ไอเดียทริปนี้เกิดขึ้นโดยพี่หมี
ที่ต้องการไปเที่ยวในที่ๆอีกหน่อยจะหิ้วสังขารถ่อไปไม่ไหว
ภูกระดึงก็เป็นที่หนึ่งที่ควรจะไปเก็บ
แม้ว่าจะมีเด็กๆหรือคนแก่ๆไป
แต่เราก็ไม่อยากจะไปครั้งแรกตอนแก่(กว่านี้)แล้วอะ อิอิ

ไปคันนี้แหละ บขส 999 VIP 24ที่นั่ง

สะอาด สบาย มีขนมและน้ำดื่มแจกอีก คุ้มค่าเที่ยวละ 640 บาท จริงๆ 

ล้อหมุนสี่ทุ่ม พอตีหนึ่งก็อยู่แถวโคราช
มีอาหารรอบดึกให้หม่ำ

ตีสี่ครึ่ง รถบขส.ก็โยนเราลงที่ผานกเค้า
(โดยที่จริงๆไปสุดสายที่เชียงคาน)
โชคดีที่เตรียมตัวก่อนลง ไม่งั้นฉุกละหุกมากแน่ๆ
เพราะข้าวของที่เอาขึ้นมาบนรถด้วยค่อนข้างพะรุงพะรังเลยทีเดียว
และรถก็จอดแป๊บเดียวจริงๆ
โชคดีที่หนุ่มๆคนอื่นหลับได้บนรถทัวร์
แต่เรานอนไม่หลับตามเคย ขนาดว่าหลับง่ายกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้วนะนี่

เราลงกันที่หน้าร้าน เลิศลักษณ์ ซึ่งอยู่ตรงข้าม ร้านเจ๊กิม อันโด่งดัง
จริงๆนี่คือฝั่งขาไป และเจ๊กิมอยู่ฝั่งขากลับ
แต่สองร้านนี้เป็นเอเย่นต์รถทัวร์คนละเจ้า
เลิศลักษณ์เป็นเอเย่นต์รถบขส 999
แต่เจ๊กิมเป็นเอเย่นต์รถแอร์เมืองเลย
ซึ่งถ้าดูร้านแล้ว ร้านเจ๊กิมน่านั่งกว่า ทั้งอาหารและปลั๊กไฟชาร์ตแบต
แต่แอร์เมืองเลย เท่าที่ค้นข้อมูล สภาพรถจะแย่กว่ามาก

นั่งเวิ่นเว้อกินข้าวกินปลากันที่ร้านเลิศลักษณ์
รอเวลาหกโมงกว่าๆค่อยข้ามไปหารถสองแถวที่ร้านเจ๊กิม
ที่ถ้ามีคนอื่นไปด้วย นั่งเต็มคันจะตกคนละ 25 บาท
ถ้ามีแค่สี่คน ก็จะตกเที่ยวละ 200 บาท

อยู่บนรถสองแถว จากผานกเค้า เดินทางไปที่ทางขึ้นภูกระดึง
อึดใจใหญ่ๆก็ถึง แต่เสื้อที่ใส่ มันเปิดพะเยิบพะยาบด้านหลัง
เลยหนาวเสียวสันหลังไปตลอดทาง

มาถึงแล้ววว

มาถึงแล้วพี่บอยก็จัดแจงลงทะเบียนเรื่องที่พักที่จองไว้และจ่ายตังแล้ว

ลงทะเบียนว่าเอาน้ำ เอามาม่าขึ้นไปจำนวนเท่าไหร่
(เพื่อเอาขยะลงมา redeem เป็นใบประกาศผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมอะไรสักอย่าง)
แล้วเขาจะมัดจำเงินเราเป็นจำนวน 100 บาท เพื่อแลกกับขยะที่จะเก็บลงมา

