เวลาไปยุโรป เรามักจะสนใจว่า โอ๊ย บ้านเมือง สะอาดสวยงามดีจริง
แต่เรามักจะไม่ค่อยสนใจคนที่นั่นนะ (นอกจากเรื่องหน้าตาดี)
ไม่เหมือนกับมาอินเดีย นอกจากบ้านเมืองที่น่าเม้าแล้ว
คนก็ยังน่าเม้าอีกต่างหาก

555

เราว่าชาติที่มีคาแรกเตอร์แรงๆเนี่ย
ก็คือจีนกับอินเดีย
หยิบคนจากสองชาตินี้ไปอยู่ที่ไหน
เขาก็จะติดความเป็นเอกลักษณ์ของชาติเขาไปด้วย
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ได้สร้างด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง
บอกไม่ถูกเหมือนกัน

บางคน ได้ยินคำว่าคนจีน หรือคนอินเดีย ก็ร้องว้ายแล้ว
(ด้วยสาเหตุคนละอันกัน)
แต่สำหรับเรา
บอกได้แค่ว่า คาแรกเตอร์คนชาติเหล่านี้นี่ มันจริงๆ

การลุยเมืองอินตะระเดีย โดยเฉพาะต่างจังหวัด
จะว่าเป็นความทรมานอย่างหนึ่งก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน จะเป็นความมันของชีวิต ก็เป็นได้อีก
ความสนุกสนาน มันก็ไม่ได้มาจากความสบายเนื้อสบายตัวอย่างเดียวใช่มะ

มานาลี เป็นเมืองต่างจังหวัด ขึ้นไปทางด้านเทือกเขาหิมาลัย
ในหลายๆจุดของเมือง กลายเป็นไซต์ก่อสร้าง
ถนนหลายๆส่วนก็อุทิศให้กับอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างต่างๆนานา

เป็นเมืองที่ขยายตัวไปตามหน้าผาและความยาวของหุบเขา
ถนนในเมืองนี้จะเป็นถนนขนาดเล็ก
อย่างที่เคยบอกเมื่อหน้าที่แล้วๆว่า เมืองนี้ไม่เหมาะกับการมีรถบัสขนาดใหญ่วิ่งไปไหนมาไหน
พาหนะคู่ใจของเมืองนี้ เลยกลายเป็นเจ้า toyota innova แทน
และเป็นเมืองที่รถมีแต่สีขาวกับสีตะกั่ว ยกเว้นรถโรงเรียนและตุ๊กตุ๊ก

ถนนที่โดยมากจะกว้างไม่เกินประมาณนี้ อย่างแย่ก็เดินรถได้ทีละคัน สวนกันไม่ได้
แต่เห็นโล่งๆอย่างในรูปแบบนี้ ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของถนนหรอกนะ
เพราะถนนมักจะเต็มไปด้วยวัสดุก่อสร้างจนเหลือเลนเดียว สวนไม่ได้บ้าง
วัวเอย คนเอย มอไซ ตุ๊กตุ๊ก เกะกะได้ใจ
อย่าตกใจว่าทำไมคนอินเดียใช้แตรกันคุ้มมากๆ
และทำไมเหมือนคนเดินถนน ขี่มอไซ ไม่กลัวตายกันเลย (ยิ่งกว่าบ้านเราอีก)
ถ้าหวาดเสียวมาก ให้หลับตาแทน คงไปบอกให้เขาขับแบบอื่นไม่ได้
เขาขับมาได้จนอายุขนาดนี้กันแล้ว อะนะ
และนิสัยการเดินถนนและขับรถแบบนี้ของคนอินเดีย
ก็ไม่ได้จำกัดแค่มานาลีเท่านั้น แต่เป็นตลอดทริป ทุกที่ที่แวะไป

ถึงจะขับรถนรกแตกกันขนาดไหน บางคราวก็ต้องเข้าคิวโดยความจำเป็น

ที่มานาลีเราจะแอบได้กลิ่นอายของธิเบตนิดๆอยู่บ้าง
บ้างเราก็เจอเณรธิเบต บ้างก็เจอธงมนต์ของธิเบต

