ที่พัก

หลังจากเราจองตั๋วเครื่องบินได้แล้ว
เราใช้เวลาเป็นวันๆในการเลือกที่พักที่หลวงพระบาง
จริงๆแล้ว ส่วนที่เดินเที่ยวในหลวงพระบาง ไม่ได้กว้างมากนัก
(แต่เอาเข้าจริงๆก็เดินเดินเดินเมื่อยทุกวันอะนะ)
แต่อย่างไรก็ตาม เราก็เลือกทำเลส่วนที่อยู่ตรงศูนย์กลางมากที่สุด

ที่พักในหลวงพระบางมีมากมายมหาศาล
จริงๆก็เยอะพอที่จะ walk-in ได้เลย
แต่ด้วยความที่เราชอบวางแผนแน่นอน
อยากเมคชัวร์ว่าตัวเองมีที่พักแน่นอน
จึงต้องหาไปก่อน

ในที่สุดเราก็เลือกได้ที่ วิลล่า ลาวเดิม Villa Laodeum
ซึ่งนับว่า อยู่ศูนย์กลางเมืองมากที่สุดที่หนึ่ง
อยู่ซอยข้างพิพิธภัณฑ์หลวงพระบางเลย
ฉะนั้น จะเป็นทำเลที่สะดวกมาก (อยู่ต้นตลาดมืด และพิพิธภัณฑ์ พระธาตุภูสี)
อีกทั้งเข้ามาในซอยหน่อย ทำให้เงียบสงบในเวลากลางคืน
และราคาไม่น่าเกลียด หน้า high อยู่ที่พันต้นๆ
เทียบกับคุณภาพและทำเลก็โอเคมากมาย
มีเว็บไซต์ด้วยนะ ลอง Google หาดู สามารถอีเมลไปจองห้องได้เลย

เข้ามาถึง รีเซปชั่น แล้วก็ประตูห้องเลย

ตอนแรกเราขัดใจ ที่ห้องได้อยู่ชั้นหนึ่ง ข้างรีเซปชั่นเลย
รู้สึกไม่ค่อยเป็นส่วนตัวไงไม่รู้
แต่อยู่ไปอยู่มา ก็เออ คิดไม่ผิดที่เลือกมาอยู่ที่นี่จริงๆนะ
แล้วดีด้วยที่ไม่ต้องลากกระเป๋าขึ้นข้างบน สบาย
ความสุขหลังจากกลับมาจากเที่ยวเหนื่อยๆของเราอีกอย่างคือ
การที่ได้อาบน้ำให้ตัวสะอาดๆ สดชื่นๆ แล้วก็สามารถเดินเท้าสะอาดๆ
เดินในห้องขึ้นเตียงได้อย่างสะอาดๆ
ซึ่งที่นี่ก็ตอบสนองได้ในระดับที่โอเคกับราคาเลย

มีสายชำระด้วยนะเอ้อ

เดอะ เมือง

สำหรับเราหลวงพระบางเป็นเหมือน Theme Park
มากกว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เป็นจริง
เมืองอะไรมีแต่ที่เที่ยว ที่พัก และที่กิน
แต่กระนั้น มันก็ยังมีรายละเอียดอีกมากมายให้เราได้เรียนรู้ว่า
วิถีชีวิตของผู้คนแถวนั้น เป็นอย่างไร

หลวงพระบางเป็นเมืองหนึ่งที่มีร้านน่านั่งเต็มไปหมด
ที่พักก็น่าพักเยอะแยะไปหมด มีตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยไปถึงหลายๆพันบาท
แทบไม่มีร้านที่หรู เนี้ยบ เป๊ะ แบบในกรุงเทพ
และถ้ามี มันก็ไม่ได้ให้รู้สึกถึงความเป็นหลวงพระบางเท่าไหร่

เหมือนชักชวนให้ไปนั่งคุยกับใครสักคน : -)

แบบแคลสสิคสุดๆ ก็มีให้ตื่นตาบ้างในบางจุดของหลวงพระบาง

อาคารสไตล์เดียวๆกัน

ร้านขายของชำมีอยู่ทั่วไป

ต้นไม้ที่นี่สวยงามมากมาย

ดอกไม้ก็ขยันออกดอกกันมากๆ

วิถีข้างถนน

อาหารพลังงานแสงอาทิตย์

วิถีกับแสงเงา

ถูกจังหวะ : -)