แล้วก็เตรียมเอาของที่จะให้ลูกหาบแบกไปชั่งน้ำหนัก กิโลละ 15 บาท
ระหว่างนั้น ลูกหาบก็รอหาบของกันอยู่ ใครโควต้าเต็มแล้วก็ขึ้นภูได้เลย
ทึ่งกับสมรรถภาพของมนุษย์เราเหมือนกัน
แล้วลูกหาบเหล่านี้ นอกจากเขาจะแบกของเท่าน้ำหนักตัวเอง ปีนเขาได้
ของที่เขาแบกเหล่านั้น เขาก็ยังแบกระวังชนนู่นนี่ใช้ได้ด้วยนะ
หาบกันตั้งแต่ไข่ไก่ ถังแก๊ส กีตาร์ ยันผ้านวมเลย

ได้ตั๋วมาแล้ว ค่าขึ้นภูคนละสี่สิบบาท
เราต้องปีนจากด้านขวาสุดไปที่ยอดซ้ายสุดโน่น
แผนที่นี้จะเห็นภาพชัดเลยว่า แต่ละช่วงมีความชันประมาณไหน
ซำไหนมี facility อะไรบ้าง ทำให้ง่ายต่อการวางแผนทานข้าว, เข้าห้องน้ำ

ก่อนจะออกสตาร์ทก็แวะไหว้ศาลเจ้าปู่ภูกระดึง เพื่อกำลังใจกันก่อน

ครั้งหนึ่งในชีวิต ขอพิชิตภูกระดึงหน่อยนะจ๊ะ
ถ่ายรูปบิวท์ตัวเองเข้าไป ถ้าขึ้นไปไม่ถึงนี่หน้าแตกแน่ๆ อิอิ

เอาล่ะ เริ่มเดินกันเลยดีกว่า

ณ กิโลเมตรที่ 0 ป้ายบอกทางก็มีแต่ชี้ขึ้น อย่างนี้

เดินมานิดนึงจะเจอสุสานไม้เท้า
ที่คนที่ใช้ก่อนหน้ากลับลงมาจะมาทิ้งกองไว้ตรงนี้
ใครไปครั้งแรก และไม่มีไม้เท้าพกมาเอง แนะนำว่า ให้เอาไปใช้เหอะ
อย่ากลัวเกะกะ มันมีประโยชน์มากกว่าความเกะกะของมันเยอะ

ถ่อ ถ่อ ถ่อ

หลายๆช่วงมันชันจนคิดว่า ตอนลงตูจะลงยังไงฟะเนี่ย

เดินๆๆๆๆได้สักพัก อาการความดันต่ำจากการไม่ได้นอนก็ค่อยๆปรากฏ
หัวใจเต้นโครมคราม เริ่มมึนมวน
รู้สึกเหมือนเดินมาได้เยอะเหมือนกันแล้ว แต่จริงๆก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่
พอได้นั่งครั้งแรก ก็ยังพอไหวอยู่

มีเด็กหนุ่มถือพระพุทธรูปขึ้นภูด้วย เห็นแล้ว โห ศรัทธาแรงนะนี่
พออยู่บนภูเจอตอนน้องเขาเดินถืออยู่พอดี ก็เลยถาม
เขาตอบว่า เขาเอาไปวางไว้ที่ลานพระพุทธเมตตา ก็อนุโมทนาด้วย

เดินชันขึ้นไปอีกสักพักหนึ่ง เริ่มไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว
หัวใจจะเต้นจนจะหลุดออกจากร่าง
เลยต้องนั่ง พอนั่งปุ๊บ อาการเวียนหัว มึน คลื่นไส้ ตามมาหมด
สักพัก จากท่านี้ เลยต้องนอนลงไปอีก เอาหัวพาดราวด้านล่างไว้
ไม่ต้องกลัวสกปรกกันแล้ว ใจนึกแต่ว่า ตายแล้ว ยังไม่ทันซำแรกเลยตู T-T
มันจะไหวไหมเนี่ย
แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า คนอื่นเขาขึ้นกันได้น่า
เราก็เคยเป็นอาการนี้บ่อยๆ เดี๋ยวหายแล้วก็เดินฉับๆแล้ว

