ไม่เคยหวังสูงกับหลวงพระบาง
ไม่เคยคิดจะให้หลวงพระบางเป็นเมืองใน top wishlist

หลังจบทริป เรานิยามหลวงพระบางไว้เป็นการส่วนตัวว่า
เป็นเมืองที่ถ่ายรูปไม่ขึ้น

ความหมายคือ รูปหลวงพระบาง ไม่ค่อยทำให้เราได้ตื่นตาตื่นใจอะไรนัก
ไม่ค่อยจะกระตุ้นต่อมกรี๊ดกร๊าดเท่าไหร่
หลวงพระบางเหมือนเราอย่างหนึ่งคือ มีบางสิ่งที่ถ่ายรูปไม่ค่อยติด

เราสังเกตตัวเองว่า รูปไหนที่เราถ่ายแล้วไม่เห็นแววตา
มักจะเป็นรูปที่เรารู้สึกว่า ไม่ใช่เรา มันขาดความเป็นเราไป
สิ่งที่เป็นเราที่เราชอบ ถ้าจะให้ถ่ายติด ต้องถ่ายสะท้อนให้เห็นแววตา

หลวงพระบางสำหรับเราก็เช่นกัน
ตามรูป มีแต่ความธรรมดา
แต่น้อยรูป ที่จะจับความไม่ธรรมดา ที่มีอยู่ในความธรรมดานั้น ออกมาได้
แม้แต่เราเอง ก็ไม่มั่นใจว่า เราจะจับมันเข้ามาอยู่ในรูปที่เราถ่ายได้มากน้อย
แต่ทุกรูป เราก็เลือกมาแล้วว่ามันเป็นรูปที่พูดแทนเราได้
ลองมาฟังกันดูก็แล้วกัน แล้วบอกด้วยว่า ได้ยินหรือเปล่า? ^_^

โอ๊ะ แต่ก่อนจะไปเที่ยวหลวงพระบางกับเรา
อย่าลืมว่า ต้องค่อยๆย่าง นะ
ปล่อยเวลาช้าๆ เลื่อน Scroll Bar ช้าๆ ถึงจะได้อรรถรสมากขึ้น ^^


วันนี้ขอว่าด้วยที่เที่ยวในหลวงพระบางกันก่อน : -)

พิพิธภัณฑ์แห่งหลวงพระบาง
ใกล้ที่พักสุดๆ

แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เยื้องกรายเข้าไปในพิพิธภัณฑ์
ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นคนชอบเดินพิพิธภัณฑ์
เพียงรู้สึกว่า มาหลวงพระบาง กลับอยากรู้ชีวิตปัจจุบันของที่นี่มากกว่า
เลยได้แต่ถ่ายหน้าพิพิธภัณฑ์พอเป็นพิธี

พระธาตุภูสี
ค่าขึ้น 20 พันกีบ (80 บาท)

มาเริ่มเดินกันเลย

เดินๆๆๆๆ

มาถึงแล้ว ก็มีรางวัลตอบสนองความศรัทธา

หยาดเหงื่อและแรงเงิน ใช้แลกภาพเหล่านี้

กำลังจะหมดไปหนึ่งวัน

มืดแล้ว ก็แยกย้ายกันลงไปมีชีวิต ณ หลวงพระบางตามอัธยาศัยดังเดิม

ลงมาก็เจอกับตลาดมืด (ขายแต่ตอนย่ำค่ำไปถึงสามสี่ทุ่ม)
ข้อดีคือ มีทุกวัน
ข้อเสียคือ หลายๆอย่างซื้อเมืองไทยก็ได้
แล้วจะกล่าวถึงอีกในบทต่อๆไป