เห็นแล้วยิ้ม

รุงรัง แต่นี่แหละชีวิต

งามเองโดยไม่ต้องตั้งใจจัดวาง

ชิล

ตากข้าวอะไรไม่รู้ บนกำแพงวัด

ชีวิต

หลวงพระบางมีเด็กเยอะ ยังแต่งตัวเรียบร้อยน่ารักกันอยู่
แต่หลังจากที่หลวงพระบางจะสร้างสนามบินใหม่เสร็จ
ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเปลี่ยนไปเร็วขนาดไหน

พักกลางวัน เด็กๆก็จะกลับบ้านไปทานข้าว แล้วก็กลับไปเรียนต่อ

มีหมาก็เยอะ หมาตัวเล็กๆน่ารักทุกตัว

ขายผ้ากันเป็นเรื่องปรกติ

แถวทางไปถ้ำติ่งก็ยังมีชื่อเรื่องยาดองเหล้าด้วย

การตักบาตร

ป้ายแบบนี้ ติดอยู่ทั่วไปตามวัด
ธรรมเนียมที่นักท่องเที่ยวมักจะลืมปฏิบัติให้ถูกต้องกัน

ป้ายอย่างนี้ก็ติดตามร้านทั่วไป

หลวงพระบางเป็นเมืองเช้า
ใครตื่นสายนี่พลาดอะไรดีๆของหลวงพระบางไปเยอะ
การตักบาตรก็เป็นอย่างหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวถ้าไม่ร่วมตัก ก็มักจะไปร่วมดู

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
คนไทยควรจะรู้ขนบธรรมเนียมมากกว่าคนชาติอื่น
เพราะความเคารพในพระสงฆ์ไม่ต่างกัน
หรืออย่างน้อยต่างศาสนา ก็น่าจะยังรู้ว่า ธรรมเนียมควรเป็นอย่างไร

เข้าใจว่ามาเที่ยวก็อยากได้รูป
แต่ไม่ควรทำตัวเกะกะแนวพระเดิน หรือยืนค้ำหัวพระเห็นๆเช่นนี้

ภาพสวยๆ ถ้าต้องแลกมากับการรุกรานธรรมเนียมของพื้นที่
มันไม่ได้มีความน่าภาคภูมิใจอะไร นอกจากมั่นเอาเองว่าสิทธิของฉัน

ดูอย่างฝรั่งคนนี้สิ ยังสวมใส่เรียบร้อย
ตักบาตรอย่างรู้กาลเทศะเลย น่ารักที่ซู้ด

^___^

ตลาดเช้า

สิ่งที่ทำให้เราควรตื่นเช้าในหลวงพระบางอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตลาดเช้า
ตลาดมักเป็นที่ที่เราจะเห็นวิถีชีวิตแบบชาวบ้านเสมอๆ

ไปตลาดสด เรามักจะเจอกับสิ่งที่สะกิดต่อม
อย่างเช่นตลาดนี้ เราสะกิดต่อมกับปลาเป็นๆที่รอการทุบหัวอยู่
ช่วยให้เจ้าสามตัวนี้มีชีวิตอยู่ต่ออีกสักวันก็ยังดี

ตอนเอาไปปล่อยก็ลุ้นอยู่ว่าจะตายไหม
ตัวสุดท้ายทำท่าตะแคงอยู่นาน จนนึกว่าไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายมันก็เหมือนเพิ่งนึกออก ก็พลิกตัวแล้วก็ค่อยๆว่ายหายไป

ตลาดมืด

พอสิ้นแสงอาทิตย์
ก็เป็นเวลาของตลาดมืดบนถนนหน้าพระธาตุภูสีและหน้าพิพิธภัณฑ์
ไปจนถึงเวลาประมาณสามสี่ทุ่ม
ตลาดมืดของหลวงพระบางดีอยู่อย่างคือ ขายทุกวัน
ฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าไปวันนั้นวันนี้แล้วจะไม่ได้เดินตลาด
ตลาดมืดจะขายของที่เดาๆกันได้ว่ามันคืออะไร
ส่วนใหญ่ก็คือผ้าพื้นเมือง ของที่ระลึกต่างๆ
ดูดีๆอาจจะมีของที่ซื้อที่เมืองไทยก็ได้หลายอย่างอยู่

