Istanbul – Bangkok

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปแล้ว
ทริปนี้ดูตารางทัวร์แล้ว จริงๆเราไม่ชอบเอาซะเลย
ขามาก็นั่งเครื่องข้ามคืน ขากลับก็นั่งข้ามคืน
เดินทางอย่างนี้เหนื่อยและนอนไม่ได้เต็มที่
ปรัชญาในการเที่ยวของเราคือ
นอนสบาย ได้พักผ่อนมาก
เวลาเที่ยวถึงจะถ่านเต็ม และเต็มที่ได้

แต่อยากมาสเปนกับตุรกีนี่ ทำไงได้ แฮ่ม

วันนี้ ฝนตกทั้งวัน แง่ม
ลูกทัวร์บ่นระงม
ฟ้าใสมาตลอด รออีกวันเดียวก็ไม่ด้ายย

เอ้า ออกเดินทาง

ที่แรกของวันนี้คือ พระราชวังโดลมาบาเช่ Dolmabahce
เป็นทำเนียบทำการของอาณาจักรออตโตมันในระหว่างปี 1853 – 1922
โดยมีการย้ายไปทำการที่ Yildiz Palace แทนเมื่อปี 1889-1909

เป็นอีกวังหนึ่งที่ไม่ให้่ถ่ายรูปอีกแล้ว
พอไม่ถ่ายรูปก็จะยิ่งจำไม่ได้ว่าในวังมีอะไร – -”
วังยุโรปนี่มันยิ่งเหมือนๆกันหมด

Dolmabahce สำคัญอย่างไร
สำคัญตรงที่เป็นวังแบบยุโรปแห่งแรกในอิสตันบุล
เป็นครั้งแรกที่นำเอาศิลปะจากทางยุโรปมาใช้
และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเอาภาพเขียนมาประดับ
(และพอเอามาที ก็เอามาเต็มไปหมด)
เนื่องจากไม่มีภาพวาดในศาสนาอิสลาม
ศิลปะภาพเขียนจึงอิมปอร์ตมาจากยุโรปทั้งหมด

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้วังนี้มีชื่อเสียงคือ
Chandelier คริสตัลแบบโบฮีเมียนมากมายในวัง ล้วนแล้วแต่สวยงามสุดๆทุกอัน
และอันที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็นของขวัญมาจาก Queen Victoria
ซึ่งใหญ่โตมโหฬาร หนักถึง 4.5 ตัน และใช้เวลาทำความสะอาดแต่ละครั้งหนึ่งเดือนเต็มๆ
พอไปเห็นแล้วก็โอ้ว แม่เจ้า ใหญ่มากกกก
แต่ในขณะเดียวกัน ตัว Hall ก็ใหญ่มากกกก เช่นกัน ก็สมกันดีนะ
ถ้าจะจำอะไรได้ที่นี่ ก็ Chandelier นี่แหละ

เนื่องจากแชนเดอเลียในวังนี้เยอะมาก และสิ่งที่เป็นคริสตัลก็มากมาย
การทำความสะอาดวังจึงเป็นแบบ Non-stop
พอทำความสะอาดทั้งวังเสร็จ ก็เริ่มทำใหม่แต่ต้นได้เลย ไม่มีหยุดพัก

แล้วเราก็ไปที่ Hagia Sofia หรือ Hagia Sophia หรือ Ayasofya กัน
ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง
Hagia Sophia แปลว่า Divine Wisdom
สร้างเมื่อสมัยนี่ทีนี่ยังเป็น Constantinople อยู่
เขาว่ากันว่าเป็นโบสถ์ Greek Orthodox ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคกลางก็ว่าได้
แต่ในภายหลัง เมื่อปี 1453 ได้ถูกใช้เป็นสุเหร่าโดยอาณาจักรออตโตมันผู้เป็นมุสลิม
และในปี 1935 ก็ได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์จวบจนปัจจุบัน

จริงๆแล้ว ตรงที่ Hagia Sophia ตั้งอยู่นั้น ได้มีโบสถ์สร้างขึ้นแล้ว 2 โบสถ์ด้วยกัน
ในปีค.ศ.326 กษัตริย์คอนสแตนตินได้สร้างขึ้นโดยอยู่ได้เพียง 172 ปี
ก็โดนจลาจลเผาซะหมด

