การที่เมื่อคืนได้ชาร์จแบตตัวเองตั้งแต่ทุ่มนึง
จึงทำให้การตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
อาการที่ตามมาจากเมื่อวาน นั่นก็คือ อาการขาแข็ง
แต่ ก็ไม่เท่าไหร่ ยังเดินได้อยู่
อ้อ เมื่อวานตอนขึ้นเขา เราใช้ knee supporter ด้วย
ก่อนนอนก็นวดขาไปนิดหน่อยให้กล้ามเนื้อคลายตัว
ไม่รู้ช่วยหรือเปล่า แต่เราว่า ก็ไม่เสียหายอะไรนิ

เป็นครั้งแรกที่เราไปพักที่พักอุทยานแห่งชาติ
ก็เลยได้รู้ว่า ที่เราไปอยู่ปฏิบัติธรรม กับการมาที่พักอุทยานนี่
สภาพความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ต่างกันเลย
ที่พักอุทยานไม่ได้มีความสบายอะไรนัก
มีไปตามความจำเป็น ไฟฟ้าก็จำกัดการใช้งาน
การไปพักปฏิบัติธรรม จึงเป็นอะไรที่ธรรมดามากขึ้นไปอีก สำหรับเรา
เผลอๆบางที่สบายกว่าที่พักอุทยานด้วย


แม้ว่าเราจะเที่ยวหลายหลากสไตล์มาก
สบ๊ายสบายไปจนถึงเดินเหงื่อแตกก็ได้
แต่เราก็บอกไม่ได้เต็มปากเหมือนกันว่า
เราเที่ยวได้ทุกสภาวะ แบบไหนก็ได้
อย่างกางเตนท์นี่ เราก็ไม่เอา
ให้มาป่าหน้าฝน เราก็ไม่อยาก เพราะว่ามันมีทากดูดเลือด แมลงเยอะ
ด้วยความที่แพ้และไม่ชอบแมลงเป็นทุนเดิม

เรียกว่า เป็นคนชอบเที่ยวหลายๆแบบ
แต่ถ้าต้องไม่สบาย ต้องลำบากหน่อย ก็เอาเท่าที่จำเป็นก็พอ
เพราะเราก็ไม่ใช่คนลุยอะไรนักหนา แล้วก็ไม่ใช่คนเที่ยวแบบต้องรัดเข็มขัดด้วย

เหตุของการตื่นตีสี่ครึ่งในวันนี้ ก็เพราะว่าวันนี้เราจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน
ซึ่งต้องใช้เวลาเดินไปผานกแอ่น เป็นระยะทางราวๆ 2 กิโลเมตร
ตอนตีห้า ต้องไปรวมตัวกันที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อเจอเจ้าหน้าที่ก่อน
จากนั้นก็ค่อยเดินทางกันไปเป็นแถวๆตามๆกันไป

ไฟฉายจึงเป็นอย่างหนึ่งที่จำเป็นมากในทริปนี้
อันเล็กๆก็ยังช่วยได้ ดีกว่าไม่มีเลย

อากาศหนาวไม่ใช่เล่น ก็ดีที่ได้เตรียมเสื้อหนาวมา
ถงจะเป็นเมืองไทย แต่ก็ไม่ใช่กรุงเทพ จึงมีสิทธิหนาวมากได้
เตรียมไปเยอะหน่อยก็ดี เหลือยังถอดได้ แต่ขาดนี่ ไม่มีจะใส่
และไหนๆก็มีลูกหาบแล้ว

ยกเว้นเพียงแต่ของกิน
บนภูกระดึงมีให้เลือกทานเยอะมากกกกก ไม่มีอดตายถ้ามีตัง
ถ้าจะเอาไปเอง ก็ควรจะด้วยเหตุของความสุนทรีในการเที่ยวภู

เราใช้เวลากันประมาณครึ่งค่อนชั่วโมง ก็เดินมาถึงผานกแอ่นที่ยังมืดอยู่
มีเพียงแสงไฟจากโต๊ะเจ้าหน้าที่ ที่ขายโอวัลติน กาแฟ แก้วละยี่สิบบาท
อุดหนุนกันสักนิด เพื่อนำของอุ่นเข้าร่างกาย
ในเวลาหนาวๆเช่นนี้ รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลย

ฟ้าใกล้สาง
มีลุ้นกันเล็กน้อยว่าจะเห็นทะเลหมอกหรือเห็นพระอาทิตย์

พอฟ้าเริ่มสาง จากที่นึกว่าคนไม่เยอะ ก็มีเยอะพอตัวเลย
แต่โชคดี จริงๆจำนวนขนาดนี้ เรียกว่าน้อยแล้ว
เพราะว่าเราไปวันธรรมดา มีคนอยู่บนภูทั้งหมดราวๆหลักร้อยต้นๆเท่านั้น
ภูนี้เขาจำกัดอยู่ที่ 5000 คน
แค่มากกว่านี้สองเท่า เราก็ว่าเริ่มไม่สงบแล้วล่ะ

การรอดูพระอาทิตย์ขึ้น ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า
เรากำลังนั่งสังเกตสรรพบนโลกนี้ ตื่นจากการหลับใหลในเวลากลางคืน
และสังเกตเห็นการเป็นไปของการเริ่มชีวิตอีกวันหนึ่ง
ถึงแม้ในความจริง มันจะมีการจบการเริ่มอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
ไม่เพียงแต่ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตกเท่านั้น

มองไปด้านล่างก็จะเห็นหมอกอยู่บางช่วง

พระอาทิตย์มาแล้วเอย

Sun Drop

เบื้องหลังการถ่ายทำ

เป่าพระอาทิตย์ ฟู่ๆๆ (ว่างมากเนอะ)

อาบแดดๆ

แล้วก็เดินไปลานพระแก้วซึ่งอยู่ทางเดียวกับผานกแอ่นกัน
ไปไหว้พระให้เป็นศิริมงคลของการเดินทางวันนี้กันเนอะ

ลูกอะไรไม่รู้ระหว่างทาง น่ากินดี
(แต่ไม่กล้ากิน กลัวตายเป็นผีเฝ้าภู)

ส่วนดอกนี้มีเต็มภูเลย ชอบมากๆ
ถึงมันจะดูแห้งๆแต่มันพอเห็นมันอยู่เป็นกลุ่มๆตามพื้น ก็เป็นสีสันเหมือนกัน

ถึงลานพระแก้วแล้ว
เป็นบริเวณที่สัปปายะมากๆ เงียบสงบ ลมเย็น มีสมาธิจากสุขได้ง่ายๆ
มีกลุ่มนึงไปสวดมนต์และนั่งสมาธิด้วย
กลุ่มเราเดินไปถ่ายรูปเล่น วิ่งเล่น พอเห็นกลุ่มนี้แล้วรู้สึกเลวไปเลย ฮ่าๆ

เสร็จแล้วก็กลับบริเวณที่พักไปทานอาหารเช้ากัน
เช้านี้เราเลือกทานที่ร้านนัดพบ และจากนั้น มื้อถัดๆไป
ก็ฝากท้องไว้ร้านนี้ตลอด

เพราะว่าป้าเจ้าของร้านใจดี
แถมอาหารก็อร่อยอีกต่างหาก

ไข่กระทะ เย้

ข้าวราดหมูผัดกระเทียม

หลังจากที่หนุ่มๆกลับไปนอนงีบหลังอาหารเช้ากันแล้ว
สิบโมงกว่าๆ เราก็เริ่มเดินผากันยาวเลย
วันเดินผา จะเป็นวันที่เนิ่นนานที่สุด
เพราะกว่าจะถึงผาหล่มสักที่เป็นไฮไลท์ในการดูพระอาทิตย์ตก ก็บ่ายถึงบ่ายแก่ๆแล้ว
แล้วกว่าจะดูพระอาทิตย์ตกเสร็จ กลับมาที่พักอีก ก็ปาเข้าไปหลายทุ่มอยู่
ขึ้นอยู่กับสปีดเท้าสุนัขของเราเองด้วย
เพราะฉะนั้น วันนี้ต้องเตรียมตั้งแต่อุปกรณ์กันแดด (ถ้าไม่อยากเป็นฝ้าเกินจำเป็น)
ไปจนอุปกรณ์กันหนาวเต็มที่ (เพราะกว่าจะถึงที่พักก็มืดแล้ว อากาศหนาว)
อ๊ะ และอย่าลืมไฟฉายด้วยนะ