หลวงพระบางไม่เคยขาดของกิน

ริมน้ำ

สายน้ำกับหลวงพระบางเป็นอะไรที่ใกล้ชิดกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว
นครหลวงพระบางถูกโอบอุ้มด้วยแม่น้ำสองสาย
คือแม่น้ำโขง และแม่น้ำคาน โอบอุ้มกันคนละด้าน
แต่ละด้านมีวิถีที่แตกต่างกันไป
ทางด้านแม่น้ำคานจะเป็นวิถีเล็กๆ ชาวบ้านๆมากกว่า
ในขณะที่แม่น้ำโขงจะเน้นการคมนาคม เรือตรึม

ฝั่งน้ำโขง

ฝั่งน้ำคาน

เจอเด็กนักสู้(กล้อง) หนึ่งคน

อาหาร

อาหารในหลวงพระบางตามร้าน โดยเฉลี่ยแล้วไม่ถูกนัก
อย่างเฝอหนึ่งชามก็สี่สิบบาทไทยแล้ว
แต่ยังไงก็ไม่แพงแบบขึ้นห้าง
สำหรับเรา ราคานี้เราก็ยังโอเคแหละ

เครปและโรตี เป็นของธรรมดาของที่นี่

เดินเหนื่อยๆก็แวะพักร้านไหนก็ได้
มีให้เลือกเต็มไปหมด

ส่วนตัวแล้ว เรารู้สึกว่า
อาหารที่นี่ถูกปากเราแทบทุกอย่าง แทบทุกร้าน
และที่นี่หาอาหารได้หลากหลายประเภท
ไม่ว่าจะเป็นสเต็ก อิตาเลียน อินเดียน ลาว ไทย เบเกอรี่ ร้านกาแฟ จัดมาเหอะ

ของพื้นเมืองของที่นี่ก็มีหลายอย่างที่เราชอบ
อย่างขนมมันตัดนี่ ของโปรดเลยเชียว ดูไม่มีอะไร แต่ทานเพลินชะมัด

ส่วนสิ่งนี้ กรี๊ดมาก เรียกว่า แหนมข้าว ไม่อยากให้ใครพลาดเลย
ลักษณะเหมือนข้าวเกรียบปากหม้อบ้านเรา
แต่นี่ออกจะเป็นของคาวมากกว่า
หาทานได้ในตลาดเช้าหรือข้างทางบางที่

หม้อขึงผ้าใบเพื่อทำแผ่นแป้ง
เมื่อสุกแล้วก็เอาไม้มาหมุนๆมันออกมา

แล้วก็เอามาแผ่ในถาด

ใส่ไส้ (คงเป็นพวกเห็ด ผัก อะไรงี้) แล้วก็ทบๆ

ราดด้วยน้ำจิ้มหวานๆ เผ็ดนิดนึง หอมหัวใหญ่ทอด
โอ้ย ทานเท่าไหร่ก็ไม่พอ >_< พูดแล้วก็อยากทานอีกนะเนี่ยยย

มีร้านเฝออยู่ร้านหนึ่งที่อย่าลืมไปทานกันนะ ถ้าไปเที่ยว
อยู่ตรงข้ามกับวัดแสนสุขารามเลย
ประมาณเที่ยงของก็หมดแล้ว

นั่งนอกร้านนี่แหละ เห็นบรรยากาศข้างถนนดี
คือหลวงพระบางรถไม่เยอะ ทำให้นั่งข้างถนนได้ชิลๆ

ข้าวซอย ของคนอื่น เขาว่าอร่อยเหมือนกัน

เฝอของเรามาแล้ววว

ให้ผักเยอะดี และผักสดๆสวยๆทั้งนั้น

ก็เลย…..

เกลี้ยง อร่อยยยย

ร้านกาแฟประชานิยม (คนไทยนิยม)
อยู่ฝั่งริมน้ำโขง แถวๆตลาดเช้า
เป็นร้านกาแฟภาคบังคับที่หนึ่งที่ต้องมา
ถ้าไม่มาจะรู้สึกเหมือนโดนตัดคะแนนจิตพิสัยยังไงไม่รู้

ปาท่องโก๋จิ้มนม ที่นี่ปาท่องโก๋งั้นๆนะ
สู้เมืองไทยไม่ได้

กาแฟอารมณ์โบราณ นี่สิที่ต้องการ

บรรยากาศ นมข้นหวาน ^^

กินไปก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีรูปหมู่เลย
ก็เลยแปลงร่างเป็นแมคไกเวอร์ ประดิษฐ์ขาตั้งกล้องจำเป็นขึ้นมาเฉพาะหน้า