วัดเชียงทอง
ที่ๆทุกคนต้องมา

ผนังโบสถ์เล็กที่ไม่เหมือนใคร

เส้น outline หลังคา ที่ดูจึงรู้ว่า พี่น้องกัน ไทยลาว

เรียบง่าย สะท้อนซับซ้อน

ละเอียด อ่อนช้อน งดงาม

ที่เก็บพระโกฏิ

ชีวิตชีวา ที่เกิดจากกาลเวลา
และจิตวิญญาณของทั้งผู้สร้างและผู้ถวายศรัทธา

แสงเงาที่ช่วยแต่งแต้มในแบบที่ลอกเลียนไม่ได้
และไม่เคยเหมือนกันสักวันเดียว

ฟ้าแจ้งจางปางยามบ่าย

ทุกสิ่งสะท้อนวัฒนธรรม

ดอกเฟื่องฟ้าสีเข้ม ออกดอกดกและแจ๋ ทั่วไปทั้งหลวงพระบาง

ศรัทธา ทำให้เราร้อนรน หรือทำให้เรา”หยุด” ก็ได้

ความละเอียดอ่อนของศิลปะที่อนุรักษ์ไว้
และการประดับแบบเรียบง่ายแต่สวยงามแบบ “ซื่อๆ”
นั่นคือเสน่ห์ของหลวงพระบาง
ที่อธิบายเป็นภาษาพูดและเขียนได้ลำบาก
เพราะมันสื่อออกมาเป็นภาษาใจ และรับรู้ได้ด้วยใจ เมื่อไปยืนอยู่ที่นั้น

ปิดท้ายด้วยเอกลักษณ์ที่แทบทุกคนต้องบันทึก
ณ วัดเชียงทอง

วัดแสนสุขาราม
งดงามแบบแดงแดง

just a little traveler : -)

ยังมีวัดอีกมากมายในหลวงพระบาง
ที่เราสามารถเข้าไปสำรวจ ถ่ายรูป โดยความเคารพสำรวมได้
การเที่ยววัดที่มีความสุข และให้ได้อะไรจากวัด
ต้องนำเอาความต้องการหามุมถ่ายรูปไว้ข้างหลัง
เอาความตั้งใจที่จะซึบซับบรรยากาศ ทำจิตใจให้สงบร่มเย็น ไว้ข้างหน้า
มันจะทำให้เก็บความทรงจำใส่กล้องถ่ายรูปได้ดียิ่งขึ้น

เคยไหม ที่ถ่ายรูปออกมา ก็อาจจะดูสวยดี
แต่กลับรูปที่ไม่มีชีวิต ไม่มีเนื้อหา ไม่มีความหมาย
ก็เพราะเรายังมองไม่เห็นชีวิต ไม่เห็นเนื้อหา ไม่มองความหมาย
เราเห็นแต่เพียงภาพในกรอบสี่เหลี่ยมเท่านั้น

เชื่อไหมว่า เราจะได้ยินว่ารูปพูดว่าอะไร ถ้าเราตั้งใจฟัง
สิ่งที่รูปพูด มันคือสิ่งที่ตากล้องต้องการสื่อในเวลากดชัตเตอร์
บางรูปดูผ่านๆก็สวย แต่พอฟังแล้วช่างตื้น ช่างหยาบคาย
ในขณะที่บางรูปอาจจะดูผ่านๆแล้วธรรมดา
แต่ฟังไปฟังมา เราจึงพบว่า ความงามมันอยู่ตรงนั้นนี่เอง

ถ้าอยากรู้จักหลวงพระบางให้มากกว่านี้
อย่าลืมไปข้ามแม่น้ำคานที่สะพานไม้ไผ่

เราเดินพันผ้าพันคอ ยกไหล่ขึ้นสูงกว่าปรกติ
เป็นปฏิกิริยาจากความเย็นของอากาศดีๆในตอนเช้า
ฟังเสียงสะพานไม้ไผ่ประท้วง ตามจังหวะที่เราก้าวย่างข้ามไป

แต่นอกจากเสียงลั่นของไม้ไผ่แล้ว
เสียงอีกเสียงหนึ่งที่จะละเลยไปไม่ได้เลยก็คือ
เสียงใสเพราะพริ้งของน้ำที่ไหลผ่านกระทบกับเสาสะพาน
เวลาเราไปแหล่งน้ำแต่ละที่ เสียงของมันจะไม่เหมือนกัน
และที่นี่เป็นที่หนึ่ง ที่เสียงน้ำไพเราะเพราะพริ้ง
จนทำให้เราหยุดฟังได้นานๆ