ภาคสั้นๆก่อนที่จะไปภาคต่อไปก็คือ เรื่องของที่พักและที่กิน

ด้วยความที่ทัวร์คุณนายนิดนึง
โรงแรมที่ได้ก็เลยเป็นโรงแรมระดับที่โอเค
การมาอินเดียมาได้ใน budget ที่หลากหลาย เช่นเดียวกับที่อื่นๆ
การนอนโรงแรมดีๆก็มีข้อดีของมันหลายอย่าง

ข้อหนึ่ง อินเดียเป็นประเทศที่เที่ยวแล้วเหนื่อย ฝุ่นเยอะ
ถ้าได้โรงแรมที่โอเค นอนสบาย มันจะดีกับการชาร์จแบตตัวเอง
เพื่อไปสู้รบปรบมือกับภูมิอากาศ ฝุ่น วัว และคนอินเดีย ในวันต่อไป

ข้อสอง อินเดียเป็นประเทศที่ไฟไม่พอใช้สำหรับคนทั้งประเทศ
การที่จะเจอสภาพไฟดับห้าหกชั่วโมงต่อวัน จึงเป็นชีวิตปรกติของคนที่นี่
ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมบ้านเมืองตอนกลางคืนมันถึงได้มืดมน
ร้านรวงทำไมถึงไม่เปิดไฟในตอนกลางวัน อะไรงี้
คือไฟมันไม่พอน่ะ
ถ้าเราพักโรงแรมโลคอลทั่วไป อาจจะต้องเจอปัญหาแบบนี้บ้าง
สติและตับอาจจะแตกได้ เมื่อคุณเข้าโรงแรมมาเหนื่อยๆแล้วพบว่า
ไฟดับ แอร์เปิดไม่ได้

ข้อสาม โรงแรมระดับบน จะมีแขกยามตัวโตๆ ยืนเฝ้าเป็นยักษ์วัดแจ้งอยู่หน้าโรงแรม
ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า โรงแรมที่เราอยู่จะเป็นโรงแรมที่สงบสุขปลอดภัยพอตัว
กระนั้น มันก็เป็นแค่ความเชื่ออะนะ
ไปที่ไหนก็ต้องระวังทรัพย์สินส่วนตัวให้มากที่สุดทั้งนั้นแหละ

คืนแรกที่ได้นอนแค่สองชั่วโมง
นอนที่โรงแรมฮิลตันในเดลี
โรงแรมสวยมาก นอนสบายสุดๆ แต่เจ้ากรรมดันนอนได้แค่สองชั่วโมง
ก็ต้องถ่อไปสนามบินอีกแล้ว

คืนสองและสาม ที่มานาลี
ได้นอนโรงแรมที่ทัวร์โฆษณาว่า ดีที่สุดแห่งหนึ่งในมานาลี
Holiday Inn Manali
สภาพโรงแรมก็พอไหว แต่วิวกินขาดทุกโรงแรมในทริปเลย (แหงล่ะ)

วิวหน้าและหลังห้องพัก

สองคืนสุดท้ายเราได้พักที่เชอราตัน เดลี
เราเคยนอนที่เชอราตันครั้งแรกที่แคนาดา
แล้วประทับใจกับเตียงและเครื่องนอนมากๆ
แต่พอครั้งนี้ ได้เทียบฮิลตันกับเชอราตัน
ก็พบว่า ความนอนสบายนี่ ฮิลตันเฉือนปลายจมูกเชอราตันไปนิดนึง
แถมทำเลยังเป็นต่อด้วยเพราะสามารถเข้าถึงโดยรถไฟฟ้าได้ สำหรับคนที่เที่ยวเอง
แล้วก็แอบรู้สึกว่าเชอราตันแคนาดานอนสบายกว่าเชอราตันเดลี
อย่างไรก็ตาม ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่นอนสบายมาก แฮปปี้ดีอยู่

นอกจากนั้น โรงแรมก็ยังสวยงามดี มีอะไรๆให้เดินเยอะอยู่
แถมมีดนตรีสด ขับกล่อมบรรยากาศ ให้แขกยังระลึกได้ว่า อยู่อินเดีย