ถ้าดูตามแผนที่นี้ (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ได้)
จะเห็นได้ว่า เส้นทางเดินผา อยู่แถบด้านล่างนี้
จากที่พักเราที่ศูนย์บริการวังกวาง
เดินไปทิศตะวันออก จะเป็นผานกแอ่น และลานพระแก้ว
เราใช้เส้นทางนี้เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า
และในตอนสายๆ เราก็จะเดินจากที่พัก
ลงมาที่ผาหมากดูก เดินเลียบผาไปทางทิศตะวันตก แล้วไปสิ้นสุดที่ผาหล่มสัก
ระยะทางก็ไม่มากไม่มาย ไปกลับราวๆยี่สิบกิโลเมตร
ก็เท่ากับเราเดินจากอนุสาวรีย์ชัยไปรังสิต แค่นั้นเอ๊งงง

มาเที่ยวนี้ แอบ geek อยู่หน่อย
ตรงที่ได้เรียนรู้และใช้งาน Google Map บน BB อย่างคุ้มค่า
และ Google Latitude เพื่อดูตำแหน่งของคนในกลุ่มด้วยว่าเดินกันถึงไหนแล้ว
(นัดรอกันเป็นจุดๆ เพราะจะได้ไม่เสียเวลา แต่ละคนใช้เวลาแต่ละที่ไม่เท่ากัน)
ทำให้การเดินง่ายขึ้นอีกเยอะ
เพราะทำให้รู้ว่าเดินถึงตรงไหนแล้ว เหลืออีกประมาณเท่าไหร่ ใครอยู่ตรงไหนแล้ว
(ยกเว้นแต่ตอนวันเข้าป่า ซึ่งเป็นวันพรุ่งนี้ ไม่ค่อยมีสัญญาณ)
อ้อ ไอโฟนก็ใช้ได้นะ

ระหว่างทางเดินผา ก็มีต้นใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แอบๆอวดโฉมให้ถ่ายรูปกันบ้างเป็นบางต้น
ค่อยแซมให้สีสันในหน้าแล้งอย่างนี้

ถ่ายไปถ่ายมา ผู้ร่วมทางบอกว่า
ระวังเวิ่นเว้อเกินเหตุแล้วจะไปผาหล่มสักไม่ทันการ
ก็เลยต้องเร่งสปีดกันสักเยอะๆหน่อยแล้ว

มาถึงแล้ว ผาหมากดูก

วันเดินเลียบผา ก็จะได้วิวท้องฟ้า หน้าผา กันตลอด
ข้อด้อยหรือจุดเด่นไม่รู้ของวันนี้ก็คือ
บริเวณหน้าผา ต้นไม้จะไม่ค่อยร่ม พี่หมีเดินวันเดียว เปลี่ยนสีทันที
จากหมีขาว กลายเป็นหมีสีน้ำตาล
แว่นกันแดดก็เป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่มีแล้วก็จะสะดวกขึ้น
เพราะการเดินหลังเที่ยงจะเป็นการเดินเอาหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ตลอด
และทางเดินเลียบผา ถึงจะเป็นทางราบ
แต่ก็เป็นพื้นทรายซะเยอะ ไม่ค่อยเหมาะกับรองเท้าแบบเปิดเท้า
นอกจากว่าเป็นคนชอบทำความสะอาดซอกเล็บเท้าเป็นพิเศษ และหนังเท้าหนา
ไม่มีพื้นที่เหมาะกับรองเท้าส้นสูงไฮโซวแม้แต่ตารางนิ้ว
อยู่บนนี้ต้องสวยแบบสปอร์ตเท่านั้นนะจ๊ะ อิอิ

ยกเว้นเพียงแค่ผาจำศีล (ผาไหนเป็นผาไหน ดูแผนที่ด้านบนเอานะก๊ะ)
ทุกผาจะมีซุ้มขายอาหารและเครื่องดื่ม
บางผามีมาก (เช่น ผาหมากดูก ผาแดง ผาหล่มสัก) บางผามีน้อย
ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิน แต่ถ้ามีน้ำขวดติดตัวสักขวดก็ดี
เพราะการเดินผาวันฟ้าใสๆนี่ ทำเอาน้ำหายไปจากตัวอย่างรวดเร็ว
ตลอดเวลาตั้งแต่ขึ้นมาบนภูนี่ เครื่องดื่มโปรดของเราคือ เอ็มสปอร์ตสีเหลือง
พี่หมีแนะนำให้ดื่มตั้งแต่ที่ซำแฮก แล้วต่อจากนั้นก็ซื้อเรื่อยๆเลย
มันสดชื่นดี ได้ดื่มเย็นๆแล้วหายเพลียไปหน่อย
แต่ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบนะ สูตรใครสูตรมัน