ต่อมาในปี 532 หลักจากการทำลายโบสถ์เก่าเพียง 39 วัน
จึงได้มีการสร้างขึ้นใหม่โดยกษัตริย์จัสติเนียน
โดยโครงสร้างคร่าวๆเอาแบบมาจาก Pantheon
และใช้เพียงก้อนอิฐ ปูน และหิน เท่านั้นในการสร้างอาคารใหญ่โตได้ขนาดนี้
โดยที่ไม่ได้ใช้คอนกรีตเลย
ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยโมเสคทอง และหินอ่อนปูพื้นหลากสี
คราวนี้ เป็นที่น่ามหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งว่า Hagia Sophia รุ่นสอง
สร้างขึ้นให้เสร็จได้ ในเวลาเพียงห้าปีเท่านั้น

แล้วในปี 558 มันก็ดันถล่มลงมาเนื่องจากแผ่นดินไหวหลายครั้งในแถบนั้น
จึงได้มีการสร้างใหม่เกิดขึ้น
คราวนี้อยู่ได้ถึง 400 ปี ก่อนที่จะถล่มอีกครั้งแล้วก็สร้างขึ้นใหม่อีกครั้ง

เวลาเราฟังเรื่องคริสต์กับอิสลาม
เรามักจะได้ยินเรื่องการแบ่งแยก ทำล้ายล้าง นะ
แต่ที่นี่ มันก็ทำให้เราแปลกใจว่า
ทั้งสองศาสนา ให้เกียรติกับสถานที่นี้
ในการทำพิธีศักดิ์สิทธิ์สำหรับศาสนาที่ยึดมั่นด้วยกันทั้งคู่
แถมยังไม่ได้ทำลายหลักฐานการเป็นศาสนาเดิมไปเสียหมด
เพียงแต่ปรับให้เข้ากับศาสนาตนเท่านั้น
ทำให้เราสงสัยว่า “อารมณ์”ในการเข้าถึงพระเจ้านั้น
มันก็เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าของศาสนาใดหรือเปล่า

กับโมเสกที่เหลืออยู่

แล้วก็ออกเดินทางกันต่อ

อิสตันบุลรถติดเป็นปรกตินะ

มาที่ Blue Mosque กันบ้าง
ฝนก็ยังพรำๆไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

Blue Mosque สร้างอยู่ใกล้ๆ Hagia Sophia เลย
เราถามซาเล็มว่า ไหงงั้น
ซาเล็มตอบ (โดยที่ไม่รู้เดาเอาหรือเปล่า) ว่า สมัยนั้คนเยอะเป็นหมื่น
ที่เดียวคงไม่พอ…อืม ก็มีเหตุผลมั้ง

เนื่องจาก Blue Mosque ยังเป็นสุเหร่าที่ใช้งานอยู่
จึงต้องมีการถอดรองเท้าก่อนเข้าไป ตรงนี้

Blue Mosque มีความสำคัญตรงที่เป็นสุเหร่าประจำชาติของตุรกี
สร้างโดยสุลต่าน Ahmed ที่ 1
โดยเอาสไตล์ของสุเหร่าแบบออตโตมันและโบสถ์ Byzantine มาใช้
โดยไปดูเอาจากเพื่อนบ้าน คือ Hagia Sophia ที่อยู่ที่ดินตรงข้ามนั่นแหละ
ที่นี่ถือได้ว่า เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในยุคคลาสสิคเลยทีเดียว
ในปี 2006 โป๊ป Bededict XVI ได้แวะมาที่นี่ จะทำการภาวนาอย่างเงียบๆ
คู่กับ Mustafa Cagrici ซึ่งเป็นอิหม่ามของที่นี่ด้วย

The Pope “thanked divine Providence for this” and said: “May all believers identify themselves with the one God and bear witness to true brotherhood.” The Pontiff augured that Turkey “will be a bridge of friendship and collaboration between East and West” and he thanked the Turkish people “for the cordiality and sympathy” they showed him throughout his stay, when “he felt loved and understood”.
จาก http://www.asianews.it/index.php?l=en&art=7940