ยังมีไก่ย่างเนื้อย่างอยู่ข้างๆร้านนี้ด้วยนะ เอามาทานด้วยกันได้

อาหารที่น้ำตกกวางสี ก็มีส้มตำไก่ย่างเหมือนกันนะ
ถ้ามาน้ำตกกวางสีอย่าลืมแวะหม่ำอาหารกลางวันด้วย
ร้านป้ายดำๆ อร่อยจริง
อาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า
ไม่ได้ออกมาต่างประเทศเลย

ต้มยำไก่บ้าน แซ่บจนหยดสุดท้าย

ปลาสดอร่อยเวอร์

ไก่ย่าง หวาน เนื้อชุ่ม นุ่มอร่อย

Joma ร้านกาแฟภาคบังคับของนักท่องเที่ยวชาวไทยอีกที่หนึ่ง
มีไวไฟให้ใช้ฟรี ทำให้นั่งเล่นกันอยู่นานเชียว
Joma นี่เป็นอีกที่หนึ่งที่มีบรรยากาศเข้ากับเทศกาลคริสต์มาสอย่างบอกไม่ถูก

ริมน้ำโขงก็มีร้านน่านั่งมากมาย
บ่ายวันหนึ่งเรานึกอยากจะไปนั่งที่ร้านที่มีเน็ตให้ใช้ มีเครปให้หม่ำ
แต่พอมาเดินริมน้ำโขงแล้ว
ขอเปลี่ยนใจ แลกบรรยากาศกับเน็ตก็แล้วกัน

มองข้างซ้ายก็น้ำโขง มองข้างบนก็แสนร่มรื่น
อ่านหนังสือได้อย่างยาวนาน

กับของว่างยามบ่าย : -)

ที่สุดท้ายที่ได้นั่งที่หลวงพระบางคือ หลวงพระบางเบเกอรี่

ได้จิบชาเอิร์ลเกรย์ มีความสุขมาก

ในที่สุดก็ได้ทานเครป แต่กล้วยที่นั่นสู้กล้วยเมืองไทยไม่ได้จริงๆ

ดาวน์โหลดแผนที่หลวงพระบางได้ที่นี่

ทิปอื่นๆ

ทิป ๑
ถ้าไปหลวงพระบางแล้ว
ต้องการใช้ GPRS ด้วย ให้ซื้อซิมแบบเติมเงินยี่ห้อ Tigo
คิดในอัตรา K ละ 1 กีป
ถ้าใช้เปิดเว็บล่ะก็จะหมดเงินเร็วมาก
แต่ถ้าใช้ทวีตล่ะก็พอไหว
ทริปนี้ก็จ่ายไปทั้งหมดสี่ห้าร้อยบาทมั้ง ค่าโทรศัพท์เติมเงินเนี่ย
ทั้งใช้ทวีตและโทรกลับเมืองไทย

ทิป ๒
งบประมาณคร่าวๆที่ใช้ไป
ค่าตั๋วเครื่องบิน Bkk Airways เผอิญตกช่วงราคาดี ไปกลับตกคนละ 8000 บาท
(นี่ถูกมากแล้ว ถ้าอยากประหยัดกว่านี้ ให้มาทางรถ จะประหยัดกว่ามาก) ค่ารถไปมาสนามบิน ตกเที่ยวละ 200-300 บาท
เผอิญหาคนหารด้วยได้ ก็ตกเที่ยวละ 100 บาท
ค่าที่พัก วิลล่าลาวเดิม ตกคืนละประมาณ 1155 บาท สามคืนก็ 3465 บาท
(สามารถหาที่พักที่ราคาถูกกว่านี้ครึ่งนึงก็ยังได้ มีเต็มไปหมด)
ค่าเที่ยวนอกเมือง ค่ารถ 250 บาท
(หนึ่งพันหารสี่คน)
ค่าเที่ยวน้ำตกและถ้ำติ่ง ที่ละ 80 บาท รวม 160 บาท
ค่าเที่ยวในเมือง วัดเชียงทอง พระธาตุภูสี ที่ละ 80 บาท รวม 160 บาท
ค่าข้ามสะพานไม้ไผ่ 16 บาท
ค่ากิน หลากหลายมาก ตกมื้อละ 20 บาทไปจนถึง 200 บาท
(วิลล่าลาวเดิมมีอาหารเช้าฟรีด้วย บางวันประหยัดไปได้อีกมื้อ)
ค่าซิมTigo โทรศัพท์ทางไกลและ GPRS ประมาณ 500 บาท
ค่าเวิ่นเว้อ จิปาถะ สัพเพเหระ พ็อกเก็ตมันนี่ วันละ 200 บาท
สรุปคือ ค่ารถ พยายามหาคนหารด้วย
ค่าที่พัก แบบไม่กี่ร้อยก็มี ต้องเดินหาหน่อย ส่วนใหญ่ไม่มีอาหารเช้า
ค่ากิน ถ้าไม่เข้าร้าน แต่กินแบบรายทาง ข้างทาง ก็จะประหยัดมาก