เลยจากผาหมากดูกมาสักพักหนึ่งก็เป็นผาจำศีล
เป็นผาเดียวที่…ไม่รู้ตั้งใจให้ไม่มีร้าน เพื่อให้เหมาะแก่การจำศีลหรือเปล่า
รู้แต่ว่ามีหลืบมีมุมที่บังด้วยต้นไม้บางต้น เพื่อให้เป็นส่วนตัวแก่การชมวิวจากหน้าผานี้ดี

เดินมาอีกอึดใจหนึ่งก็จะถึงผานาน้อย
เดินไปรอบแรกอาจจะรู้สึกว่าไม่ใกล้กับผาจำศีลเท่าไหร่
แต่พอเดินไปสักสองสามรอบ ก็จะรู้สึกว่า โอ้ย นิดเดียวเองงง

หยุดพักดูวิวกันซะหน่อย

ตะเกียงหนึ่งแรงเทียน สิบบาท ใช้เวลาไฟฉายเสียหรือถ่านหมด
แล้วก็มีโอกาสได้ใช้จริงด้วย เพราะวันนึงไฟฉายพี่หมีหลอดขาด
อีกวันไม่นึกว่าจะต้องกลับมืด ได้ฟิลไปอีกแบบ ^^

ต้นสนเยอะแยะเลยตลอดทาง
เป็นต้นไม้ที่ทรงและใบสวยจริงๆ

ชอบวิวอย่างนี้ : -)

แม้ว่า แดดจะร้อน จะแรง
แต่ความเพลินในการเดิน ก็ยังอยู่ ไม่ได้ระเหิดไปด้วย

แล้วก็มาถึงผาเหยียบเมฆ

พอเห็นปั๊บ ก็รู้สึกชมชื่อจริงๆ ดูเหมือนเราอยู่ระดับเดียวกับเมฆเลย
ผาอื่นก็ไม่รู้สึกอย่างนี้นะ เอ้อ เก๋

ชะโงกไปดูวิวซะหน่อย
วิวด้านล่างก็เหมือนๆกันอะนะ ก็แหงล่ะ ก็ภูเดียวกัน ด้านเดียวกันนี่
แต่ว่า แต่ละผา ก็มีคาแรกเตอร์ของตัวเองนะ

อะ เดินกันต่อ
ที่นี่ขี่จักรยานได้นะ ถึงบางบริเวณจะต้องเดินลงแล้วเข็นเอา
หลายๆคนก็เลือกขี่จักรยาน
แต่เรา เลือกไม่ได้ ต้องเดินอย่างเดียว ^^”
มองโลกในแง่ดี เดินมันทำให้ซึบซาบบรรยากาศได้ดีกว่านะ

อะ เดินกันต่อไป
เราเป็นคนที่เดินนาน หรือเดินขึ้นลงเยอะๆจะปวดเข่าง่าย
เคล็ดลับในการเดินนานที่เราใช้คือ
ต้องถนอมข้อเท้าข้อเข่าเยอะๆ โดยการใส่รองเท้าพื้นหนานุ่ม (ขอบชีสไม่ต้อง)
เวลาเดินไม่เดินลงส้น พยายามเดินเร็วแต่จังหวะที่เท้าลงให้ลงซอฟต์ๆ
เหมือนกับเครื่องบินกำลังนำล้อลงแตะรันเวย์
ใช้ร่างกายส่วนอื่น เช่น สะโพก ท้องส่วนล่าง ในการเหวี่ยงขาบ้าง
อย่าใช้แค่กำลังของขาอย่างเดียว เพราะจะยิ่งใช้งานขาหนัก
คนที่ปรกติเดินลงส้นอาจจะต้องฝึกเดินสักระยะถึงจะชิน