เวลาไปทัวร์ จะไม่เคยรู้สึกว่าใช้โรงแรมได้คุ้มเลย
ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมดีขนาดไหน
โปรแกรมออกข้างนอกจะต้องเต็มอัตราตลอด
ไม่มีเวลาให้ชิลหรือให้ลงสระว่ายน้ำสวยๆเลย
แต่นั่น เราก็ว่าเป็นสิ่งที่่ลูกทัวร์ส่วนใหญ่ก็คงต้องการอะนะ
โดยส่วนตัว เราชอบเที่ยวแบบชิลๆ ไม่ถึงกับเอื่อยเปื่อย แต่ก็ไม่ต้องไล่ปักธง
แต่บางครั้งก็เลือกไม่ได้หรอกนะว่าจะทัวร์หรือไม่ทัวร์
มีแต่ให้เลือกว่า จะไปหรือไม่ไป ^^”

ทริปนี้ก็เป็นอีกทริปนึงที่ได้ทานอาหารหลากหลาย
มีข้อดีตรงที่ก็ทำให้ไม่เบื่ออาหาร เลือกได้ นู่นนิด นี่หน่อย
ถ้ามีแต่อาหารอินเดีย คนที่ไม่ชอบทานชีส นม เนย อาจจะต้องหอบมาม่าไป
ในโรงแรมก็มีแกงอินเดียให้ชิมมากพอ
แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ตัดไม่เป็นง่ะ อ่านไม่ออก ไม่รู้มันคืออะไร
ต้องค่อยๆเล็มๆชิมๆไป

ของโปรดของเราในทริปนี้ก็คือ ถั่วงอกสารพัด
เคี้ยวมันซะไม่มีล่ะ

แป้งนานกับแกง เป็นของคู่บุญซึ่งกันและกัน เนื้อคู่กันตั้งแต่ชาติปางก่อน
ทานอร่อยไม่ว่าจะกับแกงไทยหรือแกงอินเดีย
อีกแป้งหนึ่งที่อร่อยไม่แพ้กันแต่จะเบาๆกว่านานก็คือ จาปาตี
หน้าตาคล้ายๆกัน แต่จาปาตี ชิ้นเล็กกว่า ใช้แป้งคนละแบบกัน

ไอเจ้ากระเปากลมๆเปราะๆในรูปนี่ เป็นที่สงสัยมาก
เพราะมีขายอยู่ทุกที่
ได้ความว่าเวลาทานนั้น ให้เจาะให้เป็นช่อง แล้วใช้ตักแกงหรืออาหารแทนช้อน
ใส่เข้าปากไปพร้อมๆกัน (จริงเปล่าไม่รู้ ไม่ได้ลองทานดู)

มีอาหารพื้นเมืองอีกหลายต่อหลายอย่างที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ปรกติเราจะชอบลองชิม
แต่สำหรับอินเดียแล้ว ขอเซฟๆไว้ก่อน

บางมื้อก็พิเศษหน่อยตรงที่ดินเนอร์กลางแจ้ง

รอบกองไฟ

การทานข้าวในอินเดีย ถ้าจะให้ปลอดภัยไร้ท้องเดินมากที่สุด
ก็แนะนำให้ทานที่โรงแรม และระวังอาหารที่ไม่ได้ปรุงสุกให้มาก
เพราะขนาดทริปที่พาไปทานแต่ในโรงแรมระดับดีๆ
ก็ยังมีคนที่ท้องเสียไปจนถึงอาหารเป็นพิษอยู่หลายคน
อย่าลืมยาแก้ท้องเสียและเกลือแร่ด้วยนะ
ถ้าไปทัวร์ แนะนำว่า อย่าเปรี้ยวมาก เพราะถ้าพลาดท่าท้องเสียที
อาจจะทำให้พลาดโปรแกรมได้
แต่สำหรับคนที่มีเวลาจะพลาดท้องเสีย
เราก็ไม่คิดว่า โรงพยาบาลที่อินเดียจะน่าอภิรมย์นักเช่นกัน

การที่ได้พัก ได้ทานที่โรงแรมดีๆ
บางทีมันก็เหมือนประชดชีวิตจนๆข้างนอกโรงแรมเหมือนกันนะ

คราวหน้ามาต่อกันด้วยเรื่องเมืองและคน