แล้วพอปรับตัวได้ ความดันเป็นปรกติ ก็เดินฉับๆๆจริงๆแหละ
ไม่นานก็ถึง landmark แรกแล้ว ปางกกค่า
อีกสักพักก็จะถึงซำแฮกแล้ว

ไม่ต้องหวังจะเจอทางเรียบ
ใครอย่าทะลึ่งใส่รองเท้าแฟชั่นที่ไม่ใช่รองเท้าทรหดอดทนมานะ
พังแน่นอน

ในที่สุดก็ถึงซำที่หนึ่ง ซำแฮก นั่นเอง แฮกสมชื่อจริงๆ
ทำหน้าให้สมกับชื่อซำนี้

ร้านค้าแบบนี้มีอยู่หลายซำ
ราคาก็ผันแปรไปตามระดับความสูงของซำ
ชาวคณะเราก็แวะมันทุกซำที่มี
ถือเป็นรางวัลที่ขึ้นมาถึงได้เน่ : -D

บางคนก็ให้รางวัลตัวเองด้วยน้ำแข็งไส ชื่นใจๆ

แล้วก็เดินทางกันต่อ
มีทางค่อนข้างราบให้เดินกันเล็กน้อย หลอกให้ตายใจ

และถ้าไม่ห่วงเดินจนเกินไป ก็จะเห็นได้ว่า
ต้นไม้ที่นี่ ง้ามงาม และเปลี่ยนพันธุ์ไปตามความสูงของภู

มีดอกเล็กดอกน้อยให้ดูเล่นตามทาง
ถ้าเราสังเกตมากพอ

แล้วก็ซำกกกอก สบายๆ เครื่องติดแล้ว

ซำกอซาง ชิลๆ เหงื่อแตกพลั่กๆ แต่ก็เดินได้เรื่อยๆต่อไป
มันเหนื่อยนะ เหนื่อยมากด้วย แต่มันเหนื่อยแบบไปได้เรื่อยๆอะ

แล้วก็พร่านพรานแป

แล้วก็ซำกกหว้า

ถ่อกันต่อไป อย่าได้ถอย
(แค่แวะกินทุกซำ แค่นั้นเอง)

มีทางหลากหลายแบบ
บางช่วงจะมีระหว่างทางลำบากกับทางสบายให้เลือก
ทางสบายก็เดินยาวหน่อย

แปลกแต่จริง ขึ้นลงทางที่เป็นขั้นบันไดอย่างนี้
เหนื่อยและกระเทือนเข่ากว่าทางลุ่มๆดอนๆชันๆซะอีก

ถึงซำกกไผ่แล้ว ซำนี้จำง่าย

แล้วก็มีวิวอย่างนี้ให้ดูเป็นระยะๆ

ซำกกโดนแล้ว โอ้เย้
เราแวะทานข้าวกลางวันที่นี่มั้ง ถ้าจำไม่ผิด
อาหารอร่อยใช้ได้ ทานเวลาหิวนี่อร่อยสุดแล้วมั้ง อิอิ

ในที่สุดก็ถึงซำแคร่ ซำสุดท้ายก่อนถึงยอดแล้ว

หนุ่มเกาหลี เพื่อนร่วมทริปคนนี้ มีชื่อว่า กินทุกซำ

ระยะทางชันๆ แต่เพียงหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆ สู้ๆ

วิวสวยๆที่ซำแคร่

บางช่วง ก็เป็นก้อนหินใหญ่ๆ มากกว่าจะเป็นพื้นดินกรวดๆ

หินใหญ่ๆ ท่อนไม้ใหญ่ๆที่นี่จะมีพวกซี่ไม้เล็กใหญ่วางเหมือนจะค้ำยันอยู่เลย
มันเป็นการแก้เคล็ดอะไรหรือเปล่า มีอยู่ทั่วภูเลย