ทิป ๓
มาเที่ยวหลวงพระบาง ไม่มีกฏบอกว่าต้องแต่งตัวมิดชิดเรียบร้อย
แต่ก็ควรจะแต่งตัวเรียบร้อย ไม่หวือหวาเหมือนเดินพารากอนหรือตามผับ
แต่ถ้ามาแบบสายเดี่ยวขาสั้น ก็สามารถเดินถนนได้
โดยที่หนุ่มลาวก็จะมองเป็นแถบๆ
ซึ่งก็อย่าเข้าใจไปว่าเราสวย แต่เป็นเพราะว่าเราโป๊เกินมาตรฐาน
แต่ถ้าเข้าวัด ก็ควรจะต้องใส่เรียบร้อยเป็นคอมมอนเซนส์อยู่แล้ว
ไม่ต่างอะไรจากวัดที่เมืองไทย
และด้วยความว่าเที่ยวในหลวงพระบาง ถ้าไม่นั่งแต่ร้านกาแฟ
ก็จะมีแต่วัดให้ชม และมีพระเดินขวักไขว่ในตัวเมือง
เพราะฉะนั้น แต่งตัวมิดชิดเอาไว้แหละ เซฟสุด

ทิป ๔
หลวงพระบางเป็นเมืองปลอดภัย ชิลชิล
ไปเที่ยวลุยเดี่ยวได้สบายๆ
แต่ยังไงก็ต้องพึงระลึกว่า คำว่าปลอดภัย 100% ไม่มีในโลกนี้

ทิป ๕
ที่หลวงพระบางจะใช้เงินกีปหรือเงินบาทก็ได้
ถ้าใช้บาทมักทอนมาเป็นกีป
แต่ที่นั่นมักตั้งราคาบาทให้ลงตัวกับแบงค์ยี่สิบ
ถ้าจะเอาสะดวก ง่าย จ่ายแพงกว่ากีปหน่อย ก็พกแบงค์ยี่สิบไปแยะๆ

ทิป ๖
ที่ตลาดมืด ต่อราคาไม่ได้มากนัก
จึงไม่ใช่สวรรค์ของนักต่อราคา
แต่ก็สะดวกดี อยากได้ก็เอา แพงไปก็ไม่ต้องเอา

ทิป ๗
การนับเงินกีปให้ไม่สับสน ให้นับเป็นหน่วยพัน เช่น 2000 กีป ให้อ่านว่า สองพันกีป 20000 กีป ให้อ่านว่า ยี่สิบ พันกีป เพราะจะได้ตัด 0 ออกสามตัวแล้วคูณ 4 เพื่อหาราคาไทยได้ง่าย

ทิป ๘
ภาษาไทย ใช้ได้สบาย เพราะที่นั่นดูทีวีไทย ฟังเพลงไทย กันเป็นปรกติ
แต่ส่วนตัว แรกๆเราฟังไม่ค่อยออก เพราะภาษาคล้ายไทยแต่ไม่เหมือน
ทำให้เรางงๆเพี้ยนๆโดยส่วนตัวแบบที่คนอื่นไม่เป็นกัน
แต่ถ้าใครงงๆแบบเรา ก็ใช้ภาษาอังกฤษได้เลย คนที่นั่นพูดได้อยู่แล้ว

ทิป ๙
อย่าลืมทิ้งความคาดหวังไว้ที่บ้านก่อนออกเดินทาง
เพราะมันจะทำให้หลวงพระบาง น่าประทับใจ ถ้าไม่คาดหวัง