ทริปนี้ ก็เป็นอีกทริปหนึ่งที่คิดว่า คงจะบรรยายได้ดีที่สุดในแบบ random thought
แทนที่จะเป็นการเล่าสถานการณ์ไปตามลำดับ

วันนี้ขอว่าด้วยการเดินทาง และสิ่งที่พบเจอข้างทางกันก่อนก็แล้วกัน : -)

การเดินทางเราเริ่มต้นที่ TG315 เวลาสองทุ่ม ไปถึงเดลีตอนเที่ยงคืน
หลังจากเวิ่นเว้อตามประสาเรื่องราวในสนามบินเสร็จก็ออกมาเพื่อไปโรงแรมที่พัก
และต้องตื่นตีสามครึ่ง เพื่อเดินทางไปที่สนามบินภายในประเทศ จับให้ทันไฟลท์เช้า

สายการบิน Kingfisher เป็นสายการบินในประเทศ
ซึ่งเป็นลำใบพัดเล็กๆอย่างนี้แหละ
ทำให้นึกไปถึงตอนไปหลวงพระบาง ก็ลำเล็กๆน่ารักอย่างนี้เหมือนกัน

จริงๆลำเล็กมีข้อเสียแค่ตรงที่มัน sensitive กับลมกับอะไรมากกว่า
และการลงก็ไม่เรียบง่ายเท่าลำใหญ่ การเซไปเซมาหลังแลนดิ้ง จะเป็นเรื่องปรกติ

เมืองมานาลี เป็นเมืองที่ถนนหนทางไม่เหมาะกับการใช้รถบัสทัวร์ใหญ่อย่างแรง
ทั้งเรื่องขนาดความกว้างของถนน ความเกะกะของสิ่งต่างๆบนถนน
รถที่ดีที่สุดของเมืองนี้คือ Toyota Innova
ช่วงล่างเริ่ดมาก และข้างหลังก็กว้างขวางดี
แต่คงเพราะมันไม่ค่อยสวยและราคาสูงในเมืองไทย เลยไม่ค่อยเห็นใครใช้
เมื่อไหร่จะเห็นรถโตโยต้าที่ราคาไม่สูงที่มันดูดีด้วยไม่รู้นะ

ถ้าจินตนาการว่า ประเทศอินเดียมีรูปร่างคล้ายรูปหัวใจ
ที่หัวด้านบนมันแหว่งไปข้างนึง
เดลลีจะอยู่ตรงด้านล่างของหัวข้างที่ยังอยู่
ถัดขึ้นไปโดยเครื่องบินประมาณ 1 ชั่วโมงก็คือ มานาลี
ถ้าเลยขึ้นไปอีกก็จะเป็น เลห์ ลาดัก แล้ว
ตัวเมืองมานาลีนี้ ก็เรียกว่าอยู่ในโซนของเทือกเขาหิมาลัยแล้วแหละ
ตั้งอยู่ในกลางหุบเขาเลยก็ว่าได้
จึงเป็นเรื่องปรกติที่มองไปทางไหน ก็เป็นเทือกเขา ต้นไม้ และสายน้ำตามร่องเขา

ถนนแทบทุกสายในมานาลีเป็นถนนไต่ตามริมเขา
ด้านนึงติดเขาด้านนึงติดเหว
ถ้าพลาดทีก็ตกไม่ต้องสงสัย
แต่ไม่ต้องหวาดเสียวเกินไป แม้ว่าเขาจะขับได้หวาดเสียวขนาดไหน
เพราะก็ดูคนแถวนี้ก็คงโตมาเดินไปมาในเมืองกันได้เยอะแยะ
ถ้ามันตายง่ายๆจริง คงจะตายเกือบหมดเมืองก่อน

ที่สวิสมีวิวธรรมชาติที่สวยงาม โรแมนติก
แต่ถ้าความยิ่งใหญ่ในวิวคล้ายๆกัน ก็คงไม่ต้องเอามาเปรียบเทียบกับหิมาลัย
ถ้าเราออกจากเมืองมาอยู่ในที่ๆธรรมชาติแวดล้อมอย่างนี้
ก็จะช่วยให้เราคิดได้ว่า เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติเลย
ซึ่งตอนอยู่ในเมือง เราอาจจะคิดได้ว่า คน conquer ทุกสิ่งอันได้
จริงๆแล้ว คนน่ะ คิดตู่กันไปเองต่างหาก