เรทความศิวิไลซ์ที่นี่ค่อนข้างต่ำ
แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาไร้วัฒนธรรมกันนะ
หมายถึงว่ามันบ้านๆมากๆ จนรู้สึกว่า เออ เป็นแบบนี้มันก็เหมาะกับที่อย่างนี้ดีเหมือนกัน
(แต่ให้อยู่อย่างนี้ ไม่เอานะ อิอิ)

หลายๆคนอาจจะหาความสวยงามจากความสะอาด ความเลิศหรู ร่ำรวย ฮิโซ
ญี่ปุ่นยุโรปอาจจะเป็นที่ๆใครๆก็ยอมรับว่าเป็นแหล่งรวมความสวยงามในรูปแบบนั้น
จนมองข้ามความเป็นบ้านๆ มองข้ามวิถีชีวิตในอีกหลายๆมุมของโลกไป

แต่อย่างไรก็ดี เรื่องความชอบในการเที่ยวแบบใด มันก็เป็นเรื่องของรสนิยม
ไม่ได้แปลว่า ทุกคนทีชอบเที่ยว ต้องเที่ยวได้ทุกแบบ
ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นนักท่องเที่ยวจริงๆซะหน่อยเนอะ
แต่ถ้าไหนๆมาเที่ยวแล้ว ถ้าไม่เกินเยียวยา ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ
พยายามเก็บความน่ารัก ความงามในแบบของที่นั่นๆ กลับบ้านดีกว่า
จะได้เที่ยวแล้วไม่ขาดทุน

มานาลีเป็นเมืองที่มีถนนช็อปปิ้งหลักที่เดียว
ซึ่งจริงๆนั่นก็เกินพอสำหรับชาวมานาลีแล้วล่ะ
ขายตั้งแต่โชว์ห่วย ของกิน สัพเพเหระ
แต่สิ่งที่น่าซื้อที่สุดก็คือ ผ้า ส่าหรี ต่างๆ
ซึ่งจะได้ราคาดีเลยทีเดียว
แต่ว่า แต่ละร้านก็ขายผ้าไม่เหมือนกัน
ร้านที่แนะนำว่าผ้าโอเค จะอยู่ทางต้นๆถนนเลยล่ะ อยู่ทางด้านขวามือ

ตุ๊กตุ๊กน่ารัก แต่ให้นั่งก็ไม่อยากนั่ง 555
สังเกตว่า คนทำงานคือผู้ชาย ทุกที่ที่เราไป 90% เป็นผู้ชาย
ผู้หญิงมักทำงานอยู่ในห้องน้ำ หรือในศาลเจ้า อะไรงี้
แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแม่บ้านแหละ
นอกจากเรื่องวรรณะแล้ว ที่นี่ก็ยังมีความไม่เท่าเทียมของชายหญิงอยู่
แต่เรื่องบางเรื่อง เราก็คงต้องมองด้วยความเคารพในวัฒนธรรมปัจจุบันของเขา
(อย่ามาทำกับตูก็แล้วกันเน่)

มีฝรั่งแบคแพ็กมาเทรคกิ้งที่มานาลีอยู่บ้าง ไม่ถึงกับหนาตา
พอมีที่ให้ชาวแบ็คแพ็กแฮงเอาท์ได้บ้าง
เวลาเห็นแบ็คแพ็กที่ไปเมืองที่ไปยากๆแบบนี้ เราก็ชื่นชมเขานะ
เออ เราเป็นนักเดินทางแบบเขาไม่ได้จริงๆ มันไม่ใช่ตัวตนของดาว
แต่…เราก็มาเที่ยวที่เดียวกันได้บ้างนะนี่ ^^

รถโรงเรียน สิ่งที่สีสันจัดจ้านที่สุดในหุบเขาแห่งนี้ : -)

หลายๆภาพที่พบเจอระหว่างทาง ใช่ว่าเราจะเจอในที่อื่นๆได้ง่ายๆ

ป้ายแบบนี้ ก็บอกอะไรในสังคมนั้นๆได้แบบให้เราเดาๆเล่นเหมือนกัน

เจอแบบนี้ ก็งงเหมือนกันว่าเขาเลี้ยงวัวบนนั้นได้ยังไง

เรามักจะคิดว่า คนอินเดียมักจะเก่งภาษาอังกฤษ
แต่ออกมาในที่ต่างจังหวัด บางทีก็มีอะไรให้ขำๆน่ารักอยู่เหมือนกัน