แท่นบูชาของสุเหร่าจะหั่นหน้าไปทางเมกกะ
ของ Hagia Sophia ก็เช่นกัน

ได้ชื่อ Blue Mosque เพราะตกแต่งภายในด้วยสีน้ำเงิน
แต่เราเข้าไปก็เห็นแต่อะไรแดงก็เพียบ ^^”

ความศรัทธาอันงดงาม

พอออกมา เราก็เจอกับเสาโอเบลิสก์
อยู่ในพื้นที่ Hippodrome of Constantinople หรือปัจจุบันคือ
Sultanahmet Square
กรี๊ดด ของจริงด้วยง่าา

Obelisk คือเสาหินก้อนเดียว สี่เหลี่ยม สอบปลาย ปลายบนปิดด้วยปิรามิด
จริงๆมีใช้ในหลายยุคหลายสมัย เริ่มมาจากอียิปต์
ทำหน้าที่เหมือนเป็น Landmark ประกาศอาณาจักร
โดยจักรพรรดิ์ Theodisius นำ Obelisk มาในศตวรรษที่ 4
ทำจากหินแกรนิตสีชมพู สลักเพื่อฟาโรห์อียิปต์ Tutmosis III
เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ และสลักในภาษา Hieroglyphic

ส่วนอันนี้คือ Walled Obelisk หรือ Constantine Obelisk
สร้างจากหินตัดโดย Constantine ที่ 7
ว่ากันว่าตอนแรกมันก็หุ้มด้วยทองเหลืองอยู่ดีๆ และมีลูกกลมๆอยู่ข้างบนสุด
แต่ทองเหลืองก็ว่ากันว่ามันถูกขโมยไปด้วยกลุ่ม Fourth Crusader ในปี 1204
ก็เลยเหลือเป็นอย่างนี้ แล้วที่มันดูผุๆก็เพราะว่า
หน่วย Janissaries ซึ่งเป็นหน่วยทหารระดับสูงของอาณาจักร Ottoman
ชอบปีนเล่นเพื่อโชว์ออฟ มันก็เลยผุๆพังๆประการฉะนี้ – -”
(จริงป่าวง่ะ?)

มีอีกอันคือ Serpentine Column ทำด้วยทองเหลือง
สร้างไว้สำหรับอยู่ด้านหน้า Temple of Apollo ใน Delphi
ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะของกรีกต่อพวกเปอร์เซียน
แต่เดิมมีสามขา ซึ่ง Constatine นี่ก็ไปเอามาหนึ่งขา
แล้วก็เอามาตั้งไว้ที่นี่

แล้วก็ไปทานข้าวก่อนที่จะชอปปิ้งฆ่าเวลาก่อนขึ้นเครื่อง

แสงสุดท้ายกับ Aqueduct ที่อิสตันบุล

แล้วเราก็มาทานอาหารมื้อสุดท้ายกัน
ท่าจะเป็นอาหารแบบกรีกนะ

ซุปพาสต้า อร่อยและสดชื่นดีจังเลย
กินไปหนึ่งจานครึ่ง

สลัดผัก ราดน้ำมันมะกอกอย่างเดียวแบบกรีก
ผักกรอบหวานอร่อยมาก

เมนคอร์ส ปลาย่างกับข้าวคลุกเนย

สดมากกก (ร้านอยู่ตรงข้ามตลาดปลา)
เนื้อนุ่ม อร่อย เป็นก้อน ไม่คาวเลย

แถมอยู่ๆก็มีนักดนตรีมาเล่นเพลงให้ฟังด้วย

ที่น่านั่งชิลเต็มอิสตันบุลไปหมดเลย เท่าที่เห็นนะ

เราว่าตุรกีเป็นเมืองที่น่ามาเที่ยวอย่างยิ่งนะ
ถึงมันจะดูวุ่นวายๆก็เถอะ
ยังมีอีกหลายที่ในตุรกีที่อยากไปแต่ยังไม่ได้ไป
เช่น เมืองทรอย แล้วยังเมืองที่มีหินเป็นหัวเห็ดทั้งเมืองนั่นอีก
โอ้ย ของจองไว้ก่อนในใจก็แล้วกันนะ

(ได้ข่าวว่า ทริปในใจนี่ เพียบแน่นเลย)