เวลาเจอดอกไม้งามๆเด่นๆเด้งๆ มันก็ดูอู้หูอ้าหาดีนะ
แต่เวลาเจอดอกที่มันธรรมดาๆ ไม่ต้องเด่นอะไร
แต่เป็นตัวเสริมให้ที่นั่นเป็นที่นั่น เรากลับประทับใจมากกว่า
ถ้าเปรียบกับคน เราว่า คนเราเกลียดการเป็นคนธรรมดานะ
หลายๆคนบอกต่อโลกว่า ตนเองอยากมีชีวิตแบบธรรมดาๆ
แต่ในขณะเดียวกัน
กลับไม่รับความเป็นผู้แพ้ ยังอยากมีความพิเศษเหนือผู้อื่น
นัยว่า อยากเป็นคนที่ “เลือกได้เอง” ว่าจะธรรมดาหรือไม่ธรรมดา
แต่จะทนไม่ได้หรอกถ้าพบว่าตัวเองเป็น “คนธรรมดา” แบบที่ไม่มีทางเลือก
คนส่วนใหญ่จึงเป็นแค่คน “ธรรมดา” ที่อยากสามารถมีชีวิต “ไม่ธรรมดา”
โดยที่ความ”ไม่ธรรมดา” ก็มักจะเป็นการที่อยากมีแต่ความสุขความเจริญ
ในทางกลับกัน ดอกหญ้าตามทางเหล่านี้
ไม่ใช่กล้วยไม้แสนงาม กุหลาบแสนหวาน คาร์เนชั่นแสนไฮโซ
มันก็ธรรมดาของมัน แต่ความคงอยู่ ธรรมชาติของมัน
แม้ว่าไม่ได้ทำให้ตัวมันเองสวยขึ้นมาเป็นกุหลาบอีกดอกหนึ่ง
แต่มันทำให้โลกรอบข้างของมัน มีความหมายขึ้นมา อย่าง”ไม่ธรรมดา”
ใครเข้าถึงความ”ธรรมดา” ได้จริงๆ เขาจึงเป็นเหมือนดอกหญ้านี่แหละ
ที่ไม่ชิงเด่นในตัว แต่ก็ทำให้โลกรอบๆตัวนี้สวยงาม : -)

สักพักใหญ่
เราก็เดินฝ่าแดดมาจนถึงผาแดง ที่ไม่มีขงเบ้งกับจิวยี่อาศัยอยู่

เรานั่งพักกันที่ผาแดงไม่นาน
เหลือการเดินเพียงช่วงเดียวก็ถึงผาหล่มสักแล้ว
แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ยาวที่สุดก็เถอะ (สองกิโลเมตรกว่า)
ก็ยังรู้สึกว่าใกล้เส้นชัยเข้ามาทุกที
การเที่ยวภูกระดึงนี่ ก็เหมือนกับหลายๆที่
ถ้าใจไม่ไหว กายก็จะไม่ไหวไปด้วย
ทางเดินมันไม่ได้วิบากรากเลือดอะไรขนาดนั้น
ไม่เหมือนกับที่ๆวิบากจริงๆ อันนั้น นอกจากใจ ก็ต้องกายพร้อมด้วย

หมูน้อยในป่าใหญ่

ในที่สุด ก็มาถึงผาหล่มสัก

สั่งเครื่องดื่มมาเป็นรางวัลของตัวเองให้ชื่นใจ

แล้วเราก็ไปตรงผากันดีกว่า เดี๋ยวนั่งเพลินไม่ทันพระอาทิตย์
และไม่ทันจับจองแถวหน้า

เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว

แล้วก็ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินที่แสนโมแรนติกกับคนอีกยี่สิบสามสิบคน

ไปซะแล้ว วันนี้

ชอบจัง อากาศดี บรรยากาศดี : -)

มืดแล้ว : -)

เดินด้วยสปีดเป็นสองเท่าของขามา
เป็นเพราะว่าอากาศเย็น และไม่มีแดดส่องแล้ว
และเริ่มรู้ทาง ก็เลยเดินอย่างรวดเร็วได้
ประกอบกับแสงดาวที่เกลื่อนฟ้าในเวลามืด
ทำให้ช่างเป็นการเดินทางฝ่าความมืดที่แสนรื่นรมย์เสียนี่กระไร

ถึงที่พักสามทุ่ม
ต้มมาม่าคัพหม่ำกันเป็นรางวัลแด่คนช่างเดิน : -)

พรุ่งนี้เป็นวันเดินป่า นอนขี้เกียจได้อีกหน่อย
แต่ยังไง สี่ทุ่มปั๊บ ตาก็ปิดแทบจะทันที