เดลี เป็นเมืองหลวง ซึ่งเป็นปรกติที่จะมีอะไรที่ดูสมกับเป็นเมืองหลวงให้ดู
เราไม่ได้ใช้เวลากับเดลีมากมาย

อยากมีทริปซ่อม เพราะเราว่า เดลียังมีอะไรให้ดูอีกมากมาย
และที่สำคัญคือ เราพลาดซื้อแม่เหล็กติดตู้เย็นอ้ะ!

เดลีก็มีประตูชัยนะ มีชื่อว่า India Gate ขนาดใกล้เคียงประตูชัยฝรั่งเศส
(แต่ไม่ใหญ่กว่า)
เป็นอนุสาวรีย์สำหรับวีรบุรุษอินตะระเดียตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เวสป้า นอกจากเป็นพาหนะของอาเจ็กในบ้านเราแล้ว
ก็ยังเป็นพาหนะคู่ใจของคนอินเดียด้วย ออกจะพบเห็นได้ทั่วไปเลยทีเดียว

ถ้าคนซ้อนใส่หมวกกันน็อคด้วย คงยิ่งดูน่ารักดี

มีน้ำเย็นๆบริการอยู่ทั่วไป
แต่อย่างที่บอกไว้แล้ว เลยไม่ค่อยกล้าชิม
เพื่อสวัสดิภาพของตัวเองและคนทั้งทัวร์

มีพื้นที่ที่เจริญตึกใหญ่โต ตามประสาเดลี

บริษัทไฮเทคๆ ก็อยู่ตามตึกพวกนี้นี่แหละ
แล้วก็มีขอทาน กรรมกร เดินขวักไขว่ที่หน้าถนนให้มันดูขัดแย้งเล่น

ที่ชัยปูร์ ก็มีผลิตภัณฑ์ผ้าสวยๆให้เลือกเยอะแยะเหมือนเดิม

การเดินซื้อของทีชัยปูร์ต่างกับที่มานาลีอย่างยิ่ง

พอตกกลางคืน มันก็จะทะมึนๆอย่างนี้
สิ่งที่น่ากลัวและมันไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่กลางคืน
แต่เป็นขอทานและคนขายของ ที่พอเห็นนักท่องเที่ยว
หลายๆคนวิ่งถลามาตะโกนว่าให้ซื้อของร้านเขาๆๆๆๆๆๆ
ล้อมหน้าล้อมหลัง เหมือนเป็นเมืองที่คนติดไวรัส
สักพักก็จะกลายเป็นเกม resident evil ที่คอยล่ามนุษย์มากัดกิน
และเป็นชนชาติที่ถึงเนื้อถึงตัว เขาต้องการความใกล้ชิดเวลาสื่อสาร
และด้วยความที่ฟุตบาทหาแทบไม่ได้ในเมืองหลายๆเมือง
นอกจากมีซอมบี้เซลล์แมนเดินรุมหน้ารุมหลัง และขอทานวิ่งตามแล้ว
ชีวิตก็จะยังมีมอไซ รถบัส รถยนต์ จักรยาน เดอะงัว เฉียดตัวไปมาแบบไร้ทิศทางอีก
พร้อมฝ่าดงปัสสาวะจากผนังเพื่อปลดปล่อยสาธารณะกลางเมือง
รวมแล้ว ชีวิตช่วงนั้น ไม่ใช่ทั้งเปรี้ยวอย่างมะนาว และหวานปานน้ำผึ้ง
แต่ก็เป็นอะไรที่ประทับใจในแบบแปลกๆ ที่ยิ้มหัวเราะได้
แต่ถ้าจะให้ไปเดินอีกก็คงต้องขอคิดดูก่อน 555