ดอกเหลืองๆก็มี ไม่ได้แห้งแล้งไม่มีชีวิตชีวาสักหน่อย

เขียวๆก็มีนะเอ้า

วัว (หรือเรียกให้ชินๆปากก็ งัว) มีทุกที่เช่นกัน
และก็เป็นสัตว์วีไอพีตามที่เคยได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างทุกประการ
จะทำอะไร หยุดที่ไหน ขวางอะไร รถต้องหลีกทางให้
นับเป็น amazing India อีกอย่างหนึ่ง

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมืองนี้มันจะมีวิวอะไรให้ดูมากมาย
แต่ก็นั่นแหละ มากมาย ก่ายกอง อย่างที่เห็น

คนขับรถประจำรถเราตลอดสองวันที่อยู่ที่นี่ (ลืมถามชื่อ)

นั่งรถอยู่บางทีก็จะเจอสิ่งที่ไม่คาดคิดอยู่หลายๆหน

ซากุระในมานาลี เป็นสาเหตุแรกให้เราตั้งชื่อทริปครั้งนี้ว่า Pink India
และทุกที่ที่เราไป ก็มักจะมี “สีชมพู” ในแบบของเมืองนั้นๆให้เราเห็นด้วย
เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะมาเจอที่นี่
ก่อนหน้านี้ยังดิ้นๆอยากจะไปดูซากุระที่ญี่ปุ่นอยู่เลย

ดูไม่ออกว่า ที่ต้นโล้นๆส่วนใหญ่นี่ ดอกยังไม่บาน หรือร่วงไปหมดแล้ว
เพราะบางต้นก็ดอกเต็ม บางต้นก็เริ่มผลิใบ บางต้นก็เลี่ยนเตียน
แต่ก็คิดว่า ถ้าได้มาตอนที่ส่วนใหญ่พร้อมใจกันบาน ก็คงจะยิ่งเป็นสวรรค์มากกว่าตอนนี้ซะอีก

หายอยากไปดูซากุระที่ญี่ปุ่น และนางพญาเสือโคร่งทางเหนือ
ไปเยอะเลยเหมือนกัน มาเจอแบบนี้
สวยเนอะ : -)

พอกลับมาที่เดลี ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต่างกันออกไป
เราได้เห็นเทคโนโลยีอีกครั้ง
และระยะห่างกันเพียงหนึ่งชั่วโมงบิน
อากาศก็ต่างกันราวกับฟ้าเหวอย่างสิ้นเชิง

การเสียค่าผ่านรัฐ ก็เป็นเรื่องปรกติของที่นี่

พระอาทิตย์กำลังจะตกระหว่างการเดินทางโดยรถบัส 5 ชั่วโมง

ใช่แล้ว กลับมาจากมานาลี ก็ใช้รถบัสใหญ่ตามเดิม

แอบมีมุขรองเท้าทะลุพื้นอะ คิดได้ไง

ส่วนห้องน้ำบางที่ ก็จะมีอะไรให้อมยิ้มเล่นๆอย่างนี้
บางทีมีคนเอาลูกเข้าไปเลี้ยงในห้องน้ำ อย่าง-งง

ทางจากเดลีมาชัยปูร์ มีภูมิประเทศแบบทะเลทราย
ฉะนั้น ก็จะดูแห้งแล้งแตกต่างกับมานาลีอย่างมาก
และแดดก็ร้อนเปรี้ยงๆเหมือนในเตาอบแท้ๆ

วิวภูเขาหายไป

แต่ก็ยังมีอะไรข้างทางให้ดูอีกมากมายตามเดิม
ซึ่งจะนำเสนอในไดหน้าต่อๆไป : -)

ปิดท้ายไดหน้านี้ด้วย survivor skill ระดับเมพของคุณนาย
แดดส่องดีนักใช่ไหม กางร่มซะเลย!
(ลูกนั่งอยู่เบาะหน้า นั่งตัวเกรียมไปทั้งซีกซ้ายเพราะไร้ร่ม)

คราวหน้าจะมาว่าด้วยเรื่องที่พัก และอาหารการกิน