลมทะเลเกินไป
ไม่ยอมไปนั่งด้านล่างในห้องปิดกระจกเพราะอยากถ่ายรูป
พอขึ้นรถบัสแป๊บนึง ก็จะไปเดินตลาดกันต่อแล้ว
พอลงมาเจออากาศเย็นๆใหม่
ถึงจะไม่เท่าบนเรือ แต่ก็ทำให้รู้สึกหนาวมาก
และตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าแบบควบคุมไม่ได้
พี่มะนาวมาจับตัวแล้วตกใจ
(แอบตกใจตัวเองเหมือนกัน ไม่เคยเป็นอย่างนี้)
ซาเล็มเลยพาไปทานไช หรือชาร้อน ที่ร้านหัวมุมนี่

จิบเดียวก็ซึ้งแมน
เหมือนมันค่อยๆไล่ความเย็นที่สะสมในตัวออก
เป็นหนี้ชีวิตชาแก้วนี้นะเนี่ย

หายสั่นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยแต่ยังหนาวผิดปรกติอยู่
แม่เราเลยให้ผ้าคุลมไหล่และถุงมือมา
คนที่รู้ (มีไม่กี่คน) ก็เป็นห่วงกันใหญ่
มีน้ำใจกันมากๆ
และทริปนี้ ในหลายๆครั้งก็ได้เห็นว่า
แม่เรานี่ ตัวเล็กๆอย่างนี้ เล็กกว่าเราอีก
แต่คอยปกป้องคุ้มภัยเราได้เสมอ ^_^

จิบชาเสร็จ ก็ไปที่ตลาด Grand Bazaar กันได้เลย
ตลาดดูใหญ่ๆและมีหลายซอกซอย
แต่เราว่า ไปๆมาๆ ก็ขายของเหมือนๆกัน
ที่นี่สะดวกตรงที่รับเงินยูโรด้วย
เราเลยไม่ต้องแลกเงินรีรา ใช้ยูโรเอา
โดยหารๆเอาหยาบๆว่า 2 รีรา เท่ากับ 1 ยูโร

ของสวยๆงามๆเยอะนะ
แต่แบกไม่ไหว กลัวแตกด้วย
แต่มาแพ้ใจร้านนี้แหละ
ซื้อมาทั้งหมดสี่อัน

ถึงเวลานัด ก็กลับกัน
บางคนโกรธที่ลูกสาวเขาเจอคนตุรกีกะลิ้มกะเหลี่ย ขอหอมแก้ม
จริงๆเป็นเรื่องปรกติของคนที่นี่นะ
แล้วก็จริงอยู่ เราก็ไม่ชอบเหมือนกัน พวกหน้าหม้อเนี่ย
แต่ถ้าบริหารจัดการดีๆโดยไม่ต้องเปลืองตัว
สินค้าก็ได้ส่วนลดเป็นพิเศษเหมือนกันนะเออ 555

ทับทิมที่นี่สีเหมือนเลือดเลย แต่อร่อยนะ

แล้วก็กลับโรงแรม

ถึงแล้ว
ได้พักหนึ่งเฮือก
แล้วก็ต้องออกไปทานข้าวและดูระบำหน้าท้องกัน

โต๊ะจัดได้ดี ได้ติดเวทีด้วย
แต่พอนั่งสักหนึ่งนาที
ปรากฏว่า โรงสีทำงาน
ทุกโต๊ะและแทบทุกคนสูบบุหรี่กันหมด
อย่างเราแค่เจอไปมวนเดียวก็เหม็นรำคาญมากแล้ว
พอเจอเป็นระดับโรงสี ครึ่งร้อยมวนในที่เดียวกัน
ถึงกับออกอาการทานข้าวไม่ลง อยากอาเจียน

เลยต้องออกมานั่งข้างนอก
ซึ่งแม้ว่าจะมีกลิ่นบุหรี่ตามทาง
แต่ก็ไม่เข้มข้นถึงใจอย่างตรงที่นั่งทานข้าว
สักพักคิดจะกลับโรงแรม
และนึกดีใจแทนแม่ที่แม่เบี้ยวไม่มาที่นี่
แต่พี่มะม่วงก็เป็นห่วง ก็เลยลองไปคุยกับไกด์ซาเล็มดู
ปรากฏว่าตรงที่ซาเล็มนั่ง อากาศพอไหว
และยังมีฮีตเตอร์ที่ผลิตอากาศใหม่ออกมาให้ดมด้วย
ก็เลยยังอยู่ต่อตรงนั้น แค่ย้ายที่กิน ชีวิตก็ดีขึ้นโขแล้ว

อาหารใช้ได้เลย
เราแทบทานอะไรไม่ได้เลย
ขนมปังกับจานข้างบนนี้ก็ไม่ได้ทาน ทานไม่ลงอย่างแรง
ไก่จานนี้ซาเล็มสั่งมาให้เป็นพิเศษ
แรกๆก็ไม่แตะเลย อิ่มควันบุหรี่
แต่ก็เป็นโรคว่า อาหารมาอยู่ตรงหน้า จะอยากชิมโดยอัตโนมัติ 555
ก็เลยค่อยๆทานดูทีละนิด
ปรากฏว่า ก็ละเลียดไปได้หมดแฮะ

แล้วก็กลับห้องดึกอีกเป็นปรกติ
พรุ่งนี้เช้าต้องเอากระเป๋าใหญ่วางไว้หน้าห้องแล้ว
เพราะว่าคืนพรุ่งนี้ก็บินกลับกรุงเทพแย้ววว