เดอะงัว ก็ยังเป็นเจ้าถนนเหมือนทุกๆที่ที่ไป
มิหนำซ้ำ บางทียังมีเดอะแพะ ร่วมด้วยอีกหนึ่งสปีชี่

เหตุผลที่สองของชื่อ pink India ก็คือ
เมืองชัยปูร์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสีชมพู
เพราะตึกรามบ้านช่องทาสีแบบนี้มาตั้งแต่สมัยก่อน
ตอนที่เจ้าเมืองต้องต้อนรับอาคันตุกะจากเมืองนอกเมืองนา
จึงต้องการให้เมืองตนมีความสวยงาม
นึกแล้วไม่ต่างอะไรกับประเทศสารขัณฑ์นะ
ที่อะไรดีๆงามๆสวยๆ ไม่ยักทำให้ประชาชนในประเทศที่เสียภาษี
แต่พอมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยม ทีเงี้ย พัฒนาบ้านเมืองได้

ชัยปูร์เป็นเมืองที่มีคนเยอะกว่ามานาลีมาก
และภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ชัยปูร์และเดลี ร้อนเปรี้ยง แดดเผาผ่าวๆ และไม่ได้มีวิวธรรมชาติอะไรให้ดู
อินเดียเป็นประเทศที่คึกคัก เปิดร้านเร็ว ปิดร้านช้า
และเราก็จะเห็นผู้คนมากมายตลอดเวลา
ไม่ว่าจะกลางวัน หรือกลางคืน

มาเว้าเรื่องคนกันบ้าง

ผู้ชายอินเดียในต่างจังหวัด
มักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบไปยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ มึนๆ ทำตัวเป็นปริศนาธรรม
อยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆอย่างที่เราหาเหตุผล ที่มาที่ไปไม่ได้ว่าทำไมว่างกันอย่างนี้
ซึ่งหลายๆช็อตเหมาะกับการถ่ายรูปมาก

ผู้หญิงก็แต่งตัวน่ารักสวยงามในแบบที่เขาจะแต่งได้ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด
แต่ก็พึงระวังไว้ ถ้าเป็นเด็กขอทานล่ะก็
เราน่ะ อินโนเซนท์กว่าพวกเขาเยอะ

สัญจรกันไปตามวิถี

สิ่งหนึ่งที่คนอินเดียมักเป็นกันก็คือ เห็นกล้องไม่ได้
ชอบมากที่ตัวเองจะเข้าไปอยู่ในกล้องของใครก็ได้ สวมวิญญาณเราสู้ตลอด
แถมไม่ค่อยจะแคร์ด้วยว่าใครกำลังถ่ายรูปอยู่
พวกเขาทำได้ สามารถเดินตัดผ่านหน้ากล้องได้ทุกเวลา
ไม่ว่าคุณจะตั้งท่าถ่ายอย่างโจ่งแจ้งขนาดไหนก็ตาม
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาบ้ากล้องแล้วเราจะถ่ายอะไรยังไงก็ได้นะ
เพราะหลายๆคน เขาไม่ได้ให้คุณถ่ายฟรีๆ แค่ให้ถ่ายก่อน เก็บตังทีหลัง เท่านั้นเอ๊ง

จริงๆเราเป็นคนที่มองเด็กอินเดียแล้วไม่ค่อยจะรู้สึกว่าน่ารักในแบบเด็กๆนะ
เราจะรู้สึกว่าเด็กอินเดียตอนเด็กๆหน้าก็ผู้ใหญ่เลย
เพราะเครื่องหน้าเขาจะชัดเจนกันตั้งแต่แบเบาะ
แต่ เด็กยังไงก็เป็นเด็กล่ะ : -)

แขกเป่างู มีจริงด้วยอ้ะ

ปิดท้ายเรื่องวิถีอินเดียกันด้วยสองรูปนี้ก็แล้วกัน

ตอนนี้เราอยากรู้มากเลยว่า
ประเทศไหนเริ่มขายของกลางสี่แยกก่อนกัน?

ช่อดอกไม้บางทีก็ดูธรรมดาไป
บางคนขายหนังสืออะ บร๊ะเจ้า
อยากอ่านแดนบราวน์ เชิญซื้อได้ที่สี่แยกเดลี