ต้นไม้ใหญ่ๆทั้งนั้น

ยิ่งเจอบันไดมาก ก็ยิ่งใกล้เข้าไปทุกทีๆๆ

เริ่มเห็นบันไดแล้ว แสดงว่าใกล้ถึงเข้าไปทุกที
(แต่ก็ไม่ใช่ห้านาทีสิบนาทีถึงอยู่ดีอะนะ)

ใกล้เต็มที ใกล้เต็มทน

ถึงหลังแปแล้ววววว
ระยะทางขึ้นภูห้ากิโลเมตรได้สิ้นสุดลงแล้วววว

I did it! โอ้วเย้

แม้ว่าทางชันห้ากิโลเมตรจะหมดแล้ว
แต่เราต้องเดินพื้นทรายอย่างนี้อีกสามกิโล กว่าจะถึงที่พัก
ใครจะเลือกเช่าจักรยานขี่ไปก็ได้ แต่เราเดิน

เริ่มออกเดินกันเหอะ

แดดแจ๋มากๆ ทะลุผ้าลงมาเลย ดีที่ไม่เป็นไข้แดด
ระหว่างทางก็มีร่มเงาบ้าง กระตึ๋งนึง

ใกล้แล้ว อีกสามร้อยเมตรเท่านั้น
(ตัวอะไรในรูปน่ะ?)

ถึงแล้วๆ

ในห้องพักเอพริล1 มีน้ำอุ่นด้วย ไฟเปิดหกโมงเย็น ปิดสี่ทุ่ม

สำรวจห้องพักเสร็จ ออกมาจะไปหาอะไรทาน
ก็เจอกวางน้อยซะก่อน ตัวนี้ชื่อจุ๊บจิ๊บมั้ง
(คนในคณะตั้งให้เองแหละ)

เจออีกตัว ตัวนี้คนอื่นตั้งให้ว่าชื่อน้อย มั้ง

มาถึงส่วนร้านค้าร้านอาหารแล้ว มีร้านอาหารให้เลือกตั้งหลายร้าน
ถ้าไม่มีเสบียงเตรียมมาก็ไม่ต้องกลัวอดเลย เตรียมตังมาก็พอ

กินอะไรแก้หิวกันซะหน่อยที่ร้านธิดาน้อย รสชาติโอเค
แต่บริการแปลกๆ

เดินดูต้นไม้รอบๆที่พักซะหน่อย
มีจุดกางเต๊นท์ กว้างขวาง

เจอต้นเมเปิ้ลแล้ว เย้

แต่ใบส่วนใหญ่แถวนั้นก็ร่วงกลายเป็นสีอมม่วงเกลื่อนกลาดแล้วแหละ
ก็แปลกตาไปอีกแบบ

ใกล้มืดแล้ว เดินกลับที่พักดีกว่า

เย็นย่ำ สวยจัง รู้สึกดี : -)

อากาศเริ่มเย็นลงอีก ถึงขั้นเริ่มหนาวแล้ว

กินโรตีกันดีกว่า อาหารคาวอิ่มกันแล้วตอนบ่ายสี่
โรตีรสชาติโอเค ก็เบสิคทั่วไป
แต่มันอร่อยเป็นพิเศษ เพราะว่ามันเป็นโรตีที่ทานบนภูกระดึง
ที่อากาศหนาวๆ และบรรยากาศดีๆ ที่ทำให้ทานแล้วอร่อยขึ้น

หนาวหนาว อ๋าวอ๋าว แล้ว

ดื่มโกโก้ร้อนให้ตัวอุ่นสบาย

โรตีคลุกฝุ่น

โรตีในหมอก

แบตเตอรี่ มาชาร์ตที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวได้
แต่ต้องเฝ้าของใครของมันเอง
เปิดศูนย์ให้ชาร์จตั้งแต่ตีสี่ถึงสี่ทุ่ม

ส่วนวันเดียวกันนั้น เราชาร์จตัวเองตั้งแต่ทุ่มครึ่งเลยแหละ
สลบเหมือด